สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปกว่าสองเดือน ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านคิดถึงผมบ้างรึเปล่า ส่วนตัวผมเอง ขอบอกว่าคิดถึงมากครับ ส่วนสาเหตุที่หายห่างไปก็สาเหตุเดิมๆครับ จึงไม่ขอสาธยายให้ยืดยาว
วันนี้ผมจะนำเสนออีกหนึ่งบทเพลง ที่เขียนขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ระยะเวลาไล่เลี่ยกับเพลงอื่นที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ อีกแล้วครับท่าน ได้แค่หวังว่า คุณผู้อ่าน จะยังไม่เบื่อนะครับ
เพลงนี้ผมพยายามคิดชื่อเพลงคิดว่าเหมาะและสอดคล้องกับเนื้อหา แต่จวบจนปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้ชื่อเพลงอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็ขอเว้นไว้ก่อน ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเชิญทัศนากันได้เลยครับ
Aคืนและวันที่ผ่านพ้นF#mมา จนDเป็นฉัน ในEวันนี้
Aถามตัวเอง ได้เรียนF#mรู้อะไร บ้างDไหมE ในฐานะคนๆนึง
F#mเท่าที่รู้ Eโลกไม่ได้สวยงาม อย่างที่Dเข้าใจ อย่างเมื่อEตอนที่ยังเด็ก
F#m แต่ใช่ว่าโลกจะโหดEร้าย ไปเสียทุกDอย่าง ยังEพอมีทางให้เลือกเดิน
A**เมื่อเกิดปัญหา ที่F#mเกินจะรับมือไหว Dบอกใจให้นิ่ง Eให้เย็นเอาไว้ก่อน
Aแต่หากมันหนักหนา จนF#mเกินจะแบกรับDไว้ ก็Eขอให้วางลง วางลงก่อน
Aพึงยินดีกับสิ่งละF#mอัน พันละDน้อย Eที่ได้ผ่านเข้ามา
Aเหนื่อยเกินไปถ้าต้องไขว่F#mคว้า เสาะDหา Eก็เพราะว่ามัน
อยู่ตรงF#mนี้อยู่แล้ว Eแค่มองไม่เห็น และไม่Dเคยหลบเร้น Eแค่มองข้ามไป
F#mเหมือนลมหายEใจ ที่ใครต่อDใคร Eไม่ค่อยให้ความสำคัญ (ซ้ำ **)
***วางลงก่อนF#mแล้วผ่อนคลาย ลองหายใจเข้าและออกEช้าๆ หยุดคิดหยุดF#mฟุ้งซ่านพอก่อนหนา สติปัญญาการตื่นEรู้ นั้นจะชี้นำทาง
A F#m D E 2times(ซ้ำ** เปลี่ยนคีย์สูงขึ้นครึ่งเสียง เป็น Bb Gm Eb F#)
ครับผม เนื้อหากับตามนี้ครับ ออ ลืมบอกอีกอย่าง เป็นเพลงช้าครับ
แบบว่าชีวิตบางช่วงบางตอนมันต้องเจออะไรหนักๆอยู่บ่อยครั้งครับ บางครั้งก็รู้ตัวได้สติก็ช่วยได้เยอะครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้งหรอกครับคุณผู้อ่าน บางที่ก็จมอยู่กับอารมณ์ความคิดอยู่เป็นวันๆโดยไม่รู้ตัวก็มีออกบ่อยไป ก็เขียนๆออกมาจากประสบการณ์จริงบ้าง ได้ยินได้ฟังได้อ่านบ้าง ปนๆกัน
หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้รับสาระ และบันเทิงจากเพลงๆนี้ไปพร้อมๆกันนะครับ
วันนี้เอาสั้นๆแค่นี้ก่อนครับ
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน เทอญ....
ที่ไหนๆก็ได้ ขอให้เราชอบก็พอ ไม่ต้องรอให้ตายก่อนก็ไปได้ ทั้งโลกแห่งความจริงและโลกสมมุติ ที่ๆทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่เรา อยากให้เป็น
วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560
แรงบันดาลใจ
Intro: A Amaj7 D Dmaj7 2times
Aฉันมองเห็น ได้Amaj7ยิน ได้กลิ่น Dสัมผัสที่ปลายลิ้น Dmaj7ที่ผิวกาย
Aในสายลม ในAmaj7แสงดาวพราว Dในสายน้ำไหล Dmaj7ในท้องทะเล E ใน
F#mผืน ปฐEพี Dในทุกๆที่Dmaj7ทุกๆเวEลา F#mไม่เคยร้างEลา Dไม่ว่าเธอจะเป็นใคร Dmขอแค่เพียงเธอเปิดใจรับ
AแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#mเราพบF#mเจอ
Bmฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจ มองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจA Amaj7 D Dmaj7
AในทุกๆการกระAmaj7ทำ ก็Dปล่อยใจให้ว่างๆหน่อย Dmaj7 สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ
A ชัดเจนขึ้นมา Amaj7 ก็Dอาจตื้นตันจนน้ำตา มันDmaj7ไหลรินหลั่งเหมือนดังEว่า
F#mได้หาเจอสิ่งที่Eหาย ที่Dพรากจากไปเนิ่นนานสุดDmaj7ท้ายกลับมาพบพานE F#mดังภาระอันยิ่งEใหญ่
ที่Dทุ่มเทสุดหัวใจ ได้Dmสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
Aด้วยแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอBm7ฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่ Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจD A
Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ใฝ่ฝัน Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่สร้างสรรค์ Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้ทั้งนั้นBm7 C#m7 Dm7
A แรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอ Bm7ฉันว่าเธอ Eไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลAใจ Amaj7แรงบันดาลDใจ Dmaj7โว้โอ A Amaj7คือแรงบันดาลDใจ Dmaj7. A
เพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ไล่เลี่ยกับหลายๆเพลงที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้
สำหรับที่มาที่ไปของเพลง ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวดีๆต่างๆที่เคยผ่านหูผ่านตาผมมา จากสื่อต่างๆ นั่นเองครับ
ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน นอกเหนือจากการทำนาพาร์ทไทม์ของผมแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก วันทั้งวันจึงหมดไปกับทีวีและอินเตอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารบันเทิง สาระบ้าง สาระน้อยบ้างว่ากันไป พออยู่กับสื่อ คลุกคลีกับมันมากๆ ผมก็ไปสะดุดกับคำๆนี้เข้า ใช่ครับ คำว่าแรงบันดาลใจนั้นเอง มีการใช้คำๆนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ได้หยิบคำๆนี้มาใส่ไว้ในเพลงในท่อนสร้อยซะเลย
เนื้อหาของเพลงๆนี้ ก็คล้ายๆกับเพลงอื่นๆครับ คือมาหลังเมโลดี้ที่ซ้อมๆเล่นๆไปแล้วเราก็ชอบ เพลงนี้ผมเล่นกับเมโลดี้อยู่หลายสัปดาห์เลยครับ แบบว่า รู้สึกว่ามันเพลินดี ก็ไม่ได้คิดเนื้อหาคำร้องอะไร เล่นๆฟังๆไปเรื่อยๆ บางทีก็หลับตาเล่น แล้วปล่อยให้ใจมันล่องลอยไปกับท่วงทำนอง แล้วค่อยสังเกตุว่ามันจะไปเจอไปปิ๊งอะไรเข้าบางไหม อย่างที่บอกครับ เป็นเดือน กว่าคำแรก ประโยคแรกมันจะออกมาได้ คือผมอยากให้ความรู้สึกของเรามันบอกครับ ว่ามันใช่ที่สุดก่อน แล้วค่อยเขียนออกมาครับ พอประโยคแรกมา มันก็ค่อยๆทยอยๆกันมาเรื่อยๆครับ อีกประมาณสัปดาห์ก็ได้ทั้งคำร้องและทำนองที่ผมพอใจ จนผ่านมาอีกประมาณสามปีให้หลัง(มาอยู่ภูเก็ตแล้ว) พอหยิบขึ้นมาซ้อมมาร้อง บ่อยขึ้น ก็รู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนมันยังไม่ได้ดั่งใจ ผมก็เอาเนื้อหามาแก้อีกที จนได้เนื้อเพลงที่คุณผู้อ่านเห็นนี้ละครับ
เมื่อสักสามเดือนที่แล้ว ผมลองเอาโทรศัพท์มาลองอัดเสียง
ตอนเล่นเพลงๆนี้ไปให้เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมลองฟังดู พวกมันว่าไงรู้ไหมครับคุณผู้อ่าน พวกมันไม่ว่าอะไรเลย เอิ้กๆๆๆ ไม่ชม ไม่ด่า เฉยๆชิวๆ กันไป เราว่ามันโอเคแล้ว แต่มันคงยังไม่ใช่สำหรับคนอื่นสินะ ผมคงไม่แก้อีกแล้วละ ด้านเนื้อหานะ แต่ในด้านของดนตรีและเสียงร้อง คงต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกนานเชียวครับ เอิ้กๆๆๆ
สำหรับตอนนี้ก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
Aฉันมองเห็น ได้Amaj7ยิน ได้กลิ่น Dสัมผัสที่ปลายลิ้น Dmaj7ที่ผิวกาย
Aในสายลม ในAmaj7แสงดาวพราว Dในสายน้ำไหล Dmaj7ในท้องทะเล E ใน
F#mผืน ปฐEพี Dในทุกๆที่Dmaj7ทุกๆเวEลา F#mไม่เคยร้างEลา Dไม่ว่าเธอจะเป็นใคร Dmขอแค่เพียงเธอเปิดใจรับ
AแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#mเราพบF#mเจอ
Bmฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจ มองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจA Amaj7 D Dmaj7
AในทุกๆการกระAmaj7ทำ ก็Dปล่อยใจให้ว่างๆหน่อย Dmaj7 สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ
A ชัดเจนขึ้นมา Amaj7 ก็Dอาจตื้นตันจนน้ำตา มันDmaj7ไหลรินหลั่งเหมือนดังEว่า
F#mได้หาเจอสิ่งที่Eหาย ที่Dพรากจากไปเนิ่นนานสุดDmaj7ท้ายกลับมาพบพานE F#mดังภาระอันยิ่งEใหญ่
ที่Dทุ่มเทสุดหัวใจ ได้Dmสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
Aด้วยแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอBm7ฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่ Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจD A
Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ใฝ่ฝัน Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่สร้างสรรค์ Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้ทั้งนั้นBm7 C#m7 Dm7
A แรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอ Bm7ฉันว่าเธอ Eไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลAใจ Amaj7แรงบันดาลDใจ Dmaj7โว้โอ A Amaj7คือแรงบันดาลDใจ Dmaj7. A
เพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ไล่เลี่ยกับหลายๆเพลงที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้
สำหรับที่มาที่ไปของเพลง ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวดีๆต่างๆที่เคยผ่านหูผ่านตาผมมา จากสื่อต่างๆ นั่นเองครับ
ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน นอกเหนือจากการทำนาพาร์ทไทม์ของผมแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก วันทั้งวันจึงหมดไปกับทีวีและอินเตอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารบันเทิง สาระบ้าง สาระน้อยบ้างว่ากันไป พออยู่กับสื่อ คลุกคลีกับมันมากๆ ผมก็ไปสะดุดกับคำๆนี้เข้า ใช่ครับ คำว่าแรงบันดาลใจนั้นเอง มีการใช้คำๆนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ได้หยิบคำๆนี้มาใส่ไว้ในเพลงในท่อนสร้อยซะเลย
เนื้อหาของเพลงๆนี้ ก็คล้ายๆกับเพลงอื่นๆครับ คือมาหลังเมโลดี้ที่ซ้อมๆเล่นๆไปแล้วเราก็ชอบ เพลงนี้ผมเล่นกับเมโลดี้อยู่หลายสัปดาห์เลยครับ แบบว่า รู้สึกว่ามันเพลินดี ก็ไม่ได้คิดเนื้อหาคำร้องอะไร เล่นๆฟังๆไปเรื่อยๆ บางทีก็หลับตาเล่น แล้วปล่อยให้ใจมันล่องลอยไปกับท่วงทำนอง แล้วค่อยสังเกตุว่ามันจะไปเจอไปปิ๊งอะไรเข้าบางไหม อย่างที่บอกครับ เป็นเดือน กว่าคำแรก ประโยคแรกมันจะออกมาได้ คือผมอยากให้ความรู้สึกของเรามันบอกครับ ว่ามันใช่ที่สุดก่อน แล้วค่อยเขียนออกมาครับ พอประโยคแรกมา มันก็ค่อยๆทยอยๆกันมาเรื่อยๆครับ อีกประมาณสัปดาห์ก็ได้ทั้งคำร้องและทำนองที่ผมพอใจ จนผ่านมาอีกประมาณสามปีให้หลัง(มาอยู่ภูเก็ตแล้ว) พอหยิบขึ้นมาซ้อมมาร้อง บ่อยขึ้น ก็รู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนมันยังไม่ได้ดั่งใจ ผมก็เอาเนื้อหามาแก้อีกที จนได้เนื้อเพลงที่คุณผู้อ่านเห็นนี้ละครับ
เมื่อสักสามเดือนที่แล้ว ผมลองเอาโทรศัพท์มาลองอัดเสียง
ตอนเล่นเพลงๆนี้ไปให้เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมลองฟังดู พวกมันว่าไงรู้ไหมครับคุณผู้อ่าน พวกมันไม่ว่าอะไรเลย เอิ้กๆๆๆ ไม่ชม ไม่ด่า เฉยๆชิวๆ กันไป เราว่ามันโอเคแล้ว แต่มันคงยังไม่ใช่สำหรับคนอื่นสินะ ผมคงไม่แก้อีกแล้วละ ด้านเนื้อหานะ แต่ในด้านของดนตรีและเสียงร้อง คงต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกนานเชียวครับ เอิ้กๆๆๆ
สำหรับตอนนี้ก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ไม่มีที่ไป
สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับผมมิสเตอร์เฮิร์บคนเดิม วันนี้ ผมมีเรื่องราวบางอย่างมาชวนให้คุณผู้อ่านทุกท่าน มาร่วมกันขบคิดกันหน่อย เกี่ยวกับสิ่งของที่เราต้องใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร เมื่อตอนที่เราไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว สิ่งนั้นที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนั่นก็คือ ถุงพลาสติก และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ที่เราไม่ต้องการแล้ว เรียกรวมๆว่า ขยะ ก็แล้วกันครับ
ที่ๆผมจากมา ก่อนจะมาพำนักอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต เป็นอำเภอเล็กๆทางผ่านระหว่างจังหวัดสองจังหวัด คือ อุบลราชธานี กับ อำนาจเจริญ และหมู่บ้านผมอยู่ห่างจากตัวอำเภอราวแปดกิโลเมตรเห็นจะได้ ช่วงที่กลับไปอยู่บ้านหลังเรียนจบ ผมสั่งซื้อจักรยานคันเล็กๆแบบพับได้มาหนึ่งคัน เอาไว้ปั่นเล่น หวังฟื้นฟูร่างกายหลังจากเลิกสูบบุหรี่ได้ประมาณเจ็ดแปดเดือน ติดบุหรี่มาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมัธยมต้น ก็ประมาณร่วมๆยี่สิบละครับ ที่สูบมา
พอได้จักรยานคันนี้มา ผมก็ไม่ให้มันต้องคอยนาน ผมเริ่มปั่นในเย็นวันนั้นทันที เป้าหมายคือ ปั่นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทำจริงได้แค่ประมาณ 1-2กิโลเมตรเท่านั้น สำหรับวันแรก ก็ประมาณหนึ่งช่วงเกาะกลางถนนหนึ่งเกาะครับ มันได้เท่านั้นจริงๆ และมันก็เหนื่อยมากๆ สำหรับวันต่อๆมา มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับสภาพร่างกาย ที่ค่อยๆฟิตขึ้นทีละน้อยทีละน้อย จากเกราะกลางถนนหนึ่งเกราะ เริ่มเพิ่มจำนวนเกราะขึ้นเรื่อยๆ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความรื่นรมย์ ความสุนทรีย์ มันมีมาเสริมเพิ่มเติมขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป และมันทำให้ผมอยากจะเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ อยากจะท้าทายศักยภาพตัวเองว่าจะทำได้ดี มีความแข็งแกร่ง ทรหดได้มากสักเพียงใด ผมใช้เวลาไปได้ไม่ถึงเดือน แล้วระยะทางแปดกิโลจากหมู่บ้านผม ไปสู่ตัวอำเภอ มันก็กลายเป็นอะไรที่เล็กน้อยจุ๋มจิ๋ม และไม่รู้สึกท้าทายสำหรับผมอีกต่อไป
ตลอดระยะทางแปดกิโลเมตร สองข้างทาง มันคือทุ่งนาข้าว ในฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก ต้นกล้ามันจะเขียวขจี เรื่อยไปจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ต้นข้าวจะออกรวงสีทองอร่ามไปทั่วท้องทุ่ง พริ้วไหวไปตามลมหนาว ดูแล้วสบายตา และเพลิดเพลินจนลืมเหนื่อย ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโต ผมก็นั่งผ่านถนนสายนี้เพื่อไปเรียนหนังสืออยู่หลายปีดีดัก เห็นจนชินชาชินตา แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยงามพิเศษอะไรเหมือนอย่างตอนที่ได้ดูเมื่อปั่นจักรยาน อาจจะเพราะรถผมมันเล็ก ล้อแค่ยี่สิบนิ้ว ต่อให้ปั่นจนสุดกำลัง มันก็ไปได้ไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี มันเป็นข้อเสียและข้อดีในเวลาเดียวกัน เมื่อมันช้า มันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรๆที่ไม่เคยเห็นเหมือนเมื่อตอนนั่งรถผ่าน และมันก็ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้นที่ผมประสบพบเจอ มันมีความมักง่ายไร้วัฒนธรรมของของผู้คนปะปนอยู่ในนั้นด้วย ตลอดระยะทางสิบหกกิโลฯ(ไปกลับ) สองข้างทาง มันเต็มไปด้วยเศษขยะ ถุงพลาสติก แก้วกาแฟ กล่องโฟม ขวดแก้ว เชือกฟาง กล่องนม ฯลฯ ผมไล่ไม่หมดครับมันช่างมีความหลากหลายเยอะแยะมากมายอะไรเช่นนี้ ที่น่าโมโหที่สุดก็ตอนที่เจอคนทิ้งขยะที่ทิ้งกันอย่างหน้าไม่อาย ทิ้งกันต่อหน้าต่อตานี่แหละครับ ที่สำคัญเป็นนักเรียนนักศึกษาคนมีความรู้ มีการศึกษาด้วย โยนแก้วพลาสติก วิ้ว ผ่านหน้าผมไป เด็กๆพวกนี้อยู่บนรถโดยสาร เด็กๆพวกนี้จะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเขาไม่ตายซะก่อน พวกเขาจะยังคงทิ้งอะไรๆแบบนี้ต่อไปได้มากมายอีกตราบชั่วชีวิตพวกเขาเลยละครับ ผมพนันได้เลย อันนี้ที่เห็นตำตานะครับ ส่วนที่ไม่เห็นว่าทิ้งนี่ไม่รู้เป็นใครหน้าไหนบ้าง ซึ่งจริงๆผมก็ไม่อยากรู้หรอกครับว่าคนพวกนี้เป็นใคร ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม ถึงทำกันอย่างที่ทำอยู่
จากประสบการณ์ครั้งนั้น มันทำให้ผมเริ่มสังเกตุสองข้างทางอยู่ตลอดเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ใช่แค่แปดกิโลเมตรจากหมู่บ้านผมถึงตัวอำเภอที่ผมอยู่เท่านั้น แต่มันคือถนนแทบทุกสายในประเทศนี้ ที่ผู้คนต่างยินดีจะทิ้งอะไรก็ตามที่ไม่ต้องการ ให้มันพ้นๆตัวออกไป ลงบนถนน ข้างถนน อันที่จริงแล้ว มันคือทุกๆที่ ที่คนพวกนี้ไปถึงครับ หลายๆครั้งผมเห็นเป็นคนขับรถแพงๆผูกไท หลายๆครั้งผมเห็นเป็นถึงระดับครูบาอาจารย์ ล่าสุด(ที่ภูเก็ต สองสามวันมานี่เอง)ผมเห็นเด็กนักเรียนอนุบาลซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ผู้ปกครองกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทิ้งแก้วพลาสติกใส่น้ำหวานของแกลงบนพื้นถนนขณะรถวิ่งแซงผมไป ก่อนจะทิ้งแก้วพลาสติกนั่น เด็กคนนั้นมองหน้าและสบตาผมก่อนด้วย เฟดเฟ่ ไม่เคยคิดว่าการกระทำแบบนั้นของคนอื่น มันจะมีผลกับจิตใจของผมเองมากมายขนาดนี้ เด็กมันยังไม่รู้ความครับ มันบอกได้สอนได้ อย่างที่โบราณว่าละครับ ไม้อ่อนดัดง่าย แต่พวกผู้ใหญ่นี้ละครับตัวดีเลย ไปติไปว่าเข้าหน่อยนี่ไม่ได้นะครับ ทำอะไรไม่เคยผิด พูดแล้วมันเต็บกระดองใจจริงๆ ผมเคยคิดและถามตัวเองว่า การศึกษา ความรู้ที่เขามี มันไม่ได้ช่วยเรื่องจิตสำนึกพื้นฐานง่ายๆเช่นการทิ้งขยะในที่ที่ควรทิ้ง บ้างเลยหรืออย่างไร แล้วเราจะหวังอะไรกับประเทศนี้ได้อีก กะอีแค่ทิ้งขยะลงในที่ที่ควรทิ้งก็ยังทำกันไม่ได้เลย คิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่า เราเป็นใครถึงได้คิดว่าตัวเองดีกว่าเขาเพียงเพราะเขาไม่ทิ้งขยะลงในที่ๆควรจะทิ้ง ที่ๆมีไว้ให้ทิ้ง ผมไม่ได้คำตอบอะไร มันตื้อไปหมด
ผมเคยเห็นรูปถ่ายในเวบเพจชื่อดังเวบนึง เป็นเวบข่าวสารวาไรตี้ เค้านำเสนอเรื่องราวของขยะในประเทศฟิลิปปินส์ครับ มีหลายๆภาพถ่ายเป็นรูปของขยะสิ่งปฏิกูลจำนวนมหาศาลที่ลอยเอ่ออยู่ในแม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเล มันมากมายจนถึงขนาดที่ว่า ให้คุณผู้อ่านนึกถึงผักตบชวาที่มันมีอยู่ในแม่น้ำลำคลอง บึงน้ำต่างในประเทศของเรา ที่มันลอยเป็นแพเป็นพรมสีเขียวครอบคลุมแม่น้ำทั้งสาย จนแทบมองไม่เห็นผืนน้ำเบื้องล่าง นั่นละครับ แบบนั้นเลย แค่เปลี่ยนจากผักตบชวาสีเขียวเป็นขยะหลากสีหลายชนิดแทน บางรูปมีเด็กๆแก้ผ้าเล่นน้ำแล้วยิ้มให้กล้องอีกด้วย ดูสีหน้าแล้วเขาสนุกสนานและไม่เป็นกังวลทุกข์ร้อนไปกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่เลย ให้ตายเถอะ ยอมใจมันจริงๆ ผมได้แต่หวังว่า ไทยแลนด์ของเราจะไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น แต่เห็นพฤติกรรมของคนในชาติเราแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ มันอาจจะไปถึงจุดนั้นสักวันก็ได้ หากว่าคนในชาติยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มักง่ายไร้จิตสำนึกเช่นนี้
ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่หลายปี ว่าจะมีวิธีใดบ้าง ที่จะแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ หรือไม่ก็ทำอย่างไรให้ตัวผมเองอยู่กับสภาสะแวดล้อมแบบนี้อยู่กับผู้คนแบบนี้ได้อย่างไรให้มีความสุข หรือทุกข์น้อยที่สุด(เหมือนไอ้เด็กในรูปนั่น) เพราะอย่างแรกมันยากเกินไปสำหรับสามัญชนอย่างเรา สุดท้ายคงต้องจบลงตรงคำว่า ปลง เหมือนอย่างเคย ผมเกลียดคำนี้นะ มันเป็นการแสดงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรมอย่างราบคาบ มันขมขื่นและน่าสมเพชสิ้นดี
ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก มีที่มาจากอุตสหกรรมปิโตรเคมีเป็นต้นทางครับ นักวิทยาศาสตร์ใข้ความรู้เรื่องคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของพลาสติก นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน ที่มาของพลาสติกคร่าวๆนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ ผู้ที่สนใจอยากจะทราบข้อมูลที่ลึกขึ้นกว่านี้ ผมก็นำลิงค์มาให้วาร์ปไปอ่านกันด้วยครับ อาจมีศัพท์แสงที่เฉพาะทางบางเล็กน้อย ก็อ่านข้ามๆไปได้ครับ
http://www.uniontoy.com/articles/41959443/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3??.html
จากที่ลองค้นข้อมูลในหลายๆเวบเพจแล้วพบว่า ข้อมูลในเวบที่ผมนำเสนอในลิงค์ข้างบนนั้น ค่อนข้างจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าเวบอื่นๆที่กูเกิ้ลลิสต์มาให้ครับ ไม่เป็นวิชาการมาก แต่พอจะทำให้เข้าใจถึงแหล่งที่มาของพลาสติก และผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พลาสติกชนิดต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
พอค้นข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผมได้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกมันสามารถนำมารีไซเคิ้ลได้มาสุดเพียงสามรอบเท่านั้น (เริ่มจากขวดพลาสติกสีใสๆ พอรีไซเคิลสีพลาสติกจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนครั้งที่ีรีไซเคิ้ลครับ)หลังจากนั้นมันจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพที่ไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆได้อีก เจ้าพลาสติกชนิดนี้ละครับ ที่ผมจะยกมาขอความเห็นจากคุณผู้อ่านทั้งหลายว่า เราควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี
มีเทคโนโลยีนึงที่น่าสนใจครับ คือเทคโนโลยีการเผา(หลอม)ขยะด้วยความร้อนสูง ประมาณ 7,000-15,000 องศาเซนติเกรด ในระบบปิด แล้วจะได้แก๊สจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซนติเกรด นำแก๊สที่ได้มาทำความสะอาด(ทำความสะอาดอย่างไรนั้น ในบทความที่ผมอ่านมาไม่ได้ระบุชัดเจน) เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยให้เหลือเฉพาะคาร์บอนมอนน็อคไซด์ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และไฮโดรเจนเท่านั้น เราก็จะได้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เทอร์ไบน์(กังหัน)ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าครับ เรียกเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่า ซีนแก๊ส (synthesis gas)หรือแก๊สสังเคราะห์นั่นเองละคร้าบ เทคโนโลยีที่ว่านี้ เค้าเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า พลาสม่าแก๊สซิฟิเคชั่น (plasma gasification)
*** การบอกอุณหภูมิประจำวันของสถานีวิทยุ แต่เดิมมักใช้คำว่า องศาเซนติเกรด
แต่ภายหลังมักได้ยินคำว่า องศาเซลเซียส แทน
อันที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง คือ เซนติเกรด เป็นมาตราส่วนในการวัดอุณหภูมิ
ส่วน เซลเซียส เป็นชื่อของคนที่คิดค้นระบบวัดนี้ขึ้นมา
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายคำว่า
Centigrade scale ไว้ว่า สเกลเซนติเกรด, มาตราส่วนเซนติเกรด : การแบ่งสเกลอุณหภูมิ
ตามแบบเซนติเกรด โดยกำหนดจุดเยือกแข็งให้เป็น 0 องศาเซนติเกรด และ
จุดเดือดเป็น 100 องศาเซนติเกรด
เซลเซียส (Cel-cius) นักฟิสิกส์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดสเกลแบบนี้ขึ้น
โดยในครั้งแรก กำหนดให้จุดเดือดเป็น 0 และจุดเยือกแข็งเป็น 100
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้สเกลแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เซลเซียส ผู้นี้มีชื่อเต็มว่า แอนเดอร์ส เซลเซียส ( Anders Cel-cius ) (พ.ศ.2244-2287).
