ใกล้เข้ามา งวดเข้ามาเรื่อยๆ กับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ขณะที่ผมร่างบทความนี้ เป็นวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ซึ่งอีกสิบห้าวันหลังจากนี้ จะเป็นวันเริ่มพระราชพิธีฯ
คณะรัฐมนตรี รับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯในระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯและกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ไว้ดังต่อไปนี้
25 ตุลาคม 2560 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
26 ตุลาคม 2560 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ
เวลา 7.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพออกพระเมรุ ท้องสนามหลวง
เวลา 17.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
เวลา 22.00 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง
27 ตุลาคม 2560 เวลา 8.00 น.พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ อัญเชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่พระบร มมหาราชวัง
28 ตุลาคม 2560 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล พระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
29 ตุลาคม 2560 เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล และเชิญพระบรมอัฐิ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วขบวนที่ 5
เวลา 17.30 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วบวนที่ 6
ขอประชาชนชาวไทยทุกผู้ทุกนาม ร่วมถวายความอาลัยแด่ พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ถ้วนทั่วพร้อมเพรียงกัน
น่าใจหายจริงๆ ถึงแม้พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคตไปกว่าหนึ่งปีแล้วก็ตาม หากความรู้สึกหวิวๆในใจก็ยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่เหมือนวันแรกที่ได้ยินข่าวร้ายนี้
ผมเติบโตมากับภาพจำในการบำเพ็ญตนปฏิบัติพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกๆวันในข่าวพระราชสำนัก ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ด้วยความสัตย์จริง เมื่อยังเด็ก ผมเคยคิดว่าพระองค์อยู่บนฟ้า (สวรรค์)เป็นผู้มีบุญญาบารมีล้นเหลือ เป็นผู้วิเศษมีพลังอำนาจเหนือมนุษย์แบบว่า อยู่คนละโลกกันกับพวกเราๆท่านๆอะไรแบบนั้น
ทุกปีเมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประชาชนชาวไทยจะออกมาร่วมเฉลิมฉลองในวันมหามงคลนี้กันอย่างคึกคัก ภาพของผู้คนจำนวนมาก ออกมารวมตัวกันเพื่อ บำเพ็ญประโยชน์ ทำความดีแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนั้น มันช่างน่าประทับใจยิ่ง นั่นบ่งบอกว่าคนไทยรักและเทิดทูนพระองค์มากแค่ไหน และหากจะพูดสิ่งที่พระองค์เสียสละ ทรงงานมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ คงต้องบอกว่าพระองค์คือยอดคน คือ ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง มนุษย์เราต้องมีจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาสักเพียงไหน ต้องทุ่มเทเสียสละเพื่อผู้อื่นมากมายเพียงไร ต้องอดทนพากเพียรกันขนาดไหน จึงจะทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัย เพื่อพสกนิกรของพระองค์ ได้มากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ ไม่สิ ไม่เพียงแค่คนไทยเท่านั้น ที่ได้รับดอกผลแห่งความเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน มีอีกหลายๆชนชาติ หลายศาสนาในโลก ที่ได้รับอานิสงฆ์ผลบุญอันประเสริฐนี้ มีคนบอกว่าพระองค์คือ เทวาดาเดินดิน นั้นก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงแต่อย่างใด
ผมเป็นคนอีกคนนึง ที่อยากจะกล่าวคำพูดนี้ออกไปจากเบื้องลึกของจิตใจ แม้ว่าพระองค์จะรับรู้ได้ยินหรือไม่ก็ตาม ว่า
ผมภูมิใจและโชคดีที่เกิดเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมีของในหลวง
หลังจากนี้เรื่องราวของพระองค์จะยังคงถูกกล่าวขานเป็นตำนานต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน แม้พระองค์จะจากไปแล้ว แต่พระองค์จะยังคงสถิตย์อยู่ในใจ ของคนไทยทุกดวง และคนไทยก็จะร่วมสืบสานพระราชปณิภาณของพระองค์ต่อไปอีกนานแสนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
ที่ไหนๆก็ได้ ขอให้เราชอบก็พอ ไม่ต้องรอให้ตายก่อนก็ไปได้ ทั้งโลกแห่งความจริงและโลกสมมุติ ที่ๆทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่เรา อยากให้เป็น
วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560
วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
ระยะห่าง
หากเคียงชิดกลั้ยยยย แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่าง เพื่อช้านอาน
ประโยชน์ที่ดัยยย หากรักทำร้ายตัวเอ เอง
หากเดินแนบกายยยย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียววว ให้รักเป็นสาย ลมผ่าน ระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เราได้ถึงดั่งฝัน....ร่วม กันนนน
คิดว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่าน คงรู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดี เคยเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักเรียนนักศึกษาในยุคนั้น (พ.ศ.2539)เพลงที่พูดถึงระยะห่างของความสัมพันธ์ ระยะห่างที่ว่านี้ ในเพลงเรียกมันว่า ที่ว่าง และเป็นชื่อของเพลงด้วย
วงพอส เป็นวงดนตรีที่เรียกตัวเองว่าเป็นอเมริกันร็อค จากค่ายเบเกอรี่มิวสิค ออกวางจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ ปี2539เป็นวงดนตรีที่ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับแถวหน้าของเมืองไทยในยุคนั้นก็ว่าได้ เสียงร้องของพี่โจ้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเสียงร้องที่หาใครเปรียบได้ยาก ทั้งสูง กว้าง และก้องกังวาน และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพลงที่ว่าง ก็เป็นหนึ่งในหลายๆเพลงที่สร้างชื่อให้กับวง เนื้อหาของเพลงถ่ายทอดมุมมองของความเข้าใจความต้องการพื้นฐาน ความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนได้อย่างชัดเจน กระจ่างใจ
ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ จึงจำเป็นต้องเว้นที่ว่าง เว้นระยะห่างไว้ แล้วที่ว่างต่อรูปแบบความสัมพันธ์นั้น มันต้องขนาดไหน อย่างไรกันละ
ในเนื้อเพลงก็บอกไว้ประมาณนึงครับ จริงๆแล้วระยะห่างหรือที่ว่างที่กล่าวไป มันจำเป็นต้องมีจริงหรือ แล้วถ้าไมมีละ มันจะเป็นอย่างไร ในเนื้อเพลงก็บอกไว้อยู่เหมือนกัน เป็นในลักษณะข้อเท็จจริงและอุปมาอุปมัยในขณะเดียวกัน ก็พอเข้าใจ พอจะนึกภาพออกอยู่บ้าง สำหรับผมตอนนั้นครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น โดยมากเมื่อฟังเพลงที่โดนใจแล้ว มันจะรู้สึกเข้าอกเข้าใจเนื้อหาไปเองครับ ทั้งๆที่เนื้อหาของเพลงบางเพลงนั้น เราไม่เคยมีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองมาก่อนเลย ไม่รู้คุณผู้อ่านเคยเป็นกันบ้างรึเปล่า พอถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังรู้สึกไปกับเพลงๆนี้เหมือนเดิมอย่างที่เคยรู้สึก ซึ่งมันจะไม่เกิดความรู้สึกแบบนี้กับทุกเพลงที่เราชอบหรอกนะครับ คือกับเพลงบางเพลงเราจะรู้สึกต่างออกไปเมื่อวัยและประสบการณ์เพิ่มขึ้น(เป็นที่น่าสังเกตุว่า ดนตรี บทกวี งานศิลปะแขนงใดก็ตาม ถ้ามันกระทบใจผู้เสพให้รู้สึกไปตามสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการจะสื่อแล้วละก็ ในศาสตร์ทางด้านการสื่อสาร ถือเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากครับ กระบวนการเกือบสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือคือผลตอบรับจากผู้เสพ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ มันแล้วแต่คนเสพ ว่าจะเลือกตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรมหรือไม่ ท้ายที่สุดงานศิลปะก็เปิดกว้างให้ผู้เสพตีความได้เองอยู่ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดถูกว่างั้นเถอะ)เนื้อหาและอารมณ์ของเพลง ที่ว่าง นั้นเข้าถึงใจผู้ฟังได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก ดูมีวุฒิภาวะ น่าเชื่อถือ ไม่ได้ยกตนมาสั่งสอนแต่เป็นการเล่าให้ผู้ฟังเห็นภาพด้วยตัวเอง เมื่อฟังแล้ว ก็รู้สึกว่า เออ จริงแฮะ(ความรู้สึกอีกแล้ว)
ผมได้ทบทวนความทรงจำเรื่องราวเก่าๆ ในหลายช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา ผมพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ทุกๆความสัมพันธ์นั้นจำเป็นและสมควรมีการเว้นระยะห่างครับ ห่างไว้ทำไม เป็นคำถามที่ดีมากครับ คำตอบที่ได้ก็คือ ห่างไว้สำหรับ พื้นที่ความเป็นส่วนตัวครับ
พื้นที่ที่ว่านี้ เว้นว่างไว้ทำไม เพื่อให้เราได้ตามหาฝันอย่างในเพลง?มันก็ใช่ และมันก็ไม่ใช่แค่นั้น มันยังใช้ทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย เช่น เอาไว้หยุดพักเพื่อเยียวยาจิตใจ หลบลี้หนีบางสิ่ง เพื่อตั้งสติ เติมพลังชีวิต เราสามารถจะมีอิสระเสรีมีสิทธิ์ขาดในพื้นที่ที่เว้นว่างไว้นี้ อย่างที่ชีวิตจริงของเราไม่อาจมีหรือทำได้ การได้ปลดปล่อยจินตาการ ตัวตนของเราในแง่มุมต่างๆที่เราอาจไม่คิดว่าจะเป็นหรือมี การคิด พินิจ พิจารณา หาเหตุผล การเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ส่วนตัวแล้วผมว่ามันคงไม่มีอะไรที่จะเปิดกว้าง ยอมรับและโอบกอดเราได้มากไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับพื้นที่ส่วนตัวของมนุษย์หนึ่งคน อาจเป็นแค่สมุดไดอารี่เล่มเล็กๆ อาจจะเป็นแค่การนอนรับลมเย็นๆใต้ต้นไม้สักต้น อาจจะเป็นแค่การร้อง ฮัมเพลงที่ชอบขณะอาบน้ำ แค่ชั่วขณะที่จิตใจเราล่องลอยออกไปจากความวุ่นวายความเครียด กดดัน ที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น
เมื่อยังเด็ก เราอาจยังไม่ตระหนักว่า ความเป็นส่วนตัวนั้น มันจำเป็นมันสำคัญกับชีวิตของเราอย่างไร จนกระทั่งเริ่มย่างก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของวัย เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกาย เริ่มมีขนขึ้นบริเวณหัวหน่าว เมื่อเด็กชายเริ่มเสียงห้าว เด็กหญิงเริ่มมีหน้าอกหน้าใจ เมื่อเราเริ่มรู้สึกเขินอาย ยามเปลือยกายต่อหน้าคนอื่นเมื่อนั้นเองเราจึงจะตระหนักถึงคุณค่าของอาภรณ์และความเป็นส่วนตัวขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครมาบอกสอน หรืออธิบายให้มากความ
แล้วถ้าชีวิตคนมันขาดความเป็นส่วนตัวแล้ว มันจะเป็นอย่างไรกันละ สำหรับผม มันคงเครียดและกดดันน่าดู สำหรับคนอื่นผมไม่รู้นะ แล้วถ้ายิ่งคนเคยมี แล้ววันนึงพื้นที่นั้นมันโดนล่วงล้ำก้าวก่ายเข้าไปจะโดยใครหรือเหตุผลกลใด มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศมัยอย่างแน่นอน แค่คิดก็เครียดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ พื้นที่ทางกายภาพ หรือแม้แต่พื้นที่ในจิตใจเราก็ตาม ของๆเรา ที่ของเรา ความคิดความอ่านของเรา มันไม่ควรจะถูกแชร์ออกไปโดยที่เราไม่เต็มใจ
ใช่ครับ มันสำคัญมาก มันควรจะเป็นไปด้วยความสมัครใจ พร้อมใจไม่ใช่โดนกดดันบังคับขู่เข็ญเรียกร้องเอาโดยคนอื่น ดั่งเช่นคำกลอนบทนี้ครับ
อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
ซึ่งมันผิดไปจากที่เราเจอะเจอในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ เพราะจริงๆเราเจอแต่คนเรียกร้องหาน้ำใจจากคนอื่น โดยมีข้ออ้างสารพัดอย่าง หากเขาไม่ได้อย่างที่ต้องการ เราจะถูกมองประดุจเป็นอาชญกรแผ่นดินทีเดียว ผมได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงต้องอยู่ในสังคมเดียวกับคนพวกนี้ ทำไมเราต้องโดนเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา ทำไม ..ทำไม..
การจากไปอย่างกระทันหันของพี่โจ้ สร้างความสะเทือนใจต่อมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย รวมถึงผมด้วย ช็อคและตกใจมากที่คนที่มอบความสุขให้กับเราด้วยเสียงเพลงนั้นจากไปโดยไม่มีวันกลับ แม้ผมและแฟนคนอื่นๆจะไม่ได้รู้จักมักจี่กับพี่โจ้เป็นการส่วนตัวเลยก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ วงพอสได้กลับมามีซิงเกิ้ลใหม่ โดยมีเสียงของพี่โจ้ ที่อัดเก็บไว้ก่อนเสียชีวิต อยู่ในเพลงนี้ด้วย ต้องเรียกว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงไทยและคงพอจะทำให้แฟนๆได้หายคิดถึงกันบ้าง แล้วตอนนี้วงพอสก็ได้สมาชิกใหม่ในตำแหน่งร้องนำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการเปิดโอกาสให้แฟนเพลงของวงร้องเพลงคัฟเวอร์เพลงของวงพอส แล้วส่งมาทางแฟนเพจของวง นักร้องคนใหม่ก็คือแฟนเพลงคนนึง ที่ส่งเพลงคัฟเวอร์มาที่แฟนเพจนั่นเอง ยินดีด้วยครับกับการกลับมาของวงพอส หวังว่าพวกเราคงได้ฟังผลงานชิ้นใหม่ในเร็ววันนี้
แล้วที่ว่างของวงพอส ก็ถูกเติมเต็มเสียที
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ เชสเตอร์ เบอร์นิงตั้น นักร้องนำวงลินคิ้นพาร์คอย่างสุดซึ้ง มา ณ.โอกาสนี้ด้วย เราจะคิดถึงนาย เชสเตอร์ หลับให้สบายนะ
พบกันใหม่ในตอนหน้าถ้าโทรศัพท์ผมยังดีอยู่
ประโยชน์ที่ดัยยย หากรักทำร้ายตัวเอ เอง
หากเดินแนบกายยยย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียววว ให้รักเป็นสาย ลมผ่าน ระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เราได้ถึงดั่งฝัน....ร่วม กันนนน
คิดว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่าน คงรู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดี เคยเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักเรียนนักศึกษาในยุคนั้น (พ.ศ.2539)เพลงที่พูดถึงระยะห่างของความสัมพันธ์ ระยะห่างที่ว่านี้ ในเพลงเรียกมันว่า ที่ว่าง และเป็นชื่อของเพลงด้วย
วงพอส เป็นวงดนตรีที่เรียกตัวเองว่าเป็นอเมริกันร็อค จากค่ายเบเกอรี่มิวสิค ออกวางจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ ปี2539เป็นวงดนตรีที่ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับแถวหน้าของเมืองไทยในยุคนั้นก็ว่าได้ เสียงร้องของพี่โจ้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเสียงร้องที่หาใครเปรียบได้ยาก ทั้งสูง กว้าง และก้องกังวาน และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพลงที่ว่าง ก็เป็นหนึ่งในหลายๆเพลงที่สร้างชื่อให้กับวง เนื้อหาของเพลงถ่ายทอดมุมมองของความเข้าใจความต้องการพื้นฐาน ความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนได้อย่างชัดเจน กระจ่างใจ
ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ จึงจำเป็นต้องเว้นที่ว่าง เว้นระยะห่างไว้ แล้วที่ว่างต่อรูปแบบความสัมพันธ์นั้น มันต้องขนาดไหน อย่างไรกันละ
ในเนื้อเพลงก็บอกไว้ประมาณนึงครับ จริงๆแล้วระยะห่างหรือที่ว่างที่กล่าวไป มันจำเป็นต้องมีจริงหรือ แล้วถ้าไมมีละ มันจะเป็นอย่างไร ในเนื้อเพลงก็บอกไว้อยู่เหมือนกัน เป็นในลักษณะข้อเท็จจริงและอุปมาอุปมัยในขณะเดียวกัน ก็พอเข้าใจ พอจะนึกภาพออกอยู่บ้าง สำหรับผมตอนนั้นครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น โดยมากเมื่อฟังเพลงที่โดนใจแล้ว มันจะรู้สึกเข้าอกเข้าใจเนื้อหาไปเองครับ ทั้งๆที่เนื้อหาของเพลงบางเพลงนั้น เราไม่เคยมีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองมาก่อนเลย ไม่รู้คุณผู้อ่านเคยเป็นกันบ้างรึเปล่า พอถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังรู้สึกไปกับเพลงๆนี้เหมือนเดิมอย่างที่เคยรู้สึก ซึ่งมันจะไม่เกิดความรู้สึกแบบนี้กับทุกเพลงที่เราชอบหรอกนะครับ คือกับเพลงบางเพลงเราจะรู้สึกต่างออกไปเมื่อวัยและประสบการณ์เพิ่มขึ้น(เป็นที่น่าสังเกตุว่า ดนตรี บทกวี งานศิลปะแขนงใดก็ตาม ถ้ามันกระทบใจผู้เสพให้รู้สึกไปตามสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการจะสื่อแล้วละก็ ในศาสตร์ทางด้านการสื่อสาร ถือเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากครับ กระบวนการเกือบสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือคือผลตอบรับจากผู้เสพ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ มันแล้วแต่คนเสพ ว่าจะเลือกตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรมหรือไม่ ท้ายที่สุดงานศิลปะก็เปิดกว้างให้ผู้เสพตีความได้เองอยู่ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดถูกว่างั้นเถอะ)เนื้อหาและอารมณ์ของเพลง ที่ว่าง นั้นเข้าถึงใจผู้ฟังได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก ดูมีวุฒิภาวะ น่าเชื่อถือ ไม่ได้ยกตนมาสั่งสอนแต่เป็นการเล่าให้ผู้ฟังเห็นภาพด้วยตัวเอง เมื่อฟังแล้ว ก็รู้สึกว่า เออ จริงแฮะ(ความรู้สึกอีกแล้ว)
ผมได้ทบทวนความทรงจำเรื่องราวเก่าๆ ในหลายช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา ผมพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ทุกๆความสัมพันธ์นั้นจำเป็นและสมควรมีการเว้นระยะห่างครับ ห่างไว้ทำไม เป็นคำถามที่ดีมากครับ คำตอบที่ได้ก็คือ ห่างไว้สำหรับ พื้นที่ความเป็นส่วนตัวครับ
พื้นที่ที่ว่านี้ เว้นว่างไว้ทำไม เพื่อให้เราได้ตามหาฝันอย่างในเพลง?มันก็ใช่ และมันก็ไม่ใช่แค่นั้น มันยังใช้ทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย เช่น เอาไว้หยุดพักเพื่อเยียวยาจิตใจ หลบลี้หนีบางสิ่ง เพื่อตั้งสติ เติมพลังชีวิต เราสามารถจะมีอิสระเสรีมีสิทธิ์ขาดในพื้นที่ที่เว้นว่างไว้นี้ อย่างที่ชีวิตจริงของเราไม่อาจมีหรือทำได้ การได้ปลดปล่อยจินตาการ ตัวตนของเราในแง่มุมต่างๆที่เราอาจไม่คิดว่าจะเป็นหรือมี การคิด พินิจ พิจารณา หาเหตุผล การเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ส่วนตัวแล้วผมว่ามันคงไม่มีอะไรที่จะเปิดกว้าง ยอมรับและโอบกอดเราได้มากไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับพื้นที่ส่วนตัวของมนุษย์หนึ่งคน อาจเป็นแค่สมุดไดอารี่เล่มเล็กๆ อาจจะเป็นแค่การนอนรับลมเย็นๆใต้ต้นไม้สักต้น อาจจะเป็นแค่การร้อง ฮัมเพลงที่ชอบขณะอาบน้ำ แค่ชั่วขณะที่จิตใจเราล่องลอยออกไปจากความวุ่นวายความเครียด กดดัน ที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น
เมื่อยังเด็ก เราอาจยังไม่ตระหนักว่า ความเป็นส่วนตัวนั้น มันจำเป็นมันสำคัญกับชีวิตของเราอย่างไร จนกระทั่งเริ่มย่างก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของวัย เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกาย เริ่มมีขนขึ้นบริเวณหัวหน่าว เมื่อเด็กชายเริ่มเสียงห้าว เด็กหญิงเริ่มมีหน้าอกหน้าใจ เมื่อเราเริ่มรู้สึกเขินอาย ยามเปลือยกายต่อหน้าคนอื่นเมื่อนั้นเองเราจึงจะตระหนักถึงคุณค่าของอาภรณ์และความเป็นส่วนตัวขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครมาบอกสอน หรืออธิบายให้มากความ
แล้วถ้าชีวิตคนมันขาดความเป็นส่วนตัวแล้ว มันจะเป็นอย่างไรกันละ สำหรับผม มันคงเครียดและกดดันน่าดู สำหรับคนอื่นผมไม่รู้นะ แล้วถ้ายิ่งคนเคยมี แล้ววันนึงพื้นที่นั้นมันโดนล่วงล้ำก้าวก่ายเข้าไปจะโดยใครหรือเหตุผลกลใด มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศมัยอย่างแน่นอน แค่คิดก็เครียดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ พื้นที่ทางกายภาพ หรือแม้แต่พื้นที่ในจิตใจเราก็ตาม ของๆเรา ที่ของเรา ความคิดความอ่านของเรา มันไม่ควรจะถูกแชร์ออกไปโดยที่เราไม่เต็มใจ
ใช่ครับ มันสำคัญมาก มันควรจะเป็นไปด้วยความสมัครใจ พร้อมใจไม่ใช่โดนกดดันบังคับขู่เข็ญเรียกร้องเอาโดยคนอื่น ดั่งเช่นคำกลอนบทนี้ครับ
อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
ซึ่งมันผิดไปจากที่เราเจอะเจอในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ เพราะจริงๆเราเจอแต่คนเรียกร้องหาน้ำใจจากคนอื่น โดยมีข้ออ้างสารพัดอย่าง หากเขาไม่ได้อย่างที่ต้องการ เราจะถูกมองประดุจเป็นอาชญกรแผ่นดินทีเดียว ผมได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงต้องอยู่ในสังคมเดียวกับคนพวกนี้ ทำไมเราต้องโดนเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา ทำไม ..ทำไม..
การจากไปอย่างกระทันหันของพี่โจ้ สร้างความสะเทือนใจต่อมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย รวมถึงผมด้วย ช็อคและตกใจมากที่คนที่มอบความสุขให้กับเราด้วยเสียงเพลงนั้นจากไปโดยไม่มีวันกลับ แม้ผมและแฟนคนอื่นๆจะไม่ได้รู้จักมักจี่กับพี่โจ้เป็นการส่วนตัวเลยก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ วงพอสได้กลับมามีซิงเกิ้ลใหม่ โดยมีเสียงของพี่โจ้ ที่อัดเก็บไว้ก่อนเสียชีวิต อยู่ในเพลงนี้ด้วย ต้องเรียกว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงไทยและคงพอจะทำให้แฟนๆได้หายคิดถึงกันบ้าง แล้วตอนนี้วงพอสก็ได้สมาชิกใหม่ในตำแหน่งร้องนำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการเปิดโอกาสให้แฟนเพลงของวงร้องเพลงคัฟเวอร์เพลงของวงพอส แล้วส่งมาทางแฟนเพจของวง นักร้องคนใหม่ก็คือแฟนเพลงคนนึง ที่ส่งเพลงคัฟเวอร์มาที่แฟนเพจนั่นเอง ยินดีด้วยครับกับการกลับมาของวงพอส หวังว่าพวกเราคงได้ฟังผลงานชิ้นใหม่ในเร็ววันนี้
แล้วที่ว่างของวงพอส ก็ถูกเติมเต็มเสียที
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ เชสเตอร์ เบอร์นิงตั้น นักร้องนำวงลินคิ้นพาร์คอย่างสุดซึ้ง มา ณ.โอกาสนี้ด้วย เราจะคิดถึงนาย เชสเตอร์ หลับให้สบายนะ
พบกันใหม่ในตอนหน้าถ้าโทรศัพท์ผมยังดีอยู่
วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560
ถึงคุณ จอร์จ มิลเลอร์
23/8/2017 ที่วัดฉลอง ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ที่รัก
ไม่ว่าคุณจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้หรือไม่ก็ตาม
เนื่องด้วยผลงานภาพยนต์แอนิเมชั่นเรื่อง happy feet ภายใต้การผลิตและกำกับภาพยนต์โดยคุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมต้องขอกล่าวคำชื่นชมยินดีให้กับคุณ และงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้จากใจจริง เพราะหลังจากชมภาพยนต์เรื่องนี้จบแล้ว ผมได้อะไรหลายอย่างจากภาพยนต์เรื่องนี้ เจ้าสัตว์โลกที่น่ารักอย่างเพนกวินที่คุณนำเสนอมาเป็นตัวดำเนินเรื่องนั้น โดนส่วนตัวผม ก็ชื่นชอบสัตว์ชนิดนี้มานานแล้ว แล้วยิ่งเจ้าเพนกวินขนปุยพระเอกของเรา ผู้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการการเต้น ในขณะที่สังคมของเพนกวินโดยรวมในเรื่อง กลับให้ความสำคัญกับการร้องเพลงมากกว่าอย่างอื่น ทำให้บั้บเบิ้ล เติบโตขึ้นมาท่ามกลางอคติของบุคคลรอบข้าง ที่เลวร้ายที่สุด ก็น่าจะเป็นอคติจากพ่อของเขาเอง
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมไม่อาจทราบได้ ว่าผู้คนบนโลกใบนี้ จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ตระหนักจริงๆว่า ผลของการทำกิจกรรมทั้งหลายของมวลมนุษย์นั้น มันส่งผบกระทบมากมายเท่าใดกับเพื่อนร่วมโลกสายพันธุ์อื่นๆ นั้นเรายังไม่พูดถึงคนที่ตระหนักรู้ แล้วลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งผมเองเชื่อว่า มีจำนวนไม่น้อย แต่หากเทียบกับสัดส่วนของประชากรทั้งโลก อัตราการบริโภคทรัพยากรและการลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมนั้น คงต้องบอกว่า มันคงมีเพียงจำนวนน้อยนิด และคงไม่อาจทดแทนกับสิ่งที่เราได้สูญเสียไป แม้ว่าจะพยายามมากสักเพียงใดก็ตาม
สิ่งที่คุณกำลังสื่อสารกับผู้ชมนั้น ช่างน่าสรรเสริญ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเป็นคนๆเดียวกันกับผู้ที่สร้างสรรค์งานสุดระห่ำอย่าง แมดแม็กซ์ และแน่นอน แมดแม็กซ์ฟิวรี่โรด ให้ตายเถอะ ผมเห็นว่าคุณมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์อย่างไร มันเป็นอะไรที่ใครๆเค้าเรียกว่า วิสัยทัศน์
ในแมดแม็กซ์ ในโลกอนาคต มนุษย์เรากลับไปเป็นคนเถื่อน เข่นฆ่า ปล้นชิง ใช้อาวุธเข้าประหัดประหารกันเพื่อความอยู่รอด น้ำ อาหาร ถิ่นที่อยู่ สิทธิ์ขาดในการสืบพันธุ์และอำนาจ ไม่ต่างจากสัตว์ เป็นโลกร้างๆหลังจากสงครามใหญ่ ผู้คนสูญสิ้นอารยธรรม สิ้นหวัง อันที่จริง มันเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในประวัติศาสตร์ มันน่าขันที่เราไม่เคยรู้ซึ้งถึงบทเรียนเดิมๆนี้
ในขณะที่ แฮปปี้ฟีต มันฉีกออกไปจนผมคิดไม่ถึงว่า มันเป็นงานจากคนคนเดียวกัน
ผมชอบที่คุณให้คนดูหนังแฮปปี้ฟีดเห็นว่า เพื่อนร่วมโลกของเรานั้นพยายามแค่ไหน ที่จะสื่อสารกับเรา มันเป็นอะไรที่ผู้คนมากมายไม่เคยรับรู้เลย และไม่คิดว่า มันจะเป็นไปได้
ผมเฝ้ามองปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลก ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย สติปัญญามนุษย์สรรสร้างเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ถางถางอุปสรรคข้อจำกัดให้เราพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และทิ้งเศษซาก ความพินาศย่อยยับของสมดุลแห่งธรรมชาติไว้เบื้องหลัง ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยคร้้งกว่าเดิม แถมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำเย็นน้ำอุ่นในทะเลมหาสมุทรผันแปรไปจนสัตว์บางชนิดไม่อาจดำรงค์สายพันธุ์ของตัวเองไว้ การดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซต์และของเสียอื่นๆจากกิจกรรมต่างของมนุษย์ ทำให้น้ำทะเลมีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เป็นพิษมากขึ้น เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไปเรื่อยๆหมุนเวียนกลับมาสู่มนุษย์เรา ส่วนบนบก ป่าไม้และสัตว์ป่าก็นมีจำนวนลดลงเรื่อยๆเช่นกัน
คุณจอร์จครับ เราจะทำอย่างไรกันดี เรายังพอมีเวลาเหลือพอที่จะแก้ไขบ้างหรือไม่ หรือโลกของเรา กำลังเดินทางไปสู่สิ่งที่คุณเคยจินตนาการไว้ ในแมดแม็กซ์
สุดท้ายนี้ คุณจอร์จ มิลเลอร์ ผมยังไม่สิ้นหวัง ผมยังมีฝัน ยังมีแรงบันดาลใจที่จะสรรสร้างสิ่งดีๆไว้ให้กับโลกใบนี้ บ้านของเรา ถึงมันจะเล็กน้อยก็ตาม และผลงานของคุณก็จะยังตราตรึงใจผมไปอีกนานแสนนาน
ขอบคุณและขอแสดงความนับถือ
จากก้นบึ้งของหัวใจ ข้าน้อยขอคารวะท่าน
มิสเตอร์เฮิร์บ
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ที่รัก
ไม่ว่าคุณจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้หรือไม่ก็ตาม