หมายเหตุ *** ข้อมูลจาก โอเคเนชั่นบล็อก
เทคโนโลยีที่ผมกล่าวไปมีราคาแพงมากครับ ต้นทุนในการสร้างโรงเผาขยะแบบที่ว่านี้ อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเศษๆครับ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 70เมกกะวัตต์ ตอนนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ใช้เชื้อเพลิงเป็นขยะประเภทพลาสติก ยาง ไม้ กระดาษ ว่ากันว่าจะข่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะ สร้างมลภาวะน้อยกว่า ไม่ก่อสารพิษไดออกซินและฟิวเรน(เวลาเราเผาพวกพลาสติกเราจะได้กลิ่นฉุนของแก๊สสองชนิดนี้ครับ) ไม่มีน้ำมันดิน ขี้เถ้า หรือเถ้าลอย และมีผลผลิต พลอยได้ คือ ตะกรันแร่ที่มีความเสถียร จึงไม่เป็นอันตรายหรือมีความเป็นพิษ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ในธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น ฟังดูแล้วมันเคลิบเคลิ้มดีแท้ ความหวังเรืองรองทาบทอมาตามเส้นขอบฟ้าเลยทีเดียว แต่มันคงไม่เหมาะที่จัดการกับปัญหาขยะในระดับท้องถิ่นแน่ๆ ก็ทุนสูงซะขนาดนั้น แล้วอย่างเราๆท่านๆละ ทำอะไรกันได้บ้าง นี่ละครับที่ผมอย่างให้คุณผู้อ่านมาแชร์ไอเดียกัน ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนสูงแบบที่กล่าวมา
ในรายงานข่าวกึ่งสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จากฟรีทีวีช่องนึง ผมมีโอกาสได้ดูการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศฟิลิปปินส์ หญิงสาวคนนึงในฟิลิปปินส์ ปิ๊งไอเดียในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง ด้วยวิธีการที่แสนจะเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เธอนำขยะพลาสติกรูปแบบต่างๆ นำมาทำความสะอาด ก่อนนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอนำเอาเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆเหล่านั้น มาเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอิฐบล็อกคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างครับ อิฐของเธอค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงนั่นเอง เธอยืนยันว่าคุณภาพอิฐลูกผสมของเธอนั้น ไม่แพ้อิฐบล็อกในท้องตลาดเลย ก็ว่ากันไปครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้ดีในระดับนึง แถมได้ตังค์ด้วย นับถือๆ ถ้าเล่นไพ่นี่ก็คงป็อกเก้าสองเด้งละครับ เอิ้กๆๆๆ
ส่วนผมเองขอเสนอไอเดียแบบนี้ครับ เอาขยะพลาสติกไปทำความสะอาดแล้วทำการย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เดี๋ยวๆ มันคุ้นอยู่ป่าววะเฮิร์บเอ้ย ครับ ไม่แค่คุ้นหรอกครับ ผมลอกไอเดียสาวฟิลิปปินส์คนนั้นมาเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ คือพอเราได้เศษพลาสติกพวกนี้แล้ว(ยิ่งเล็กเป็นผงได้ยิ่งดีครับ) เราก็จะเอาไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของแอสฟัลท์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อยางมะตอยที่เค้าเอาไว้ผสมกรวดละเอียดลาดถนนนั้นแหละครับ ผมว่ามันต้องเวิร์คแน่นอน ฮ่าๆๆ อันนี้เสนอเฉยๆนะครับ ยังไม่การทดลองหรืองานวิจัยใดๆรองรับทั้งสิ้น มโนเอาล้วนๆครับ เอิ้กๆๆๆ
แล้วคุณผู้อ่านละครับ คิดเห็นกันอย่างไร มีไอเดียอะไรเจ๋งๆที่เคยคิดไว้แล้วยังไม่เคยบอกใครบ้างไหมครับ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกเนี่ย ผมว่ามันไม่ไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ว่างๆไม่มีอะไรทำก็ลองคิดลองแชร์กันออกมาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องมาแชร์ในบล็อกผมก็ได้(พูดเหมือนมีคนมาคอมเม้นท์อยู่เป็นสรณะ) ช่องทางใดที่ท่านคิดว่ามันจะสะดวกที่จะนำพาความคิดไอเดียดีๆไปสู่ผู้คนในวงกว้าง ก็ลุยเลยครับ ผมอยู่ข้างคุณผู้อ่านแน่นอน มันคงคงเป็นประโยชน์ต่อสังคมเราบ้างละน่า ปัญหาอะไรที่ว่าใหญ่ๆ พอเราร่วมด้วยช่วยกันแล้ว ปัญหามันก็จะเล็กลงทันใดเลยละครับ เพราะไอ้เจ้าพลาสติกเนี่ย มันมีที่มาครับ เพียงแต่มันไม่มีที่ไปเท่านั้นเอง
พบกันใหม่ตอนหน้าครับทุกท่าน
ที่ๆผมจากมา ก่อนจะมาพำนักอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต เป็นอำเภอเล็กๆทางผ่านระหว่างจังหวัดสองจังหวัด คือ อุบลราชธานี กับ อำนาจเจริญ และหมู่บ้านผมอยู่ห่างจากตัวอำเภอราวแปดกิโลเมตรเห็นจะได้ ช่วงที่กลับไปอยู่บ้านหลังเรียนจบ ผมสั่งซื้อจักรยานคันเล็กๆแบบพับได้มาหนึ่งคัน เอาไว้ปั่นเล่น หวังฟื้นฟูร่างกายหลังจากเลิกสูบบุหรี่ได้ประมาณเจ็ดแปดเดือน ติดบุหรี่มาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมัธยมต้น ก็ประมาณร่วมๆยี่สิบละครับ ที่สูบมา
พอได้จักรยานคันนี้มา ผมก็ไม่ให้มันต้องคอยนาน ผมเริ่มปั่นในเย็นวันนั้นทันที เป้าหมายคือ ปั่นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทำจริงได้แค่ประมาณ 1-2กิโลเมตรเท่านั้น สำหรับวันแรก ก็ประมาณหนึ่งช่วงเกาะกลางถนนหนึ่งเกาะครับ มันได้เท่านั้นจริงๆ และมันก็เหนื่อยมากๆ สำหรับวันต่อๆมา มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับสภาพร่างกาย ที่ค่อยๆฟิตขึ้นทีละน้อยทีละน้อย จากเกราะกลางถนนหนึ่งเกราะ เริ่มเพิ่มจำนวนเกราะขึ้นเรื่อยๆ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความรื่นรมย์ ความสุนทรีย์ มันมีมาเสริมเพิ่มเติมขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป และมันทำให้ผมอยากจะเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ อยากจะท้าทายศักยภาพตัวเองว่าจะทำได้ดี มีความแข็งแกร่ง ทรหดได้มากสักเพียงใด ผมใช้เวลาไปได้ไม่ถึงเดือน แล้วระยะทางแปดกิโลจากหมู่บ้านผม ไปสู่ตัวอำเภอ มันก็กลายเป็นอะไรที่เล็กน้อยจุ๋มจิ๋ม และไม่รู้สึกท้าทายสำหรับผมอีกต่อไป
ตลอดระยะทางแปดกิโลเมตร สองข้างทาง มันคือทุ่งนาข้าว ในฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก ต้นกล้ามันจะเขียวขจี เรื่อยไปจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ต้นข้าวจะออกรวงสีทองอร่ามไปทั่วท้องทุ่ง พริ้วไหวไปตามลมหนาว ดูแล้วสบายตา และเพลิดเพลินจนลืมเหนื่อย ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโต ผมก็นั่งผ่านถนนสายนี้เพื่อไปเรียนหนังสืออยู่หลายปีดีดัก เห็นจนชินชาชินตา แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยงามพิเศษอะไรเหมือนอย่างตอนที่ได้ดูเมื่อปั่นจักรยาน อาจจะเพราะรถผมมันเล็ก ล้อแค่ยี่สิบนิ้ว ต่อให้ปั่นจนสุดกำลัง มันก็ไปได้ไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี มันเป็นข้อเสียและข้อดีในเวลาเดียวกัน เมื่อมันช้า มันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรๆที่ไม่เคยเห็นเหมือนเมื่อตอนนั่งรถผ่าน และมันก็ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้นที่ผมประสบพบเจอ มันมีความมักง่ายไร้วัฒนธรรมของของผู้คนปะปนอยู่ในนั้นด้วย ตลอดระยะทางสิบหกกิโลฯ(ไปกลับ) สองข้างทาง มันเต็มไปด้วยเศษขยะ ถุงพลาสติก แก้วกาแฟ กล่องโฟม ขวดแก้ว เชือกฟาง กล่องนม ฯลฯ ผมไล่ไม่หมดครับมันช่างมีความหลากหลายเยอะแยะมากมายอะไรเช่นนี้ ที่น่าโมโหที่สุดก็ตอนที่เจอคนทิ้งขยะที่ทิ้งกันอย่างหน้าไม่อาย ทิ้งกันต่อหน้าต่อตานี่แหละครับ ที่สำคัญเป็นนักเรียนนักศึกษาคนมีความรู้ มีการศึกษาด้วย โยนแก้วพลาสติก วิ้ว ผ่านหน้าผมไป เด็กๆพวกนี้อยู่บนรถโดยสาร เด็กๆพวกนี้จะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเขาไม่ตายซะก่อน พวกเขาจะยังคงทิ้งอะไรๆแบบนี้ต่อไปได้มากมายอีกตราบชั่วชีวิตพวกเขาเลยละครับ ผมพนันได้เลย อันนี้ที่เห็นตำตานะครับ ส่วนที่ไม่เห็นว่าทิ้งนี่ไม่รู้เป็นใครหน้าไหนบ้าง ซึ่งจริงๆผมก็ไม่อยากรู้หรอกครับว่าคนพวกนี้เป็นใคร ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม ถึงทำกันอย่างที่ทำอยู่
จากประสบการณ์ครั้งนั้น มันทำให้ผมเริ่มสังเกตุสองข้างทางอยู่ตลอดเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ใช่แค่แปดกิโลเมตรจากหมู่บ้านผมถึงตัวอำเภอที่ผมอยู่เท่านั้น แต่มันคือถนนแทบทุกสายในประเทศนี้ ที่ผู้คนต่างยินดีจะทิ้งอะไรก็ตามที่ไม่ต้องการ ให้มันพ้นๆตัวออกไป ลงบนถนน ข้างถนน อันที่จริงแล้ว มันคือทุกๆที่ ที่คนพวกนี้ไปถึงครับ หลายๆครั้งผมเห็นเป็นคนขับรถแพงๆผูกไท หลายๆครั้งผมเห็นเป็นถึงระดับครูบาอาจารย์ ล่าสุด(ที่ภูเก็ต สองสามวันมานี่เอง)ผมเห็นเด็กนักเรียนอนุบาลซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ผู้ปกครองกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทิ้งแก้วพลาสติกใส่น้ำหวานของแกลงบนพื้นถนนขณะรถวิ่งแซงผมไป ก่อนจะทิ้งแก้วพลาสติกนั่น เด็กคนนั้นมองหน้าและสบตาผมก่อนด้วย เฟดเฟ่ ไม่เคยคิดว่าการกระทำแบบนั้นของคนอื่น มันจะมีผลกับจิตใจของผมเองมากมายขนาดนี้ เด็กมันยังไม่รู้ความครับ มันบอกได้สอนได้ อย่างที่โบราณว่าละครับ ไม้อ่อนดัดง่าย แต่พวกผู้ใหญ่นี้ละครับตัวดีเลย ไปติไปว่าเข้าหน่อยนี่ไม่ได้นะครับ ทำอะไรไม่เคยผิด พูดแล้วมันเต็บกระดองใจจริงๆ ผมเคยคิดและถามตัวเองว่า การศึกษา ความรู้ที่เขามี มันไม่ได้ช่วยเรื่องจิตสำนึกพื้นฐานง่ายๆเช่นการทิ้งขยะในที่ที่ควรทิ้ง บ้างเลยหรืออย่างไร แล้วเราจะหวังอะไรกับประเทศนี้ได้อีก กะอีแค่ทิ้งขยะลงในที่ที่ควรทิ้งก็ยังทำกันไม่ได้เลย คิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่า เราเป็นใครถึงได้คิดว่าตัวเองดีกว่าเขาเพียงเพราะเขาไม่ทิ้งขยะลงในที่ๆควรจะทิ้ง ที่ๆมีไว้ให้ทิ้ง ผมไม่ได้คำตอบอะไร มันตื้อไปหมด
ผมเคยเห็นรูปถ่ายในเวบเพจชื่อดังเวบนึง เป็นเวบข่าวสารวาไรตี้ เค้านำเสนอเรื่องราวของขยะในประเทศฟิลิปปินส์ครับ มีหลายๆภาพถ่ายเป็นรูปของขยะสิ่งปฏิกูลจำนวนมหาศาลที่ลอยเอ่ออยู่ในแม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเล มันมากมายจนถึงขนาดที่ว่า ให้คุณผู้อ่านนึกถึงผักตบชวาที่มันมีอยู่ในแม่น้ำลำคลอง บึงน้ำต่างในประเทศของเรา ที่มันลอยเป็นแพเป็นพรมสีเขียวครอบคลุมแม่น้ำทั้งสาย จนแทบมองไม่เห็นผืนน้ำเบื้องล่าง นั่นละครับ แบบนั้นเลย แค่เปลี่ยนจากผักตบชวาสีเขียวเป็นขยะหลากสีหลายชนิดแทน บางรูปมีเด็กๆแก้ผ้าเล่นน้ำแล้วยิ้มให้กล้องอีกด้วย ดูสีหน้าแล้วเขาสนุกสนานและไม่เป็นกังวลทุกข์ร้อนไปกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่เลย ให้ตายเถอะ ยอมใจมันจริงๆ ผมได้แต่หวังว่า ไทยแลนด์ของเราจะไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น แต่เห็นพฤติกรรมของคนในชาติเราแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ มันอาจจะไปถึงจุดนั้นสักวันก็ได้ หากว่าคนในชาติยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มักง่ายไร้จิตสำนึกเช่นนี้
ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่หลายปี ว่าจะมีวิธีใดบ้าง ที่จะแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ หรือไม่ก็ทำอย่างไรให้ตัวผมเองอยู่กับสภาสะแวดล้อมแบบนี้อยู่กับผู้คนแบบนี้ได้อย่างไรให้มีความสุข หรือทุกข์น้อยที่สุด(เหมือนไอ้เด็กในรูปนั่น) เพราะอย่างแรกมันยากเกินไปสำหรับสามัญชนอย่างเรา สุดท้ายคงต้องจบลงตรงคำว่า ปลง เหมือนอย่างเคย ผมเกลียดคำนี้นะ มันเป็นการแสดงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรมอย่างราบคาบ มันขมขื่นและน่าสมเพชสิ้นดี
ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก มีที่มาจากอุตสหกรรมปิโตรเคมีเป็นต้นทางครับ นักวิทยาศาสตร์ใข้ความรู้เรื่องคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของพลาสติก นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน ที่มาของพลาสติกคร่าวๆนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ ผู้ที่สนใจอยากจะทราบข้อมูลที่ลึกขึ้นกว่านี้ ผมก็นำลิงค์มาให้วาร์ปไปอ่านกันด้วยครับ อาจมีศัพท์แสงที่เฉพาะทางบางเล็กน้อย ก็อ่านข้ามๆไปได้ครับ
http://www.uniontoy.com/articles/41959443/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3??.html
จากที่ลองค้นข้อมูลในหลายๆเวบเพจแล้วพบว่า ข้อมูลในเวบที่ผมนำเสนอในลิงค์ข้างบนนั้น ค่อนข้างจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าเวบอื่นๆที่กูเกิ้ลลิสต์มาให้ครับ ไม่เป็นวิชาการมาก แต่พอจะทำให้เข้าใจถึงแหล่งที่มาของพลาสติก และผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พลาสติกชนิดต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
พอค้นข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผมได้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกมันสามารถนำมารีไซเคิ้ลได้มาสุดเพียงสามรอบเท่านั้น (เริ่มจากขวดพลาสติกสีใสๆ พอรีไซเคิลสีพลาสติกจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนครั้งที่ีรีไซเคิ้ลครับ)หลังจากนั้นมันจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพที่ไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆได้อีก เจ้าพลาสติกชนิดนี้ละครับ ที่ผมจะยกมาขอความเห็นจากคุณผู้อ่านทั้งหลายว่า เราควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี
มีเทคโนโลยีนึงที่น่าสนใจครับ คือเทคโนโลยีการเผา(หลอม)ขยะด้วยความร้อนสูง ประมาณ 7,000-15,000 องศาเซนติเกรด ในระบบปิด แล้วจะได้แก๊สจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซนติเกรด นำแก๊สที่ได้มาทำความสะอาด(ทำความสะอาดอย่างไรนั้น ในบทความที่ผมอ่านมาไม่ได้ระบุชัดเจน) เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยให้เหลือเฉพาะคาร์บอนมอนน็อคไซด์ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และไฮโดรเจนเท่านั้น เราก็จะได้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เทอร์ไบน์(กังหัน)ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าครับ เรียกเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่า ซีนแก๊ส (synthesis gas)หรือแก๊สสังเคราะห์นั่นเองละคร้าบ เทคโนโลยีที่ว่านี้ เค้าเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า พลาสม่าแก๊สซิฟิเคชั่น (plasma gasification)
*** การบอกอุณหภูมิประจำวันของสถานีวิทยุ แต่เดิมมักใช้คำว่า องศาเซนติเกรด
แต่ภายหลังมักได้ยินคำว่า องศาเซลเซียส แทน
อันที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง คือ เซนติเกรด เป็นมาตราส่วนในการวัดอุณหภูมิ
ส่วน เซลเซียส เป็นชื่อของคนที่คิดค้นระบบวัดนี้ขึ้นมา
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายคำว่า
Centigrade scale ไว้ว่า สเกลเซนติเกรด, มาตราส่วนเซนติเกรด : การแบ่งสเกลอุณหภูมิ
ตามแบบเซนติเกรด โดยกำหนดจุดเยือกแข็งให้เป็น 0 องศาเซนติเกรด และ
จุดเดือดเป็น 100 องศาเซนติเกรด
เซลเซียส (Cel-cius) นักฟิสิกส์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดสเกลแบบนี้ขึ้น
โดยในครั้งแรก กำหนดให้จุดเดือดเป็น 0 และจุดเยือกแข็งเป็น 100
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้สเกลแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เซลเซียส ผู้นี้มีชื่อเต็มว่า แอนเดอร์ส เซลเซียส ( Anders Cel-cius ) (พ.ศ.2244-2287).