เนื่องด้วยผลงานภาพยนต์แอนิเมชั่นเรื่อง happy feet ภายใต้การผลิตและกำกับภาพยนต์โดยคุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมต้องขอกล่าวคำชื่นชมยินดีให้กับคุณ และงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้จากใจจริง เพราะหลังจากชมภาพยนต์เรื่องนี้จบแล้ว ผมได้อะไรหลายอย่างจากภาพยนต์เรื่องนี้ เจ้าสัตว์โลกที่น่ารักอย่างเพนกวินที่คุณนำเสนอมาเป็นตัวดำเนินเรื่องนั้น โดนส่วนตัวผม ก็ชื่นชอบสัตว์ชนิดนี้มานานแล้ว แล้วยิ่งเจ้าเพนกวินขนปุยพระเอกของเรา ผู้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการการเต้น ในขณะที่สังคมของเพนกวินโดยรวมในเรื่อง กลับให้ความสำคัญกับการร้องเพลงมากกว่าอย่างอื่น ทำให้บั้บเบิ้ล เติบโตขึ้นมาท่ามกลางอคติของบุคคลรอบข้าง ที่เลวร้ายที่สุด ก็น่าจะเป็นอคติจากพ่อของเขาเอง
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมไม่อาจทราบได้ ว่าผู้คนบนโลกใบนี้ จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ตระหนักจริงๆว่า ผลของการทำกิจกรรมทั้งหลายของมวลมนุษย์นั้น มันส่งผบกระทบมากมายเท่าใดกับเพื่อนร่วมโลกสายพันธุ์อื่นๆ นั้นเรายังไม่พูดถึงคนที่ตระหนักรู้ แล้วลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งผมเองเชื่อว่า มีจำนวนไม่น้อย แต่หากเทียบกับสัดส่วนของประชากรทั้งโลก อัตราการบริโภคทรัพยากรและการลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมนั้น คงต้องบอกว่า มันคงมีเพียงจำนวนน้อยนิด และคงไม่อาจทดแทนกับสิ่งที่เราได้สูญเสียไป แม้ว่าจะพยายามมากสักเพียงใดก็ตาม
สิ่งที่คุณกำลังสื่อสารกับผู้ชมนั้น ช่างน่าสรรเสริญ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเป็นคนๆเดียวกันกับผู้ที่สร้างสรรค์งานสุดระห่ำอย่าง แมดแม็กซ์ และแน่นอน แมดแม็กซ์ฟิวรี่โรด ให้ตายเถอะ ผมเห็นว่าคุณมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์อย่างไร มันเป็นอะไรที่ใครๆเค้าเรียกว่า วิสัยทัศน์
ในแมดแม็กซ์ ในโลกอนาคต มนุษย์เรากลับไปเป็นคนเถื่อน เข่นฆ่า ปล้นชิง ใช้อาวุธเข้าประหัดประหารกันเพื่อความอยู่รอด น้ำ อาหาร ถิ่นที่อยู่ สิทธิ์ขาดในการสืบพันธุ์และอำนาจ ไม่ต่างจากสัตว์ เป็นโลกร้างๆหลังจากสงครามใหญ่ ผู้คนสูญสิ้นอารยธรรม สิ้นหวัง อันที่จริง มันเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในประวัติศาสตร์ มันน่าขันที่เราไม่เคยรู้ซึ้งถึงบทเรียนเดิมๆนี้
ในขณะที่ แฮปปี้ฟีต มันฉีกออกไปจนผมคิดไม่ถึงว่า มันเป็นงานจากคนคนเดียวกัน
ผมชอบที่คุณให้คนดูหนังแฮปปี้ฟีดเห็นว่า เพื่อนร่วมโลกของเรานั้นพยายามแค่ไหน ที่จะสื่อสารกับเรา มันเป็นอะไรที่ผู้คนมากมายไม่เคยรับรู้เลย และไม่คิดว่า มันจะเป็นไปได้
ผมเฝ้ามองปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลก ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย สติปัญญามนุษย์สรรสร้างเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ถางถางอุปสรรคข้อจำกัดให้เราพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และทิ้งเศษซาก ความพินาศย่อยยับของสมดุลแห่งธรรมชาติไว้เบื้องหลัง ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยคร้้งกว่าเดิม แถมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำเย็นน้ำอุ่นในทะเลมหาสมุทรผันแปรไปจนสัตว์บางชนิดไม่อาจดำรงค์สายพันธุ์ของตัวเองไว้ การดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซต์และของเสียอื่นๆจากกิจกรรมต่างของมนุษย์ ทำให้น้ำทะเลมีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เป็นพิษมากขึ้น เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไปเรื่อยๆหมุนเวียนกลับมาสู่มนุษย์เรา ส่วนบนบก ป่าไม้และสัตว์ป่าก็นมีจำนวนลดลงเรื่อยๆเช่นกัน
คุณจอร์จครับ เราจะทำอย่างไรกันดี เรายังพอมีเวลาเหลือพอที่จะแก้ไขบ้างหรือไม่ หรือโลกของเรา กำลังเดินทางไปสู่สิ่งที่คุณเคยจินตนาการไว้ ในแมดแม็กซ์
สุดท้ายนี้ คุณจอร์จ มิลเลอร์ ผมยังไม่สิ้นหวัง ผมยังมีฝัน ยังมีแรงบันดาลใจที่จะสรรสร้างสิ่งดีๆไว้ให้กับโลกใบนี้ บ้านของเรา ถึงมันจะเล็กน้อยก็ตาม และผลงานของคุณก็จะยังตราตรึงใจผมไปอีกนานแสนนาน
ขอบคุณและขอแสดงความนับถือ
จากก้นบึ้งของหัวใจ ข้าน้อยขอคารวะท่าน
มิสเตอร์เฮิร์บ
วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560
ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปกว่าสองเดือน ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านคิดถึงผมบ้างรึเปล่า ส่วนตัวผมเอง ขอบอกว่าคิดถึงมากครับ ส่วนสาเหตุที่หายห่างไปก็สาเหตุเดิมๆครับ จึงไม่ขอสาธยายให้ยืดยาว
วันนี้ผมจะนำเสนออีกหนึ่งบทเพลง ที่เขียนขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ระยะเวลาไล่เลี่ยกับเพลงอื่นที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ อีกแล้วครับท่าน ได้แค่หวังว่า คุณผู้อ่าน จะยังไม่เบื่อนะครับ
เพลงนี้ผมพยายามคิดชื่อเพลงคิดว่าเหมาะและสอดคล้องกับเนื้อหา แต่จวบจนปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้ชื่อเพลงอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็ขอเว้นไว้ก่อน ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเชิญทัศนากันได้เลยครับ
Aคืนและวันที่ผ่านพ้นF#mมา จนDเป็นฉัน ในEวันนี้
Aถามตัวเอง ได้เรียนF#mรู้อะไร บ้างDไหมE ในฐานะคนๆนึง
F#mเท่าที่รู้ Eโลกไม่ได้สวยงาม อย่างที่Dเข้าใจ อย่างเมื่อEตอนที่ยังเด็ก
F#m แต่ใช่ว่าโลกจะโหดEร้าย ไปเสียทุกDอย่าง ยังEพอมีทางให้เลือกเดิน
A**เมื่อเกิดปัญหา ที่F#mเกินจะรับมือไหว Dบอกใจให้นิ่ง Eให้เย็นเอาไว้ก่อน
Aแต่หากมันหนักหนา จนF#mเกินจะแบกรับDไว้ ก็Eขอให้วางลง วางลงก่อน
Aพึงยินดีกับสิ่งละF#mอัน พันละDน้อย Eที่ได้ผ่านเข้ามา
Aเหนื่อยเกินไปถ้าต้องไขว่F#mคว้า เสาะDหา Eก็เพราะว่ามัน
อยู่ตรงF#mนี้อยู่แล้ว Eแค่มองไม่เห็น และไม่Dเคยหลบเร้น Eแค่มองข้ามไป
F#mเหมือนลมหายEใจ ที่ใครต่อDใคร Eไม่ค่อยให้ความสำคัญ (ซ้ำ **)
***วางลงก่อนF#mแล้วผ่อนคลาย ลองหายใจเข้าและออกEช้าๆ หยุดคิดหยุดF#mฟุ้งซ่านพอก่อนหนา สติปัญญาการตื่นEรู้ นั้นจะชี้นำทาง
A F#m D E 2times(ซ้ำ** เปลี่ยนคีย์สูงขึ้นครึ่งเสียง เป็น Bb Gm Eb F#)
ครับผม เนื้อหากับตามนี้ครับ ออ ลืมบอกอีกอย่าง เป็นเพลงช้าครับ
แบบว่าชีวิตบางช่วงบางตอนมันต้องเจออะไรหนักๆอยู่บ่อยครั้งครับ บางครั้งก็รู้ตัวได้สติก็ช่วยได้เยอะครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้งหรอกครับคุณผู้อ่าน บางที่ก็จมอยู่กับอารมณ์ความคิดอยู่เป็นวันๆโดยไม่รู้ตัวก็มีออกบ่อยไป ก็เขียนๆออกมาจากประสบการณ์จริงบ้าง ได้ยินได้ฟังได้อ่านบ้าง ปนๆกัน
หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้รับสาระ และบันเทิงจากเพลงๆนี้ไปพร้อมๆกันนะครับ
วันนี้เอาสั้นๆแค่นี้ก่อนครับ
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน เทอญ....
วันนี้ผมจะนำเสนออีกหนึ่งบทเพลง ที่เขียนขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ระยะเวลาไล่เลี่ยกับเพลงอื่นที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ อีกแล้วครับท่าน ได้แค่หวังว่า คุณผู้อ่าน จะยังไม่เบื่อนะครับ
เพลงนี้ผมพยายามคิดชื่อเพลงคิดว่าเหมาะและสอดคล้องกับเนื้อหา แต่จวบจนปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้ชื่อเพลงอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็ขอเว้นไว้ก่อน ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเชิญทัศนากันได้เลยครับ
Aคืนและวันที่ผ่านพ้นF#mมา จนDเป็นฉัน ในEวันนี้
Aถามตัวเอง ได้เรียนF#mรู้อะไร บ้างDไหมE ในฐานะคนๆนึง
F#mเท่าที่รู้ Eโลกไม่ได้สวยงาม อย่างที่Dเข้าใจ อย่างเมื่อEตอนที่ยังเด็ก
F#m แต่ใช่ว่าโลกจะโหดEร้าย ไปเสียทุกDอย่าง ยังEพอมีทางให้เลือกเดิน
A**เมื่อเกิดปัญหา ที่F#mเกินจะรับมือไหว Dบอกใจให้นิ่ง Eให้เย็นเอาไว้ก่อน
Aแต่หากมันหนักหนา จนF#mเกินจะแบกรับDไว้ ก็Eขอให้วางลง วางลงก่อน
Aพึงยินดีกับสิ่งละF#mอัน พันละDน้อย Eที่ได้ผ่านเข้ามา
Aเหนื่อยเกินไปถ้าต้องไขว่F#mคว้า เสาะDหา Eก็เพราะว่ามัน
อยู่ตรงF#mนี้อยู่แล้ว Eแค่มองไม่เห็น และไม่Dเคยหลบเร้น Eแค่มองข้ามไป
F#mเหมือนลมหายEใจ ที่ใครต่อDใคร Eไม่ค่อยให้ความสำคัญ (ซ้ำ **)
***วางลงก่อนF#mแล้วผ่อนคลาย ลองหายใจเข้าและออกEช้าๆ หยุดคิดหยุดF#mฟุ้งซ่านพอก่อนหนา สติปัญญาการตื่นEรู้ นั้นจะชี้นำทาง
A F#m D E 2times(ซ้ำ** เปลี่ยนคีย์สูงขึ้นครึ่งเสียง เป็น Bb Gm Eb F#)
ครับผม เนื้อหากับตามนี้ครับ ออ ลืมบอกอีกอย่าง เป็นเพลงช้าครับ
แบบว่าชีวิตบางช่วงบางตอนมันต้องเจออะไรหนักๆอยู่บ่อยครั้งครับ บางครั้งก็รู้ตัวได้สติก็ช่วยได้เยอะครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้งหรอกครับคุณผู้อ่าน บางที่ก็จมอยู่กับอารมณ์ความคิดอยู่เป็นวันๆโดยไม่รู้ตัวก็มีออกบ่อยไป ก็เขียนๆออกมาจากประสบการณ์จริงบ้าง ได้ยินได้ฟังได้อ่านบ้าง ปนๆกัน
หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้รับสาระ และบันเทิงจากเพลงๆนี้ไปพร้อมๆกันนะครับ
วันนี้เอาสั้นๆแค่นี้ก่อนครับ
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน เทอญ....
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560
แรงบันดาลใจ
Intro: A Amaj7 D Dmaj7 2times
Aฉันมองเห็น ได้Amaj7ยิน ได้กลิ่น Dสัมผัสที่ปลายลิ้น Dmaj7ที่ผิวกาย
Aในสายลม ในAmaj7แสงดาวพราว Dในสายน้ำไหล Dmaj7ในท้องทะเล E ใน
F#mผืน ปฐEพี Dในทุกๆที่Dmaj7ทุกๆเวEลา F#mไม่เคยร้างEลา Dไม่ว่าเธอจะเป็นใคร Dmขอแค่เพียงเธอเปิดใจรับ
AแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#mเราพบF#mเจอ
Bmฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจ มองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจA Amaj7 D Dmaj7
AในทุกๆการกระAmaj7ทำ ก็Dปล่อยใจให้ว่างๆหน่อย Dmaj7 สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ
A ชัดเจนขึ้นมา Amaj7 ก็Dอาจตื้นตันจนน้ำตา มันDmaj7ไหลรินหลั่งเหมือนดังEว่า
F#mได้หาเจอสิ่งที่Eหาย ที่Dพรากจากไปเนิ่นนานสุดDmaj7ท้ายกลับมาพบพานE F#mดังภาระอันยิ่งEใหญ่
ที่Dทุ่มเทสุดหัวใจ ได้Dmสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
Aด้วยแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอBm7ฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่ Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจD A
Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ใฝ่ฝัน Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่สร้างสรรค์ Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้ทั้งนั้นBm7 C#m7 Dm7
A แรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอ Bm7ฉันว่าเธอ Eไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลAใจ Amaj7แรงบันดาลDใจ Dmaj7โว้โอ A Amaj7คือแรงบันดาลDใจ Dmaj7. A
เพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ไล่เลี่ยกับหลายๆเพลงที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้
สำหรับที่มาที่ไปของเพลง ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวดีๆต่างๆที่เคยผ่านหูผ่านตาผมมา จากสื่อต่างๆ นั่นเองครับ
ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน นอกเหนือจากการทำนาพาร์ทไทม์ของผมแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก วันทั้งวันจึงหมดไปกับทีวีและอินเตอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารบันเทิง สาระบ้าง สาระน้อยบ้างว่ากันไป พออยู่กับสื่อ คลุกคลีกับมันมากๆ ผมก็ไปสะดุดกับคำๆนี้เข้า ใช่ครับ คำว่าแรงบันดาลใจนั้นเอง มีการใช้คำๆนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ได้หยิบคำๆนี้มาใส่ไว้ในเพลงในท่อนสร้อยซะเลย
เนื้อหาของเพลงๆนี้ ก็คล้ายๆกับเพลงอื่นๆครับ คือมาหลังเมโลดี้ที่ซ้อมๆเล่นๆไปแล้วเราก็ชอบ เพลงนี้ผมเล่นกับเมโลดี้อยู่หลายสัปดาห์เลยครับ แบบว่า รู้สึกว่ามันเพลินดี ก็ไม่ได้คิดเนื้อหาคำร้องอะไร เล่นๆฟังๆไปเรื่อยๆ บางทีก็หลับตาเล่น แล้วปล่อยให้ใจมันล่องลอยไปกับท่วงทำนอง แล้วค่อยสังเกตุว่ามันจะไปเจอไปปิ๊งอะไรเข้าบางไหม อย่างที่บอกครับ เป็นเดือน กว่าคำแรก ประโยคแรกมันจะออกมาได้ คือผมอยากให้ความรู้สึกของเรามันบอกครับ ว่ามันใช่ที่สุดก่อน แล้วค่อยเขียนออกมาครับ พอประโยคแรกมา มันก็ค่อยๆทยอยๆกันมาเรื่อยๆครับ อีกประมาณสัปดาห์ก็ได้ทั้งคำร้องและทำนองที่ผมพอใจ จนผ่านมาอีกประมาณสามปีให้หลัง(มาอยู่ภูเก็ตแล้ว) พอหยิบขึ้นมาซ้อมมาร้อง บ่อยขึ้น ก็รู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนมันยังไม่ได้ดั่งใจ ผมก็เอาเนื้อหามาแก้อีกที จนได้เนื้อเพลงที่คุณผู้อ่านเห็นนี้ละครับ
เมื่อสักสามเดือนที่แล้ว ผมลองเอาโทรศัพท์มาลองอัดเสียง
ตอนเล่นเพลงๆนี้ไปให้เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมลองฟังดู พวกมันว่าไงรู้ไหมครับคุณผู้อ่าน พวกมันไม่ว่าอะไรเลย เอิ้กๆๆๆ ไม่ชม ไม่ด่า เฉยๆชิวๆ กันไป เราว่ามันโอเคแล้ว แต่มันคงยังไม่ใช่สำหรับคนอื่นสินะ ผมคงไม่แก้อีกแล้วละ ด้านเนื้อหานะ แต่ในด้านของดนตรีและเสียงร้อง คงต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกนานเชียวครับ เอิ้กๆๆๆ
สำหรับตอนนี้ก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
Aฉันมองเห็น ได้Amaj7ยิน ได้กลิ่น Dสัมผัสที่ปลายลิ้น Dmaj7ที่ผิวกาย
Aในสายลม ในAmaj7แสงดาวพราว Dในสายน้ำไหล Dmaj7ในท้องทะเล E ใน
F#mผืน ปฐEพี Dในทุกๆที่Dmaj7ทุกๆเวEลา F#mไม่เคยร้างEลา Dไม่ว่าเธอจะเป็นใคร Dmขอแค่เพียงเธอเปิดใจรับ
AแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#mเราพบF#mเจอ
Bmฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจ มองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจA Amaj7 D Dmaj7
AในทุกๆการกระAmaj7ทำ ก็Dปล่อยใจให้ว่างๆหน่อย Dmaj7 สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ
A ชัดเจนขึ้นมา Amaj7 ก็Dอาจตื้นตันจนน้ำตา มันDmaj7ไหลรินหลั่งเหมือนดังEว่า
F#mได้หาเจอสิ่งที่Eหาย ที่Dพรากจากไปเนิ่นนานสุดDmaj7ท้ายกลับมาพบพานE F#mดังภาระอันยิ่งEใหญ่
ที่Dทุ่มเทสุดหัวใจ ได้Dmสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
Aด้วยแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอBm7ฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่ Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจD A
Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ใฝ่ฝัน Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่สร้างสรรค์ Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้ทั้งนั้นBm7 C#m7 Dm7
A แรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอ Bm7ฉันว่าเธอ Eไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลAใจ Amaj7แรงบันดาลDใจ Dmaj7โว้โอ A Amaj7คือแรงบันดาลDใจ Dmaj7. A
เพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ไล่เลี่ยกับหลายๆเพลงที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้
สำหรับที่มาที่ไปของเพลง ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวดีๆต่างๆที่เคยผ่านหูผ่านตาผมมา จากสื่อต่างๆ นั่นเองครับ
ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน นอกเหนือจากการทำนาพาร์ทไทม์ของผมแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก วันทั้งวันจึงหมดไปกับทีวีและอินเตอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารบันเทิง สาระบ้าง สาระน้อยบ้างว่ากันไป พออยู่กับสื่อ คลุกคลีกับมันมากๆ ผมก็ไปสะดุดกับคำๆนี้เข้า ใช่ครับ คำว่าแรงบันดาลใจนั้นเอง มีการใช้คำๆนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ได้หยิบคำๆนี้มาใส่ไว้ในเพลงในท่อนสร้อยซะเลย
เนื้อหาของเพลงๆนี้ ก็คล้ายๆกับเพลงอื่นๆครับ คือมาหลังเมโลดี้ที่ซ้อมๆเล่นๆไปแล้วเราก็ชอบ เพลงนี้ผมเล่นกับเมโลดี้อยู่หลายสัปดาห์เลยครับ แบบว่า รู้สึกว่ามันเพลินดี ก็ไม่ได้คิดเนื้อหาคำร้องอะไร เล่นๆฟังๆไปเรื่อยๆ บางทีก็หลับตาเล่น แล้วปล่อยให้ใจมันล่องลอยไปกับท่วงทำนอง แล้วค่อยสังเกตุว่ามันจะไปเจอไปปิ๊งอะไรเข้าบางไหม อย่างที่บอกครับ เป็นเดือน กว่าคำแรก ประโยคแรกมันจะออกมาได้ คือผมอยากให้ความรู้สึกของเรามันบอกครับ ว่ามันใช่ที่สุดก่อน แล้วค่อยเขียนออกมาครับ พอประโยคแรกมา มันก็ค่อยๆทยอยๆกันมาเรื่อยๆครับ อีกประมาณสัปดาห์ก็ได้ทั้งคำร้องและทำนองที่ผมพอใจ จนผ่านมาอีกประมาณสามปีให้หลัง(มาอยู่ภูเก็ตแล้ว) พอหยิบขึ้นมาซ้อมมาร้อง บ่อยขึ้น ก็รู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนมันยังไม่ได้ดั่งใจ ผมก็เอาเนื้อหามาแก้อีกที จนได้เนื้อเพลงที่คุณผู้อ่านเห็นนี้ละครับ
เมื่อสักสามเดือนที่แล้ว ผมลองเอาโทรศัพท์มาลองอัดเสียง
ตอนเล่นเพลงๆนี้ไปให้เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมลองฟังดู พวกมันว่าไงรู้ไหมครับคุณผู้อ่าน พวกมันไม่ว่าอะไรเลย เอิ้กๆๆๆ ไม่ชม ไม่ด่า เฉยๆชิวๆ กันไป เราว่ามันโอเคแล้ว แต่มันคงยังไม่ใช่สำหรับคนอื่นสินะ ผมคงไม่แก้อีกแล้วละ ด้านเนื้อหานะ แต่ในด้านของดนตรีและเสียงร้อง คงต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกนานเชียวครับ เอิ้กๆๆๆ
สำหรับตอนนี้ก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ไม่มีที่ไป
สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับผมมิสเตอร์เฮิร์บคนเดิม วันนี้ ผมมีเรื่องราวบางอย่างมาชวนให้คุณผู้อ่านทุกท่าน มาร่วมกันขบคิดกันหน่อย เกี่ยวกับสิ่งของที่เราต้องใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร เมื่อตอนที่เราไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว สิ่งนั้นที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนั่นก็คือ ถุงพลาสติก และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ที่เราไม่ต้องการแล้ว เรียกรวมๆว่า ขยะ ก็แล้วกันครับ
ที่ๆผมจากมา ก่อนจะมาพำนักอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต เป็นอำเภอเล็กๆทางผ่านระหว่างจังหวัดสองจังหวัด คือ อุบลราชธานี กับ อำนาจเจริญ และหมู่บ้านผมอยู่ห่างจากตัวอำเภอราวแปดกิโลเมตรเห็นจะได้ ช่วงที่กลับไปอยู่บ้านหลังเรียนจบ ผมสั่งซื้อจักรยานคันเล็กๆแบบพับได้มาหนึ่งคัน เอาไว้ปั่นเล่น หวังฟื้นฟูร่างกายหลังจากเลิกสูบบุหรี่ได้ประมาณเจ็ดแปดเดือน ติดบุหรี่มาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมัธยมต้น ก็ประมาณร่วมๆยี่สิบละครับ ที่สูบมา
พอได้จักรยานคันนี้มา ผมก็ไม่ให้มันต้องคอยนาน ผมเริ่มปั่นในเย็นวันนั้นทันที เป้าหมายคือ ปั่นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทำจริงได้แค่ประมาณ 1-2กิโลเมตรเท่านั้น สำหรับวันแรก ก็ประมาณหนึ่งช่วงเกาะกลางถนนหนึ่งเกาะครับ มันได้เท่านั้นจริงๆ และมันก็เหนื่อยมากๆ สำหรับวันต่อๆมา มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับสภาพร่างกาย ที่ค่อยๆฟิตขึ้นทีละน้อยทีละน้อย จากเกราะกลางถนนหนึ่งเกราะ เริ่มเพิ่มจำนวนเกราะขึ้นเรื่อยๆ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความรื่นรมย์ ความสุนทรีย์ มันมีมาเสริมเพิ่มเติมขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป และมันทำให้ผมอยากจะเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ อยากจะท้าทายศักยภาพตัวเองว่าจะทำได้ดี มีความแข็งแกร่ง ทรหดได้มากสักเพียงใด ผมใช้เวลาไปได้ไม่ถึงเดือน แล้วระยะทางแปดกิโลจากหมู่บ้านผม ไปสู่ตัวอำเภอ มันก็กลายเป็นอะไรที่เล็กน้อยจุ๋มจิ๋ม และไม่รู้สึกท้าทายสำหรับผมอีกต่อไป
ตลอดระยะทางแปดกิโลเมตร สองข้างทาง มันคือทุ่งนาข้าว ในฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก ต้นกล้ามันจะเขียวขจี เรื่อยไปจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ต้นข้าวจะออกรวงสีทองอร่ามไปทั่วท้องทุ่ง พริ้วไหวไปตามลมหนาว ดูแล้วสบายตา และเพลิดเพลินจนลืมเหนื่อย ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโต ผมก็นั่งผ่านถนนสายนี้เพื่อไปเรียนหนังสืออยู่หลายปีดีดัก เห็นจนชินชาชินตา แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยงามพิเศษอะไรเหมือนอย่างตอนที่ได้ดูเมื่อปั่นจักรยาน อาจจะเพราะรถผมมันเล็ก ล้อแค่ยี่สิบนิ้ว ต่อให้ปั่นจนสุดกำลัง มันก็ไปได้ไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี มันเป็นข้อเสียและข้อดีในเวลาเดียวกัน เมื่อมันช้า มันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรๆที่ไม่เคยเห็นเหมือนเมื่อตอนนั่งรถผ่าน และมันก็ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้นที่ผมประสบพบเจอ มันมีความมักง่ายไร้วัฒนธรรมของของผู้คนปะปนอยู่ในนั้นด้วย ตลอดระยะทางสิบหกกิโลฯ(ไปกลับ) สองข้างทาง มันเต็มไปด้วยเศษขยะ ถุงพลาสติก แก้วกาแฟ กล่องโฟม ขวดแก้ว เชือกฟาง กล่องนม ฯลฯ ผมไล่ไม่หมดครับมันช่างมีความหลากหลายเยอะแยะมากมายอะไรเช่นนี้ ที่น่าโมโหที่สุดก็ตอนที่เจอคนทิ้งขยะที่ทิ้งกันอย่างหน้าไม่อาย ทิ้งกันต่อหน้าต่อตานี่แหละครับ ที่สำคัญเป็นนักเรียนนักศึกษาคนมีความรู้ มีการศึกษาด้วย โยนแก้วพลาสติก วิ้ว ผ่านหน้าผมไป เด็กๆพวกนี้อยู่บนรถโดยสาร เด็กๆพวกนี้จะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเขาไม่ตายซะก่อน พวกเขาจะยังคงทิ้งอะไรๆแบบนี้ต่อไปได้มากมายอีกตราบชั่วชีวิตพวกเขาเลยละครับ ผมพนันได้เลย อันนี้ที่เห็นตำตานะครับ ส่วนที่ไม่เห็นว่าทิ้งนี่ไม่รู้เป็นใครหน้าไหนบ้าง ซึ่งจริงๆผมก็ไม่อยากรู้หรอกครับว่าคนพวกนี้เป็นใคร ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม ถึงทำกันอย่างที่ทำอยู่
จากประสบการณ์ครั้งนั้น มันทำให้ผมเริ่มสังเกตุสองข้างทางอยู่ตลอดเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ใช่แค่แปดกิโลเมตรจากหมู่บ้านผมถึงตัวอำเภอที่ผมอยู่เท่านั้น แต่มันคือถนนแทบทุกสายในประเทศนี้ ที่ผู้คนต่างยินดีจะทิ้งอะไรก็ตามที่ไม่ต้องการ ให้มันพ้นๆตัวออกไป ลงบนถนน ข้างถนน อันที่จริงแล้ว มันคือทุกๆที่ ที่คนพวกนี้ไปถึงครับ หลายๆครั้งผมเห็นเป็นคนขับรถแพงๆผูกไท หลายๆครั้งผมเห็นเป็นถึงระดับครูบาอาจารย์ ล่าสุด(ที่ภูเก็ต สองสามวันมานี่เอง)ผมเห็นเด็กนักเรียนอนุบาลซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ผู้ปกครองกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทิ้งแก้วพลาสติกใส่น้ำหวานของแกลงบนพื้นถนนขณะรถวิ่งแซงผมไป ก่อนจะทิ้งแก้วพลาสติกนั่น เด็กคนนั้นมองหน้าและสบตาผมก่อนด้วย เฟดเฟ่ ไม่เคยคิดว่าการกระทำแบบนั้นของคนอื่น มันจะมีผลกับจิตใจของผมเองมากมายขนาดนี้ เด็กมันยังไม่รู้ความครับ มันบอกได้สอนได้ อย่างที่โบราณว่าละครับ ไม้อ่อนดัดง่าย แต่พวกผู้ใหญ่นี้ละครับตัวดีเลย ไปติไปว่าเข้าหน่อยนี่ไม่ได้นะครับ ทำอะไรไม่เคยผิด พูดแล้วมันเต็บกระดองใจจริงๆ ผมเคยคิดและถามตัวเองว่า การศึกษา ความรู้ที่เขามี มันไม่ได้ช่วยเรื่องจิตสำนึกพื้นฐานง่ายๆเช่นการทิ้งขยะในที่ที่ควรทิ้ง บ้างเลยหรืออย่างไร แล้วเราจะหวังอะไรกับประเทศนี้ได้อีก กะอีแค่ทิ้งขยะลงในที่ที่ควรทิ้งก็ยังทำกันไม่ได้เลย คิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่า เราเป็นใครถึงได้คิดว่าตัวเองดีกว่าเขาเพียงเพราะเขาไม่ทิ้งขยะลงในที่ๆควรจะทิ้ง ที่ๆมีไว้ให้ทิ้ง ผมไม่ได้คำตอบอะไร มันตื้อไปหมด
ผมเคยเห็นรูปถ่ายในเวบเพจชื่อดังเวบนึง เป็นเวบข่าวสารวาไรตี้ เค้านำเสนอเรื่องราวของขยะในประเทศฟิลิปปินส์ครับ มีหลายๆภาพถ่ายเป็นรูปของขยะสิ่งปฏิกูลจำนวนมหาศาลที่ลอยเอ่ออยู่ในแม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเล มันมากมายจนถึงขนาดที่ว่า ให้คุณผู้อ่านนึกถึงผักตบชวาที่มันมีอยู่ในแม่น้ำลำคลอง บึงน้ำต่างในประเทศของเรา ที่มันลอยเป็นแพเป็นพรมสีเขียวครอบคลุมแม่น้ำทั้งสาย จนแทบมองไม่เห็นผืนน้ำเบื้องล่าง นั่นละครับ แบบนั้นเลย แค่เปลี่ยนจากผักตบชวาสีเขียวเป็นขยะหลากสีหลายชนิดแทน บางรูปมีเด็กๆแก้ผ้าเล่นน้ำแล้วยิ้มให้กล้องอีกด้วย ดูสีหน้าแล้วเขาสนุกสนานและไม่เป็นกังวลทุกข์ร้อนไปกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่เลย ให้ตายเถอะ ยอมใจมันจริงๆ ผมได้แต่หวังว่า ไทยแลนด์ของเราจะไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น แต่เห็นพฤติกรรมของคนในชาติเราแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ มันอาจจะไปถึงจุดนั้นสักวันก็ได้ หากว่าคนในชาติยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มักง่ายไร้จิตสำนึกเช่นนี้
ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่หลายปี ว่าจะมีวิธีใดบ้าง ที่จะแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ หรือไม่ก็ทำอย่างไรให้ตัวผมเองอยู่กับสภาสะแวดล้อมแบบนี้อยู่กับผู้คนแบบนี้ได้อย่างไรให้มีความสุข หรือทุกข์น้อยที่สุด(เหมือนไอ้เด็กในรูปนั่น) เพราะอย่างแรกมันยากเกินไปสำหรับสามัญชนอย่างเรา สุดท้ายคงต้องจบลงตรงคำว่า ปลง เหมือนอย่างเคย ผมเกลียดคำนี้นะ มันเป็นการแสดงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรมอย่างราบคาบ มันขมขื่นและน่าสมเพชสิ้นดี
ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก มีที่มาจากอุตสหกรรมปิโตรเคมีเป็นต้นทางครับ นักวิทยาศาสตร์ใข้ความรู้เรื่องคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของพลาสติก นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน ที่มาของพลาสติกคร่าวๆนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ ผู้ที่สนใจอยากจะทราบข้อมูลที่ลึกขึ้นกว่านี้ ผมก็นำลิงค์มาให้วาร์ปไปอ่านกันด้วยครับ อาจมีศัพท์แสงที่เฉพาะทางบางเล็กน้อย ก็อ่านข้ามๆไปได้ครับ
http://www.uniontoy.com/articles/41959443/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3??.html
จากที่ลองค้นข้อมูลในหลายๆเวบเพจแล้วพบว่า ข้อมูลในเวบที่ผมนำเสนอในลิงค์ข้างบนนั้น ค่อนข้างจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าเวบอื่นๆที่กูเกิ้ลลิสต์มาให้ครับ ไม่เป็นวิชาการมาก แต่พอจะทำให้เข้าใจถึงแหล่งที่มาของพลาสติก และผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พลาสติกชนิดต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
พอค้นข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผมได้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกมันสามารถนำมารีไซเคิ้ลได้มาสุดเพียงสามรอบเท่านั้น (เริ่มจากขวดพลาสติกสีใสๆ พอรีไซเคิลสีพลาสติกจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนครั้งที่ีรีไซเคิ้ลครับ)หลังจากนั้นมันจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพที่ไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆได้อีก เจ้าพลาสติกชนิดนี้ละครับ ที่ผมจะยกมาขอความเห็นจากคุณผู้อ่านทั้งหลายว่า เราควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี
มีเทคโนโลยีนึงที่น่าสนใจครับ คือเทคโนโลยีการเผา(หลอม)ขยะด้วยความร้อนสูง ประมาณ 7,000-15,000 องศาเซนติเกรด ในระบบปิด แล้วจะได้แก๊สจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซนติเกรด นำแก๊สที่ได้มาทำความสะอาด(ทำความสะอาดอย่างไรนั้น ในบทความที่ผมอ่านมาไม่ได้ระบุชัดเจน) เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยให้เหลือเฉพาะคาร์บอนมอนน็อคไซด์ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และไฮโดรเจนเท่านั้น เราก็จะได้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เทอร์ไบน์(กังหัน)ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าครับ เรียกเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่า ซีนแก๊ส (synthesis gas)หรือแก๊สสังเคราะห์นั่นเองละคร้าบ เทคโนโลยีที่ว่านี้ เค้าเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า พลาสม่าแก๊สซิฟิเคชั่น (plasma gasification)
*** การบอกอุณหภูมิประจำวันของสถานีวิทยุ แต่เดิมมักใช้คำว่า องศาเซนติเกรด
แต่ภายหลังมักได้ยินคำว่า องศาเซลเซียส แทน
อันที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง คือ เซนติเกรด เป็นมาตราส่วนในการวัดอุณหภูมิ
ส่วน เซลเซียส เป็นชื่อของคนที่คิดค้นระบบวัดนี้ขึ้นมา
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายคำว่า
Centigrade scale ไว้ว่า สเกลเซนติเกรด, มาตราส่วนเซนติเกรด : การแบ่งสเกลอุณหภูมิ
ตามแบบเซนติเกรด โดยกำหนดจุดเยือกแข็งให้เป็น 0 องศาเซนติเกรด และ
จุดเดือดเป็น 100 องศาเซนติเกรด
เซลเซียส (Cel-cius) นักฟิสิกส์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดสเกลแบบนี้ขึ้น
โดยในครั้งแรก กำหนดให้จุดเดือดเป็น 0 และจุดเยือกแข็งเป็น 100
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้สเกลแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เซลเซียส ผู้นี้มีชื่อเต็มว่า แอนเดอร์ส เซลเซียส ( Anders Cel-cius ) (พ.ศ.2244-2287).