หมายเหตุ *** ข้อมูลจาก โอเคเนชั่นบล็อก
เทคโนโลยีที่ผมกล่าวไปมีราคาแพงมากครับ ต้นทุนในการสร้างโรงเผาขยะแบบที่ว่านี้ อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเศษๆครับ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 70เมกกะวัตต์ ตอนนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ใช้เชื้อเพลิงเป็นขยะประเภทพลาสติก ยาง ไม้ กระดาษ ว่ากันว่าจะข่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะ สร้างมลภาวะน้อยกว่า ไม่ก่อสารพิษไดออกซินและฟิวเรน(เวลาเราเผาพวกพลาสติกเราจะได้กลิ่นฉุนของแก๊สสองชนิดนี้ครับ) ไม่มีน้ำมันดิน ขี้เถ้า หรือเถ้าลอย และมีผลผลิต พลอยได้ คือ ตะกรันแร่ที่มีความเสถียร จึงไม่เป็นอันตรายหรือมีความเป็นพิษ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ในธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น ฟังดูแล้วมันเคลิบเคลิ้มดีแท้ ความหวังเรืองรองทาบทอมาตามเส้นขอบฟ้าเลยทีเดียว แต่มันคงไม่เหมาะที่จัดการกับปัญหาขยะในระดับท้องถิ่นแน่ๆ ก็ทุนสูงซะขนาดนั้น แล้วอย่างเราๆท่านๆละ ทำอะไรกันได้บ้าง นี่ละครับที่ผมอย่างให้คุณผู้อ่านมาแชร์ไอเดียกัน ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนสูงแบบที่กล่าวมา
ในรายงานข่าวกึ่งสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จากฟรีทีวีช่องนึง ผมมีโอกาสได้ดูการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศฟิลิปปินส์ หญิงสาวคนนึงในฟิลิปปินส์ ปิ๊งไอเดียในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง ด้วยวิธีการที่แสนจะเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เธอนำขยะพลาสติกรูปแบบต่างๆ นำมาทำความสะอาด ก่อนนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอนำเอาเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆเหล่านั้น มาเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอิฐบล็อกคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างครับ อิฐของเธอค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงนั่นเอง เธอยืนยันว่าคุณภาพอิฐลูกผสมของเธอนั้น ไม่แพ้อิฐบล็อกในท้องตลาดเลย ก็ว่ากันไปครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้ดีในระดับนึง แถมได้ตังค์ด้วย นับถือๆ ถ้าเล่นไพ่นี่ก็คงป็อกเก้าสองเด้งละครับ เอิ้กๆๆๆ
ส่วนผมเองขอเสนอไอเดียแบบนี้ครับ เอาขยะพลาสติกไปทำความสะอาดแล้วทำการย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เดี๋ยวๆ มันคุ้นอยู่ป่าววะเฮิร์บเอ้ย ครับ ไม่แค่คุ้นหรอกครับ ผมลอกไอเดียสาวฟิลิปปินส์คนนั้นมาเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ คือพอเราได้เศษพลาสติกพวกนี้แล้ว(ยิ่งเล็กเป็นผงได้ยิ่งดีครับ) เราก็จะเอาไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของแอสฟัลท์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อยางมะตอยที่เค้าเอาไว้ผสมกรวดละเอียดลาดถนนนั้นแหละครับ ผมว่ามันต้องเวิร์คแน่นอน ฮ่าๆๆ อันนี้เสนอเฉยๆนะครับ ยังไม่การทดลองหรืองานวิจัยใดๆรองรับทั้งสิ้น มโนเอาล้วนๆครับ เอิ้กๆๆๆ
แล้วคุณผู้อ่านละครับ คิดเห็นกันอย่างไร มีไอเดียอะไรเจ๋งๆที่เคยคิดไว้แล้วยังไม่เคยบอกใครบ้างไหมครับ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกเนี่ย ผมว่ามันไม่ไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ว่างๆไม่มีอะไรทำก็ลองคิดลองแชร์กันออกมาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องมาแชร์ในบล็อกผมก็ได้(พูดเหมือนมีคนมาคอมเม้นท์อยู่เป็นสรณะ) ช่องทางใดที่ท่านคิดว่ามันจะสะดวกที่จะนำพาความคิดไอเดียดีๆไปสู่ผู้คนในวงกว้าง ก็ลุยเลยครับ ผมอยู่ข้างคุณผู้อ่านแน่นอน มันคงคงเป็นประโยชน์ต่อสังคมเราบ้างละน่า ปัญหาอะไรที่ว่าใหญ่ๆ พอเราร่วมด้วยช่วยกันแล้ว ปัญหามันก็จะเล็กลงทันใดเลยละครับ เพราะไอ้เจ้าพลาสติกเนี่ย มันมีที่มาครับ เพียงแต่มันไม่มีที่ไปเท่านั้นเอง
พบกันใหม่ตอนหน้าครับทุกท่าน
วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
แหมๆๆๆ ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะเฮิร์บเอ้ย
ยุ่งน่า ไม่ต้องมายุ่งอะน่า ไอ้เพื่อนบ้าๆมันชอบมาว่า มาว่า มาว่า ว่าเราชุ่ย มาว่าว่ามักง่าย เราว่าไม่ใช่ๆๆแค่ชอบง่ายๆอะไรก็ได้ไม่เรียกว่าชุ่ยน่า ก็แค่ไม่ชอบยาก ก็ต้องให้เรื่องยุ่งยากให้มากเรื่องให้เสียเวลาทำไมละ ง่ายๆก็ได้นี่ ก็ชอบง่าย ๆก็ชอบ ชอบ ชอบ ชอบ เอาน่ะ....
บางส่วนของเนื้อเพลง ยุ่งน่า อัลบั้มชุด108 1009 ศิลปิน เจตริน วรรตธนสิน วางแผงเมื่อปี 2536 แนวเพลง แร็ป สังกัดค่ายแกรมมี่
ไปๆ ไปลงนรกเสียเถอะที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ ไปๆ ไปลงนรกด้วยกันที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ เวลา ของเธอหมดแล้ว
ท่อนฮุคของเพลง นางแมว โดยกลุ่มศิลปิน หิน เหล็ก ไฟ อัลบั้มชุด หิน เหล็ก ไฟ วางแผงในปี 2536 เช่นเดียวกัน แนวเพลง เฮฟวี่เมทัล สังกัดค่าย อาร์เอสโปรโมชั่น
ปี2536 เป็นปีที่ผมจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่3 ผมรวบรวมเงินได้สองร้อยเศษๆ เพื่อซื้อเทปคาสเซต ของศิลปินที่ยกมาข้างต้นทั้งสอง ต่างสังกัด ต่างแนวเพลง ด้วยความชื่นชอบจนถึงขึ้นคลั่งไคล้เพลงทั้งสองเพลงนี้ที่ทั้งสองค่าย ส่งไปโปรโมทชิมลางทางวิทยุ และรายการทีวี ใช่ครับ มันอิมแพ็คโดนใจวัยรุ่นอย่างผม อย่างแรง
จะว่าไปแล้วเพลงแนวแร็ปแบบพี่เจ เจตริน ในชุด 108 1009นั้น ก็ไม่ได้เป็นของใหม่ซะทีเดียวในตลาดเพลงบ้านเรา เพราะเมื่อย้อนไปในปี 2534 พี่เจเองก็มีอัลบั้มเพลง ชุด จ เ-ะ บ มาก่อนแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นแร็ปอยู่เพียงเล็กน้อยเท่า ในเพลงฝากเลี้ยง ในขณะที่ฝั่งลาดพร้าวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีศิลปินอย่าง พี่ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นคู่แข่ง ความชัดเจนในเรื่องของแร็ป ก็ยังคงดูเบาบางไปไม่ต่างกันนัก ถ้าหากเทียบกับเพลงแร็ปเพลงฮิปฮ็อปจากประเทศต้นตำรับ อาจจะเป็นเพราะแนวเพลงแนวนี้เพิ่งจะได้รับความนิยมได้ไม่นานนักในเมืองไทย(มีเพลง อย่าง you can't touch it ของวง MC hammer แร็ปเปอร์ผิวสี และเพลง ice baby จากศิลปิน Vanila ice แร็ปผิวขาวจากแคนนาดา และเพลง No coke จากศิลปิน Dr. Alban เข้ามาเปิดตลาดเพลงแร็ป เพลงฮิปฮ็อปในเมืองไทย เมื่อประมาณปี2533 ออ มีแร็ปแขกด้วยนะ ตอนนั้นดังมาก)เพราะความใหม่มากนี่เอง ความรู้ความเข้าใจในวิถี โครงสร้าง แก่นแกนของความเป็นแร็ปหรือฮิปฮ็อป ว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และควรจะออกมาในรูปแบบใด ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ของบุคคลากรผู้ผลิต อาจยังมีน้อยอยู่ จึงยังทำให้ค่ายเพลงทั้งสอง ยังไม่ลงลึกถึงความเป็นแร็ปความเป็นฮิปฮ็อปเข้าไปในตัวศิลปิน และผลงานเพลงมากนัก หรืออาจจะกังวลว่าคนฟังจะรับได้ไม่ทันกับความใหม่นี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน ในขณะที่ค่ายเพลงอย่างคีตาเรคคอร์ด กลับกล้านำเสนอศิลปินแนวแร็ปฮิปฮ็อปอย่างเต็มรูปแบบจริงๆทั้งภาพลักษณ์ของตัวศิลปิน บีตเพลง จังหวะจะโคน เนื้อหา ที่ดูจะใกล้เคียงกับความเป็นแร็ปจากเมืองนอกมากที่สุด กลุ่มศิลปินกลุ่มนั้นมีชื่อว่า วง ที เค โอ จากอัลบั้มชุด Original Thai rap โดยมีเพลงอย่าง ชักว่าว สี่แยกในดวงใจ และเพลงช้าๆ เป็นเพลงโปรโมท แต่ความเป็นแร็ปแบบออริจินัล กลับไม่ได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงชาวไทยมากนัก (แต่ผมโคตรชอบวงนี้เลยครับคุณผู้อ่าน)ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มศิลปินหัวนอกกลุ่มนี้ ในอีกหลายปีต่อมา พวกเขา ได้ร่วมกันก่อตั้งค่ายเพลงคุณภาพอันเป็นตำนานที่คนรุ่นผมนั้นต่างยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ว่า ถ้าหากศิลปินคนใดกลุ่มใด ได้ออกอัลบั้มเพลงกับค่ายเพลงค่ายนี้ละก็ เป็นอันรู้กันว่า ต้องเชื่อขนมกินได้แน่นอน ค่ายนี้มักจะนำเสนอศิลปิน กลุ่มศิลปิน แนวเพลง มุมมอง แนวคิด ซาวด์ดนตรีที่หลากหลาย แปลกใหม่ไปจนถึงแปลกแหวกแนวอยู่เสมอ ที่คนฟังอย่างเราๆสามารถรู้สึกได้ผ่านทางผลงานเพลงที่พวกเขานำเสนอนั่นเอง คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนัก หากผมจะบอกว่า พวกเขาได้สร้างคุณูปการต่างๆขึ้นมากมายในวงการเพลงไทย ค่ายเพลงที่ว่านั้นคือ เบเกอรี่มิวสิค ซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายเพลาแล้ว
สำหรับแนวเพลงเฮฟวี่เมทัลในเมืองไทย มันมีประวัติความเป็นมา ยาวนานมาก นานก่อนผมเกิดมากๆด้วย ตั้งแต่ พี่แหลม เมอริสัน พี่โอ้ โอราฬ พรหมใจ พี่ชัคกี้ กีต้าร์เทพ พี่ช.อ้น ณ บางช้าง พี่กิตติ กีต้าร์ปืน โอ้ย เยอะแยะไปหมด ผมเกิดไม่ทันหรอก มีแต่ฟังมาอ่านมาผ่านสื่อทั้งนั้น รุ่นนู้นละครับ ที่เค้าบุกเบิกกรุยทางมาก่อน ที่เห็นผมเรียกพวกแกว่าพี่นี่ ความจริงนี่รุ่นพ่อรุ่นน้าผมทุกคนเลยละครับ หกสิบกว่าเจ็ดสิบกว่าทั้งนั้น แต่ทุกคนที่ว่ามานี่ หัวใจยังวัยรุ่นทุกคนครับ ผมรับรองได้ ไม่ใช่ว่าผมไปรู้จักมักจี่อะไรกับพวกแกหรอกนะครับ แต่มันเป็นเพราะดนตรีร็อคต่างหากเล่า อะโหยๆ เอิ้กๆๆๆ
ตอนเด็กๆสักสิบเอ็ดขวบ ผมยังได้ฟังดิโอราฬโปรเจ็คจากเทปคาสเซตอยู่นะ (2528)ต้องบอกว่า แ-่งโคตรมันเลยครับ ทั้งภาคดนตรี ทั้งเนื้อหาสาระ มันเป็นงานดนตรีที่ทรงคุณค่ามากเลยละครับสำหรับผม เสียงพี่โป่งตอนแกวัยรุ่น(วัยรุ่นตอนปลายๆแล้วละ ตอนนั้นแกน่าจะสัก 24ปี)นี่ มันแผดดังกึกก้อง สะใจ สมวัยคะนองจริงๆ เทคนิคกีต้าร์ ท่อนริฟฟ์ ท่อนโซโล จังหวะลูกล่อลูกชน เบส กลอง คีย์บอร์ด ของสมาชิกในวงมันลงตัว มันเกรี้ยวกราดดุดัน กระแทกกระทั้นรูหูดีจริงๆ โดยเฉพาะเพลง คนหูเหล็ก ครับคุณผู้อ่าน มันเจ๋งสุดๆ สมชื่อเพลงจริงๆ ว่างๆไปเปิดยูทูปฟังอัลบั้มนี้กันดูนะครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน
หลายปีมาแล้วที่เครื่องเสียงไพโอเนียร์ของพ่อได้รับใช้เรามา ในวันที่ผมได้เป็นเจ้าของเทปคาสเซตสองม้วนนั้น(เจตรินและหิน เหล็ก ไฟ ) เจ้าเครื่องสเตอริโอเก่าๆเครื่องนี้ มันก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่และผมก็สามารถเปิดเทปเพลงทั้งสองม้วนนี้ฟังได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะเป็นช่วงปิดเทอม แม้ว่าทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ จะเปิดเพลงฮิตจากทั้งสองอัลบั้มนี้ อยู่เป็นสรณะก็ตาม แต่ผมก็เสพมันดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงโดยไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอ ฟังมันจนซึมซับเข้าสู่กระแสเลือดว่างั้นเถอะ มันเป็นช่วงปิดเทอมที่ผมจดจำมันได้ดีที่สุดในชีวิต เพราะสองอัลบั้มนี้โดยแท้ และแล้ววันนึง ขณะที่ผมฟังและร้องตามเพลงของวงหินเหล็กไฟอยู่ จู่ๆสมองของผม มันก็คิดคำถามอะไรบางอย่างขึ้นมา
"มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าหากเรา เอาดนตรีเมทัล ผสมผสานเข้ากับวิธีการร้องแบบแร็ป และฮิปฮ็อป....... เสียงกีต้าร์แตกพร่า ความหนักหน่วงของกลองและเบส ปนไปกับเสียงแร็ปพร่ำบ่น ก่นด่าท้าทาย สไตล์ฮิปฮ็อป มีสัมผัสคล้องจองลื่นไหลพริ้วไหวไม่มีติดขัด ราวกับบทกวีที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้น มันหาได้มีการคิดอ่านตระเตรียมมาก่อนไม่ อะไรแบบนั้น ฮ้า! มันคงจะเป็นอะไรที่เจ๋งสุดๆไปเลยละ ฮ่าๆๆๆ" คิดแล้ว ผมก็ยิ้มกรุ่มกริ่ม อย่างพออกพอใจ ยังคิดต่อเล่นๆไปอีกว่า ถ้ามีโอกาสได้ออกเทปมีอัลบั้มเป็นของตัวเองละก็ ผมก็จะทำเพลงแนวที่คิดขึ้นเมื่อกี้นี้แหละ ฮึ่ม กูนี่มันอัจฉริยะจริงๆเล้ย เอิ้กๆๆๆให้มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ(ตอนนั้นยังจับคอร์ดกีต้าร์ได้ไม่กี่เพลงเอง)คิดแล้วก็หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังราวกับคนเสียสติ เอิ้กๆๆๆ ไอ้บ้าเอ้ย
ในขณะที่อีกซีกโลกนึง แนวดนตรีแนวเพลงที่ผมคิดขึ้นนี้(อาจเป็นไปได้ว่า ผมไม่ได้คิด แต่สมองของผมมันดันจูนไปเจอคลื่นความคิดที่ว่านั้นพอดี) ก็กำลังถูกเพาะพันธุ์ขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย มันเจริญงอกงาม และเติบโต ผลิดอกออกผล และขยายพันธุ์ แตกแขนงออกไปจนผู้คนอีกมากมายมหาศาลทั่วโลกได้เห็นความงดงามของมัน ได้ชื่นชมดอกผลจากดนตรีเมทัลกลายพันธุ์ เมทัลพันธุ์ผสมนี้ คนทั่วโลกเรียกมันว่า นูเมทัล(nu matal หรือ neo matal)
*** ลิงคินพาร์ก (อังกฤษ: Linkin Park) เป็นวงดนตรีร็อกชาวอเมริกันจากอะกูราฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เป็นศิลปินแนวนูเมทัล ประกอบไปด้วยบทเพลงที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยความหลากหลายของดนตรี ได้แก่ เมทัล ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิกส์ อินดัสเตรียล มีกลิ่นอายของฮิปฮอป และมีความเป็นป็อปอยู่ด้วย ประสบความสำเร็จกับอัลบั้มเปิดตัวของวง ไฮบริดทีโอรี ทำให้วงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่าย 24 ล้านแผ่น โดยอัลบั้มชุดแรกนี้ได้รับการรับรองระดับเพชรโดย อาร์ไอเอเอ ในปี พ.ศ. 2548 และในระดับทองคำขาวในอีกหลายประเทศ สตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา เมทีโอรา ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการติดอันดับ 1 ในชาร์ต บิลบอร์ด 200 ในปี พ.ศ. 2546 และตามด้วยการออกงานแสดงคอนเสิร์ตทัวร์และการกุศลทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2546 เอ็มทีวี 2 ได้จัดให้ลิงคินพาร์กเป็นหนึ่งในหกวงดนตรีที่ดีที่สุดของยุคมิวสิกวิดีโอ และเป็นหนึ่งในสามวงดนตรียอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษใหม่ บิลบอร์ด จัดอันดับให้ลิงคินพาร์กอยู่ในอันดับที่ 19 ในชาร์ตศิลปินยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ลิงคินพาร์กได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินที่ดีที่สุดในยุคปี 2543 ของแบรกเกตแมดเนสโพลล์ในวีเอชวัน ในปี พ.ศ. 2557 ลิงคินพาร์กได้รับการประกาศโดย เคอร์แรง! ว่าเป็น วงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้
ลิงคินพาร์กได้ทดลองแนวเพลงในแบบอื่นในสตูดิโออัลบั้มชุดถัดมา มินิตส์ทูมิดไนต์ ในปี พ.ศ. 2550 อัลบั้มนี้ได้อันดับหนึ่งในชาร์ต บิลบอร์ด และเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมที่เปิดตัวในสัปดาห์แรกในปีนั้น และได้ทดลองเปลี่ยนแปลงแนวเพลงในการสร้างเสียงรูปแบบใหม่ ๆ ในอัลบั้มชุดที่สี่ อะเทาซันด์ซันส์ ในปี พ.ศ. 2553 ด้วยเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มากขึ้น ในอัลบั้มชุดที่ห้า ลิฟวิงทิงส์ ในปี พ.ศ. 2555 ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างจากอัลบั้มที่ผ่านมาทั้งหมด และอัลบั้มชุดที่หก ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดล่าสุด เดอะฮันติงปาร์ตี ในปี พ.ศ. 2557 ได้กลับมาทำผลงานที่มีแนวเพลงแบบฮาร์ดร็อก และได้ทำงานร่วมกับศิลปินรับเชิญหลายท่าน ที่โดดเด่นที่สุดคือการทำผลงานกับนักร้องแร็ป เจย์-ซี เมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยการนำเพลงมาผสมกันในอีพี คอลลิชันคอร์ส และมีผลงานรีมิกซ์อัลบั้ม ได้แก่ รีแอนิเมชัน และ รีชาจด์ ลิงคินพาร์กได้คว้ารางวัลแกรมมีมาแล้วสองครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2549 และทำยอดจำหน่ายอัลบั้มได้มากกว่า 68 ล้านชุดทั่วโลก รวมทั้งยังก่อตั้งองค์กรมิวสิกฟอร์รีลีฟ ร่วมกับสภากาชาดสากลเมื่อต้นปี พ.ศ. 2548 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 และต่อต้านภาวะโลกร้อน
ที่มาของข้อมูล *** วิกิพีเดีย