หมายเหตุ *** ข้อมูลจาก โอเคเนชั่นบล็อก
เทคโนโลยีที่ผมกล่าวไปมีราคาแพงมากครับ ต้นทุนในการสร้างโรงเผาขยะแบบที่ว่านี้ อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเศษๆครับ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 70เมกกะวัตต์ ตอนนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ใช้เชื้อเพลิงเป็นขยะประเภทพลาสติก ยาง ไม้ กระดาษ ว่ากันว่าจะข่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะ สร้างมลภาวะน้อยกว่า ไม่ก่อสารพิษไดออกซินและฟิวเรน(เวลาเราเผาพวกพลาสติกเราจะได้กลิ่นฉุนของแก๊สสองชนิดนี้ครับ) ไม่มีน้ำมันดิน ขี้เถ้า หรือเถ้าลอย และมีผลผลิต พลอยได้ คือ ตะกรันแร่ที่มีความเสถียร จึงไม่เป็นอันตรายหรือมีความเป็นพิษ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ในธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น ฟังดูแล้วมันเคลิบเคลิ้มดีแท้ ความหวังเรืองรองทาบทอมาตามเส้นขอบฟ้าเลยทีเดียว แต่มันคงไม่เหมาะที่จัดการกับปัญหาขยะในระดับท้องถิ่นแน่ๆ ก็ทุนสูงซะขนาดนั้น แล้วอย่างเราๆท่านๆละ ทำอะไรกันได้บ้าง นี่ละครับที่ผมอย่างให้คุณผู้อ่านมาแชร์ไอเดียกัน ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนสูงแบบที่กล่าวมา
ในรายงานข่าวกึ่งสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จากฟรีทีวีช่องนึง ผมมีโอกาสได้ดูการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศฟิลิปปินส์ หญิงสาวคนนึงในฟิลิปปินส์ ปิ๊งไอเดียในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง ด้วยวิธีการที่แสนจะเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เธอนำขยะพลาสติกรูปแบบต่างๆ นำมาทำความสะอาด ก่อนนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอนำเอาเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆเหล่านั้น มาเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอิฐบล็อกคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างครับ อิฐของเธอค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงนั่นเอง เธอยืนยันว่าคุณภาพอิฐลูกผสมของเธอนั้น ไม่แพ้อิฐบล็อกในท้องตลาดเลย ก็ว่ากันไปครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้ดีในระดับนึง แถมได้ตังค์ด้วย นับถือๆ ถ้าเล่นไพ่นี่ก็คงป็อกเก้าสองเด้งละครับ เอิ้กๆๆๆ
ส่วนผมเองขอเสนอไอเดียแบบนี้ครับ เอาขยะพลาสติกไปทำความสะอาดแล้วทำการย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เดี๋ยวๆ มันคุ้นอยู่ป่าววะเฮิร์บเอ้ย ครับ ไม่แค่คุ้นหรอกครับ ผมลอกไอเดียสาวฟิลิปปินส์คนนั้นมาเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ คือพอเราได้เศษพลาสติกพวกนี้แล้ว(ยิ่งเล็กเป็นผงได้ยิ่งดีครับ) เราก็จะเอาไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของแอสฟัลท์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อยางมะตอยที่เค้าเอาไว้ผสมกรวดละเอียดลาดถนนนั้นแหละครับ ผมว่ามันต้องเวิร์คแน่นอน ฮ่าๆๆ อันนี้เสนอเฉยๆนะครับ ยังไม่การทดลองหรืองานวิจัยใดๆรองรับทั้งสิ้น มโนเอาล้วนๆครับ เอิ้กๆๆๆ
แล้วคุณผู้อ่านละครับ คิดเห็นกันอย่างไร มีไอเดียอะไรเจ๋งๆที่เคยคิดไว้แล้วยังไม่เคยบอกใครบ้างไหมครับ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกเนี่ย ผมว่ามันไม่ไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ว่างๆไม่มีอะไรทำก็ลองคิดลองแชร์กันออกมาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องมาแชร์ในบล็อกผมก็ได้(พูดเหมือนมีคนมาคอมเม้นท์อยู่เป็นสรณะ) ช่องทางใดที่ท่านคิดว่ามันจะสะดวกที่จะนำพาความคิดไอเดียดีๆไปสู่ผู้คนในวงกว้าง ก็ลุยเลยครับ ผมอยู่ข้างคุณผู้อ่านแน่นอน มันคงคงเป็นประโยชน์ต่อสังคมเราบ้างละน่า ปัญหาอะไรที่ว่าใหญ่ๆ พอเราร่วมด้วยช่วยกันแล้ว ปัญหามันก็จะเล็กลงทันใดเลยละครับ เพราะไอ้เจ้าพลาสติกเนี่ย มันมีที่มาครับ เพียงแต่มันไม่มีที่ไปเท่านั้นเอง
พบกันใหม่ตอนหน้าครับทุกท่าน
ที่ๆผมจากมา ก่อนจะมาพำนักอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต เป็นอำเภอเล็กๆทางผ่านระหว่างจังหวัดสองจังหวัด คือ อุบลราชธานี กับ อำนาจเจริญ และหมู่บ้านผมอยู่ห่างจากตัวอำเภอราวแปดกิโลเมตรเห็นจะได้ ช่วงที่กลับไปอยู่บ้านหลังเรียนจบ ผมสั่งซื้อจักรยานคันเล็กๆแบบพับได้มาหนึ่งคัน เอาไว้ปั่นเล่น หวังฟื้นฟูร่างกายหลังจากเลิกสูบบุหรี่ได้ประมาณเจ็ดแปดเดือน ติดบุหรี่มาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมัธยมต้น ก็ประมาณร่วมๆยี่สิบละครับ ที่สูบมา
พอได้จักรยานคันนี้มา ผมก็ไม่ให้มันต้องคอยนาน ผมเริ่มปั่นในเย็นวันนั้นทันที เป้าหมายคือ ปั่นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทำจริงได้แค่ประมาณ 1-2กิโลเมตรเท่านั้น สำหรับวันแรก ก็ประมาณหนึ่งช่วงเกาะกลางถนนหนึ่งเกาะครับ มันได้เท่านั้นจริงๆ และมันก็เหนื่อยมากๆ สำหรับวันต่อๆมา มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับสภาพร่างกาย ที่ค่อยๆฟิตขึ้นทีละน้อยทีละน้อย จากเกราะกลางถนนหนึ่งเกราะ เริ่มเพิ่มจำนวนเกราะขึ้นเรื่อยๆ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความรื่นรมย์ ความสุนทรีย์ มันมีมาเสริมเพิ่มเติมขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป และมันทำให้ผมอยากจะเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ อยากจะท้าทายศักยภาพตัวเองว่าจะทำได้ดี มีความแข็งแกร่ง ทรหดได้มากสักเพียงใด ผมใช้เวลาไปได้ไม่ถึงเดือน แล้วระยะทางแปดกิโลจากหมู่บ้านผม ไปสู่ตัวอำเภอ มันก็กลายเป็นอะไรที่เล็กน้อยจุ๋มจิ๋ม และไม่รู้สึกท้าทายสำหรับผมอีกต่อไป
ตลอดระยะทางแปดกิโลเมตร สองข้างทาง มันคือทุ่งนาข้าว ในฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก ต้นกล้ามันจะเขียวขจี เรื่อยไปจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ต้นข้าวจะออกรวงสีทองอร่ามไปทั่วท้องทุ่ง พริ้วไหวไปตามลมหนาว ดูแล้วสบายตา และเพลิดเพลินจนลืมเหนื่อย ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโต ผมก็นั่งผ่านถนนสายนี้เพื่อไปเรียนหนังสืออยู่หลายปีดีดัก เห็นจนชินชาชินตา แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยงามพิเศษอะไรเหมือนอย่างตอนที่ได้ดูเมื่อปั่นจักรยาน อาจจะเพราะรถผมมันเล็ก ล้อแค่ยี่สิบนิ้ว ต่อให้ปั่นจนสุดกำลัง มันก็ไปได้ไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี มันเป็นข้อเสียและข้อดีในเวลาเดียวกัน เมื่อมันช้า มันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรๆที่ไม่เคยเห็นเหมือนเมื่อตอนนั่งรถผ่าน และมันก็ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้นที่ผมประสบพบเจอ มันมีความมักง่ายไร้วัฒนธรรมของของผู้คนปะปนอยู่ในนั้นด้วย ตลอดระยะทางสิบหกกิโลฯ(ไปกลับ) สองข้างทาง มันเต็มไปด้วยเศษขยะ ถุงพลาสติก แก้วกาแฟ กล่องโฟม ขวดแก้ว เชือกฟาง กล่องนม ฯลฯ ผมไล่ไม่หมดครับมันช่างมีความหลากหลายเยอะแยะมากมายอะไรเช่นนี้ ที่น่าโมโหที่สุดก็ตอนที่เจอคนทิ้งขยะที่ทิ้งกันอย่างหน้าไม่อาย ทิ้งกันต่อหน้าต่อตานี่แหละครับ ที่สำคัญเป็นนักเรียนนักศึกษาคนมีความรู้ มีการศึกษาด้วย โยนแก้วพลาสติก วิ้ว ผ่านหน้าผมไป เด็กๆพวกนี้อยู่บนรถโดยสาร เด็กๆพวกนี้จะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเขาไม่ตายซะก่อน พวกเขาจะยังคงทิ้งอะไรๆแบบนี้ต่อไปได้มากมายอีกตราบชั่วชีวิตพวกเขาเลยละครับ ผมพนันได้เลย อันนี้ที่เห็นตำตานะครับ ส่วนที่ไม่เห็นว่าทิ้งนี่ไม่รู้เป็นใครหน้าไหนบ้าง ซึ่งจริงๆผมก็ไม่อยากรู้หรอกครับว่าคนพวกนี้เป็นใคร ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม ถึงทำกันอย่างที่ทำอยู่
จากประสบการณ์ครั้งนั้น มันทำให้ผมเริ่มสังเกตุสองข้างทางอยู่ตลอดเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ใช่แค่แปดกิโลเมตรจากหมู่บ้านผมถึงตัวอำเภอที่ผมอยู่เท่านั้น แต่มันคือถนนแทบทุกสายในประเทศนี้ ที่ผู้คนต่างยินดีจะทิ้งอะไรก็ตามที่ไม่ต้องการ ให้มันพ้นๆตัวออกไป ลงบนถนน ข้างถนน อันที่จริงแล้ว มันคือทุกๆที่ ที่คนพวกนี้ไปถึงครับ หลายๆครั้งผมเห็นเป็นคนขับรถแพงๆผูกไท หลายๆครั้งผมเห็นเป็นถึงระดับครูบาอาจารย์ ล่าสุด(ที่ภูเก็ต สองสามวันมานี่เอง)ผมเห็นเด็กนักเรียนอนุบาลซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ผู้ปกครองกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทิ้งแก้วพลาสติกใส่น้ำหวานของแกลงบนพื้นถนนขณะรถวิ่งแซงผมไป ก่อนจะทิ้งแก้วพลาสติกนั่น เด็กคนนั้นมองหน้าและสบตาผมก่อนด้วย เฟดเฟ่ ไม่เคยคิดว่าการกระทำแบบนั้นของคนอื่น มันจะมีผลกับจิตใจของผมเองมากมายขนาดนี้ เด็กมันยังไม่รู้ความครับ มันบอกได้สอนได้ อย่างที่โบราณว่าละครับ ไม้อ่อนดัดง่าย แต่พวกผู้ใหญ่นี้ละครับตัวดีเลย ไปติไปว่าเข้าหน่อยนี่ไม่ได้นะครับ ทำอะไรไม่เคยผิด พูดแล้วมันเต็บกระดองใจจริงๆ ผมเคยคิดและถามตัวเองว่า การศึกษา ความรู้ที่เขามี มันไม่ได้ช่วยเรื่องจิตสำนึกพื้นฐานง่ายๆเช่นการทิ้งขยะในที่ที่ควรทิ้ง บ้างเลยหรืออย่างไร แล้วเราจะหวังอะไรกับประเทศนี้ได้อีก กะอีแค่ทิ้งขยะลงในที่ที่ควรทิ้งก็ยังทำกันไม่ได้เลย คิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่า เราเป็นใครถึงได้คิดว่าตัวเองดีกว่าเขาเพียงเพราะเขาไม่ทิ้งขยะลงในที่ๆควรจะทิ้ง ที่ๆมีไว้ให้ทิ้ง ผมไม่ได้คำตอบอะไร มันตื้อไปหมด
ผมเคยเห็นรูปถ่ายในเวบเพจชื่อดังเวบนึง เป็นเวบข่าวสารวาไรตี้ เค้านำเสนอเรื่องราวของขยะในประเทศฟิลิปปินส์ครับ มีหลายๆภาพถ่ายเป็นรูปของขยะสิ่งปฏิกูลจำนวนมหาศาลที่ลอยเอ่ออยู่ในแม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเล มันมากมายจนถึงขนาดที่ว่า ให้คุณผู้อ่านนึกถึงผักตบชวาที่มันมีอยู่ในแม่น้ำลำคลอง บึงน้ำต่างในประเทศของเรา ที่มันลอยเป็นแพเป็นพรมสีเขียวครอบคลุมแม่น้ำทั้งสาย จนแทบมองไม่เห็นผืนน้ำเบื้องล่าง นั่นละครับ แบบนั้นเลย แค่เปลี่ยนจากผักตบชวาสีเขียวเป็นขยะหลากสีหลายชนิดแทน บางรูปมีเด็กๆแก้ผ้าเล่นน้ำแล้วยิ้มให้กล้องอีกด้วย ดูสีหน้าแล้วเขาสนุกสนานและไม่เป็นกังวลทุกข์ร้อนไปกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่เลย ให้ตายเถอะ ยอมใจมันจริงๆ ผมได้แต่หวังว่า ไทยแลนด์ของเราจะไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น แต่เห็นพฤติกรรมของคนในชาติเราแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ มันอาจจะไปถึงจุดนั้นสักวันก็ได้ หากว่าคนในชาติยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มักง่ายไร้จิตสำนึกเช่นนี้
ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่หลายปี ว่าจะมีวิธีใดบ้าง ที่จะแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ หรือไม่ก็ทำอย่างไรให้ตัวผมเองอยู่กับสภาสะแวดล้อมแบบนี้อยู่กับผู้คนแบบนี้ได้อย่างไรให้มีความสุข หรือทุกข์น้อยที่สุด(เหมือนไอ้เด็กในรูปนั่น) เพราะอย่างแรกมันยากเกินไปสำหรับสามัญชนอย่างเรา สุดท้ายคงต้องจบลงตรงคำว่า ปลง เหมือนอย่างเคย ผมเกลียดคำนี้นะ มันเป็นการแสดงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรมอย่างราบคาบ มันขมขื่นและน่าสมเพชสิ้นดี
ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก มีที่มาจากอุตสหกรรมปิโตรเคมีเป็นต้นทางครับ นักวิทยาศาสตร์ใข้ความรู้เรื่องคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของพลาสติก นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน ที่มาของพลาสติกคร่าวๆนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ ผู้ที่สนใจอยากจะทราบข้อมูลที่ลึกขึ้นกว่านี้ ผมก็นำลิงค์มาให้วาร์ปไปอ่านกันด้วยครับ อาจมีศัพท์แสงที่เฉพาะทางบางเล็กน้อย ก็อ่านข้ามๆไปได้ครับ
http://www.uniontoy.com/articles/41959443/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3??.html
จากที่ลองค้นข้อมูลในหลายๆเวบเพจแล้วพบว่า ข้อมูลในเวบที่ผมนำเสนอในลิงค์ข้างบนนั้น ค่อนข้างจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าเวบอื่นๆที่กูเกิ้ลลิสต์มาให้ครับ ไม่เป็นวิชาการมาก แต่พอจะทำให้เข้าใจถึงแหล่งที่มาของพลาสติก และผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พลาสติกชนิดต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
พอค้นข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผมได้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกมันสามารถนำมารีไซเคิ้ลได้มาสุดเพียงสามรอบเท่านั้น (เริ่มจากขวดพลาสติกสีใสๆ พอรีไซเคิลสีพลาสติกจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนครั้งที่ีรีไซเคิ้ลครับ)หลังจากนั้นมันจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพที่ไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆได้อีก เจ้าพลาสติกชนิดนี้ละครับ ที่ผมจะยกมาขอความเห็นจากคุณผู้อ่านทั้งหลายว่า เราควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี
มีเทคโนโลยีนึงที่น่าสนใจครับ คือเทคโนโลยีการเผา(หลอม)ขยะด้วยความร้อนสูง ประมาณ 7,000-15,000 องศาเซนติเกรด ในระบบปิด แล้วจะได้แก๊สจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซนติเกรด นำแก๊สที่ได้มาทำความสะอาด(ทำความสะอาดอย่างไรนั้น ในบทความที่ผมอ่านมาไม่ได้ระบุชัดเจน) เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยให้เหลือเฉพาะคาร์บอนมอนน็อคไซด์ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และไฮโดรเจนเท่านั้น เราก็จะได้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เทอร์ไบน์(กังหัน)ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าครับ เรียกเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่า ซีนแก๊ส (synthesis gas)หรือแก๊สสังเคราะห์นั่นเองละคร้าบ เทคโนโลยีที่ว่านี้ เค้าเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า พลาสม่าแก๊สซิฟิเคชั่น (plasma gasification)
*** การบอกอุณหภูมิประจำวันของสถานีวิทยุ แต่เดิมมักใช้คำว่า องศาเซนติเกรด
แต่ภายหลังมักได้ยินคำว่า องศาเซลเซียส แทน
อันที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง คือ เซนติเกรด เป็นมาตราส่วนในการวัดอุณหภูมิ
ส่วน เซลเซียส เป็นชื่อของคนที่คิดค้นระบบวัดนี้ขึ้นมา
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายคำว่า
Centigrade scale ไว้ว่า สเกลเซนติเกรด, มาตราส่วนเซนติเกรด : การแบ่งสเกลอุณหภูมิ
ตามแบบเซนติเกรด โดยกำหนดจุดเยือกแข็งให้เป็น 0 องศาเซนติเกรด และ
จุดเดือดเป็น 100 องศาเซนติเกรด
เซลเซียส (Cel-cius) นักฟิสิกส์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดสเกลแบบนี้ขึ้น
โดยในครั้งแรก กำหนดให้จุดเดือดเป็น 0 และจุดเยือกแข็งเป็น 100
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้สเกลแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เซลเซียส ผู้นี้มีชื่อเต็มว่า แอนเดอร์ส เซลเซียส ( Anders Cel-cius ) (พ.ศ.2244-2287).