ลินคิ้นพาร์คมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมากครับ อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวหอกเบอร์แรกของนูเมทัล ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ก็ว่าได้ ผู้อ่านท่านใดสนใจก็เข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ในวิกิพีเดียครับ ไม่ก็เข้าไปพูดคุยกับพวกเขาโดยตรงที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจของทางวงเลยก็ได้ครับ ถ้าภาษาปะกิตคุณโอเคนะ ส่วนผม อ่านมาแล้วครับ บอกได้คำเดียวว่า "ขนลุก" ขนลุกทำไม ปวดขี้เหรอ เปล่าครับ แหม่ ฮากริบเลยครับมุกนี้ ถ้าได้ อ่านแล้วจะรู้ว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนดนตรีที่มีความคิดอ่านไม่ธรรมดาจริงๆครับ คิดว่าผู้อ่านคงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของศิลปินที่เขย่าวงการดนตรีของโลกวงนี้บ้างไม่มากก็น้อย นอกจากลินคิ้นพาร์คแล้ว ก็ยังมีวงอื่นๆเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายเลยครับ สำหรับดนตรีแนวนูเมทัล อย่าง ลิมบิสกิต คอร์น พีโอดี สลิปนอต มีอีกมากมายกว่ายี่สิบวงเชียวครับ ซึ่งก็ได้รับความนิยมและมีกลุ่มแฟนๆหนาแน่นไม่ยิ่งหย่อนกัน แต่ออกจะเฉพาะกลุ่มนิดนึง หากเทียบกับความนิยมของแฟนลินคิ้นพาร์ค ที่จะเป็นเมนสตรีมมากกว่า
ในปัจจุบันนี้(2017)กระแสของนูเมทัลก็เบาบางเจือจางและเสื่อมความนิยมลงไปตามกาลเวลา แม้ซิงเกิ้ลใหม่ของ แอลพี(ลินคิ้นพาร์ค)จะปล่อยซิงเกิ้ลอย่าง เฮฟวี่ ออกมาให้แฟนๆได้ฟังให้หายคิดถึงบ้าง ตั้งแต่เดือนกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในเมืองไทย กระแสก็ยังแผ่วๆอยู่ ไม่เหมือนงานในยุคแรกๆ หรือยุคต่อๆมา ที่ส่งซิงเกิ้ลออกมาทีไร ก็จะดังเปรี้ยงปร้างฮอตฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองทุกที แฟนๆอาจผิดหวังกับการรอฟังเพลงจังหวะมันๆการแผดเสียงว้ากของนักร้องนำในท่อนฮุคและการแร็ปอันพริ้วไหวของไมค์ อันเปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของทางวงไปแล้ว ซึ่งทั้งสองสิ่งไม่ปรากฏให้เห็นในซิงเกิ้ลใหม่นี้แต่อย่างใด จะว่าไปแล้ว วงนี้ก็อายุเยอะกันแล้วแหละ พลังหนุ่ม ความสด ความคะนอง อะไรๆจากที่เคยขมวดปม เครียดขึง ตึงเขม็ง ทั้งดนตรี แนวคิดโดยรวมก็คงจะคลี่คลายผ่อนปรนไปตามวัยที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกระมัง อย่างไรก็ตามทางวงก็ประกาศจะวางจำหน่ายอัลบั้มเต็ม ในวันที่19 พฤษภาคม ปีนี้แน่นอน(นั้นก็คือพรุ่งนี้นั่นเอง)สิ้นสุดการรอคอยกันเสียที
สุดท้ายนี้ ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของสิ่งที่เป็นดังปรากฏการณ์สำคัญทางด้านดนตรีที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แม้จะเป็นเพียงการคิดคำนึงไปเองของผมคนเดียวก็ตามเถอะ แต่มันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย ไม่มีใครเดือดร้อนซักหน่อย จริงไหมครับคุณผู้อ่าน เอิ้กๆๆๆ
แล้วเราค่อยมาร่วมรั่วกันใหม่ ในโอกาสต่อไป
บางส่วนของเนื้อเพลง ยุ่งน่า อัลบั้มชุด108 1009 ศิลปิน เจตริน วรรตธนสิน วางแผงเมื่อปี 2536 แนวเพลง แร็ป สังกัดค่ายแกรมมี่
ไปๆ ไปลงนรกเสียเถอะที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ ไปๆ ไปลงนรกด้วยกันที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ เวลา ของเธอหมดแล้ว
ท่อนฮุคของเพลง นางแมว โดยกลุ่มศิลปิน หิน เหล็ก ไฟ อัลบั้มชุด หิน เหล็ก ไฟ วางแผงในปี 2536 เช่นเดียวกัน แนวเพลง เฮฟวี่เมทัล สังกัดค่าย อาร์เอสโปรโมชั่น
ปี2536 เป็นปีที่ผมจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่3 ผมรวบรวมเงินได้สองร้อยเศษๆ เพื่อซื้อเทปคาสเซต ของศิลปินที่ยกมาข้างต้นทั้งสอง ต่างสังกัด ต่างแนวเพลง ด้วยความชื่นชอบจนถึงขึ้นคลั่งไคล้เพลงทั้งสองเพลงนี้ที่ทั้งสองค่าย ส่งไปโปรโมทชิมลางทางวิทยุ และรายการทีวี ใช่ครับ มันอิมแพ็คโดนใจวัยรุ่นอย่างผม อย่างแรง
จะว่าไปแล้วเพลงแนวแร็ปแบบพี่เจ เจตริน ในชุด 108 1009นั้น ก็ไม่ได้เป็นของใหม่ซะทีเดียวในตลาดเพลงบ้านเรา เพราะเมื่อย้อนไปในปี 2534 พี่เจเองก็มีอัลบั้มเพลง ชุด จ เ-ะ บ มาก่อนแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นแร็ปอยู่เพียงเล็กน้อยเท่า ในเพลงฝากเลี้ยง ในขณะที่ฝั่งลาดพร้าวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีศิลปินอย่าง พี่ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นคู่แข่ง ความชัดเจนในเรื่องของแร็ป ก็ยังคงดูเบาบางไปไม่ต่างกันนัก ถ้าหากเทียบกับเพลงแร็ปเพลงฮิปฮ็อปจากประเทศต้นตำรับ อาจจะเป็นเพราะแนวเพลงแนวนี้เพิ่งจะได้รับความนิยมได้ไม่นานนักในเมืองไทย(มีเพลง อย่าง you can't touch it ของวง MC hammer แร็ปเปอร์ผิวสี และเพลง ice baby จากศิลปิน Vanila ice แร็ปผิวขาวจากแคนนาดา และเพลง No coke จากศิลปิน Dr. Alban เข้ามาเปิดตลาดเพลงแร็ป เพลงฮิปฮ็อปในเมืองไทย เมื่อประมาณปี2533 ออ มีแร็ปแขกด้วยนะ ตอนนั้นดังมาก)เพราะความใหม่มากนี่เอง ความรู้ความเข้าใจในวิถี โครงสร้าง แก่นแกนของความเป็นแร็ปหรือฮิปฮ็อป ว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และควรจะออกมาในรูปแบบใด ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ของบุคคลากรผู้ผลิต อาจยังมีน้อยอยู่ จึงยังทำให้ค่ายเพลงทั้งสอง ยังไม่ลงลึกถึงความเป็นแร็ปความเป็นฮิปฮ็อปเข้าไปในตัวศิลปิน และผลงานเพลงมากนัก หรืออาจจะกังวลว่าคนฟังจะรับได้ไม่ทันกับความใหม่นี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน ในขณะที่ค่ายเพลงอย่างคีตาเรคคอร์ด กลับกล้านำเสนอศิลปินแนวแร็ปฮิปฮ็อปอย่างเต็มรูปแบบจริงๆทั้งภาพลักษณ์ของตัวศิลปิน บีตเพลง จังหวะจะโคน เนื้อหา ที่ดูจะใกล้เคียงกับความเป็นแร็ปจากเมืองนอกมากที่สุด กลุ่มศิลปินกลุ่มนั้นมีชื่อว่า วง ที เค โอ จากอัลบั้มชุด Original Thai rap โดยมีเพลงอย่าง ชักว่าว สี่แยกในดวงใจ และเพลงช้าๆ เป็นเพลงโปรโมท แต่ความเป็นแร็ปแบบออริจินัล กลับไม่ได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงชาวไทยมากนัก (แต่ผมโคตรชอบวงนี้เลยครับคุณผู้อ่าน)ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มศิลปินหัวนอกกลุ่มนี้ ในอีกหลายปีต่อมา พวกเขา ได้ร่วมกันก่อตั้งค่ายเพลงคุณภาพอันเป็นตำนานที่คนรุ่นผมนั้นต่างยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ว่า ถ้าหากศิลปินคนใดกลุ่มใด ได้ออกอัลบั้มเพลงกับค่ายเพลงค่ายนี้ละก็ เป็นอันรู้กันว่า ต้องเชื่อขนมกินได้แน่นอน ค่ายนี้มักจะนำเสนอศิลปิน กลุ่มศิลปิน แนวเพลง มุมมอง แนวคิด ซาวด์ดนตรีที่หลากหลาย แปลกใหม่ไปจนถึงแปลกแหวกแนวอยู่เสมอ ที่คนฟังอย่างเราๆสามารถรู้สึกได้ผ่านทางผลงานเพลงที่พวกเขานำเสนอนั่นเอง คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนัก หากผมจะบอกว่า พวกเขาได้สร้างคุณูปการต่างๆขึ้นมากมายในวงการเพลงไทย ค่ายเพลงที่ว่านั้นคือ เบเกอรี่มิวสิค ซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายเพลาแล้ว
สำหรับแนวเพลงเฮฟวี่เมทัลในเมืองไทย มันมีประวัติความเป็นมา ยาวนานมาก นานก่อนผมเกิดมากๆด้วย ตั้งแต่ พี่แหลม เมอริสัน พี่โอ้ โอราฬ พรหมใจ พี่ชัคกี้ กีต้าร์เทพ พี่ช.อ้น ณ บางช้าง พี่กิตติ กีต้าร์ปืน โอ้ย เยอะแยะไปหมด ผมเกิดไม่ทันหรอก มีแต่ฟังมาอ่านมาผ่านสื่อทั้งนั้น รุ่นนู้นละครับ ที่เค้าบุกเบิกกรุยทางมาก่อน ที่เห็นผมเรียกพวกแกว่าพี่นี่ ความจริงนี่รุ่นพ่อรุ่นน้าผมทุกคนเลยละครับ หกสิบกว่าเจ็ดสิบกว่าทั้งนั้น แต่ทุกคนที่ว่ามานี่ หัวใจยังวัยรุ่นทุกคนครับ ผมรับรองได้ ไม่ใช่ว่าผมไปรู้จักมักจี่อะไรกับพวกแกหรอกนะครับ แต่มันเป็นเพราะดนตรีร็อคต่างหากเล่า อะโหยๆ เอิ้กๆๆๆ
ตอนเด็กๆสักสิบเอ็ดขวบ ผมยังได้ฟังดิโอราฬโปรเจ็คจากเทปคาสเซตอยู่นะ (2528)ต้องบอกว่า แ-่งโคตรมันเลยครับ ทั้งภาคดนตรี ทั้งเนื้อหาสาระ มันเป็นงานดนตรีที่ทรงคุณค่ามากเลยละครับสำหรับผม เสียงพี่โป่งตอนแกวัยรุ่น(วัยรุ่นตอนปลายๆแล้วละ ตอนนั้นแกน่าจะสัก 24ปี)นี่ มันแผดดังกึกก้อง สะใจ สมวัยคะนองจริงๆ เทคนิคกีต้าร์ ท่อนริฟฟ์ ท่อนโซโล จังหวะลูกล่อลูกชน เบส กลอง คีย์บอร์ด ของสมาชิกในวงมันลงตัว มันเกรี้ยวกราดดุดัน กระแทกกระทั้นรูหูดีจริงๆ โดยเฉพาะเพลง คนหูเหล็ก ครับคุณผู้อ่าน มันเจ๋งสุดๆ สมชื่อเพลงจริงๆ ว่างๆไปเปิดยูทูปฟังอัลบั้มนี้กันดูนะครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน
หลายปีมาแล้วที่เครื่องเสียงไพโอเนียร์ของพ่อได้รับใช้เรามา ในวันที่ผมได้เป็นเจ้าของเทปคาสเซตสองม้วนนั้น(เจตรินและหิน เหล็ก ไฟ ) เจ้าเครื่องสเตอริโอเก่าๆเครื่องนี้ มันก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่และผมก็สามารถเปิดเทปเพลงทั้งสองม้วนนี้ฟังได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะเป็นช่วงปิดเทอม แม้ว่าทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ จะเปิดเพลงฮิตจากทั้งสองอัลบั้มนี้ อยู่เป็นสรณะก็ตาม แต่ผมก็เสพมันดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงโดยไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอ ฟังมันจนซึมซับเข้าสู่กระแสเลือดว่างั้นเถอะ มันเป็นช่วงปิดเทอมที่ผมจดจำมันได้ดีที่สุดในชีวิต เพราะสองอัลบั้มนี้โดยแท้ และแล้ววันนึง ขณะที่ผมฟังและร้องตามเพลงของวงหินเหล็กไฟอยู่ จู่ๆสมองของผม มันก็คิดคำถามอะไรบางอย่างขึ้นมา
"มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าหากเรา เอาดนตรีเมทัล ผสมผสานเข้ากับวิธีการร้องแบบแร็ป และฮิปฮ็อป....... เสียงกีต้าร์แตกพร่า ความหนักหน่วงของกลองและเบส ปนไปกับเสียงแร็ปพร่ำบ่น ก่นด่าท้าทาย สไตล์ฮิปฮ็อป มีสัมผัสคล้องจองลื่นไหลพริ้วไหวไม่มีติดขัด ราวกับบทกวีที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้น มันหาได้มีการคิดอ่านตระเตรียมมาก่อนไม่ อะไรแบบนั้น ฮ้า! มันคงจะเป็นอะไรที่เจ๋งสุดๆไปเลยละ ฮ่าๆๆๆ" คิดแล้ว ผมก็ยิ้มกรุ่มกริ่ม อย่างพออกพอใจ ยังคิดต่อเล่นๆไปอีกว่า ถ้ามีโอกาสได้ออกเทปมีอัลบั้มเป็นของตัวเองละก็ ผมก็จะทำเพลงแนวที่คิดขึ้นเมื่อกี้นี้แหละ ฮึ่ม กูนี่มันอัจฉริยะจริงๆเล้ย เอิ้กๆๆๆให้มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ(ตอนนั้นยังจับคอร์ดกีต้าร์ได้ไม่กี่เพลงเอง)คิดแล้วก็หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังราวกับคนเสียสติ เอิ้กๆๆๆ ไอ้บ้าเอ้ย
ในขณะที่อีกซีกโลกนึง แนวดนตรีแนวเพลงที่ผมคิดขึ้นนี้(อาจเป็นไปได้ว่า ผมไม่ได้คิด แต่สมองของผมมันดันจูนไปเจอคลื่นความคิดที่ว่านั้นพอดี) ก็กำลังถูกเพาะพันธุ์ขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย มันเจริญงอกงาม และเติบโต ผลิดอกออกผล และขยายพันธุ์ แตกแขนงออกไปจนผู้คนอีกมากมายมหาศาลทั่วโลกได้เห็นความงดงามของมัน ได้ชื่นชมดอกผลจากดนตรีเมทัลกลายพันธุ์ เมทัลพันธุ์ผสมนี้ คนทั่วโลกเรียกมันว่า นูเมทัล(nu matal หรือ neo matal)
*** ลิงคินพาร์ก (อังกฤษ: Linkin Park) เป็นวงดนตรีร็อกชาวอเมริกันจากอะกูราฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เป็นศิลปินแนวนูเมทัล ประกอบไปด้วยบทเพลงที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยความหลากหลายของดนตรี ได้แก่ เมทัล ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิกส์ อินดัสเตรียล มีกลิ่นอายของฮิปฮอป และมีความเป็นป็อปอยู่ด้วย ประสบความสำเร็จกับอัลบั้มเปิดตัวของวง ไฮบริดทีโอรี ทำให้วงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่าย 24 ล้านแผ่น โดยอัลบั้มชุดแรกนี้ได้รับการรับรองระดับเพชรโดย อาร์ไอเอเอ ในปี พ.ศ. 2548 และในระดับทองคำขาวในอีกหลายประเทศ สตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา เมทีโอรา ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการติดอันดับ 1 ในชาร์ต บิลบอร์ด 200 ในปี พ.ศ. 2546 และตามด้วยการออกงานแสดงคอนเสิร์ตทัวร์และการกุศลทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2546 เอ็มทีวี 2 ได้จัดให้ลิงคินพาร์กเป็นหนึ่งในหกวงดนตรีที่ดีที่สุดของยุคมิวสิกวิดีโอ และเป็นหนึ่งในสามวงดนตรียอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษใหม่ บิลบอร์ด จัดอันดับให้ลิงคินพาร์กอยู่ในอันดับที่ 19 ในชาร์ตศิลปินยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ลิงคินพาร์กได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินที่ดีที่สุดในยุคปี 2543 ของแบรกเกตแมดเนสโพลล์ในวีเอชวัน ในปี พ.ศ. 2557 ลิงคินพาร์กได้รับการประกาศโดย เคอร์แรง! ว่าเป็น วงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้
ลิงคินพาร์กได้ทดลองแนวเพลงในแบบอื่นในสตูดิโออัลบั้มชุดถัดมา มินิตส์ทูมิดไนต์ ในปี พ.ศ. 2550 อัลบั้มนี้ได้อันดับหนึ่งในชาร์ต บิลบอร์ด และเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมที่เปิดตัวในสัปดาห์แรกในปีนั้น และได้ทดลองเปลี่ยนแปลงแนวเพลงในการสร้างเสียงรูปแบบใหม่ ๆ ในอัลบั้มชุดที่สี่ อะเทาซันด์ซันส์ ในปี พ.ศ. 2553 ด้วยเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มากขึ้น ในอัลบั้มชุดที่ห้า ลิฟวิงทิงส์ ในปี พ.ศ. 2555 ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างจากอัลบั้มที่ผ่านมาทั้งหมด และอัลบั้มชุดที่หก ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดล่าสุด เดอะฮันติงปาร์ตี ในปี พ.ศ. 2557 ได้กลับมาทำผลงานที่มีแนวเพลงแบบฮาร์ดร็อก และได้ทำงานร่วมกับศิลปินรับเชิญหลายท่าน ที่โดดเด่นที่สุดคือการทำผลงานกับนักร้องแร็ป เจย์-ซี เมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยการนำเพลงมาผสมกันในอีพี คอลลิชันคอร์ส และมีผลงานรีมิกซ์อัลบั้ม ได้แก่ รีแอนิเมชัน และ รีชาจด์ ลิงคินพาร์กได้คว้ารางวัลแกรมมีมาแล้วสองครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2549 และทำยอดจำหน่ายอัลบั้มได้มากกว่า 68 ล้านชุดทั่วโลก รวมทั้งยังก่อตั้งองค์กรมิวสิกฟอร์รีลีฟ ร่วมกับสภากาชาดสากลเมื่อต้นปี พ.ศ. 2548 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 และต่อต้านภาวะโลกร้อน
ที่มาของข้อมูล *** วิกิพีเดีย
ลินคิ้นพาร์คมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมากครับ อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวหอกเบอร์แรกของนูเมทัล ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ก็ว่าได้ ผู้อ่านท่านใดสนใจก็เข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ในวิกิพีเดียครับ ไม่ก็เข้าไปพูดคุยกับพวกเขาโดยตรงที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจของทางวงเลยก็ได้ครับ ถ้าภาษาปะกิตคุณโอเคนะ ส่วนผม อ่านมาแล้วครับ บอกได้คำเดียวว่า "ขนลุก" ขนลุกทำไม ปวดขี้เหรอ เปล่าครับ แหม่ ฮากริบเลยครับมุกนี้ ถ้าได้ อ่านแล้วจะรู้ว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนดนตรีที่มีความคิดอ่านไม่ธรรมดาจริงๆครับ คิดว่าผู้อ่านคงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของศิลปินที่เขย่าวงการดนตรีของโลกวงนี้บ้างไม่มากก็น้อย นอกจากลินคิ้นพาร์คแล้ว ก็ยังมีวงอื่นๆเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายเลยครับ สำหรับดนตรีแนวนูเมทัล อย่าง ลิมบิสกิต คอร์น พีโอดี สลิปนอต มีอีกมากมายกว่ายี่สิบวงเชียวครับ ซึ่งก็ได้รับความนิยมและมีกลุ่มแฟนๆหนาแน่นไม่ยิ่งหย่อนกัน แต่ออกจะเฉพาะกลุ่มนิดนึง หากเทียบกับความนิยมของแฟนลินคิ้นพาร์ค ที่จะเป็นเมนสตรีมมากกว่า
ในปัจจุบันนี้(2017)กระแสของนูเมทัลก็เบาบางเจือจางและเสื่อมความนิยมลงไปตามกาลเวลา แม้ซิงเกิ้ลใหม่ของ แอลพี(ลินคิ้นพาร์ค)จะปล่อยซิงเกิ้ลอย่าง เฮฟวี่ ออกมาให้แฟนๆได้ฟังให้หายคิดถึงบ้าง ตั้งแต่เดือนกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในเมืองไทย กระแสก็ยังแผ่วๆอยู่ ไม่เหมือนงานในยุคแรกๆ หรือยุคต่อๆมา ที่ส่งซิงเกิ้ลออกมาทีไร ก็จะดังเปรี้ยงปร้างฮอตฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองทุกที แฟนๆอาจผิดหวังกับการรอฟังเพลงจังหวะมันๆการแผดเสียงว้ากของนักร้องนำในท่อนฮุคและการแร็ปอันพริ้วไหวของไมค์ อันเปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของทางวงไปแล้ว ซึ่งทั้งสองสิ่งไม่ปรากฏให้เห็นในซิงเกิ้ลใหม่นี้แต่อย่างใด จะว่าไปแล้ว วงนี้ก็อายุเยอะกันแล้วแหละ พลังหนุ่ม ความสด ความคะนอง อะไรๆจากที่เคยขมวดปม เครียดขึง ตึงเขม็ง ทั้งดนตรี แนวคิดโดยรวมก็คงจะคลี่คลายผ่อนปรนไปตามวัยที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกระมัง อย่างไรก็ตามทางวงก็ประกาศจะวางจำหน่ายอัลบั้มเต็ม ในวันที่19 พฤษภาคม ปีนี้แน่นอน(นั้นก็คือพรุ่งนี้นั่นเอง)สิ้นสุดการรอคอยกันเสียที
สุดท้ายนี้ ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของสิ่งที่เป็นดังปรากฏการณ์สำคัญทางด้านดนตรีที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แม้จะเป็นเพียงการคิดคำนึงไปเองของผมคนเดียวก็ตามเถอะ แต่มันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย ไม่มีใครเดือดร้อนซักหน่อย จริงไหมครับคุณผู้อ่าน เอิ้กๆๆๆ
แล้วเราค่อยมาร่วมรั่วกันใหม่ ในโอกาสต่อไป
วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ป้าขอโทษ นั่งไหมลูก
คุณผู้อ่านคิดว่า สาธุประดิษฐ์กับรังสิตมันไกลกันไหมครับ สำหรับผม มันไม่เคยไกลเลย
หลังจากสอบเอนทรานซ์ติดที่เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯได้อย่างเหนือความคาดหมาย ผมจำต้องย้ายนิวาสสถานจากชนบทอันห่างไกลของเมืองอุบลฯ เจ้ามาพำนักอาศัยในบางกอก ที่ถนนจันทร์ย่านสาธุประดิษฐ์ เป็นบ้านตึกสี่ชั้นในซอยเล็กๆใกล้กับศูนย์การค้าวรรัตน์ หากเดินทางโดยรถเมล์ ผมจะไปถึงโรงเรียนภายในครึ่งชั่งโมง แต่ถ้าเดินลัดตัดเข้าศูนย์การค้าวรรัตน์ มันก็จะถึงภายในครึ่งชั่วโมงเช่นกัน แฮ่! ใช่ครับ รถแม่มติดอิ๊บอ๋ายวายป่วงเลยครับ เอาเป็นว่า เดินเอาเวิร์คสุดแล้ว
หลังจากรายงานตัวและลงทะเบียนที่วิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อกับแม่ก็พาผมไปฝากเนื้อฝากตัวกับป้าเจ้าของบ้านที่ผมจะไปอยู่ด้วย ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงดี สั่งเสียสั่งลากันสร็จสรรพท่านทั้งสองก็กลับอุบลฯในบ่ายวันนั้นเลย ส่วนผมก็เริ่มต้นใช้ชีวิตในเมืองหลวงเพียงลำพังตั้งแต่นั้นมา แบบเคว้งๆเหวงๆหวิวๆดีพิลึก
เคมีอุตสาหการ (เป็นคณะที่เลือกไว้เป็นลำดับที่สาม คะแนนต่ำสุดในปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่178 จากคะแนนเต็ม500 ซึ่งอันที่จริง คิดว่าน่าจะสอบได้คณะที่อยู่ลำดับที่สี่มากกว่าคือ เทคโนโลยีชีวภาพ ม.วิทยาลัยศิลปากร คะแนนต่ำสุดในปีก่อนหน้านั้น อยู่ที่128คะแนนจากคะแนนเต็ม500 ส่วนลำดับหนึ่งที่เลือกไว้ คือ วาสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ คะแนนต่ำสุดในปีก่อนหน้านั้น อยู่ที่สามร้อยยี่สิบกว่าๆ คณะนี้อยากเรียนมาก แต่ดูคะแนนกับศักยภาพตัวเองแล้วก็ปลงครับ ไม่หวังมาก แต่ก็หวังอยู่นะ ส่วนลำดับที่สองที่เลือกไว้คือ ออกแบบนิเทศศิลป์ ม.ศิลปากร คะแนนต่ำสุดปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ สองร้อยสามสิบกว่าๆ คณะนี้ก็หวังครับ แต่ก็รู้ตัวเอง เหมือนลำดับที่หนึ่งนั่นแหละครับ)นั่นคือสาขาวิชาที่ผมเรียน เรียนสามปีได้วุฒิ ปวส.(ใช้เวลาเรียนปรับวุฒิฯการศึกษาหนึ่งปี) ใช่ครับ มันคือ วิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาด้านสารเคมีทั่วๆไปตลอดจน เคมีภัณฑ์ต่างๆในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่ว่านั้น มักจะเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเลี่ยมเสียเป็นส่วนใหญ่ ว่ากันว่ารุ่นพี่ที่จบไป มักวนเวียนเกี่ยวข้องอยูในสายงานด้านนี้ ส่วนนึงก็มักจะไปเรียนต่อปริญญาตรีวิศวกรรมเคมี วิศวกรรมอุตสาหการที่เทคโนพระจอมเกล้าบางมดกัน ขณะที่อีกส่วนนึงก็สามารถเบนเข็มไปต่อปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่เทคโนโลยีมหานครได้ด้วย เพราะที่คณะเรา มีวิชาเขียนแบบเครื่องกล และวิชาอื่นที่เป็นวิชาพื้นฐานด้านวิศวกรรมด้วย ฮ่าๆ งงใช่ไหมครับ ผมยังงงเลย ดูเส้นทางดูอนาคตน่าจะสดใสสวยหรูปูด้วยกลีบกุหลาบใช่ไหมครับคุณผู้ชม เอ๊ย คุณผู้อ่าน แหม่ ถ้ามันง่ายอย่างงั้นมันก็ดีสิครับ
สิ่งแวดล้อมใหม่ๆอะไรๆก็ดูแปลกหูแปลกตาไปซะหมด ทำเอาใจผมเป๋ไม่เป็นท่าเหมือนกัน เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมเห็นตัวเองที่เป็นคนไม่มีความมั่นคงด้านความคิดและจิตใจเอามากๆทีเดียว มีอะไรหลายอย่าง ดึงความสนใจผมออกจากการเรียนหนังสือ มันดึงดูด เย้ายวนใจให้เคลิ้บเคลิ้มเพลิดเพลินไปกับทุกๆอย่างรอบตัว อะไรหลายๆอย่างนั้น รวมเอาตัวผมเองเข้าไปด้วย
กิจกรรมเชียร์รับน้อง ระบบโซตัส เหล้า บุหรี่ รุ่นพี่ เพื่อนใหม่ สาวๆ อิสระเต็มรูปแบบในวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปด ผมสนใจใคร่รู้ไปแทบทุกอย่างทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียน วิชาอย่างแคลคูลัสเบื้องต้น เคมีอินทรีย์ เคมีวิเคราะห์ อะไรพวกนี้ ซึ่งมันจำเป็นต้องรู้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อยอดในระดับที่สูงขึ้น มันก็ช่างแสนยากเย็นเกินความเข้าใจของผมเสียเหลือเกินในขณะนั้น แถมความมุมานะบากบั่นของผมมันก็มีน้อยกว่าชาวบ้านเค้าอีกด้วยสิ(ยังเคยคิดว่า หากผมตั้งใจเอาจริงเอาจังเสียตั้งแต่ตอนนั้น ผมก็ต้องผ่านมันไปได้เหมือนเพื่อนๆในคลาสนั่นแหละ หึๆ ก็เปล่าประโยชน์ที่จะพูดถึงแล้วละ)อาจารย์ เพื่อนๆรุ่นพี่หลายๆคนพยายามบอกให้เฟรชชี่อย่างพวกเรา ระมัดระวังเรื่องกิจกรรมนอกหลักสูตรต่างๆว่ามันจะส่งผลเสียต่อการเรียน ไอ้เราก็ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาไป พูดก็พูดเถอะ ถึงไม่มีใครบอกผมก็รู้แหละ ผมก็เชื่อว่าใครๆก็รู้ แต่มันห้ามใจไม่อยู่ครับ จิตใจมันไม่พร้อมที่จะเรียนจริงๆ ผมก็อธิบายไม่ถูก ลึกๆผมอาจจะกลัวก็ได้ ถึงได้เอาความมึนเมาเป็นเสาหลักของจิตใจ แต่ผมกลัวอะไรละ หรือมันอาจจะไม่ซับซ้อนลึกซึ้งอะไรอย่างงั้นก็ได้ อาจจะแค่ใจแตก อาจจะเป็นเพราะอยู่ต่างที่ต่างถิ่น รึอาจจะเป็นอะไรก็ไม่รู้สินะ แบบว่ามันไม่ค่อยจะมีกะจิตกะใจจะเรียนเอาซะเลย ใจมันเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้ มันมีปัจจัยหลายๆอย่างครับ สุดท้ายมันก็คงเป็นใจผมเองนี้แหละ ที่ภูมิคุ้มกันมันอ่อนไปหน่อย แต่ก็ช่างมันเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว
ผมกับเพื่อนอีกคนค่อนข้างสนิทกับรุ่นพี่ครับ ก็ไอ้เพื่อนคนนี้แหละที่ผมเคยเล่าให้ฟัง ว่ามันเป็นคนเสนองานให้ผมที่ภูเก็ต เราสองคนชื่นชอบการดื่ม ชอบการสังสรรค์ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือรุ่นพี่เป็นอย่างมาก ถึงกับตั้งฉายาให้ตัวเองว่าเป็น"คู่หูขวางนรก" กันเลยทีเดียว ใกล้เลิกเรียนจะต้องไปหาข่าวว่ารุ่นพี่เค้าจะไปกินเหล้าที่ไหนกันบ้าง พอรู้สถานที่แน่นอน เราทั้งคู่ก็จะทำเนียนเดินผ่านวงเหล้าโดยบังเอิญ แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปตามความประสงค์ของเรา สร้างความเบื่อหน่ายเอือมระอา เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็น......... ไม่ใช่วงเวียนชีวิต ปัดโถ่ว เอิ้กๆๆๆ เพื่อนคนอื่นๆก็ใช่ว่าไม่ดื่มไม่ดูดหรอกนะ เพียงแต่พวกนั้นมันก็สนใจเรียนเอาใจใส่มากกว่าเท่านั้นเอง เรียนอะไรตรงไหนไม่เข้าใจ มันก็นั่งติวกัน ทำแล็ป(ทดลองปฏิบัติการเพื่อดูคุณสมบัติ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ของสารเคมี เคมีภัณฑ์ต่างๆ และผลที่ได้ มาเขียนรายงานในรูปแบบสมการที่มีส่วนผสมของคณิตศาสตร์และเคมี)มันก็ลอกๆกันนะ มีเก่งๆไม่กี่คนหรอก แต่คนไม่เก่ง มันก็เอาขยันเข้าว่า เข้าหาอาจารย์เข้าหารุ่นพี่ช่วยชี้ทางชี้แนะแตะติวไป ไอ้ผมนี่ เมาค้างทุกวันเรื่องวิชาความรู้ไม่มีเข้าหัว กินเหล้ากันเองเฉพาะในห้องในรุ่นเดียวกันก็ออกบ่อยไป แรกๆมีห้ามปรามตักเตือนเองกันบ้างทั้งเรื่องเรียนเรื่องเหล้า หลังๆนี่ไม่ค่อยห้ามกันแล้ว ไปนำกันอาดหลาด เอิ้กๆๆๆ แต่ไอ้คู่หูผมกับเพื่อนๆในห้องมันยังเอาตัวรอดได้นะ ผมมันก็คงแย่กว่าเขาจริงๆแหละครับ สำหรับเรื่องสำนึกและความรับผิดชอบเนี่ย ไม่ใช่คิดไม่ได้นะครับตอนนั้น เพียงแต่มันทำอย่างที่คิดไม่ได้แค่นั้นแหละ เอิ้กๆๆๆ
จัททร์ถึงศุกร์ผมก็จะมีอีเว้นท์ดื่มกินกับรุ่นพี่รุ่นเพื่อนที่ทุ่งมหาเมฆ ส่วนเสาร์อาทิตย์ ผมจะอุทิตเวลาให้ทุ่งรังสิตครับ เรียกว่าตอนนั้นถ้าขยันเรียนเหมือนขยันกินเหล้าแล้วละก็ ป่านนี้ผมคงกลายเป็นบุคคลากรผู้ทรงคุณค่าในสายงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปแล้วสินะเนี่ย แหม่ ก็คิวกินเหล้านี่มันแน่นเอี้ยดซะขนาดนั้นนี่น่าคุณผู้อ่าน เอิ้กๆๆๆ
เพื่อนที่รังสิต ก็เป็นพวกกันตั้งแต่เรียนมัธยมนู้นแหละครับ สำหรับเพื่อนคนนี้ ก็เรียนศิลปะที่มหา'ลัยแถวๆนั้นครับ นอกจากเหล้า สิ่งมึนเมา กับศิลปะที่เพื่อนผมเรียนแล้ว สิ่งที่ดึงดูดผมไปที่นั่นทุกๆเสาร์อาทิตย์วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไม่ใช่อะไรอื่นไกลครับ นั่นก็คือหม้อ เอ๊ย สาวๆที่พักอยู่หอเดียวกันกับเพื่อนผมนั่นเองละคร้าบ ไม่ได้ติดการกินเหล้าอย่างเดียว ยังติดสัดอีกด้วย เอิ้กๆๆๆ ครับ ไอ้ที่มีอยู่ในสถาบันเราเองก็ดันไม่สนใจใส่ใจ ดันไปสนใจอะไรอื่นไกลอย่างงั้นก็ไม่รู้ เรียนสายวิทย์แต่ไปใกล้ชิดสนิทกับสายศิลป์ อยู่ในเมืองก็ไม่ค่อยชิน ใจมันไปอินแถวปริมณฑลนู้นแน่ะ
ผมก็ใช้ชีวิตแบบนี้ทำนองนี้ไปเรื่อยๆเอื่อยๆ แค่เพียงเทอมเดียวเท่านั้น รู้เรื่องครับ เพื่อนๆรุ่นพี่เค้าเรียนกันสามปี ส่วมผมเรียนเทอมเดียวจบ จบเห่เลยละ ทำไมละ เรียนเก่งไง ถุย เอิ้กๆๆๆ จากที่เคยเสียเวลาไปแล้วหนึ่งปีตอนมัธยม ผมก็ต้องมาเสียเวลาอีกหนึ่งปีที่นี่อีก คราวนี้น่าจะซึ้งแล้วละนะ ไอ้เฮิร์บเอ้ย
มีอยู่ครั้งนึง ที่ผมมากินเหล้ากับเพื่อนที่รังสิตเหมือนอย่างเคย มาร่ำสุรากันตั้งแต่เย็นวันศุกร์ แล้วยังไงไม่รู้ละ ดันติดลมลากยาวไปจนถึงคืนวันอาทิตย์ ซึ่งปกติแล้วเนี่ย ศุกร์เสาร์พวกเราก็จะซัดซะเต็มเหนี่ยว เอาให้หน่ำใจ ตื่นมาเย็นๆวันอาทิตย์ ก็สลายตัวแยกย้ายไปพักผ่อน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันจันทร์ แต่สัปดาห์นั้น วงเหล้ายืดเยื้อไปจนดึก ดื่น แล้วผมก็น็อคคาวง (อีกครั้งหนึ่ง) ตอนใกล้จะหลับจำได้ว่า กำลังจะตีสาม กะว่ากินจนสว่าง(นึกว่าจะไหวทีไรเป็นน็อคทุกทีสิน่า)แล้วค่อยออกไปรอรถเมล์ กินไปคุยไปเหมือนไม่เมา แต่ดันสลบเฉยเลย ตื่นมาอีกที เก้าโมงกว่า อิ๊บอ๋ายแล้ว ซึ่งผมมีเรียนวันจันทร์สิบโมงครึ่งนี่หว่า เอาละสิทีนี้ น้ำเนิ้มไม่อาบมันแล้วครับ ผมคว้ากระเป๋าแล้วรีบกลับอย่างไว แม้เรียนไม่ทันชั่วโมงแรก ขอไปทันชั่วโมงที่สองก็ยังดี ตอนนั้นคิดแบบนั้น
ผมกระโดดขึ้นรถเมล์ปอ.29ที่กำลังแน่นเอี้ยดเข้าไปเบียดเสียดเบียดร่างกับเพื่อนร่วมทางอีกหลายชีวิต นักเรียนนักศึกษา คนทำงานต่างก็แออัดยัดเยียดอยู่ในรถปอ.เก่าๆคันนั้น สภาพของผมตอนนั้น มันดูไม่จืดเลยครับ น้ำไม่ได้อาบ ชุดนักศึกษายับยู่ยี่(ตั้งแต่วันศุกร์) ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง แถมแฮ้งค์คอแห้งสุดๆ ตานี่ก็แห้งเชียว สู้แสงไม่ค่อยได้ด้วย รถเคลื่อนตัวออกจากป้ายไปซักพักเดียวเท่านั้น ก็เริ่มติดแถวๆทางเข้ามหาวิทยาลัยรังสิต แล้วก็ติดลากยาวไปเรื่อยๆ ถึงตอนนั้น ผมปลงแล้วละ ว่ายังไงก็ไปไม่ทันเรียนแน่นอน แต่ทำไงได้ ยังไงๆก็ต้องกลับอยู่ดี รถเมล์ก็ค่อยๆกะดึ้บๆไปทีละศอกทีละวา ตอนนั้นเค้ายังก่อสร้างทางยกระดับอยู่เลยครับ ทำให้แถวดอนเมืองนี้รถติดอย่างมหาโหดไร้มนุษยธรรม ว่ากันอย่างงั้นเลยทีเดียว พอรถเคลื่อนเข้าสู่บริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง ผมเริ่มหมดแรง ง่วงและเพลียสุดๆ มือขวาโหนราวจับ ยืนพิงเบาะที่นั่ง หัวก็โยกคลอนตามจังหวะรถออกตัว เบรค โคลงเคลงไปมา สัปหงกซ้ายทีขวาที จะหลับแหล่มิหลับแหล่แต่ยังพอมีสติอยู่ ป้าคนนึงแกนั่งอยู่ฝั่งในติดกับที่ผมยืนพิงพอดี แกมองผมแบบหวั่นใจตั้งแต่ตอนผมขึ้นมายืนข้างที่นั่งแกใหม่ๆแล้วละ ไม่หวั่นได้ไง ก็สภาพเยินออกอย่างงั้นนี่น่า เอิ้กๆๆๆ
รถเคลื่อนไปเกือบจะถึงหลักสี่อยู่แล้ว มันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมเผลอหลับสิ้นสติสมประดีไปกลางอากาศ มือขวาที่โหนราวอยู่หลุดออกมา น้ำหนักตัวของผมทิ้งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับข้อศอกขวาของผม ก็ทิ้งดิ่งสับลงกลางกบาลของคุณป้าท่านนั้นอย่างจังเช่นกัน ยังกะจาพนมในหนังองค์บากไม่มีผิด ไม่ใช้แสตนด์อิน เล่นจริงเจ็บจริง
...........หน้าผากก็ดูโหน๊กโหนก หน้าอกไม่รู้เอามาจากไหน ประเดี๋ยวก็ "ปั่ก" เข้าให้........
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นในทันที เกือบจะหงายหลังอยู่แล้ว ดีที่ในรถคนมันแน่นมาก ตัวผมก็พอจะยังยืนหลังพิงผู้โดยสารคนอื่นได้อยู่ และมีมืออีกสองมือคว้าผมแขนเอาไว้ได้ทันควัน ไม่งั้นละก้อ คงได้เกลือกกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นนั้นแหละ ส่วนคุณป้าคนนั้นน่ะเหรอ แกก็กระเด้งตัวลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติพร้อมกับเอี้ยวตัวยื่นมือทั้งสองข้างมาคว้าแขนท่อนผมของผมไว้(ใช่ครับ สองมือที่ว่าไปเมื่อก่อนหน้านี้ก็คือมือของคุณป้าคนนี้นี่แหละ) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วฉับพลันอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนจากหญิงวัยชราอย่างคุณป้าท่านนี้เลยครับ รวดเร็วแข็งแรงอย่างจอมยุทธ์ผู้มีพลังลมปราณแข็งกล้า ช่างน่าทึ่งจริงๆ แล้วแกก็เอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา ว่า "ป้าขอโทษ นั่งไหมลูก" ตอนนั้นผมทั้งอึ้งทั้งอายผสมไปด้วยความงงงวยเล็กน้อย ทั้งรู้สึกผิดที่ทำร้ายแกโดยไม่ตั้งใจ รีบยกมือไหว้แล้วขอโทษขอโพยแกเสียยกใหญ่ บอกแกว่าผมไม่ได้ตั้งใจเลยซักนิด(ป้าแกอาจนึกในใจว่า ขนาดมึงไม่ตั้งใจยังล่อซะกลางกบาลกูเลย ถ้ามึงตั้งใจนี่มันจะขนาดไหน) แกก็บอกไม่เป็นไรลูก คนนี่มองกันใหญ่เลยครับ ผมนี่อยากจะหายตัวได้จริงๆเลยวินาทีนั้น แล้วแกก็กล่อมให้ผมนั่งแทนแก (สงสัยแกคงกลัวโดนอีกดอก ถ้าขืนให้ผมยืนหลับอีก เอิ้กๆๆๆ) เพราะแกบอกเห็นสภาพผมตั้งแต่ขึ้นรถแล้ว ว่าท่าทางจะไม่ไหว ผมก็ไม่ไหวจริงๆด้วยแหละ ผมก็อิดออดครับเกรงใจแก มีอย่างที่ไหน เอาศอกไปสับกบาลหญิงแก่เอาที่นั่ง ไอ้บักห่าเฮิร์บเอ้ย คิดแล้วไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เอิ้กๆๆๆ สุดท้าย ผมก็ต้องยอมรับน้ำใจแกไว้ครับ ก่อนนั่งก็ขอบคุณแกอีกหลายๆทีเลยครับ มันเหมือนกับไปเบ่งเอาที่นั่งกับคนแก่เลยอะ สาวๆนักศึกษา สาวออฟฟิสที่ยืนๆอยู่นี่ถึงกับเบ้ปาก ทำหน้าเหม็นขี้ใส่ผมกันยกใหญ่เชียวครับ ผมนี่โคตรอาย อายจนไม่รู้จะอายยังไง นั่งอายได้ไม่นาน ผมก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
มาตื่นอีกทีตอนใกล้จะถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว คุณป้าท่านนั้นไม่อยู่แล้ว แกเป็นใครหน้าตาเป็นอย่างไร ผมก็จำไม่ได้เลย รถดูว่างมากกว่าตอนที่ผมจะหลับเยอะทีเดียว เวลาตอนนั้นน่าจะสักสิบเอ็ดโมง แดดตอนนี่แรงราวกับจะย่างไก่ให้สุกได้เลยก็ปานนั้น มันร้อนทะลุรถแอร์เข้ามาเลยครับ ได้หลับได้พักบ้างก็สดชื่นขึ้นมานิดหน่อย นี่ยังต้องต่อรถเมล์62ไปอีกไม่น้อยกว่าครึ่งชั่งโมง กว่าจะถึงที่พัก ต้องขอกลับไปซักล้างตัวเองซะหน่อย ก่อนจะย้อนกลับเข้ามาเรียนคาบบ่าย วิชาที่เรียนเช้า ผมก็ขาดไป ส่วนคาบบ่ายก็เรียนๆแบบง่วงๆเบลอๆไป พอตกเย็นก็เริ่มเงี่ยหู คอยฟังข่าว ว่าวงเหล้าของชาวคณะ เค้าจะสัญจรไปที่ไหน เพื่อจะได้ทำเนียนไปแจมเหมือนอย่างเคย แล้ววงจรอุบาทว์ก็เริ่มขับเคลื่อนขึ้นอีกครั้ง ชีวิตมันช่างลั๊นลาดีแท้ ชีวิตของ*เอกอัครราชตู้ด
สุดสัปดาห์นั้น ผมได้บทเรียนสำคัญหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ผมเข็ดหลาบอยู่ดี มีอีกหลายครั้งที่ความเมา(จากรังสิต) นำผมไปสู่สถานการณ์อันยากลำบากและวิกฤต ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าเพียงผมดื่มกินแต่พอประมาณ และประมาณตนเอง