หมายเหตุ *** ข้อมูลจาก โอเคเนชั่นบล็อก
เทคโนโลยีที่ผมกล่าวไปมีราคาแพงมากครับ ต้นทุนในการสร้างโรงเผาขยะแบบที่ว่านี้ อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเศษๆครับ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 70เมกกะวัตต์ ตอนนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ใช้เชื้อเพลิงเป็นขยะประเภทพลาสติก ยาง ไม้ กระดาษ ว่ากันว่าจะข่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะ สร้างมลภาวะน้อยกว่า ไม่ก่อสารพิษไดออกซินและฟิวเรน(เวลาเราเผาพวกพลาสติกเราจะได้กลิ่นฉุนของแก๊สสองชนิดนี้ครับ) ไม่มีน้ำมันดิน ขี้เถ้า หรือเถ้าลอย และมีผลผลิต พลอยได้ คือ ตะกรันแร่ที่มีความเสถียร จึงไม่เป็นอันตรายหรือมีความเป็นพิษ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ในธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น ฟังดูแล้วมันเคลิบเคลิ้มดีแท้ ความหวังเรืองรองทาบทอมาตามเส้นขอบฟ้าเลยทีเดียว แต่มันคงไม่เหมาะที่จัดการกับปัญหาขยะในระดับท้องถิ่นแน่ๆ ก็ทุนสูงซะขนาดนั้น แล้วอย่างเราๆท่านๆละ ทำอะไรกันได้บ้าง นี่ละครับที่ผมอย่างให้คุณผู้อ่านมาแชร์ไอเดียกัน ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนสูงแบบที่กล่าวมา
ในรายงานข่าวกึ่งสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จากฟรีทีวีช่องนึง ผมมีโอกาสได้ดูการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศฟิลิปปินส์ หญิงสาวคนนึงในฟิลิปปินส์ ปิ๊งไอเดียในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง ด้วยวิธีการที่แสนจะเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เธอนำขยะพลาสติกรูปแบบต่างๆ นำมาทำความสะอาด ก่อนนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอนำเอาเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆเหล่านั้น มาเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอิฐบล็อกคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างครับ อิฐของเธอค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงนั่นเอง เธอยืนยันว่าคุณภาพอิฐลูกผสมของเธอนั้น ไม่แพ้อิฐบล็อกในท้องตลาดเลย ก็ว่ากันไปครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้ดีในระดับนึง แถมได้ตังค์ด้วย นับถือๆ ถ้าเล่นไพ่นี่ก็คงป็อกเก้าสองเด้งละครับ เอิ้กๆๆๆ
ส่วนผมเองขอเสนอไอเดียแบบนี้ครับ เอาขยะพลาสติกไปทำความสะอาดแล้วทำการย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เดี๋ยวๆ มันคุ้นอยู่ป่าววะเฮิร์บเอ้ย ครับ ไม่แค่คุ้นหรอกครับ ผมลอกไอเดียสาวฟิลิปปินส์คนนั้นมาเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ คือพอเราได้เศษพลาสติกพวกนี้แล้ว(ยิ่งเล็กเป็นผงได้ยิ่งดีครับ) เราก็จะเอาไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของแอสฟัลท์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อยางมะตอยที่เค้าเอาไว้ผสมกรวดละเอียดลาดถนนนั้นแหละครับ ผมว่ามันต้องเวิร์คแน่นอน ฮ่าๆๆ อันนี้เสนอเฉยๆนะครับ ยังไม่การทดลองหรืองานวิจัยใดๆรองรับทั้งสิ้น มโนเอาล้วนๆครับ เอิ้กๆๆๆ
แล้วคุณผู้อ่านละครับ คิดเห็นกันอย่างไร มีไอเดียอะไรเจ๋งๆที่เคยคิดไว้แล้วยังไม่เคยบอกใครบ้างไหมครับ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกเนี่ย ผมว่ามันไม่ไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ว่างๆไม่มีอะไรทำก็ลองคิดลองแชร์กันออกมาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องมาแชร์ในบล็อกผมก็ได้(พูดเหมือนมีคนมาคอมเม้นท์อยู่เป็นสรณะ) ช่องทางใดที่ท่านคิดว่ามันจะสะดวกที่จะนำพาความคิดไอเดียดีๆไปสู่ผู้คนในวงกว้าง ก็ลุยเลยครับ ผมอยู่ข้างคุณผู้อ่านแน่นอน มันคงคงเป็นประโยชน์ต่อสังคมเราบ้างละน่า ปัญหาอะไรที่ว่าใหญ่ๆ พอเราร่วมด้วยช่วยกันแล้ว ปัญหามันก็จะเล็กลงทันใดเลยละครับ เพราะไอ้เจ้าพลาสติกเนี่ย มันมีที่มาครับ เพียงแต่มันไม่มีที่ไปเท่านั้นเอง
พบกันใหม่ตอนหน้าครับทุกท่าน
วันพฤหัสบดีที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
แหมๆๆๆ ให้มันน้อยๆหน่อยเถอะเฮิร์บเอ้ย
ยุ่งน่า ไม่ต้องมายุ่งอะน่า ไอ้เพื่อนบ้าๆมันชอบมาว่า มาว่า มาว่า ว่าเราชุ่ย มาว่าว่ามักง่าย เราว่าไม่ใช่ๆๆแค่ชอบง่ายๆอะไรก็ได้ไม่เรียกว่าชุ่ยน่า ก็แค่ไม่ชอบยาก ก็ต้องให้เรื่องยุ่งยากให้มากเรื่องให้เสียเวลาทำไมละ ง่ายๆก็ได้นี่ ก็ชอบง่าย ๆก็ชอบ ชอบ ชอบ ชอบ เอาน่ะ....
บางส่วนของเนื้อเพลง ยุ่งน่า อัลบั้มชุด108 1009 ศิลปิน เจตริน วรรตธนสิน วางแผงเมื่อปี 2536 แนวเพลง แร็ป สังกัดค่ายแกรมมี่
ไปๆ ไปลงนรกเสียเถอะที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ ไปๆ ไปลงนรกด้วยกันที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ เวลา ของเธอหมดแล้ว
ท่อนฮุคของเพลง นางแมว โดยกลุ่มศิลปิน หิน เหล็ก ไฟ อัลบั้มชุด หิน เหล็ก ไฟ วางแผงในปี 2536 เช่นเดียวกัน แนวเพลง เฮฟวี่เมทัล สังกัดค่าย อาร์เอสโปรโมชั่น
ปี2536 เป็นปีที่ผมจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่3 ผมรวบรวมเงินได้สองร้อยเศษๆ เพื่อซื้อเทปคาสเซต ของศิลปินที่ยกมาข้างต้นทั้งสอง ต่างสังกัด ต่างแนวเพลง ด้วยความชื่นชอบจนถึงขึ้นคลั่งไคล้เพลงทั้งสองเพลงนี้ที่ทั้งสองค่าย ส่งไปโปรโมทชิมลางทางวิทยุ และรายการทีวี ใช่ครับ มันอิมแพ็คโดนใจวัยรุ่นอย่างผม อย่างแรง
จะว่าไปแล้วเพลงแนวแร็ปแบบพี่เจ เจตริน ในชุด 108 1009นั้น ก็ไม่ได้เป็นของใหม่ซะทีเดียวในตลาดเพลงบ้านเรา เพราะเมื่อย้อนไปในปี 2534 พี่เจเองก็มีอัลบั้มเพลง ชุด จ เ-ะ บ มาก่อนแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นแร็ปอยู่เพียงเล็กน้อยเท่า ในเพลงฝากเลี้ยง ในขณะที่ฝั่งลาดพร้าวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีศิลปินอย่าง พี่ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นคู่แข่ง ความชัดเจนในเรื่องของแร็ป ก็ยังคงดูเบาบางไปไม่ต่างกันนัก ถ้าหากเทียบกับเพลงแร็ปเพลงฮิปฮ็อปจากประเทศต้นตำรับ อาจจะเป็นเพราะแนวเพลงแนวนี้เพิ่งจะได้รับความนิยมได้ไม่นานนักในเมืองไทย(มีเพลง อย่าง you can't touch it ของวง MC hammer แร็ปเปอร์ผิวสี และเพลง ice baby จากศิลปิน Vanila ice แร็ปผิวขาวจากแคนนาดา และเพลง No coke จากศิลปิน Dr. Alban เข้ามาเปิดตลาดเพลงแร็ป เพลงฮิปฮ็อปในเมืองไทย เมื่อประมาณปี2533 ออ มีแร็ปแขกด้วยนะ ตอนนั้นดังมาก)เพราะความใหม่มากนี่เอง ความรู้ความเข้าใจในวิถี โครงสร้าง แก่นแกนของความเป็นแร็ปหรือฮิปฮ็อป ว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และควรจะออกมาในรูปแบบใด ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ของบุคคลากรผู้ผลิต อาจยังมีน้อยอยู่ จึงยังทำให้ค่ายเพลงทั้งสอง ยังไม่ลงลึกถึงความเป็นแร็ปความเป็นฮิปฮ็อปเข้าไปในตัวศิลปิน และผลงานเพลงมากนัก หรืออาจจะกังวลว่าคนฟังจะรับได้ไม่ทันกับความใหม่นี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน ในขณะที่ค่ายเพลงอย่างคีตาเรคคอร์ด กลับกล้านำเสนอศิลปินแนวแร็ปฮิปฮ็อปอย่างเต็มรูปแบบจริงๆทั้งภาพลักษณ์ของตัวศิลปิน บีตเพลง จังหวะจะโคน เนื้อหา ที่ดูจะใกล้เคียงกับความเป็นแร็ปจากเมืองนอกมากที่สุด กลุ่มศิลปินกลุ่มนั้นมีชื่อว่า วง ที เค โอ จากอัลบั้มชุด Original Thai rap โดยมีเพลงอย่าง ชักว่าว สี่แยกในดวงใจ และเพลงช้าๆ เป็นเพลงโปรโมท แต่ความเป็นแร็ปแบบออริจินัล กลับไม่ได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงชาวไทยมากนัก (แต่ผมโคตรชอบวงนี้เลยครับคุณผู้อ่าน)ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มศิลปินหัวนอกกลุ่มนี้ ในอีกหลายปีต่อมา พวกเขา ได้ร่วมกันก่อตั้งค่ายเพลงคุณภาพอันเป็นตำนานที่คนรุ่นผมนั้นต่างยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ว่า ถ้าหากศิลปินคนใดกลุ่มใด ได้ออกอัลบั้มเพลงกับค่ายเพลงค่ายนี้ละก็ เป็นอันรู้กันว่า ต้องเชื่อขนมกินได้แน่นอน ค่ายนี้มักจะนำเสนอศิลปิน กลุ่มศิลปิน แนวเพลง มุมมอง แนวคิด ซาวด์ดนตรีที่หลากหลาย แปลกใหม่ไปจนถึงแปลกแหวกแนวอยู่เสมอ ที่คนฟังอย่างเราๆสามารถรู้สึกได้ผ่านทางผลงานเพลงที่พวกเขานำเสนอนั่นเอง คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนัก หากผมจะบอกว่า พวกเขาได้สร้างคุณูปการต่างๆขึ้นมากมายในวงการเพลงไทย ค่ายเพลงที่ว่านั้นคือ เบเกอรี่มิวสิค ซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายเพลาแล้ว
สำหรับแนวเพลงเฮฟวี่เมทัลในเมืองไทย มันมีประวัติความเป็นมา ยาวนานมาก นานก่อนผมเกิดมากๆด้วย ตั้งแต่ พี่แหลม เมอริสัน พี่โอ้ โอราฬ พรหมใจ พี่ชัคกี้ กีต้าร์เทพ พี่ช.อ้น ณ บางช้าง พี่กิตติ กีต้าร์ปืน โอ้ย เยอะแยะไปหมด ผมเกิดไม่ทันหรอก มีแต่ฟังมาอ่านมาผ่านสื่อทั้งนั้น รุ่นนู้นละครับ ที่เค้าบุกเบิกกรุยทางมาก่อน ที่เห็นผมเรียกพวกแกว่าพี่นี่ ความจริงนี่รุ่นพ่อรุ่นน้าผมทุกคนเลยละครับ หกสิบกว่าเจ็ดสิบกว่าทั้งนั้น แต่ทุกคนที่ว่ามานี่ หัวใจยังวัยรุ่นทุกคนครับ ผมรับรองได้ ไม่ใช่ว่าผมไปรู้จักมักจี่อะไรกับพวกแกหรอกนะครับ แต่มันเป็นเพราะดนตรีร็อคต่างหากเล่า อะโหยๆ เอิ้กๆๆๆ
ตอนเด็กๆสักสิบเอ็ดขวบ ผมยังได้ฟังดิโอราฬโปรเจ็คจากเทปคาสเซตอยู่นะ (2528)ต้องบอกว่า แ-่งโคตรมันเลยครับ ทั้งภาคดนตรี ทั้งเนื้อหาสาระ มันเป็นงานดนตรีที่ทรงคุณค่ามากเลยละครับสำหรับผม เสียงพี่โป่งตอนแกวัยรุ่น(วัยรุ่นตอนปลายๆแล้วละ ตอนนั้นแกน่าจะสัก 24ปี)นี่ มันแผดดังกึกก้อง สะใจ สมวัยคะนองจริงๆ เทคนิคกีต้าร์ ท่อนริฟฟ์ ท่อนโซโล จังหวะลูกล่อลูกชน เบส กลอง คีย์บอร์ด ของสมาชิกในวงมันลงตัว มันเกรี้ยวกราดดุดัน กระแทกกระทั้นรูหูดีจริงๆ โดยเฉพาะเพลง คนหูเหล็ก ครับคุณผู้อ่าน มันเจ๋งสุดๆ สมชื่อเพลงจริงๆ ว่างๆไปเปิดยูทูปฟังอัลบั้มนี้กันดูนะครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน
หลายปีมาแล้วที่เครื่องเสียงไพโอเนียร์ของพ่อได้รับใช้เรามา ในวันที่ผมได้เป็นเจ้าของเทปคาสเซตสองม้วนนั้น(เจตรินและหิน เหล็ก ไฟ ) เจ้าเครื่องสเตอริโอเก่าๆเครื่องนี้ มันก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่และผมก็สามารถเปิดเทปเพลงทั้งสองม้วนนี้ฟังได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะเป็นช่วงปิดเทอม แม้ว่าทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ จะเปิดเพลงฮิตจากทั้งสองอัลบั้มนี้ อยู่เป็นสรณะก็ตาม แต่ผมก็เสพมันดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงโดยไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอ ฟังมันจนซึมซับเข้าสู่กระแสเลือดว่างั้นเถอะ มันเป็นช่วงปิดเทอมที่ผมจดจำมันได้ดีที่สุดในชีวิต เพราะสองอัลบั้มนี้โดยแท้ และแล้ววันนึง ขณะที่ผมฟังและร้องตามเพลงของวงหินเหล็กไฟอยู่ จู่ๆสมองของผม มันก็คิดคำถามอะไรบางอย่างขึ้นมา
"มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าหากเรา เอาดนตรีเมทัล ผสมผสานเข้ากับวิธีการร้องแบบแร็ป และฮิปฮ็อป....... เสียงกีต้าร์แตกพร่า ความหนักหน่วงของกลองและเบส ปนไปกับเสียงแร็ปพร่ำบ่น ก่นด่าท้าทาย สไตล์ฮิปฮ็อป มีสัมผัสคล้องจองลื่นไหลพริ้วไหวไม่มีติดขัด ราวกับบทกวีที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้น มันหาได้มีการคิดอ่านตระเตรียมมาก่อนไม่ อะไรแบบนั้น ฮ้า! มันคงจะเป็นอะไรที่เจ๋งสุดๆไปเลยละ ฮ่าๆๆๆ" คิดแล้ว ผมก็ยิ้มกรุ่มกริ่ม อย่างพออกพอใจ ยังคิดต่อเล่นๆไปอีกว่า ถ้ามีโอกาสได้ออกเทปมีอัลบั้มเป็นของตัวเองละก็ ผมก็จะทำเพลงแนวที่คิดขึ้นเมื่อกี้นี้แหละ ฮึ่ม กูนี่มันอัจฉริยะจริงๆเล้ย เอิ้กๆๆๆให้มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ(ตอนนั้นยังจับคอร์ดกีต้าร์ได้ไม่กี่เพลงเอง)คิดแล้วก็หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังราวกับคนเสียสติ เอิ้กๆๆๆ ไอ้บ้าเอ้ย
ในขณะที่อีกซีกโลกนึง แนวดนตรีแนวเพลงที่ผมคิดขึ้นนี้(อาจเป็นไปได้ว่า ผมไม่ได้คิด แต่สมองของผมมันดันจูนไปเจอคลื่นความคิดที่ว่านั้นพอดี) ก็กำลังถูกเพาะพันธุ์ขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย มันเจริญงอกงาม และเติบโต ผลิดอกออกผล และขยายพันธุ์ แตกแขนงออกไปจนผู้คนอีกมากมายมหาศาลทั่วโลกได้เห็นความงดงามของมัน ได้ชื่นชมดอกผลจากดนตรีเมทัลกลายพันธุ์ เมทัลพันธุ์ผสมนี้ คนทั่วโลกเรียกมันว่า นูเมทัล(nu matal หรือ neo matal)
*** ลิงคินพาร์ก (อังกฤษ: Linkin Park) เป็นวงดนตรีร็อกชาวอเมริกันจากอะกูราฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เป็นศิลปินแนวนูเมทัล ประกอบไปด้วยบทเพลงที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยความหลากหลายของดนตรี ได้แก่ เมทัล ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิกส์ อินดัสเตรียล มีกลิ่นอายของฮิปฮอป และมีความเป็นป็อปอยู่ด้วย ประสบความสำเร็จกับอัลบั้มเปิดตัวของวง ไฮบริดทีโอรี ทำให้วงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่าย 24 ล้านแผ่น โดยอัลบั้มชุดแรกนี้ได้รับการรับรองระดับเพชรโดย อาร์ไอเอเอ ในปี พ.ศ. 2548 และในระดับทองคำขาวในอีกหลายประเทศ สตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา เมทีโอรา ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการติดอันดับ 1 ในชาร์ต บิลบอร์ด 200 ในปี พ.ศ. 2546 และตามด้วยการออกงานแสดงคอนเสิร์ตทัวร์และการกุศลทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2546 เอ็มทีวี 2 ได้จัดให้ลิงคินพาร์กเป็นหนึ่งในหกวงดนตรีที่ดีที่สุดของยุคมิวสิกวิดีโอ และเป็นหนึ่งในสามวงดนตรียอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษใหม่ บิลบอร์ด จัดอันดับให้ลิงคินพาร์กอยู่ในอันดับที่ 19 ในชาร์ตศิลปินยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ลิงคินพาร์กได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินที่ดีที่สุดในยุคปี 2543 ของแบรกเกตแมดเนสโพลล์ในวีเอชวัน ในปี พ.ศ. 2557 ลิงคินพาร์กได้รับการประกาศโดย เคอร์แรง! ว่าเป็น วงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้
ลิงคินพาร์กได้ทดลองแนวเพลงในแบบอื่นในสตูดิโออัลบั้มชุดถัดมา มินิตส์ทูมิดไนต์ ในปี พ.ศ. 2550 อัลบั้มนี้ได้อันดับหนึ่งในชาร์ต บิลบอร์ด และเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมที่เปิดตัวในสัปดาห์แรกในปีนั้น และได้ทดลองเปลี่ยนแปลงแนวเพลงในการสร้างเสียงรูปแบบใหม่ ๆ ในอัลบั้มชุดที่สี่ อะเทาซันด์ซันส์ ในปี พ.ศ. 2553 ด้วยเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มากขึ้น ในอัลบั้มชุดที่ห้า ลิฟวิงทิงส์ ในปี พ.ศ. 2555 ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างจากอัลบั้มที่ผ่านมาทั้งหมด และอัลบั้มชุดที่หก ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดล่าสุด เดอะฮันติงปาร์ตี ในปี พ.ศ. 2557 ได้กลับมาทำผลงานที่มีแนวเพลงแบบฮาร์ดร็อก และได้ทำงานร่วมกับศิลปินรับเชิญหลายท่าน ที่โดดเด่นที่สุดคือการทำผลงานกับนักร้องแร็ป เจย์-ซี เมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยการนำเพลงมาผสมกันในอีพี คอลลิชันคอร์ส และมีผลงานรีมิกซ์อัลบั้ม ได้แก่ รีแอนิเมชัน และ รีชาจด์ ลิงคินพาร์กได้คว้ารางวัลแกรมมีมาแล้วสองครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2549 และทำยอดจำหน่ายอัลบั้มได้มากกว่า 68 ล้านชุดทั่วโลก รวมทั้งยังก่อตั้งองค์กรมิวสิกฟอร์รีลีฟ ร่วมกับสภากาชาดสากลเมื่อต้นปี พ.ศ. 2548 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 และต่อต้านภาวะโลกร้อน
ที่มาของข้อมูล *** วิกิพีเดีย
ลินคิ้นพาร์คมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมากครับ อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวหอกเบอร์แรกของนูเมทัล ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ก็ว่าได้ ผู้อ่านท่านใดสนใจก็เข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ในวิกิพีเดียครับ ไม่ก็เข้าไปพูดคุยกับพวกเขาโดยตรงที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจของทางวงเลยก็ได้ครับ ถ้าภาษาปะกิตคุณโอเคนะ ส่วนผม อ่านมาแล้วครับ บอกได้คำเดียวว่า "ขนลุก" ขนลุกทำไม ปวดขี้เหรอ เปล่าครับ แหม่ ฮากริบเลยครับมุกนี้ ถ้าได้ อ่านแล้วจะรู้ว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนดนตรีที่มีความคิดอ่านไม่ธรรมดาจริงๆครับ คิดว่าผู้อ่านคงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของศิลปินที่เขย่าวงการดนตรีของโลกวงนี้บ้างไม่มากก็น้อย นอกจากลินคิ้นพาร์คแล้ว ก็ยังมีวงอื่นๆเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายเลยครับ สำหรับดนตรีแนวนูเมทัล อย่าง ลิมบิสกิต คอร์น พีโอดี สลิปนอต มีอีกมากมายกว่ายี่สิบวงเชียวครับ ซึ่งก็ได้รับความนิยมและมีกลุ่มแฟนๆหนาแน่นไม่ยิ่งหย่อนกัน แต่ออกจะเฉพาะกลุ่มนิดนึง หากเทียบกับความนิยมของแฟนลินคิ้นพาร์ค ที่จะเป็นเมนสตรีมมากกว่า
ในปัจจุบันนี้(2017)กระแสของนูเมทัลก็เบาบางเจือจางและเสื่อมความนิยมลงไปตามกาลเวลา แม้ซิงเกิ้ลใหม่ของ แอลพี(ลินคิ้นพาร์ค)จะปล่อยซิงเกิ้ลอย่าง เฮฟวี่ ออกมาให้แฟนๆได้ฟังให้หายคิดถึงบ้าง ตั้งแต่เดือนกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในเมืองไทย กระแสก็ยังแผ่วๆอยู่ ไม่เหมือนงานในยุคแรกๆ หรือยุคต่อๆมา ที่ส่งซิงเกิ้ลออกมาทีไร ก็จะดังเปรี้ยงปร้างฮอตฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองทุกที แฟนๆอาจผิดหวังกับการรอฟังเพลงจังหวะมันๆการแผดเสียงว้ากของนักร้องนำในท่อนฮุคและการแร็ปอันพริ้วไหวของไมค์ อันเปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของทางวงไปแล้ว ซึ่งทั้งสองสิ่งไม่ปรากฏให้เห็นในซิงเกิ้ลใหม่นี้แต่อย่างใด จะว่าไปแล้ว วงนี้ก็อายุเยอะกันแล้วแหละ พลังหนุ่ม ความสด ความคะนอง อะไรๆจากที่เคยขมวดปม เครียดขึง ตึงเขม็ง ทั้งดนตรี แนวคิดโดยรวมก็คงจะคลี่คลายผ่อนปรนไปตามวัยที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกระมัง อย่างไรก็ตามทางวงก็ประกาศจะวางจำหน่ายอัลบั้มเต็ม ในวันที่19 พฤษภาคม ปีนี้แน่นอน(นั้นก็คือพรุ่งนี้นั่นเอง)สิ้นสุดการรอคอยกันเสียที
สุดท้ายนี้ ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของสิ่งที่เป็นดังปรากฏการณ์สำคัญทางด้านดนตรีที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แม้จะเป็นเพียงการคิดคำนึงไปเองของผมคนเดียวก็ตามเถอะ แต่มันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย ไม่มีใครเดือดร้อนซักหน่อย จริงไหมครับคุณผู้อ่าน เอิ้กๆๆๆ
แล้วเราค่อยมาร่วมรั่วกันใหม่ ในโอกาสต่อไป
บางส่วนของเนื้อเพลง ยุ่งน่า อัลบั้มชุด108 1009 ศิลปิน เจตริน วรรตธนสิน วางแผงเมื่อปี 2536 แนวเพลง แร็ป สังกัดค่ายแกรมมี่
ไปๆ ไปลงนรกเสียเถอะที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ ไปๆ ไปลงนรกด้วยกันที่รัก ฉันจะลงโทษเธอ เวลา ของเธอหมดแล้ว
ท่อนฮุคของเพลง นางแมว โดยกลุ่มศิลปิน หิน เหล็ก ไฟ อัลบั้มชุด หิน เหล็ก ไฟ วางแผงในปี 2536 เช่นเดียวกัน แนวเพลง เฮฟวี่เมทัล สังกัดค่าย อาร์เอสโปรโมชั่น
ปี2536 เป็นปีที่ผมจบการศึกษาชั้นมัธยมปีที่3 ผมรวบรวมเงินได้สองร้อยเศษๆ เพื่อซื้อเทปคาสเซต ของศิลปินที่ยกมาข้างต้นทั้งสอง ต่างสังกัด ต่างแนวเพลง ด้วยความชื่นชอบจนถึงขึ้นคลั่งไคล้เพลงทั้งสองเพลงนี้ที่ทั้งสองค่าย ส่งไปโปรโมทชิมลางทางวิทยุ และรายการทีวี ใช่ครับ มันอิมแพ็คโดนใจวัยรุ่นอย่างผม อย่างแรง
จะว่าไปแล้วเพลงแนวแร็ปแบบพี่เจ เจตริน ในชุด 108 1009นั้น ก็ไม่ได้เป็นของใหม่ซะทีเดียวในตลาดเพลงบ้านเรา เพราะเมื่อย้อนไปในปี 2534 พี่เจเองก็มีอัลบั้มเพลง ชุด จ เ-ะ บ มาก่อนแล้ว ซึ่งก็มีความเป็นแร็ปอยู่เพียงเล็กน้อยเท่า ในเพลงฝากเลี้ยง ในขณะที่ฝั่งลาดพร้าวในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ก็มีศิลปินอย่าง พี่ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง เป็นคู่แข่ง ความชัดเจนในเรื่องของแร็ป ก็ยังคงดูเบาบางไปไม่ต่างกันนัก ถ้าหากเทียบกับเพลงแร็ปเพลงฮิปฮ็อปจากประเทศต้นตำรับ อาจจะเป็นเพราะแนวเพลงแนวนี้เพิ่งจะได้รับความนิยมได้ไม่นานนักในเมืองไทย(มีเพลง อย่าง you can't touch it ของวง MC hammer แร็ปเปอร์ผิวสี และเพลง ice baby จากศิลปิน Vanila ice แร็ปผิวขาวจากแคนนาดา และเพลง No coke จากศิลปิน Dr. Alban เข้ามาเปิดตลาดเพลงแร็ป เพลงฮิปฮ็อปในเมืองไทย เมื่อประมาณปี2533 ออ มีแร็ปแขกด้วยนะ ตอนนั้นดังมาก)เพราะความใหม่มากนี่เอง ความรู้ความเข้าใจในวิถี โครงสร้าง แก่นแกนของความเป็นแร็ปหรือฮิปฮ็อป ว่ามีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และควรจะออกมาในรูปแบบใด ตลอดจนรายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ ของบุคคลากรผู้ผลิต อาจยังมีน้อยอยู่ จึงยังทำให้ค่ายเพลงทั้งสอง ยังไม่ลงลึกถึงความเป็นแร็ปความเป็นฮิปฮ็อปเข้าไปในตัวศิลปิน และผลงานเพลงมากนัก หรืออาจจะกังวลว่าคนฟังจะรับได้ไม่ทันกับความใหม่นี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน ในขณะที่ค่ายเพลงอย่างคีตาเรคคอร์ด กลับกล้านำเสนอศิลปินแนวแร็ปฮิปฮ็อปอย่างเต็มรูปแบบจริงๆทั้งภาพลักษณ์ของตัวศิลปิน บีตเพลง จังหวะจะโคน เนื้อหา ที่ดูจะใกล้เคียงกับความเป็นแร็ปจากเมืองนอกมากที่สุด กลุ่มศิลปินกลุ่มนั้นมีชื่อว่า วง ที เค โอ จากอัลบั้มชุด Original Thai rap โดยมีเพลงอย่าง ชักว่าว สี่แยกในดวงใจ และเพลงช้าๆ เป็นเพลงโปรโมท แต่ความเป็นแร็ปแบบออริจินัล กลับไม่ได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงชาวไทยมากนัก (แต่ผมโคตรชอบวงนี้เลยครับคุณผู้อ่าน)ผู้ที่อยู่เบื้องหลังกลุ่มศิลปินหัวนอกกลุ่มนี้ ในอีกหลายปีต่อมา พวกเขา ได้ร่วมกันก่อตั้งค่ายเพลงคุณภาพอันเป็นตำนานที่คนรุ่นผมนั้นต่างยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ว่า ถ้าหากศิลปินคนใดกลุ่มใด ได้ออกอัลบั้มเพลงกับค่ายเพลงค่ายนี้ละก็ เป็นอันรู้กันว่า ต้องเชื่อขนมกินได้แน่นอน ค่ายนี้มักจะนำเสนอศิลปิน กลุ่มศิลปิน แนวเพลง มุมมอง แนวคิด ซาวด์ดนตรีที่หลากหลาย แปลกใหม่ไปจนถึงแปลกแหวกแนวอยู่เสมอ ที่คนฟังอย่างเราๆสามารถรู้สึกได้ผ่านทางผลงานเพลงที่พวกเขานำเสนอนั่นเอง คงไม่เป็นการกล่าวเกินจริงนัก หากผมจะบอกว่า พวกเขาได้สร้างคุณูปการต่างๆขึ้นมากมายในวงการเพลงไทย ค่ายเพลงที่ว่านั้นคือ เบเกอรี่มิวสิค ซึ่งปิดตัวลงไปนานหลายเพลาแล้ว