แม้จะผ่านไปเกือบ20ปีแล้ว ผมก็ยังรู้สึกผิดกับคุณป้าท่านนั้นอยู่ครับ แล้วผมก็กราบขอโทษคุณป้าจากใจจริงอย่างเป็นทางการอีกครั้งมา ณ ที่นี้ด้วย ขอให้คุณป้าท่านนั้นจงมีความสุขความเจริญ จากอภัยทานที่คุณป้าทานให้ผมตั้งแต่เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนด้วยเถิด
ขอบคุณคุณผู้อ่านที่ติดตาม แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า
หมายเหตุ*เอกอัครราชตู้ด เป็นคำศัพท์ที่ไอ้เพื่อนยากผู้จากไปของผมได้บัญญัติขึ้นเมื่อสมัยที่เรายังเป็นหนุ่มกระทง มีความหมายคร่าวๆว่า " คอสุราที่ขัดสนทุนทรัพย์ มักจะไปนั่งร่วมวงดื่มกินกับผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง โดยมอบบริการในรูปแบบอารมณ์ขันและความบันเทิงเริงใจ สร้างบรรยากาศ อันน่ารื่นรมย์ให้เหมาะสมแก่การดื่มกินเป็นสิ่งตอบแทน" ภาษาชาวบ้านเรียกง่ายๆว่า" ตลกแ-ก "ครับ เอิ้กๆๆๆ
อ๊ะๆ คุณผู้อ่านอย่าทำหน้าเหม็นขี้อย่างงั้นสิครับ ผมอายนะครับเนี่ย เอิ้กๆๆๆ
หลังจากสอบเอนทรานซ์ติดที่เทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตเทคนิคกรุงเทพฯได้อย่างเหนือความคาดหมาย ผมจำต้องย้ายนิวาสสถานจากชนบทอันห่างไกลของเมืองอุบลฯ เจ้ามาพำนักอาศัยในบางกอก ที่ถนนจันทร์ย่านสาธุประดิษฐ์ เป็นบ้านตึกสี่ชั้นในซอยเล็กๆใกล้กับศูนย์การค้าวรรัตน์ หากเดินทางโดยรถเมล์ ผมจะไปถึงโรงเรียนภายในครึ่งชั่งโมง แต่ถ้าเดินลัดตัดเข้าศูนย์การค้าวรรัตน์ มันก็จะถึงภายในครึ่งชั่วโมงเช่นกัน แฮ่! ใช่ครับ รถแม่มติดอิ๊บอ๋ายวายป่วงเลยครับ เอาเป็นว่า เดินเอาเวิร์คสุดแล้ว
หลังจากรายงานตัวและลงทะเบียนที่วิทยาลัยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พ่อกับแม่ก็พาผมไปฝากเนื้อฝากตัวกับป้าเจ้าของบ้านที่ผมจะไปอยู่ด้วย ใช้เวลาไม่ถึงสองชั่วโมงดี สั่งเสียสั่งลากันสร็จสรรพท่านทั้งสองก็กลับอุบลฯในบ่ายวันนั้นเลย ส่วนผมก็เริ่มต้นใช้ชีวิตในเมืองหลวงเพียงลำพังตั้งแต่นั้นมา แบบเคว้งๆเหวงๆหวิวๆดีพิลึก
เคมีอุตสาหการ (เป็นคณะที่เลือกไว้เป็นลำดับที่สาม คะแนนต่ำสุดในปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่178 จากคะแนนเต็ม500 ซึ่งอันที่จริง คิดว่าน่าจะสอบได้คณะที่อยู่ลำดับที่สี่มากกว่าคือ เทคโนโลยีชีวภาพ ม.วิทยาลัยศิลปากร คะแนนต่ำสุดในปีก่อนหน้านั้น อยู่ที่128คะแนนจากคะแนนเต็ม500 ส่วนลำดับหนึ่งที่เลือกไว้ คือ วาสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ คะแนนต่ำสุดในปีก่อนหน้านั้น อยู่ที่สามร้อยยี่สิบกว่าๆ คณะนี้อยากเรียนมาก แต่ดูคะแนนกับศักยภาพตัวเองแล้วก็ปลงครับ ไม่หวังมาก แต่ก็หวังอยู่นะ ส่วนลำดับที่สองที่เลือกไว้คือ ออกแบบนิเทศศิลป์ ม.ศิลปากร คะแนนต่ำสุดปีก่อนหน้านั้นอยู่ที่ สองร้อยสามสิบกว่าๆ คณะนี้ก็หวังครับ แต่ก็รู้ตัวเอง เหมือนลำดับที่หนึ่งนั่นแหละครับ)นั่นคือสาขาวิชาที่ผมเรียน เรียนสามปีได้วุฒิ ปวส.(ใช้เวลาเรียนปรับวุฒิฯการศึกษาหนึ่งปี) ใช่ครับ มันคือ วิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาด้านสารเคมีทั่วๆไปตลอดจน เคมีภัณฑ์ต่างๆในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมที่ว่านั้น มักจะเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเลี่ยมเสียเป็นส่วนใหญ่ ว่ากันว่ารุ่นพี่ที่จบไป มักวนเวียนเกี่ยวข้องอยูในสายงานด้านนี้ ส่วนนึงก็มักจะไปเรียนต่อปริญญาตรีวิศวกรรมเคมี วิศวกรรมอุตสาหการที่เทคโนพระจอมเกล้าบางมดกัน ขณะที่อีกส่วนนึงก็สามารถเบนเข็มไปต่อปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกลที่เทคโนโลยีมหานครได้ด้วย เพราะที่คณะเรา มีวิชาเขียนแบบเครื่องกล และวิชาอื่นที่เป็นวิชาพื้นฐานด้านวิศวกรรมด้วย ฮ่าๆ งงใช่ไหมครับ ผมยังงงเลย ดูเส้นทางดูอนาคตน่าจะสดใสสวยหรูปูด้วยกลีบกุหลาบใช่ไหมครับคุณผู้ชม เอ๊ย คุณผู้อ่าน แหม่ ถ้ามันง่ายอย่างงั้นมันก็ดีสิครับ
สิ่งแวดล้อมใหม่ๆอะไรๆก็ดูแปลกหูแปลกตาไปซะหมด ทำเอาใจผมเป๋ไม่เป็นท่าเหมือนกัน เมื่อผมมองย้อนกลับไป ผมเห็นตัวเองที่เป็นคนไม่มีความมั่นคงด้านความคิดและจิตใจเอามากๆทีเดียว มีอะไรหลายอย่าง ดึงความสนใจผมออกจากการเรียนหนังสือ มันดึงดูด เย้ายวนใจให้เคลิ้บเคลิ้มเพลิดเพลินไปกับทุกๆอย่างรอบตัว อะไรหลายๆอย่างนั้น รวมเอาตัวผมเองเข้าไปด้วย
กิจกรรมเชียร์รับน้อง ระบบโซตัส เหล้า บุหรี่ รุ่นพี่ เพื่อนใหม่ สาวๆ อิสระเต็มรูปแบบในวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปด ผมสนใจใคร่รู้ไปแทบทุกอย่างทุกเรื่อง ยกเว้นเรื่องเรียน วิชาอย่างแคลคูลัสเบื้องต้น เคมีอินทรีย์ เคมีวิเคราะห์ อะไรพวกนี้ ซึ่งมันจำเป็นต้องรู้ เพื่อเป็นพื้นฐานในการเรียนต่อยอดในระดับที่สูงขึ้น มันก็ช่างแสนยากเย็นเกินความเข้าใจของผมเสียเหลือเกินในขณะนั้น แถมความมุมานะบากบั่นของผมมันก็มีน้อยกว่าชาวบ้านเค้าอีกด้วยสิ(ยังเคยคิดว่า หากผมตั้งใจเอาจริงเอาจังเสียตั้งแต่ตอนนั้น ผมก็ต้องผ่านมันไปได้เหมือนเพื่อนๆในคลาสนั่นแหละ หึๆ ก็เปล่าประโยชน์ที่จะพูดถึงแล้วละ)อาจารย์ เพื่อนๆรุ่นพี่หลายๆคนพยายามบอกให้เฟรชชี่อย่างพวกเรา ระมัดระวังเรื่องกิจกรรมนอกหลักสูตรต่างๆว่ามันจะส่งผลเสียต่อการเรียน ไอ้เราก็ฟังหูซ้ายทะลุหูขวาไป พูดก็พูดเถอะ ถึงไม่มีใครบอกผมก็รู้แหละ ผมก็เชื่อว่าใครๆก็รู้ แต่มันห้ามใจไม่อยู่ครับ จิตใจมันไม่พร้อมที่จะเรียนจริงๆ ผมก็อธิบายไม่ถูก ลึกๆผมอาจจะกลัวก็ได้ ถึงได้เอาความมึนเมาเป็นเสาหลักของจิตใจ แต่ผมกลัวอะไรละ หรือมันอาจจะไม่ซับซ้อนลึกซึ้งอะไรอย่างงั้นก็ได้ อาจจะแค่ใจแตก อาจจะเป็นเพราะอยู่ต่างที่ต่างถิ่น รึอาจจะเป็นอะไรก็ไม่รู้สินะ แบบว่ามันไม่ค่อยจะมีกะจิตกะใจจะเรียนเอาซะเลย ใจมันเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหนก็ไม่รู้ มันมีปัจจัยหลายๆอย่างครับ สุดท้ายมันก็คงเป็นใจผมเองนี้แหละ ที่ภูมิคุ้มกันมันอ่อนไปหน่อย แต่ก็ช่างมันเถอะ เรื่องมันแล้วไปแล้ว
ผมกับเพื่อนอีกคนค่อนข้างสนิทกับรุ่นพี่ครับ ก็ไอ้เพื่อนคนนี้แหละที่ผมเคยเล่าให้ฟัง ว่ามันเป็นคนเสนองานให้ผมที่ภูเก็ต เราสองคนชื่นชอบการดื่ม ชอบการสังสรรค์ไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือรุ่นพี่เป็นอย่างมาก ถึงกับตั้งฉายาให้ตัวเองว่าเป็น"คู่หูขวางนรก" กันเลยทีเดียว ใกล้เลิกเรียนจะต้องไปหาข่าวว่ารุ่นพี่เค้าจะไปกินเหล้าที่ไหนกันบ้าง พอรู้สถานที่แน่นอน เราทั้งคู่ก็จะทำเนียนเดินผ่านวงเหล้าโดยบังเอิญ แล้วทุกอย่างก็จะเป็นไปตามความประสงค์ของเรา สร้างความเบื่อหน่ายเอือมระอา เป็นที่น่าเวทนาแก่ผู้พบเห็น......... ไม่ใช่วงเวียนชีวิต ปัดโถ่ว เอิ้กๆๆๆ เพื่อนคนอื่นๆก็ใช่ว่าไม่ดื่มไม่ดูดหรอกนะ เพียงแต่พวกนั้นมันก็สนใจเรียนเอาใจใส่มากกว่าเท่านั้นเอง เรียนอะไรตรงไหนไม่เข้าใจ มันก็นั่งติวกัน ทำแล็ป(ทดลองปฏิบัติการเพื่อดูคุณสมบัติ ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น ของสารเคมี เคมีภัณฑ์ต่างๆ และผลที่ได้ มาเขียนรายงานในรูปแบบสมการที่มีส่วนผสมของคณิตศาสตร์และเคมี)มันก็ลอกๆกันนะ มีเก่งๆไม่กี่คนหรอก แต่คนไม่เก่ง มันก็เอาขยันเข้าว่า เข้าหาอาจารย์เข้าหารุ่นพี่ช่วยชี้ทางชี้แนะแตะติวไป ไอ้ผมนี่ เมาค้างทุกวันเรื่องวิชาความรู้ไม่มีเข้าหัว กินเหล้ากันเองเฉพาะในห้องในรุ่นเดียวกันก็ออกบ่อยไป แรกๆมีห้ามปรามตักเตือนเองกันบ้างทั้งเรื่องเรียนเรื่องเหล้า หลังๆนี่ไม่ค่อยห้ามกันแล้ว ไปนำกันอาดหลาด เอิ้กๆๆๆ แต่ไอ้คู่หูผมกับเพื่อนๆในห้องมันยังเอาตัวรอดได้นะ ผมมันก็คงแย่กว่าเขาจริงๆแหละครับ สำหรับเรื่องสำนึกและความรับผิดชอบเนี่ย ไม่ใช่คิดไม่ได้นะครับตอนนั้น เพียงแต่มันทำอย่างที่คิดไม่ได้แค่นั้นแหละ เอิ้กๆๆๆ
จัททร์ถึงศุกร์ผมก็จะมีอีเว้นท์ดื่มกินกับรุ่นพี่รุ่นเพื่อนที่ทุ่งมหาเมฆ ส่วนเสาร์อาทิตย์ ผมจะอุทิตเวลาให้ทุ่งรังสิตครับ เรียกว่าตอนนั้นถ้าขยันเรียนเหมือนขยันกินเหล้าแล้วละก็ ป่านนี้ผมคงกลายเป็นบุคคลากรผู้ทรงคุณค่าในสายงานอุตสาหกรรมปิโตรเคมีไปแล้วสินะเนี่ย แหม่ ก็คิวกินเหล้านี่มันแน่นเอี้ยดซะขนาดนั้นนี่น่าคุณผู้อ่าน เอิ้กๆๆๆ
เพื่อนที่รังสิต ก็เป็นพวกกันตั้งแต่เรียนมัธยมนู้นแหละครับ สำหรับเพื่อนคนนี้ ก็เรียนศิลปะที่มหา'ลัยแถวๆนั้นครับ นอกจากเหล้า สิ่งมึนเมา กับศิลปะที่เพื่อนผมเรียนแล้ว สิ่งที่ดึงดูดผมไปที่นั่นทุกๆเสาร์อาทิตย์วันหยุดสุดสัปดาห์ก็ไม่ใช่อะไรอื่นไกลครับ นั่นก็คือหม้อ เอ๊ย สาวๆที่พักอยู่หอเดียวกันกับเพื่อนผมนั่นเองละคร้าบ ไม่ได้ติดการกินเหล้าอย่างเดียว ยังติดสัดอีกด้วย เอิ้กๆๆๆ ครับ ไอ้ที่มีอยู่ในสถาบันเราเองก็ดันไม่สนใจใส่ใจ ดันไปสนใจอะไรอื่นไกลอย่างงั้นก็ไม่รู้ เรียนสายวิทย์แต่ไปใกล้ชิดสนิทกับสายศิลป์ อยู่ในเมืองก็ไม่ค่อยชิน ใจมันไปอินแถวปริมณฑลนู้นแน่ะ
ผมก็ใช้ชีวิตแบบนี้ทำนองนี้ไปเรื่อยๆเอื่อยๆ แค่เพียงเทอมเดียวเท่านั้น รู้เรื่องครับ เพื่อนๆรุ่นพี่เค้าเรียนกันสามปี ส่วมผมเรียนเทอมเดียวจบ จบเห่เลยละ ทำไมละ เรียนเก่งไง ถุย เอิ้กๆๆๆ จากที่เคยเสียเวลาไปแล้วหนึ่งปีตอนมัธยม ผมก็ต้องมาเสียเวลาอีกหนึ่งปีที่นี่อีก คราวนี้น่าจะซึ้งแล้วละนะ ไอ้เฮิร์บเอ้ย
มีอยู่ครั้งนึง ที่ผมมากินเหล้ากับเพื่อนที่รังสิตเหมือนอย่างเคย มาร่ำสุรากันตั้งแต่เย็นวันศุกร์ แล้วยังไงไม่รู้ละ ดันติดลมลากยาวไปจนถึงคืนวันอาทิตย์ ซึ่งปกติแล้วเนี่ย ศุกร์เสาร์พวกเราก็จะซัดซะเต็มเหนี่ยว เอาให้หน่ำใจ ตื่นมาเย็นๆวันอาทิตย์ ก็สลายตัวแยกย้ายไปพักผ่อน เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับวันจันทร์ แต่สัปดาห์นั้น วงเหล้ายืดเยื้อไปจนดึก ดื่น แล้วผมก็น็อคคาวง (อีกครั้งหนึ่ง) ตอนใกล้จะหลับจำได้ว่า กำลังจะตีสาม กะว่ากินจนสว่าง(นึกว่าจะไหวทีไรเป็นน็อคทุกทีสิน่า)แล้วค่อยออกไปรอรถเมล์ กินไปคุยไปเหมือนไม่เมา แต่ดันสลบเฉยเลย ตื่นมาอีกที เก้าโมงกว่า อิ๊บอ๋ายแล้ว ซึ่งผมมีเรียนวันจันทร์สิบโมงครึ่งนี่หว่า เอาละสิทีนี้ น้ำเนิ้มไม่อาบมันแล้วครับ ผมคว้ากระเป๋าแล้วรีบกลับอย่างไว แม้เรียนไม่ทันชั่วโมงแรก ขอไปทันชั่วโมงที่สองก็ยังดี ตอนนั้นคิดแบบนั้น
ผมกระโดดขึ้นรถเมล์ปอ.29ที่กำลังแน่นเอี้ยดเข้าไปเบียดเสียดเบียดร่างกับเพื่อนร่วมทางอีกหลายชีวิต นักเรียนนักศึกษา คนทำงานต่างก็แออัดยัดเยียดอยู่ในรถปอ.เก่าๆคันนั้น สภาพของผมตอนนั้น มันดูไม่จืดเลยครับ น้ำไม่ได้อาบ ชุดนักศึกษายับยู่ยี่(ตั้งแต่วันศุกร์) ผมเผ้ากระเซอะกระเซิง แถมแฮ้งค์คอแห้งสุดๆ ตานี่ก็แห้งเชียว สู้แสงไม่ค่อยได้ด้วย รถเคลื่อนตัวออกจากป้ายไปซักพักเดียวเท่านั้น ก็เริ่มติดแถวๆทางเข้ามหาวิทยาลัยรังสิต แล้วก็ติดลากยาวไปเรื่อยๆ ถึงตอนนั้น ผมปลงแล้วละ ว่ายังไงก็ไปไม่ทันเรียนแน่นอน แต่ทำไงได้ ยังไงๆก็ต้องกลับอยู่ดี รถเมล์ก็ค่อยๆกะดึ้บๆไปทีละศอกทีละวา ตอนนั้นเค้ายังก่อสร้างทางยกระดับอยู่เลยครับ ทำให้แถวดอนเมืองนี้รถติดอย่างมหาโหดไร้มนุษยธรรม ว่ากันอย่างงั้นเลยทีเดียว พอรถเคลื่อนเข้าสู่บริเวณหน้าสนามบินดอนเมือง ผมเริ่มหมดแรง ง่วงและเพลียสุดๆ มือขวาโหนราวจับ ยืนพิงเบาะที่นั่ง หัวก็โยกคลอนตามจังหวะรถออกตัว เบรค โคลงเคลงไปมา สัปหงกซ้ายทีขวาที จะหลับแหล่มิหลับแหล่แต่ยังพอมีสติอยู่ ป้าคนนึงแกนั่งอยู่ฝั่งในติดกับที่ผมยืนพิงพอดี แกมองผมแบบหวั่นใจตั้งแต่ตอนผมขึ้นมายืนข้างที่นั่งแกใหม่ๆแล้วละ ไม่หวั่นได้ไง ก็สภาพเยินออกอย่างงั้นนี่น่า เอิ้กๆๆๆ
รถเคลื่อนไปเกือบจะถึงหลักสี่อยู่แล้ว มันเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผมเผลอหลับสิ้นสติสมประดีไปกลางอากาศ มือขวาที่โหนราวอยู่หลุดออกมา น้ำหนักตัวของผมทิ้งดิ่งลงมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับข้อศอกขวาของผม ก็ทิ้งดิ่งสับลงกลางกบาลของคุณป้าท่านนั้นอย่างจังเช่นกัน ยังกะจาพนมในหนังองค์บากไม่มีผิด ไม่ใช้แสตนด์อิน เล่นจริงเจ็บจริง
...........หน้าผากก็ดูโหน๊กโหนก หน้าอกไม่รู้เอามาจากไหน ประเดี๋ยวก็ "ปั่ก" เข้าให้........
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นในทันที เกือบจะหงายหลังอยู่แล้ว ดีที่ในรถคนมันแน่นมาก ตัวผมก็พอจะยังยืนหลังพิงผู้โดยสารคนอื่นได้อยู่ และมีมืออีกสองมือคว้าผมแขนเอาไว้ได้ทันควัน ไม่งั้นละก้อ คงได้เกลือกกลิ้งคลุกฝุ่นอยู่บนพื้นนั้นแหละ ส่วนคุณป้าคนนั้นน่ะเหรอ แกก็กระเด้งตัวลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติพร้อมกับเอี้ยวตัวยื่นมือทั้งสองข้างมาคว้าแขนท่อนผมของผมไว้(ใช่ครับ สองมือที่ว่าไปเมื่อก่อนหน้านี้ก็คือมือของคุณป้าคนนี้นี่แหละ) เป็นปฏิกิริยาตอบสนองที่รวดเร็วฉับพลันอย่างที่ผมไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นมาก่อนจากหญิงวัยชราอย่างคุณป้าท่านนี้เลยครับ รวดเร็วแข็งแรงอย่างจอมยุทธ์ผู้มีพลังลมปราณแข็งกล้า ช่างน่าทึ่งจริงๆ แล้วแกก็เอ่ยกับผมด้วยน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา ว่า "ป้าขอโทษ นั่งไหมลูก" ตอนนั้นผมทั้งอึ้งทั้งอายผสมไปด้วยความงงงวยเล็กน้อย ทั้งรู้สึกผิดที่ทำร้ายแกโดยไม่ตั้งใจ รีบยกมือไหว้แล้วขอโทษขอโพยแกเสียยกใหญ่ บอกแกว่าผมไม่ได้ตั้งใจเลยซักนิด(ป้าแกอาจนึกในใจว่า ขนาดมึงไม่ตั้งใจยังล่อซะกลางกบาลกูเลย ถ้ามึงตั้งใจนี่มันจะขนาดไหน) แกก็บอกไม่เป็นไรลูก คนนี่มองกันใหญ่เลยครับ ผมนี่อยากจะหายตัวได้จริงๆเลยวินาทีนั้น แล้วแกก็กล่อมให้ผมนั่งแทนแก (สงสัยแกคงกลัวโดนอีกดอก ถ้าขืนให้ผมยืนหลับอีก เอิ้กๆๆๆ) เพราะแกบอกเห็นสภาพผมตั้งแต่ขึ้นรถแล้ว ว่าท่าทางจะไม่ไหว ผมก็ไม่ไหวจริงๆด้วยแหละ ผมก็อิดออดครับเกรงใจแก มีอย่างที่ไหน เอาศอกไปสับกบาลหญิงแก่เอาที่นั่ง ไอ้บักห่าเฮิร์บเอ้ย คิดแล้วไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน เอิ้กๆๆๆ สุดท้าย ผมก็ต้องยอมรับน้ำใจแกไว้ครับ ก่อนนั่งก็ขอบคุณแกอีกหลายๆทีเลยครับ มันเหมือนกับไปเบ่งเอาที่นั่งกับคนแก่เลยอะ สาวๆนักศึกษา สาวออฟฟิสที่ยืนๆอยู่นี่ถึงกับเบ้ปาก ทำหน้าเหม็นขี้ใส่ผมกันยกใหญ่เชียวครับ ผมนี่โคตรอาย อายจนไม่รู้จะอายยังไง นั่งอายได้ไม่นาน ผมก็หลับไปด้วยความอ่อนเพลีย
มาตื่นอีกทีตอนใกล้จะถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้ว คุณป้าท่านนั้นไม่อยู่แล้ว แกเป็นใครหน้าตาเป็นอย่างไร ผมก็จำไม่ได้เลย รถดูว่างมากกว่าตอนที่ผมจะหลับเยอะทีเดียว เวลาตอนนั้นน่าจะสักสิบเอ็ดโมง แดดตอนนี่แรงราวกับจะย่างไก่ให้สุกได้เลยก็ปานนั้น มันร้อนทะลุรถแอร์เข้ามาเลยครับ ได้หลับได้พักบ้างก็สดชื่นขึ้นมานิดหน่อย นี่ยังต้องต่อรถเมล์62ไปอีกไม่น้อยกว่าครึ่งชั่งโมง กว่าจะถึงที่พัก ต้องขอกลับไปซักล้างตัวเองซะหน่อย ก่อนจะย้อนกลับเข้ามาเรียนคาบบ่าย วิชาที่เรียนเช้า ผมก็ขาดไป ส่วนคาบบ่ายก็เรียนๆแบบง่วงๆเบลอๆไป พอตกเย็นก็เริ่มเงี่ยหู คอยฟังข่าว ว่าวงเหล้าของชาวคณะ เค้าจะสัญจรไปที่ไหน เพื่อจะได้ทำเนียนไปแจมเหมือนอย่างเคย แล้ววงจรอุบาทว์ก็เริ่มขับเคลื่อนขึ้นอีกครั้ง ชีวิตมันช่างลั๊นลาดีแท้ ชีวิตของ*เอกอัครราชตู้ด
สุดสัปดาห์นั้น ผมได้บทเรียนสำคัญหลายๆอย่าง แต่ก็ไม่มากพอที่จะทำให้ผมเข็ดหลาบอยู่ดี มีอีกหลายครั้งที่ความเมา(จากรังสิต) นำผมไปสู่สถานการณ์อันยากลำบากและวิกฤต ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น ถ้าเพียงผมดื่มกินแต่พอประมาณ และประมาณตนเอง
แม้จะผ่านไปเกือบ20ปีแล้ว ผมก็ยังรู้สึกผิดกับคุณป้าท่านนั้นอยู่ครับ แล้วผมก็กราบขอโทษคุณป้าจากใจจริงอย่างเป็นทางการอีกครั้งมา ณ ที่นี้ด้วย ขอให้คุณป้าท่านนั้นจงมีความสุขความเจริญ จากอภัยทานที่คุณป้าทานให้ผมตั้งแต่เมื่อเกือบยี่สิบปีก่อนด้วยเถิด
ขอบคุณคุณผู้อ่านที่ติดตาม แล้วพบกันใหม่ตอนหน้า