สำหรับแนวเพลงเฮฟวี่เมทัลในเมืองไทย มันมีประวัติความเป็นมา ยาวนานมาก นานก่อนผมเกิดมากๆด้วย ตั้งแต่ พี่แหลม เมอริสัน พี่โอ้ โอราฬ พรหมใจ พี่ชัคกี้ กีต้าร์เทพ พี่ช.อ้น ณ บางช้าง พี่กิตติ กีต้าร์ปืน โอ้ย เยอะแยะไปหมด ผมเกิดไม่ทันหรอก มีแต่ฟังมาอ่านมาผ่านสื่อทั้งนั้น รุ่นนู้นละครับ ที่เค้าบุกเบิกกรุยทางมาก่อน ที่เห็นผมเรียกพวกแกว่าพี่นี่ ความจริงนี่รุ่นพ่อรุ่นน้าผมทุกคนเลยละครับ หกสิบกว่าเจ็ดสิบกว่าทั้งนั้น แต่ทุกคนที่ว่ามานี่ หัวใจยังวัยรุ่นทุกคนครับ ผมรับรองได้ ไม่ใช่ว่าผมไปรู้จักมักจี่อะไรกับพวกแกหรอกนะครับ แต่มันเป็นเพราะดนตรีร็อคต่างหากเล่า อะโหยๆ เอิ้กๆๆๆ
ตอนเด็กๆสักสิบเอ็ดขวบ ผมยังได้ฟังดิโอราฬโปรเจ็คจากเทปคาสเซตอยู่นะ (2528)ต้องบอกว่า แ-่งโคตรมันเลยครับ ทั้งภาคดนตรี ทั้งเนื้อหาสาระ มันเป็นงานดนตรีที่ทรงคุณค่ามากเลยละครับสำหรับผม เสียงพี่โป่งตอนแกวัยรุ่น(วัยรุ่นตอนปลายๆแล้วละ ตอนนั้นแกน่าจะสัก 24ปี)นี่ มันแผดดังกึกก้อง สะใจ สมวัยคะนองจริงๆ เทคนิคกีต้าร์ ท่อนริฟฟ์ ท่อนโซโล จังหวะลูกล่อลูกชน เบส กลอง คีย์บอร์ด ของสมาชิกในวงมันลงตัว มันเกรี้ยวกราดดุดัน กระแทกกระทั้นรูหูดีจริงๆ โดยเฉพาะเพลง คนหูเหล็ก ครับคุณผู้อ่าน มันเจ๋งสุดๆ สมชื่อเพลงจริงๆ ว่างๆไปเปิดยูทูปฟังอัลบั้มนี้กันดูนะครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน
หลายปีมาแล้วที่เครื่องเสียงไพโอเนียร์ของพ่อได้รับใช้เรามา ในวันที่ผมได้เป็นเจ้าของเทปคาสเซตสองม้วนนั้น(เจตรินและหิน เหล็ก ไฟ ) เจ้าเครื่องสเตอริโอเก่าๆเครื่องนี้ มันก็ยังทำหน้าที่ของมันได้ดีอยู่และผมก็สามารถเปิดเทปเพลงทั้งสองม้วนนี้ฟังได้อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ เพราะเป็นช่วงปิดเทอม แม้ว่าทางสื่อวิทยุและโทรทัศน์ จะเปิดเพลงฮิตจากทั้งสองอัลบั้มนี้ อยู่เป็นสรณะก็ตาม แต่ผมก็เสพมันดื่มด่ำไปกับเสียงเพลงโดยไม่รู้จักอิ่มรู้จักพอ ฟังมันจนซึมซับเข้าสู่กระแสเลือดว่างั้นเถอะ มันเป็นช่วงปิดเทอมที่ผมจดจำมันได้ดีที่สุดในชีวิต เพราะสองอัลบั้มนี้โดยแท้ และแล้ววันนึง ขณะที่ผมฟังและร้องตามเพลงของวงหินเหล็กไฟอยู่ จู่ๆสมองของผม มันก็คิดคำถามอะไรบางอย่างขึ้นมา
"มันจะเป็นยังไงนะ ถ้าหากเรา เอาดนตรีเมทัล ผสมผสานเข้ากับวิธีการร้องแบบแร็ป และฮิปฮ็อป....... เสียงกีต้าร์แตกพร่า ความหนักหน่วงของกลองและเบส ปนไปกับเสียงแร็ปพร่ำบ่น ก่นด่าท้าทาย สไตล์ฮิปฮ็อป มีสัมผัสคล้องจองลื่นไหลพริ้วไหวไม่มีติดขัด ราวกับบทกวีที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้น มันหาได้มีการคิดอ่านตระเตรียมมาก่อนไม่ อะไรแบบนั้น ฮ้า! มันคงจะเป็นอะไรที่เจ๋งสุดๆไปเลยละ ฮ่าๆๆๆ" คิดแล้ว ผมก็ยิ้มกรุ่มกริ่ม อย่างพออกพอใจ ยังคิดต่อเล่นๆไปอีกว่า ถ้ามีโอกาสได้ออกเทปมีอัลบั้มเป็นของตัวเองละก็ ผมก็จะทำเพลงแนวที่คิดขึ้นเมื่อกี้นี้แหละ ฮึ่ม กูนี่มันอัจฉริยะจริงๆเล้ย เอิ้กๆๆๆให้มันรู้ซะบ้างว่าไผเป็นไผ(ตอนนั้นยังจับคอร์ดกีต้าร์ได้ไม่กี่เพลงเอง)คิดแล้วก็หัวเราะเป็นบ้าเป็นหลังราวกับคนเสียสติ เอิ้กๆๆๆ ไอ้บ้าเอ้ย
ในขณะที่อีกซีกโลกนึง แนวดนตรีแนวเพลงที่ผมคิดขึ้นนี้(อาจเป็นไปได้ว่า ผมไม่ได้คิด แต่สมองของผมมันดันจูนไปเจอคลื่นความคิดที่ว่านั้นพอดี) ก็กำลังถูกเพาะพันธุ์ขึ้น ทีละเล็กทีละน้อย มันเจริญงอกงาม และเติบโต ผลิดอกออกผล และขยายพันธุ์ แตกแขนงออกไปจนผู้คนอีกมากมายมหาศาลทั่วโลกได้เห็นความงดงามของมัน ได้ชื่นชมดอกผลจากดนตรีเมทัลกลายพันธุ์ เมทัลพันธุ์ผสมนี้ คนทั่วโลกเรียกมันว่า นูเมทัล(nu matal หรือ neo matal)
*** ลิงคินพาร์ก (อังกฤษ: Linkin Park) เป็นวงดนตรีร็อกชาวอเมริกันจากอะกูราฮิลส์ รัฐแคลิฟอร์เนีย ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 เป็นศิลปินแนวนูเมทัล ประกอบไปด้วยบทเพลงที่น่าสนใจ และเต็มไปด้วยความหลากหลายของดนตรี ได้แก่ เมทัล ฮิปฮอป อิเล็กทรอนิกส์ อินดัสเตรียล มีกลิ่นอายของฮิปฮอป และมีความเป็นป็อปอยู่ด้วย ประสบความสำเร็จกับอัลบั้มเปิดตัวของวง ไฮบริดทีโอรี ทำให้วงมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ด้วยยอดจำหน่าย 24 ล้านแผ่น โดยอัลบั้มชุดแรกนี้ได้รับการรับรองระดับเพชรโดย อาร์ไอเอเอ ในปี พ.ศ. 2548 และในระดับทองคำขาวในอีกหลายประเทศ สตูดิโออัลบั้มชุดต่อมา เมทีโอรา ที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการติดอันดับ 1 ในชาร์ต บิลบอร์ด 200 ในปี พ.ศ. 2546 และตามด้วยการออกงานแสดงคอนเสิร์ตทัวร์และการกุศลทั่วโลก ในปี พ.ศ. 2546 เอ็มทีวี 2 ได้จัดให้ลิงคินพาร์กเป็นหนึ่งในหกวงดนตรีที่ดีที่สุดของยุคมิวสิกวิดีโอ และเป็นหนึ่งในสามวงดนตรียอดเยี่ยมแห่งสหัสวรรษใหม่ บิลบอร์ด จัดอันดับให้ลิงคินพาร์กอยู่ในอันดับที่ 19 ในชาร์ตศิลปินยอดเยี่ยมแห่งทศวรรษ ลิงคินพาร์กได้รับการคัดเลือกให้เป็นศิลปินที่ดีที่สุดในยุคปี 2543 ของแบรกเกตแมดเนสโพลล์ในวีเอชวัน ในปี พ.ศ. 2557 ลิงคินพาร์กได้รับการประกาศโดย เคอร์แรง! ว่าเป็น วงดนตรีที่ใหญ่ที่สุดในโลกในขณะนี้
ลิงคินพาร์กได้ทดลองแนวเพลงในแบบอื่นในสตูดิโออัลบั้มชุดถัดมา มินิตส์ทูมิดไนต์ ในปี พ.ศ. 2550 อัลบั้มนี้ได้อันดับหนึ่งในชาร์ต บิลบอร์ด และเป็นอัลบั้มยอดเยี่ยมที่เปิดตัวในสัปดาห์แรกในปีนั้น และได้ทดลองเปลี่ยนแปลงแนวเพลงในการสร้างเสียงรูปแบบใหม่ ๆ ในอัลบั้มชุดที่สี่ อะเทาซันด์ซันส์ ในปี พ.ศ. 2553 ด้วยเสียงดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ที่มากขึ้น ในอัลบั้มชุดที่ห้า ลิฟวิงทิงส์ ในปี พ.ศ. 2555 ประกอบด้วยองค์ประกอบหลายอย่างจากอัลบั้มที่ผ่านมาทั้งหมด และอัลบั้มชุดที่หก ซึ่งเป็นอัลบั้มชุดล่าสุด เดอะฮันติงปาร์ตี ในปี พ.ศ. 2557 ได้กลับมาทำผลงานที่มีแนวเพลงแบบฮาร์ดร็อก และได้ทำงานร่วมกับศิลปินรับเชิญหลายท่าน ที่โดดเด่นที่สุดคือการทำผลงานกับนักร้องแร็ป เจย์-ซี เมื่อปี พ.ศ. 2547 โดยการนำเพลงมาผสมกันในอีพี คอลลิชันคอร์ส และมีผลงานรีมิกซ์อัลบั้ม ได้แก่ รีแอนิเมชัน และ รีชาจด์ ลิงคินพาร์กได้คว้ารางวัลแกรมมีมาแล้วสองครั้งเมื่อปี พ.ศ. 2545 และ พ.ศ. 2549 และทำยอดจำหน่ายอัลบั้มได้มากกว่า 68 ล้านชุดทั่วโลก รวมทั้งยังก่อตั้งองค์กรมิวสิกฟอร์รีลีฟ ร่วมกับสภากาชาดสากลเมื่อต้นปี พ.ศ. 2548 เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สึนามิเมื่อปลายปี พ.ศ. 2547 และต่อต้านภาวะโลกร้อน
ที่มาของข้อมูล *** วิกิพีเดีย
ลินคิ้นพาร์คมีประวัติความเป็นมาที่น่าสนใจมากครับ อาจเรียกได้ว่าเป็นหัวหอกเบอร์แรกของนูเมทัล ที่ถือกำเนิดขึ้นมาบนโลกนี้ก็ว่าได้ ผู้อ่านท่านใดสนใจก็เข้าไปอ่านเพิ่มเติมกันได้ในวิกิพีเดียครับ ไม่ก็เข้าไปพูดคุยกับพวกเขาโดยตรงที่ เฟสบุ๊คแฟนเพจของทางวงเลยก็ได้ครับ ถ้าภาษาปะกิตคุณโอเคนะ ส่วนผม อ่านมาแล้วครับ บอกได้คำเดียวว่า "ขนลุก" ขนลุกทำไม ปวดขี้เหรอ เปล่าครับ แหม่ ฮากริบเลยครับมุกนี้ ถ้าได้ อ่านแล้วจะรู้ว่า พวกเขาเป็นกลุ่มคนดนตรีที่มีความคิดอ่านไม่ธรรมดาจริงๆครับ คิดว่าผู้อ่านคงได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของศิลปินที่เขย่าวงการดนตรีของโลกวงนี้บ้างไม่มากก็น้อย นอกจากลินคิ้นพาร์คแล้ว ก็ยังมีวงอื่นๆเกิดขึ้นตามมาอีกมากมายเลยครับ สำหรับดนตรีแนวนูเมทัล อย่าง ลิมบิสกิต คอร์น พีโอดี สลิปนอต มีอีกมากมายกว่ายี่สิบวงเชียวครับ ซึ่งก็ได้รับความนิยมและมีกลุ่มแฟนๆหนาแน่นไม่ยิ่งหย่อนกัน แต่ออกจะเฉพาะกลุ่มนิดนึง หากเทียบกับความนิยมของแฟนลินคิ้นพาร์ค ที่จะเป็นเมนสตรีมมากกว่า
ในปัจจุบันนี้(2017)กระแสของนูเมทัลก็เบาบางเจือจางและเสื่อมความนิยมลงไปตามกาลเวลา แม้ซิงเกิ้ลใหม่ของ แอลพี(ลินคิ้นพาร์ค)จะปล่อยซิงเกิ้ลอย่าง เฮฟวี่ ออกมาให้แฟนๆได้ฟังให้หายคิดถึงบ้าง ตั้งแต่เดือนกลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาแล้ว แต่ในเมืองไทย กระแสก็ยังแผ่วๆอยู่ ไม่เหมือนงานในยุคแรกๆ หรือยุคต่อๆมา ที่ส่งซิงเกิ้ลออกมาทีไร ก็จะดังเปรี้ยงปร้างฮอตฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมืองทุกที แฟนๆอาจผิดหวังกับการรอฟังเพลงจังหวะมันๆการแผดเสียงว้ากของนักร้องนำในท่อนฮุคและการแร็ปอันพริ้วไหวของไมค์ อันเปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของทางวงไปแล้ว ซึ่งทั้งสองสิ่งไม่ปรากฏให้เห็นในซิงเกิ้ลใหม่นี้แต่อย่างใด จะว่าไปแล้ว วงนี้ก็อายุเยอะกันแล้วแหละ พลังหนุ่ม ความสด ความคะนอง อะไรๆจากที่เคยขมวดปม เครียดขึง ตึงเขม็ง ทั้งดนตรี แนวคิดโดยรวมก็คงจะคลี่คลายผ่อนปรนไปตามวัยที่เป็นผู้ใหญ่ขึ้นกระมัง อย่างไรก็ตามทางวงก็ประกาศจะวางจำหน่ายอัลบั้มเต็ม ในวันที่19 พฤษภาคม ปีนี้แน่นอน(นั้นก็คือพรุ่งนี้นั่นเอง)สิ้นสุดการรอคอยกันเสียที
สุดท้ายนี้ ผมมีความยินดีอย่างยิ่ง ที่ได้เป็นส่วนหนึ่ง ของสิ่งที่เป็นดังปรากฏการณ์สำคัญทางด้านดนตรีที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แม้จะเป็นเพียงการคิดคำนึงไปเองของผมคนเดียวก็ตามเถอะ แต่มันไม่เห็นจะเสียหายตรงไหนเลย ไม่มีใครเดือดร้อนซักหน่อย จริงไหมครับคุณผู้อ่าน เอิ้กๆๆๆ
แล้วเราค่อยมาร่วมรั่วกันใหม่ ในโอกาสต่อไป
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข่าวดี มีมานานแล้วครับ
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...
-
รับปากกับข้า ว่าเอ็งจะยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม อย่าได้ใช้ดนตรีไปในทางที่เสื่อม คิดเอาดีเอาเด่น หักหาญผู้อื่นเป็นขาด และต่อแต่นี้...
-
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994...
-
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...