หมายเหตุ*เอกอัครราชตู้ด เป็นคำศัพท์ที่ไอ้เพื่อนยากผู้จากไปของผมได้บัญญัติขึ้นเมื่อสมัยที่เรายังเป็นหนุ่มกระทง มีความหมายคร่าวๆว่า " คอสุราที่ขัดสนทุนทรัพย์ มักจะไปนั่งร่วมวงดื่มกินกับผู้มีอุปการะคุณทั้งหลายโดยไม่แบ่งแยกเชื้อชาติ ศาสนา หรือลัทธิทางการเมือง โดยมอบบริการในรูปแบบอารมณ์ขันและความบันเทิงเริงใจ สร้างบรรยากาศ อันน่ารื่นรมย์ให้เหมาะสมแก่การดื่มกินเป็นสิ่งตอบแทน" ภาษาชาวบ้านเรียกง่ายๆว่า" ตลกแ-ก "ครับ เอิ้กๆๆๆ
อ๊ะๆ คุณผู้อ่านอย่าทำหน้าเหม็นขี้อย่างงั้นสิครับ ผมอายนะครับเนี่ย เอิ้กๆๆๆ
วันอังคารที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ไม่มีชื่อเรื่อง
สามสี่วันมานี้ ผมมีอาการบาดเจ็บจาก หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทครับ วันแรกที่เกิดอาการ เจ็บมากๆจะลุกจะนั่งจะนอนจะเปลี่ยนอิริยาบททีนี่ มันช่างเป็นเรื่องยากลำบาก ในตอนที่เริ่มเจ็บสันหลัง บริเวณเอวจนถึงเกือบกระดูกก้นกบ ก็เป็นช่วงเวลาที่เลิกงานตอนเย็นพอดี นับว่าเป็นโชคดีชั้นแรก เพราะแม้จะเริ่มมีอาการเจ็บปวดที่ไม่ประณีประนอมและเฉียบพลัน มันก็ยังพอมีเวลาพักอยู่บ้าง โชคชั้นที่สองวันรุ่งขึ้นก็ได้หยุดงาน(โดยที่ยังไม่ได้แจ้งที่ทำงานว่ามีอาการบาดเจ็บ)ก็ประจวบเหมาะครับ ตอนแรกที่ไม่บอกทางนั้นไปเพราะคิดว่าพรุ่งนี้มันคงหาย แต่มันไม่อย่างนั้นสิครับ เช้าตื่นขึ้นมาผมลุกแทบไม่ขึ้น บิดตัวที่นี่มันเจ็บสะท้านไปทั้งตัว ต้องค่อยๆขยับทีละนิดๆ คุณผู้อ่านลองนึกภาพคนแก่ๆหลังโก่ง (ยืดตัวตรงไม่ได้ครับตอนแรกๆ เพราะเจ็บมาก ต้องค่อยหาอะไรเกาะ แล้วค่อยๆดึงตัวยืดขึ้น กว่าจะตรงก็เจ็บและใช้เวลาก็มากโขอยู่)ยักแย่ยักยัน โยงโย้ เชื่องช้าน่ารำคาญ นั่นละ ผมเลยครับ ผมเลยลองปิดกูเกิ้ลโดยใช้คีย์เวิร์ดว่า หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท(สันนิฐาน) อากู๋ก็ลิสต์ข้อมูลมายาวเฟื้อย อ่านบทความทางการแพทย์อยู่สามสี่ฉบับ ก็แน่ใจโดยไม่ต้องปรึกษาหมอเลย ว่า ใช่แน่ๆ ทั้งพฤติกรรมการนั่งที่ไม่ถูกต้องในชีวิตประจำวัน อุบัติเหตุล้มหงายหลังตอนไปเที่ยวน้ำตกก่อนหน้าที่เกิดอาการหนึ่งวัน และการจามที่ไม่สมบูรณ์ คือยังไงไม่สมบูรณ์ คือตอนคนเราจามเนี่ย ลมมันจะดันออกทั้งทางปาก จมูกหรือแม้แต่หูหรือทวารหนักใช่ไหมครับ แต่นี่ มันยังไงไม่รู้ ผมจามวันนั้นลมมันดันไม่ออกจากร่างกาย มันเหมือนโดนกั๊กๆ แล้วลมมันก็ดันกลับเข้าช่องท้องเฉยเลย ทำให้ไอ้หมอนรองกระดูกสันหลังของผมมันเลยแลบออกมาดันเส้นประสาทซะ ซึ่งมันตรงกับพฤติกรรมเสี่ยงทั้งหมดที่บทความได้เขียนไว้เป๊ะ อ่านถึงตรงนั้นก็ซีดเลยครับ ยังไงดีวะกู ใจมันคิดไปถึงอัมพฤกอัมพาตเดินไม่ได้ไปนู้นแน่ะ พออ่านไปเรื่อย เค้าก็บอกแนวทางการบำบัดรักษามาเป็นข้อๆ ก็สรุปได้ว่า อาการอย่างผมนี่ ยังไม่ต้องต้องขั้นไปขึ้นเขียงให้คุณหมอผ่าตัดแต่อย่างใด เพียงแต่ให้ระมัดระวัง ไม่ให้เราทำพฤติกรรมแบบเดิมๆ เพิ่มเติมด้วยกายภาพบำบัด ยืดกระดูกสันหลัง (ด้วยการโหนบาร์ แล้วทิ้งน้ำหนักตัวลงพื้น ขอบอกว่าช่วยได้จริงครับ)ส่วนอาการเจ็บปวด ก็ให้กินยาบรรเทาไป ออ ผมเปิดยูทูปดูท่ากายบริหารโยคะบำบัดอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทดูด้วยครับ ดูไปก็ทำตามไป มันก็ช่วยได้อีกเหมือนกัน แต่ผมไม่แนะนำให้คุณผู้อ่านทำแบบผมนะครับ เจ็บป่วยอะไรปรึกษาคุณหมอนั่นน่ะถูกต้องที่สุด ผมไม่ได้กลัวหมอ แต่กลัวไม่มีตังค์จ่ายค่าหมอต่างหาก เอิ้กๆๆๆ ถึงวันนี้ก็ดีขึ้นมากครับ จากวันแรกที่เกิดอาการ ถึงจะยังมีอาการเจ็บอยู่เรื่อยก็ตาม แต่ก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงในทางบวก
คิดอยู่หลายวันเหมือนกันครับ ว่าจะหาเรื่องราวอันใดที่มันมีประโยชน์มานำเสนอคุณผู้อ่านดี สรุปได้ความสั้นๆว่า คิดไม่ออกครับ ก็เลยจะเอาของเก่ามาขายไปพลางๆก่อน แหะๆ เริ่มหมดมุขตั้งแต่เดือนที่แล้วๆละครับ เอิ้กๆๆๆ จริงๆก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยหรอกครับ มีเยอะเลยแหละ ผมไปอ่านเจออะไรที่น่าสนใจมาเยอะนะ เพียงแต่ผมต้องขอเวลากลั่นกรองอีกหน่อย ในตอนนี้จึงขอนำเสนอของเก่าที่มีอยู่แล้วแก้ขัดไปก่อน แต่หยิบมาเล่าใหม่อีกครั้ง อีกแล้วครับท่าน เป็นเพลงที่เขียนเมื่อประมาณปี54 ถ้าจำไม่ผิดนะครับ เนื้อหาก็จะพูดถึงเรื่องการรักษาคำพูด ซึ่งคนเรา บางทีก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ว่ากันไป เป็นเพลงจังหวะกลางๆ ไม่ช้าไม่เร็ว ผมอยากทำให้มันเสร็จเป็นเพลงให้คุณผู้อ่านได้ฟังเร็วๆจริงๆนะครับ แต่ก็ด้วยข้อจำกัดที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละครับ ก็เอาเท่าที่ได้ไปก่อนแล้วกัน เพลงนี้ผมตั้งชื่อว่า ผิดสัญญา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลง สัญญา ของชาวคณะ แบล็คเฮด ในอัลบั้มชุด full flavor เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน กล่าวคือ มีแนวทางเดินคอร์ดเหมือน นิดนึง เนื้อหา จะพูดเรื่องสัญญาเหมือนกัน เพียงแต่ เนื้อหาเพลงของผมมันทำตามคำพูดไม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ในเมื่อทำอย่างที่พูดไม่ได้ มันก็เหมือนคนไร้สัจจะดีๆนี่เอง ส่วนเมโลดี้ จะฟังสบายๆครับ ไม่ซีรีอัสจริงจังเหมือนเนื้อหาสักเท่าไหร่ ไปดูกันเลยครับ
ผิดสัญญา
intro:Dmaj7 Amaj7 Dmaj7 Amaj7
Dmaj7คำที่เคยบอกกันว่ารัก ที่เคยบอกกันว่าAmaj7จะอยู่ ด้วยกันไม่ว่าจะเกิดอะไร
Dmaj7แม้ว่าวันนี้อาจไม่เป็นเช่น ดังที่เคยได้Amaj7พูดไป แต่ในใจก็ยังคงBm7หวัง
ว่าC#m7สักวันนึงCm7 จะBm7มา เริ่มC#m7ต้นกันใหม่ Cm7แห่งBm7ไหน สักC#m7ที่หนึ่ง Cm7ในBm7ห้วงแห่งวันเวEลา
Dmaj7คำที่ฉันบอกฉันยังหวัง ที่อาจฟังดูแล้ว Amaj7เพ้อเจอ แต่ว่ามันไม่เคยทำร้ายใคร
Dmaj7รู้ว่าในความเป็นจริงนั้น วันเวลาไม่เคยย้อนAmaj7คืนกลับ อาจกลับมาได้แค่เพียง
ความBm7ทรง C#m7จำ Cm7ภาพBm7ฝัน ในวันC#m7วาน Cm7ไม่Bm7จาง ยังC#m7รู้สึก Cm7ยัง Bm7คงชัดเจนในEใจ
และAmaj7ในโลกแห่งความจริงนี้ บางทีทำได้แค่Dmaj7เพียงบางอย่าง บางอย่างทำได้แค่เฝ้าดู Amaj7กาลเวลาจะบอกให้รู้ ว่าสิ่งที่เราDmaj7นั้นมีอยู่ในวันC#m7นี้ เราCm7 Bm7อาจรู้ค่าก็ต่อเมื่อEเรา ได้เสียมันDmaj7ไป
อยากให้เธอเข้าAmaj7ใจ ถ้าหาก ว่าฉัน ไม่อาจทำDmaj7ตามที่พูดเอาไว้ คำสัญญาใดAmaj7ใด ไม่เพียงจะทำร้ายใจของเธอเท่าDmaj7นั้น ยังทำร้ายใจของฉันเช่นAmaj7กัน Dmaj7ทุกคราวที่คิดถึงมันเจ็บปวด ทุกคราวที่คิดถึงคำ Amaj7สัญญา
มันออกจะเทาๆหม่นๆหน่อย พร่ำเพ้อหาอดีตความทรงจำอันแสนงดงาม อะไรทำนองนั้นละครับ ปี54 ผมก็อายุ 34 มันก็เริ่มหวนคิดถึงวันเก่าบ้างแล้ว ผมว่าคนช่วงวัยเดียวกับผมนี่ก็เริ่มเป็นอย่างงี้บ้างละน่า ช่วงปี53 54นี่เองที่ผมเริ่มทำบล็อกที่ชอบๆ เริ่มทำอะไรที่อยากทำหลายๆอย่าง ที่ตอนสมัยเรียน และตอนที่มีเพื่อนฝูงมากมายรายล้อม มันก็ไม่เอื้อให้มีสมาธิที่จะทำอะไรที่อยากจะทำเท่าไหร่ การกลับไปอยู่บ้านนั่งๆนอนๆของผมเมื่อหกเจ็ดปีก่อน ก็ไม่ได้ถือว่าสูญเปล่า เพียงแต่ไอ้สิ่งที่ผมทำและอยากทำเนี่ย มันเปลี่ยนไปเป็นเงินทองสำหรับเลี้ยงชีพไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าหากผมเอาเรื่องเงินทองมาเป็นตัวตั้ง ทิศทาง ปริมาณของงานผมมันก็คงไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ไม่รู้สินะ มันควรจะออกมาในแนวทางไหนผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แหม่ พูดเหมือนมึงรวยแล้วอย่างงั้นเลย ไอ้เฮิร์บ ความจริงมันตรงกันข้ามมากเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ แปปๆผ่านไปหกเจ็ดปีแล้ว อายุสี่สิบแบบไม่ทันตั้งตัวเลยครับ ผมเคยอ่านมาว่าคนเรา พอถึงช่วงอายุสามสิบกลางๆ เค้าว่ากันว่า วันเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งอายุเยอะขึ้นๆ ก็จะยิ่งรู้สึกเร็วขึ้นเรื่อยๆแปรผันตามอายุเลยว่างั้น พอถึงวันนี้ ผมก็รู้สึกอย่างที่เขาว่ามาจริงๆ มันจะเหลือเวลาให้เราได้คิดได้ทำอะไรอีกสักเท่าไหร่กัน น่าใจหายจริงๆ ภาวนาให้ไฟแห่งการสร้างสรรค์ของผมมันไม่มอดไหม้ดับไปตามวันเวลาก็พอ
หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่าน จะยังคงเข้ามาให้กำลังใจกันอยู่เรื่อยๆนะครับ อยากให้คุณผู้อ่านมีไฟไปด้วยกันครับ
พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีวันวิสาขบูชา สาธุครับ
คิดอยู่หลายวันเหมือนกันครับ ว่าจะหาเรื่องราวอันใดที่มันมีประโยชน์มานำเสนอคุณผู้อ่านดี สรุปได้ความสั้นๆว่า คิดไม่ออกครับ ก็เลยจะเอาของเก่ามาขายไปพลางๆก่อน แหะๆ เริ่มหมดมุขตั้งแต่เดือนที่แล้วๆละครับ เอิ้กๆๆๆ จริงๆก็ใช่ว่าจะไม่มีเลยหรอกครับ มีเยอะเลยแหละ ผมไปอ่านเจออะไรที่น่าสนใจมาเยอะนะ เพียงแต่ผมต้องขอเวลากลั่นกรองอีกหน่อย ในตอนนี้จึงขอนำเสนอของเก่าที่มีอยู่แล้วแก้ขัดไปก่อน แต่หยิบมาเล่าใหม่อีกครั้ง อีกแล้วครับท่าน เป็นเพลงที่เขียนเมื่อประมาณปี54 ถ้าจำไม่ผิดนะครับ เนื้อหาก็จะพูดถึงเรื่องการรักษาคำพูด ซึ่งคนเรา บางทีก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้างก็ว่ากันไป เป็นเพลงจังหวะกลางๆ ไม่ช้าไม่เร็ว ผมอยากทำให้มันเสร็จเป็นเพลงให้คุณผู้อ่านได้ฟังเร็วๆจริงๆนะครับ แต่ก็ด้วยข้อจำกัดที่เคยเล่าให้ฟังนั่นแหละครับ ก็เอาเท่าที่ได้ไปก่อนแล้วกัน เพลงนี้ผมตั้งชื่อว่า ผิดสัญญา ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพลง สัญญา ของชาวคณะ แบล็คเฮด ในอัลบั้มชุด full flavor เมื่อประมาณยี่สิบปีก่อน กล่าวคือ มีแนวทางเดินคอร์ดเหมือน นิดนึง เนื้อหา จะพูดเรื่องสัญญาเหมือนกัน เพียงแต่ เนื้อหาเพลงของผมมันทำตามคำพูดไม่ได้ ไม่ว่าด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ในเมื่อทำอย่างที่พูดไม่ได้ มันก็เหมือนคนไร้สัจจะดีๆนี่เอง ส่วนเมโลดี้ จะฟังสบายๆครับ ไม่ซีรีอัสจริงจังเหมือนเนื้อหาสักเท่าไหร่ ไปดูกันเลยครับ
ผิดสัญญา
intro:Dmaj7 Amaj7 Dmaj7 Amaj7
Dmaj7คำที่เคยบอกกันว่ารัก ที่เคยบอกกันว่าAmaj7จะอยู่ ด้วยกันไม่ว่าจะเกิดอะไร
Dmaj7แม้ว่าวันนี้อาจไม่เป็นเช่น ดังที่เคยได้Amaj7พูดไป แต่ในใจก็ยังคงBm7หวัง
ว่าC#m7สักวันนึงCm7 จะBm7มา เริ่มC#m7ต้นกันใหม่ Cm7แห่งBm7ไหน สักC#m7ที่หนึ่ง Cm7ในBm7ห้วงแห่งวันเวEลา
Dmaj7คำที่ฉันบอกฉันยังหวัง ที่อาจฟังดูแล้ว Amaj7เพ้อเจอ แต่ว่ามันไม่เคยทำร้ายใคร
Dmaj7รู้ว่าในความเป็นจริงนั้น วันเวลาไม่เคยย้อนAmaj7คืนกลับ อาจกลับมาได้แค่เพียง
ความBm7ทรง C#m7จำ Cm7ภาพBm7ฝัน ในวันC#m7วาน Cm7ไม่Bm7จาง ยังC#m7รู้สึก Cm7ยัง Bm7คงชัดเจนในEใจ
และAmaj7ในโลกแห่งความจริงนี้ บางทีทำได้แค่Dmaj7เพียงบางอย่าง บางอย่างทำได้แค่เฝ้าดู Amaj7กาลเวลาจะบอกให้รู้ ว่าสิ่งที่เราDmaj7นั้นมีอยู่ในวันC#m7นี้ เราCm7 Bm7อาจรู้ค่าก็ต่อเมื่อEเรา ได้เสียมันDmaj7ไป
อยากให้เธอเข้าAmaj7ใจ ถ้าหาก ว่าฉัน ไม่อาจทำDmaj7ตามที่พูดเอาไว้ คำสัญญาใดAmaj7ใด ไม่เพียงจะทำร้ายใจของเธอเท่าDmaj7นั้น ยังทำร้ายใจของฉันเช่นAmaj7กัน Dmaj7ทุกคราวที่คิดถึงมันเจ็บปวด ทุกคราวที่คิดถึงคำ Amaj7สัญญา
มันออกจะเทาๆหม่นๆหน่อย พร่ำเพ้อหาอดีตความทรงจำอันแสนงดงาม อะไรทำนองนั้นละครับ ปี54 ผมก็อายุ 34 มันก็เริ่มหวนคิดถึงวันเก่าบ้างแล้ว ผมว่าคนช่วงวัยเดียวกับผมนี่ก็เริ่มเป็นอย่างงี้บ้างละน่า ช่วงปี53 54นี่เองที่ผมเริ่มทำบล็อกที่ชอบๆ เริ่มทำอะไรที่อยากทำหลายๆอย่าง ที่ตอนสมัยเรียน และตอนที่มีเพื่อนฝูงมากมายรายล้อม มันก็ไม่เอื้อให้มีสมาธิที่จะทำอะไรที่อยากจะทำเท่าไหร่ การกลับไปอยู่บ้านนั่งๆนอนๆของผมเมื่อหกเจ็ดปีก่อน ก็ไม่ได้ถือว่าสูญเปล่า เพียงแต่ไอ้สิ่งที่ผมทำและอยากทำเนี่ย มันเปลี่ยนไปเป็นเงินทองสำหรับเลี้ยงชีพไม่ได้เท่านั้นเอง แต่ก็นั่นแหละ ถ้าหากผมเอาเรื่องเงินทองมาเป็นตัวตั้ง ทิศทาง ปริมาณของงานผมมันก็คงไม่ออกมาเป็นแบบนี้ ไม่รู้สินะ มันควรจะออกมาในแนวทางไหนผมก็บอกไม่ถูกเหมือนกัน แหม่ พูดเหมือนมึงรวยแล้วอย่างงั้นเลย ไอ้เฮิร์บ ความจริงมันตรงกันข้ามมากเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ แปปๆผ่านไปหกเจ็ดปีแล้ว อายุสี่สิบแบบไม่ทันตั้งตัวเลยครับ ผมเคยอ่านมาว่าคนเรา พอถึงช่วงอายุสามสิบกลางๆ เค้าว่ากันว่า วันเวลาจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว ยิ่งอายุเยอะขึ้นๆ ก็จะยิ่งรู้สึกเร็วขึ้นเรื่อยๆแปรผันตามอายุเลยว่างั้น พอถึงวันนี้ ผมก็รู้สึกอย่างที่เขาว่ามาจริงๆ มันจะเหลือเวลาให้เราได้คิดได้ทำอะไรอีกสักเท่าไหร่กัน น่าใจหายจริงๆ ภาวนาให้ไฟแห่งการสร้างสรรค์ของผมมันไม่มอดไหม้ดับไปตามวันเวลาก็พอ
หวังว่าทุกท่านที่เข้ามาอ่าน จะยังคงเข้ามาให้กำลังใจกันอยู่เรื่อยๆนะครับ อยากให้คุณผู้อ่านมีไฟไปด้วยกันครับ
พบกันใหม่ตอนหน้า สวัสดีวันวิสาขบูชา สาธุครับ
วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560
คลื่น
ฟังเขามา เขาว่าเรื่องของหัวใจ
จะเด็กหรือโต เพียงใด ยังไงใจก็เท่ากำมือ
ถ้าหากใจต้องกัน คล้ายๆ จะมีคลื่นอะไรบางอย่าง
กระจายส่งไป จากใจถึงใจ
มีเล็กน้อย ก็ส่งไปเล็กน้อย
มีเล็กน้อย ของเธอน่ะมีหรือเปล่า
เพียงเล็กน้อย แม้เธอส่งมาเล็กน้อย
รอเล็กน้อย รักเราก็โตคบฟ้า
พอเข้าใจ ก็ส่งคลื่นไปถึงกัน
ปรับแต่งคลื่นความสัมพันธ์
คอยดันคลื่น อย่าพันของใคร
ถ้าหากโดนรบกวน คล้ายๆ
จะมีคลื่นของใครบางอย่างกระจายส่งมา
อย่าเปลี่ยนคลื่นไป
ข้างบนนั่นเป็นเนื้อเพลง มีเล็กน้อย โดยศิลปินในดวงใจผมอีกหนึ่งคน พี่ติ๊กชิโร่โต้ชีริกนั่นเอง เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของพี่ติ๊กที่ใช้ชื่อชุดว่า โชะไชโย
*โชะ ไชโย คือ สตูดิโออัลบั้ม ชุดแรกของ ติ๊ก ชีโร่ ออกกับ นิธิทัศน์ โปรโมชั่น จัดจำหน่ายโดย ออนป้า วางแผงปลายปีพ.ศ. 2533
*อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย
เป็นเพลงจังหวะเต้นรำสนุกสนานที่มีเนื้อหาน่าสนใจไม่น้อย การพูดถึงความคิดถึง ความห่วงหาอาทรกัน สัมพันธ์รักของหนุ่มสาว โดยใช้คลื่นเป็นสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนนั้น เป็นงานศิลปะที่แทรกเรื่องราวของวิทยาศาสตร์เข้าไปผสมผสานอย่างกลมกลืนแยบยล พี่ติ๊กแกจะต้องการสื่อสารแบบนี้รึเปล่าผมไม่ทราบ แต่ผมจะตีความของผมอย่างนี้แหละ เอิ้กๆๆๆ
เราทราบดีว่าการวัดชีพจรโดยการใช้จังหวะการเต้นของหัวใจผ่านอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ให้เราเห็นจากจอมอนิเตอร์ในรูปแบบของคลื่น หยักขึ้นลงสูงๆต่ำๆ ตึกๆ .....ตึกๆ......ตึกๆ ......พอนึกภาพออกใช่ไหมครับ
นี่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของสิ่งที่เราเรียกว่า คลื่น จริงๆแล้ว คลื่นมันคืออะไรกันแน่ ที่เราเคยๆได้ยินได้ฟังมามันมีหลายชนิดหลายรูปแบบเลยละ มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้าง ผู้อ่านท่านใดที่เคยเรียนวิชาฟิสิกส์ตอนม.ปลายน่าจะพอทราบว่าเจ้านี้มันคืออะไร แต่สำหรับผู้อ่านท่านอื่นๆที่ไม่มีพื้นฐานทางนี้มาเลย ก็ไม่น่าจะยากเกินความเข้าใจ ลองเปิดใจรับดูครับ เอาเป็นว่าตอนนี้ เรามาทำความรู้จักกับเจ้าสิ่งที่เรียกว่า คลื่น กันเถอะครับ
เสียงคลื่นซัดสาด มองเห็นไกลสุดขอบฟ้า มีทะเลทุกเวลา แต่บางทีไม่มี เธอ........(เพลงคิดถึง โดยพี่ปูพงษ์สิทธิ์ คำภีร์)
คลื่นทะเลที่หาดไม้ขาว ภูเก็ต
คลื่นคืออะไร คลื่นเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติสามัญบนโลกใบน้อยๆใบนี้ ตั้งแต่ระดับอนุภาคเล็กจิ๋วที่ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอย่างอะตอม ไปจนถึงระดับมหภาคอย่างจักรวาลกาแล็คซี่หรือเอกภพเลยละครับ โดยมีพลังงานชนิดต่างๆเป็นแหล่งกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสง รังสี ความร้อน เสียง ไฟฟ้า แม่เหล็กไฟฟ้าฯลฯ
คลื่น เป็นการปลี่ยนแปลง การรบกวนจากสภาวะสมดุลของสสาร อนุภาค พลังงานในรูปแบบต่างๆจากหยุดนิ่งไม่ไหวติง หรือเคลื่อนที่ในอัตราเร็วคงที่ มีเสถียรภาพ กลายเป็นขยับเขยือน เคลื่อนที่ สั่นสะเทือน จนเกิดแรงกระเพือมแพร่กระจายแผ่ขยายออกไปรอบๆ จากศูนย์กลางแหล่งกำเนิด โดยมีทิศทาง ความถี่ ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของคลื่นและการถ่ายเทพลังงานจากแหล่งกำเนิด นั่นเองละครับ
แล้วคลื่นเนี่ย มันมีกี่รูปแบบกี่ประเภทกี่ชนิดกันละ?
*** ชนิดของคลื่น
คลื่นเป็นปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่รูปแบบหนึ่ง คลื่นสามารถจำแนกตามลักษณะต่าง ๆได้ดังนี้
1. คลื่นที่จำแนกตามลักษณะการอาศัยตัวกลาง(คลื่นชนิดนี้ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่)
1.1 คลื่นกล (Mechanical wave) เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่โดยอาศัยตัวกลางซึ่งอาจเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซก็ได้ ตัวอย่างของคลื่นกลได้แก่ คลื่นเสียง(มีก๊าซหรืออากาศเป็นตัวกลาง) คลื่นที่ผิวน้ำ(มีของเหลวคือน้ำเป็นตัวกลาง) คลื่นในเส้นเชือก(มีของแข็งคือเชือกเป็นตัวกลาง) เป็นต้น
1.2 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic waves) เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่โดยไม่อาศัยตัวกลาง สามารถเคลื่อนที่ในสุญญากาศ(หรือในอวกาศ)ได้ เช่น คลื่นแสง คลื่นวิทยุและโทรทัศน์ คลื่นไมโครเวฟ รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น เป็นคลื่นที่รัฐบาลนำไปให้เอกชนประมูลซึ่งมีมูลค่าสูงเป็นพันๆหมื่นล้านบาทอย่างที่เราเห็นในข่าวนั่นละครับ(เราประยุกต์ใช้ประโยชน์จากความรู้นี้ในหลากหลายรูปแบบของการติดต่อสื่อสาร ทั้งวิทยุสื่อสาร วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม การสื่อสารระยะไกลระหว่างโลกกับยานอวกาศ สถานีอวกาศ ดาวเทียม ทั้งด้านการทหาร การแพทย์ และอุตสหกรรมอีกมากมายหลายสาขา)
2. คลื่นที่จำแนกตามลักษณะการเคลื่อนที่
2.1 คลื่นตามขวาง หรือคลื่นแนวดิ่ง(Transverse wave) เป็นคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในทิศตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น มักจะมีตัวกลางในการเคลื่อนที่ที่เป็นสสาร ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าชัดเจน ตัวอย่างของคลื่นตามขวางได้แก่ คลื่นในเส้นเชือก คลื่นผิวน้ำ
2.2 คลื่นตามยาว (Longitudinal wave) เป็นคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาในแนวเดียวกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น ตัวอย่างของคลื่นตามยาวได้แก่ คลื่นเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นพวกนี้เป็นอนุภาคที่เล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นตัวคลื่นได้ด้วยตาเปล่า
3. คลื่นที่จำแนกตามลักษณะการเกิดคลื่น
3.1 คลื่นดล (Pulse wave) เป็นคลื่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดถูกรบกวนเพียงครั้งเดียว (ได้คลื่นหนึ่งลูก)
3.2 คลื่นต่อเนื่อง (Continuous wave) เป็นคลื่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดถูกรบกวนเป็นจังหวะต่อเนื่อง (ได้คลื่นหลายลูกต่อเนื่องกัน)
ส่วนประกอบของคลื่น
สันคลื่น (Crest) เป็นตำแหน่งสูงสุดของคลื่น หรือเป็นตำแหน่งที่มีการกระจัดสูงสุดในทางบวก
ท้องคลื่น (Crest) เป็นตำแหน่งต่ำสุดของคลื่น หรือเป็นตำแหน่งที่มีการกระจัดสูงสุดในทางลบ
แอมพลิจูด (Amplitude) เป็นระยะการกระจัดมากสุด ทั้งค่าบวกและค่าลบ
หากคุณผู้อ่านสังเกตุคลื่นชีพจรที่เราเคยเห็นในหนัง คือถ้าไม่มีชีพจร ไอ้เส้นคลื่นยึกๆยือๆที่ปรากฏบนจอมอนิเตอร์นั้นมันจะไม่มี มันจะเป็นเส้นตรงแนวนอนไหลไปทางขวาใช่ไหมครับ ตรงกันข้าม เมื่อมีชีพจร ไอ้เส้นนี่มันจะหยักๆขึ้นๆ(สันคลื่น)ลงๆ(ท้องคลื่น)ทั้งล้ำขึ้นไป และลดต่ำลงมาจากเส้นตรงที่กล่าวไปเมื่อครู่นี้ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ลักษณะที่ว่านี้คงพอจะอธิบายคำศัพท์สามคำข้างบนนั้นได้บ้างนะครับ คือท้องคลื่นกับสันคลื่นนี่ ที่จริงมันก็คือแอมพลิจูดนั่นแหละ เพียงแต่มันอยู่คนละด้านของเส้นนอน มันคือค่าของระยะห่างจากสัน หรือท้องคลื่น ที่ตั้งฉากกับเส้นนอนที่ว่านั่นเองครับ
ความยาวคลื่น (wavelength) เป็นความยาวของคลื่นหนึ่งลูกมีค่าเท่ากับระยะระหว่างสันคลื่นหรือท้องคลื่นที่อยู่ถัดกัน ความยาวคลื่นแทนด้วยสัญลักษณ์ มีหน่วยเป็นเมตร (m)
ความถี่ (frequency) หมายถึง จำนวนลูกคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านตำแหน่งใด ๆ ในหนึ่งหน่วยเวลา แทนด้วยสัญลักษณ์ มีหน่วยเป็นรอบต่อวินาที (s-1) หรือ เฮิรตซ์ (Hz)
คลื่นวิทยุจะมีหน่วยเป็นกิโลเฮิรตซ์สำหรับคลื่นAM(100-999 รอบต่อวินาที หรือเฮิรตซ์Hz)และเมกกะเฮิรตซ์สำหรับคลื่นFM(100000-999999รอบต่อวินาที หรือเฮิรตซ์Hz)
คาบ (period) หมายถึง ช่วงเวลาที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่านตำแหน่งใด ๆ ครบหนึ่งลูกคลื่น แทนด้วยสัญลักษณ์ มีหน่วยเป็นวินาทีต่อรอบ (s)
อัตราเร็วของคลื่น (wave speed) หาได้จากผลคูณระหว่างความยาวคลื่นและความถี่
สมบัติของคลื่น (wave properties)
คลื่นทุกชนิดแสดงสมบัติ 4 อย่าง คือการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบน
การสะท้อน (reflection) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปกระทบสิ่งกีดขวาง แล้วเปลี่ยนทิศทางไปด้านตรงข้าม
การหักเห (refraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ผ่านสิ่งกีดขวาง แล้วทำให้อัตราเร็วและทิศทางของคลื่นเปลี่ยนไป (มุมกระทบ=มุมสะท้อน)
การเลี้ยวเบน (diffraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวาง ทำให้คลื่นส่วนหนึ่งอ้อมบริเวณของสิ่งกีดขวางแผ่ไปทางด้านหลังของสิ่งกีดขวางนั้น
การแทรกสอด (interference) เกิดจากคลื่นสองขบวนที่เหมือนกันทุกประการเคลื่อนที่มาพบกัน แล้วเกิดการซ้อนทับกัน ถ้าเป็นคลื่นแสงจะเห็นแถบมืดและแถบสว่างสลับกัน ส่วนคลื่นเสียงจะได้ยินเสียงดังเสียงค่อยสลับกัน
ทั้งสี่คุณสมบัตินี้ คุณผู้อ่านสามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตประจำวันได้จาก คลื่นผิวน้ำ ครับ
ขอบคุณข้อมูล***จากเวบไซต์(บางข้อความผมได้พยายามเพิ่มเติมคำอธิบายเข้าไป หวังให้คุณผู้อ่านคงเข้าใจง่ายขึ้น มากขึ้นกว่าเดิมจากข้อความในต้นฉบับ)https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet3/saowalak/wave/wave.htm
ทั้งหมดนั่นคือความหมาย ชนิด คุณลักษณะ คุณสมบัติคร่าวๆของคลื่น คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ ผมตอบท่านผู้อ่านได้ทันทีว่า ไม่จำเป็นครับ ไม่มีแต่ด้วย แล้วผมมาอธิบายสาธยายเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้เสียยืดยาวทำไมกัน นั่นย่อมต้องมีเหตุผลแน่นอนครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น
แน่ใจว่าคุณผู้อ่านต้องเคยได้ยินเรื่องการก็อปปี้ผลงานการลอกเลียนแบบผลงานของผู้คนในหลากหลายวงการ หลากหลายอาชีพมาบ้าง เกือบจะทั้งหมดของในทุกกรณี เป็นการลอก ก็อปปี้ผลงานของผู้อื่น โดยเจตนา ตั้งใจ คือไปเห็นไปได้ยินไปสัมผัสไปบลาๆๆผลงานของผู้อื่นมาก่อน แล้วค่อยมาสร้างงานของตัวเองขึ้นมาเลียนแบบงานนั้นๆทีหลัง มีระดับความเหมือนมากเหมือนกันทุกอย่าง ไปจนถึงได้รับอิทธิพลหรือได้แรงบัลดาลใจมาเพียงเล็กน้อย สังเกตุว่า ผมใช้คำว่า "เกือบจะทั้งหมดของในทุกกรณี" นั้นเพราะว่า มันยังมีข้อยกเว้นในอีกหลายๆกรณีเช่นกัน ที่บังเอิ๊ญบังเอิญผลงานสองชิ้นที่ต่างที่มา ต่างผู้สร้าง ต่างวาระกันเพียงไม่นาน มิหนำซ้ำดันมีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันมาก มากเสียจนจนอดคิดเสียไม่ได้ว่า ต้องเป็นการลอกเลียนหรือก็อปปี้กันมาอย่างแน่นอน โดยผลงานที่เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะชนที่หลังนั้น มักจะถูกตกเป็นจำเลยของสังคมเสมอ แน่ละครับ เพราะมันคิดไปอย่างอื่นได้ยาก
ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกสักนิดนึง โดยนำกรณีพิพาทกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่ ผู้นำตลาดโทรศัพท์ติดตามตัว โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โทรศัพท์มือถือนั่นแหละครับ
15มิถุนายน ปี 2554บริษัทแอปเปิ้ลอิงค์ยื่นฟ้องต่อศาลเขตแคลิฟอร์เนียเหนือ ว่าบริษัทซัมซุงละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยอ้างว่าจากผลิตภัณฑ์ของซัมซุงสี่รุ่นได้ทำการละเมิดสิทธิบัตรของแอปเปิ้ลอิงค์เป็นจำนวน5รายการด้วยกัน อีกหนึ่งปีต่อมา ศาลตัดสินว่าซัมซุงมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา และต้องจ่ายค่าเสียหายคืนกลับให้แอปเปิ้ลอิงค์เป็นจำนวน 1.05พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว3.2หมื่นล้านบาท ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เกิดการฟ้องร้องกันระหว่างสองค่ายนี้อีกในหลายประเทศด้วยข้อหาเดียวกันนี้ ต่างฝ่ายต่างฟ้องว่าอีกฝ่ายละเมิดลิขสิทธิ์ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของตน ในแต่ละประเทศก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะกันไป แต่ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่า ก็เห็นจะเป็นซัมซุงละครับ ค่าปรับที่ได้ชนะคดีมา ก็ไม่คุ้มกับที่ต้องเสียไปให้แอปเปิ้ลหรอกครับ แหม ก็ทำออกมาเหมือนซะขนาดนั้นนี่น่า แถมออกสู่ตลาดทีหลังคู่กรณีด้วยนะซิ(จริงๆมันมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากกว่านี้ครับ คุณผู้อ่านที่สนใจข้อมูลเชิงลึก ก็ลองถามอากู๋ดูนะครับ สืบค้นได้ไม่ยากแน่นอน) ก็ว่ากันไปครับ ในโลกธุรกิจ มูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญานั้น มันมหาศาลเหลือเกิน เรื่องเงินๆทองๆมันยอมกันยากครับ ผิดถูกว่ากันตามกระบวนยุติธรรมครับ ผมไม่ใช่สาวกของทั้งสองค่ายอยู่แล้วไม่เชียร์ใครทั้งนั้น(เปล่าหรอก ไม่มีตังค์ซื้อต่างหากละ เอิ้กๆๆๆ)
ตัวอย่างข้างบนนั้นเป็นหนึ่งในหลายๆกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น ในโลกนี้ อันเนื่องมาจากสิ่งที่เราเรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา ในแวดวงดนตรีและศิลปะ ความขัดแย้งลักษณะนี้ ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย และไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีกันมาช้านานแล้ว บางยุคสมัยกลับไม่ได้เป็นเรื่องราวขัดแย้งใหญ่โตอะไรสักเท่าไหร่
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจ ด้วยแนวคิดทางการเมืองการปกครองที่แตกต่างกัน โดยมีอเมริกาเป็นลูกพี่ใหญ่ในฝั่งเสรีประชาธิปไตย และสหภาพโซเวียต(สหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน)เป็นหัวโจกทางฝั่งสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จากความหวาดระแวงกันของทั้งสองฝ่าย ที่มีการทดลอง พัฒนา สะสมอาวุธนิวเคลียร์กันอย่างอย่างโจ๋งครึ่ม (ทุกวันนี้ก็ต้องพี่คิมแห่งเกาหลีเหนือละครับ พี่เค้าเปรี้ยวปรี๊ดสดจี๊ดไม่มีใครเกินครับชั่วโมงนี้)จนโลกทั้งโลกต้องผวา ว่าเมื่อไหร่ที่สองยักษ์ใหญ่นี้ตีกัน โลกของเรามีหวังต้องหมุ่นอุ้ยปุ้ย(เละตุ้มเปะเป็นผุยผงไม่มีชิ้นดี)อย่างแน่นอน จนแล้วจนรอดทั้งสองก็ไม่เคยทำสงครามกันอย่างเต็มรูปแบบเสียที เพราะต่างตระหนักดีว่าอาวุธนิวเคลียร์ที่ต่างฝ่ายมีสะสมไว้นั้น มันมีอานุภาพร้ายแรงและน่ากลัวเพียงไร จึงใช้แนวคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการหาพรรคพวก และแทรกแทรกกิจการภายในของประเทศที่ตนแผ่อิทธิพลไปถึง มีการสนับสนุนเงินทุนและค้าอาวุธ ให้ประเทศต่างๆในการทำสงครามกับชนชาติเดียวกัน ประเทศเยอรมันนี เกาหลี เวียดนาม และภูมิภาคยุโรป คือประจักษ์พยานและหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของความขัดแย้งของสองแนวคิดทางการเมืองเฮงซวยนี้ นั่นคือที่มาคร่าวๆของวิกฤตการณ์สงครามเย็น
ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ของโลกเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาเริ่มเข้าจัดตั้งฐานทัพในประเทศพันธมิตรแห่งโลกเสรี พันธมิตรที่ว่านั้น มีประเทศไทยของเรารวมอยู่ด้วย เพื่อเป็นการคานอำนาจคอมมินิสต์จีน ที่แผ่ขยายอิทธิพลลงมาในเวียดนามและลาว จนมาถึงยุคสมัยของสงครามเวียดนาม ทหารจีไออเมริกันก็ได้เอานำวัฒนธรรมดนตรีร็อดแอนด์โรลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้ด้วยเช่นกัน พี่ไทยเราก็รับอิทธิพลนี้เข้ามาเต็มๆ วงดนตรีและนักดนตรีเก่งๆหลายแจ้งเกิดในฐานทัพของอเมริกา พวกเขาเล่นดนตรีได้เหมือนกับต้นฉบับไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งเล่นได้เหมือนเท่าไหร่ยิ่งได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมชมชอบ เพลงไทยมากมายในสมัยนั้นนำสำเนียงดนตรีท่วงทำนองของเพลงสากลต่างประเทศ มาเปลี่ยนคำร้องเป็นภาษาไทย เนื้อหาแปลมา ดัดแปลงมาบ้าง เขียนขึ้นใหม่บ้าง ทั้งคนเล่นคนร้องคนฟัง กลับมิได้รู้สึกถึงคำว่า เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแต่อย่างใด แถมมีการบันทึกเสียงจำหน่ายกันเป็นเรื่องเป็นราวอีกต่างหาก ยุคหลังจากนั้นมา จนกระทั่งผมจำความได้ มันก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งโตมาอายุสักสิบหกสิบเจ็ด จึงมีการตื่นตัวเรื่องสิทธิบัตร เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังมากขึ้น การประชาสัมพันธ์และรณรงค์เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้รับความกดดันมาจากกฏหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ จากองค์กรต่างๆในระดับโลกที่ประเทศไทยของเราเข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกทีนึง ประมาณว่า ถ้าไม่แก้ไขปัญหา ก็จะค้าขายกับเขาลำบากว่างั้นเถอะ อย่างล่าสุดนี่ก็เรื่องการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานประมงที่ผิดกฎหมายที่สภาพยุโรป EU มีมาตรการให้เราแก้ไขโดยด่วน ไม่งั้นจะไม่ยอมนำเข้าสินค้าประมงเหล่านี้เป็นต้น ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลทหารก็แก้ไขปัญหาได้ลุล่วงไป เอ้า ทำงานมีประสิทธิภาพเห็นผลชัดเจนก็ปรบมือให้ครับ อย่างไรก็ตามปัญหาด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ก็ยังคงมีอยู่ ที่จับได้ก็ปรับกันไป ปรับกันเสร็จ ก็มาขายใหม่ รณรงค์กันทีจับทีก็หายๆไปบ้าง ปลาซิวปลาสร้อยผู้ค้ารายย่อยเป็นซะส่วนใหญ่ แถมยังโดนค่อนขอดว่าไปรังแกคนทำมาหากินด้วยนะซิ ส่วนตัวแล้ว ผมมองว่า การโยนความรับผิดชอบไปให้รัฐบาลรับผิดชอบแต่ฝ่ายเดียวนั้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อยู่ดี หากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนอย่างเราๆท่านๆแล้วละก็ แก้ให้ตายยังไงก็แก้ไม่ได้ครับ ผู้บริโภคอย่างเราควรต้องยกระดับตัวเองขึ้นด้วยครับ ค่อยๆปรับพฤติกรรมของเราไป ค่อยๆเปลี่ยนมาใช้ของแท้มีลิขสิทธิ์ถูกต้องกัน ทีเล็กละน้อย ทีละอย่างสองอย่าง จนมันกลายเป็นนิสัยกลายเป็นค่านิยมที่คนยอมรับกันในสังคมโดยรวม ช่วยกันสร้างมาตรฐานใหม่ ที่คนคุณภาพ และสังคมคุณภาพพึงมี ความคิดที่ว่า โครงสร้างพื้นฐานอันได้แก่ ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบขนส่งมวลชนและโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วัตถุสิ่งของ ตึกรามบ้านช่องสวยงามสูงใหญ่ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตทันสมัย มีรถหรูๆวิ่งขวักไขว่อยู่ตามถนนรนแคมฯลฯว่าคือเครื่องหมาย คือสัญลักษณ์ของความเจริญนั้น มันเป็นความจริงแค่ส่วนเดียวครับ มันเป็นเพียงส่วนประกอบย่อยๆของภาพรวมความเจริญเท่านั้นเอง เพราะประเทศที่เจริญแล้วคือประเทศที่คนให้ความสำคัญในการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น เคารพกติกากฏหมายบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นมโนธรรมในจิตใจขั้นพื้นฐานของคนในสังคมที่จะอาศัยอยู่ร่วมกัน มากกว่าวัตถุสิ่งของภายนอกกาย หากเรามีเพียงแต่ปัจจัยสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนอย่างที่ยกตัวอย่างมาโดยปราศจาก การเคารพซึ่งกันและกันแล้วละก็ สังคมก็คงหาความสงบสุขได้ยาก แล้วประเทศที่มีแต่ความวุ่นวายจากพฤติกรรมละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ละเมิดกฏกติกาโดยอ้างความชอบธรรมต่างๆนาๆเพื่อเอารัดเอาเปรียบกันของคนในชาติจนเป็นเรื่องปกติสามัญไปซะอย่างงั้น แล้วปลอบใจผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อว่าให้ทำใจเสียจะเป็นการดีที่สุด ผมไม่คิดว่าเรื่องพวกนี้มันคือสิ่งที่เรียกว่าความเจริญหรอกครับ แล้วเราจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วได้อย่างไร ไม่ต้องตอบคำถามนี้นะครับ มาช่วยกัน ร่วมมือกันแก้ไขกันเลยดีกว่า เริ่มต้นจากตัวเราเองนี้ละครับ ไม่ต้องไปร้องขอเอาจากใคร
แหม่ พาออกทะเลไปไกลเชียว นี่ยังไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องคลื่นตรงไหนเลยใช่ไหมครับ ผมกำลังจะเสนอแนวคิดนึง ซึ่งผมเองก็คิดว่า ผมคงไม่ใช่คนแรกที่คิดแบบนี้หรอก แต่นั้นไม่สำคัญอะไร เมื่อครู่ใหญ่ๆ ผมได้พูดถึงความละม้ายคล้ายคลึงของผลงานจนเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องกันเยอะแยะมากมาย(แต่มึงยกตัวอย่างมาแค่เคสเดียวสองเคส ไอ้บักห่าเฮิร์บ)
ผมเชื่อว่ามีหลายกรณีที่ผลงาน ไอเดีย สิ่งประดิษฐ์ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ถูกสร้างขึ้นจากต่างที่ต่างทางต่างบุคคลแล้วมันดันเหมือนกันมากๆคล้ายกันมากๆจริงๆโดยที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบนั้น มันมีจริงๆ และมันเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติแต่อย่างใดเลย มันแสนจะธรรมดาเรียบง่ายเสียจนคุณผู้อ่านหรือใครหลายคนอาจมองข้ามไป ใช่แล้วครับ ผมกำลังจะบอกว่า คลื่น นี่แหละคือตัวการสำคัญของเรื่องนี้ ส่วนใครจะก็อปจะลอกใครนั้น ผมขอไม่ออกความเห็นก็แล้วกันครับ เพราะผมเองนี้กว่าจะมีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ก็ก็อปปี้ลอกแบบคนอื่นมาก็นับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกันเอิ้กๆๆๆ ก็มันเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์นี่นา แต่อย่าได้บอกเชียว ว่าคุณผู้อ่านเติบโตมาโดยไม่เคยมีใครเป็นต้นแบบ เป็นไอดอล ไม่เคยมีอะไรหรือใครเลยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคุณเลย เพราะนั้นมันเป็นการโกหกคำโตเลยละ
ตามที่ผมได้บอกคุณผู้อ่านไปก่อนหน้า เรื่องคุณลักษณะต่างๆของคลื่น หนึ่งในคุณลักษณะที่กล่าวไป ก็คือความถี่ของคลื่น ซึ่งก็คือจำนวนลูกคลื่น ที่เคลื่อนที่ผ่านจุดสังเกตุจุดหนึ่ง มีหน่วยวัดเป็นเมตรต่อวินาที หรือเฮิร์ตซนั่นเอง ผมอยากให้คุณผู้อ่าน จินตนาการว่า สมองของเราเป็นเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เราใช้ๆและคุ้นเคยกันดีนั่นแหละครับ(ในความเป็นจริง มันก็เป็นได้จริงๆครับ ถ้าหากเครื่องส่งกับเครื่องรับคลื่นความถี่มีคุณภาพและ ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ถ้าหากเครื่องส่งคลื่นสัญญาณคือสมอง เครื่องรับสัญญาณก็ควรเป็นสมองเช่นกัน คือระบบประสาทและสมองของคนเรา รวมทั้งสัตว์หลายชนิด มันทำงานได้โดยพลังงานไฟฟ้าชีวเคมีในร่างกายครับ และคลื่นสมองของคนหรือสัตว์ก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งเช่นกัน แต่ความถี่ของคลื่นสมองของมนุษย์นั้นอยู่คนละย่านความถี่กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่เราใช้กัน การรับหรือส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสมองไปสู่อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ หรือกลับกันนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยเหตุผลเรื่องความต่างระดับกันอย่างมากของย่านความถี่ดังที่กล่าวไปนั่นเอง พลังงานสูง ความถี่สูง พลังงานต่ำ ความถี่ต่ำ ความถี่แปรผันตามพลังงานของแหล่งกำเนิดคลื่นครับ) หรืออาจจะจินตนาการไปจนถึงว่า สมองเราสามารถเป็นดังโทรศัพท์มือถือ3G 4Gเลยก็ได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ครับพอหัวสมองเรามันเป็นดังเครื่องมือที่รับหรือส่งคลื่นสัญญาณเหล่านี้ได้ นั่นแปลว่าภาพ เสียง สัญญาณหรือสาร ที่ถูกส่งออกมาจากแหล่งกำเนิด ในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ(คลื่นสมอง)ที่อาจเป็นสมองของเราเอง หรือใครสักคนก็ได้ ที่อยู่ในย่านความถี่เดียวกันนี้ สามารถทำให้สมองของคนที่เปิดเครื่องรับอยู่(จิตว่าง)รับคลื่นสัญญาณนั้นได้เช่นกัน อย่าเพิ่งลืมว่าคลื่นที่ใช้เพื่อกิจการการโทรคมนาคมนั้น มันคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และไอ้เจ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี่มันมีสมบัติเฉพาะตัวอีกอย่างนึงคุณผู้อ่านจำได้ไหมครับ เอ้า ติ๊กตอกๆๆๆๆๆ แฮ่ ครับผม คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ มีเฉพาะเครื่องส่งสัญาณ และเครื่องรับสัญญาณเป็นใช้ได้
พอเราทราบเช่นนี้ เราก็พอจะอนุมานได้ว่า ถ้าสมองใครสักคนคิดงานชิ้นนึงขึ้นมา (เครื่องส่งสัญญาณพร้อมสาร)ด้วยคลื่นความถี่ของสมองที่ส่งออกมา สมองของคนอีกคนหรือหลายคนก็ได้(เครื่องรับสัญญาณ) ที่อยู่ห่างกันคนละซีกโลกไม่เคยรู้จักกัน หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด มีความสามารถที่รับคลื่นสัญญาณที่ถูกส่งออกมาได้ และอาจกำลังเปิดใจรับจับคลื่นสัญญาณที่ว่านี้(ทำสมองทำจิตว่างๆไม่คิดอะไร ) ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาก็สามารถจะพูด แสดงออก ผลิตผลงานสร้างสรรค์อะไรก็ตามที่ลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันขึ้นมาได้นั่นเองละครับ คนที่รับรู้ความถี่ของคลื่นสมองคลื่นเดียวกันนี้อาจมีมากมาย แต่คงมีไม่กี่คนที่คิดจะทำมันออกมาเป็นรูปเป็นร่างเป็นรูปธรรม และเป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง เราจึงพบว่า มีการพูดถึงเรื่องราวที่มีลักษณะที่ว่านี้ไม่มากนัก และคงไม่ใช่แค่เพียงความคิดดีๆความคิดบวกสร้างสรรค์เท่านั้นที่จะถูกส่งผ่ามมาตามกระแสคลื่นความคิด ความคิดร้ายๆด้านลบก็คงสามารถส่งคลื่นสัญญาณออกมาได้ไม่ต่างกันนักหรอกจริงไหมครับ พูดแล้วนึกถึงแนวคิดเรื่องกฏแห่งแรงดึงดูดที่เคยอ่านมา ที่ว่าคนที่คิดบวกคิดดีก็จะดึงดูผู้คนรอบข้างหรือผลักดันตัวเอง ให้เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คนที่คิดดีคิดบวกเหมือนกัน คนที่คิดร้ายคิดลบก็จะมีแนวทางคล้ายๆกันครับ ที่สำคัญของแนวคิดนี่คือ ต้องเชื่อ ว่ามันเป็นเช่นนั้น คือเอาศรัทธามานำความคิดนั่นเอง พอมาพิจารณาดูดีๆ มันก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย อันนี้ก็แล้วแต่คุณผู้อ่านนะครับ นานาจิตตัง ผมเล่าให้ฟังเฉยๆ ออแล้วผมก็เปล่ามาชวนไปขายตรงนะครับ เอิ้กๆๆๆ
เป็นเพียงแนวคิดสมมุติฐานและข้อสันนิฐานของผมเอง หากลองตั้งใจค้นคว้าดู ก็น่าเชื่อว่าจะต้องเคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ศาสตร์ด้านระบบประสาทและสมองนั้นก้าวหน้าไม่แพ้ศาสตร์ด้านการแพทย์แขนงอื่นๆเลย วันหลังไปค้นเจอมา จะเอาลิงค์มาแปะให้ตามไปศึกษากันนะครับ
วิทยาศาตร์กายภาพ หรือวิชาฟิสิกส์นั่น มีขอบเขตความรู้ความเข้าใจ มีความสลับซับซ้อนและลึกซึ้งมากมายกว่าสิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้มากเลยครับ ผมอยากจะบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ยากเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจหรอกครับ เพียงแต่มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณผู้อ่านสนใจเท่านั้นเอง ไม่ต้องกังวลอะไรหากคุณผู้อ่านจะไม่ค่อยเก็ทกับบทความชิ้นนี้ นั่นมันคงเป็นเพราะ ผมอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องราวนั้นดีพอ เลยอาจจะถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดีนัก เพียงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่คิดไว้ เผื่อมันจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณผู้อ่านหรือนำไปต่อยอดความคิดได้ นั่นจะประเสริฐยิ่งกว่า ผมไม่ใช่คนที่เรียนเก่งสมองดีอะไร เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกันสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ ผมมีความสนใจใคร่รู้ ในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว จากสิ่งที่สนใจทั้งนิยาย หนัง บทความ สารคดี สื่อใดก็ตามแต่ ที่พอจะตอบสนองความสนใจของได้นั้น ผมไม่เกี่ยงเลย เก็บเล็กผสมน้อยมาเรื่อยๆ จากจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ค่อยๆเป็นภาพใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นภาพอะไรด้วยซ้ำ เอิ้กๆๆๆ จากความสงสัยใคร่รู้ มันจึงนำพาผมไปค้นหาคำตอบ และคุณจะจดจำมันได้ดีถ้าคุณเรียนรู้และเข้าใจมันได้ด้วยตัวคุณเอง เป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่อยากจะข้ามผ่านข้อจำกัดของตัวไปให้ได้ ไม่ว่าเรื่องราวที่คุณสนใจมันจะเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวนี้ความรู้ในอินเตอร์เน็ตมันมีมากมายหลายหลากสาขา กว้างขวาง ครอบคลุม มันต้องมีสักเรื่องแหละ ที่คุณสนใจมันจริงๆ จนคุณคิดไม่ถึงเชียวครับ ทั้งข้อมูลเชิงลึกต่างๆก็มีให้ขุดค้นจนหาที่สุดไม่เจอก็มีเหมือนกัน อย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลด้วยนะครับ ประเดี๋ยวจะตกเป็นเหยื่อของข้อมูลลวงไปเสียอีก
คงต้องพอก่อนสำหรับเรื่องราวในตอนนี้ หวังว่าคงจะมีประโยชน์แก่คุณผู้อ่านบ้าง เดือนเมษายนนี้ ได้บทความเพียงสามชิ้นเท่านั้น ต้องขออภัยคุณผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย ที่มันออกจะน้อยไปเมื่อเทียบกับสองสามเดือนที่ผ่านมา แล้วจะค่อยๆปรับปรุงขึ้นนะครับผม
ขอให้ทุกท่าน จงมีความสุขกับชีวิตในแบบของท่านแบบนั้น เถิดหนา ลาไปก่อน สวัสดีครับ
มีเล็กน้อยก็ส่งไปเล็กน้อย
มีเล็กน้อยของเธอน่ะมีรึเปล่า......
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข่าวดี มีมานานแล้วครับ
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...
-
รับปากกับข้า ว่าเอ็งจะยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม อย่าได้ใช้ดนตรีไปในทางที่เสื่อม คิดเอาดีเอาเด่น หักหาญผู้อื่นเป็นขาด และต่อแต่นี้...
-
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994...
-
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...