ย้อนกลับไปเมื่อปี2552 ซึ่งเป็นปีที่ผมกำลังจะจบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยในระดับปริญญาตรี หลังจากคร่ำหวอดอยู่กับการเรียนที่สถาบันแห่งนี้มากว่าสิบปี(คนอื่นเค้าเรียนกันสามสี่ปีก็จบ เอิ้กๆๆๆ)
ในหลักสูตรใหม่ พ.ศ.2551 กำหนดให้มหาวิทยาลัย (ไม่แน่ใจว่าที่อื่นจะเหมือนกันรึเปล่า)เปิดการเรียนการสอนวิชาบังคับ เพิ่มเข้าในหลักสูตรอีกอย่างน้อย2วิชา สำหรับที่นี่ เพิ่มวิชาราย "ความรู้คู่คุณธรรม"และ รายวิชาที่อยู่ในหมวดพละศึกษา อีกหนึ่งวิชา มีกีฬาชนิดต่างๆ ให้เลือกเรียนมากมายหลายชนิด อาทิ ฟุตบอล วอลเล่ย์บอล เทนนิส แบตมินตั้น เซปักตะกร้อ ว่ายน้ำ เทควันโด้ มวย และอีกหลากหลายชนิดทั้งในร่มและกลางแจ้ง หนึ่งในหลายชนิดนั้นผมเลือกเรียนวิชา โยคะ ขอรับกระผม
ในความรู้สึกและความเข้าใจตอนนั้น คิดว่าเป็นวิชาเรียนที่แทบไม่ต้องออกแรงอะไรมากมาย และแทบไม่ต้องใช้ทรัพยากรอะไรเลย(ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรเลยนอกจากเสื้อผ้าที่สวมใส่ ส่วนเรื่องที่คิดว่าไม่ต้องออกแรงมากนั้น รู้สึกจะเข้าใจคลาดเคลื่อนไปไม่น้อยทีเดียว)ถึงวันนี้ ผมได้แต่ขอบคุณตัวผมเอง ที่เลือกเรียนศาสตร์ที่เป็นดั่งโอสถทิพย์ที่โลกใบนี้ ได้มอบให้เป็นของกำนัลแด่มวลมนุษยชาติก็มิปานศาสตร์นี้....
"มันดีอย่างงั้นเชียวเหรอวะไอ้มิสเตอร์เฮิรบ?"
ผมก็ต้องยืมวลีฮิตติดปากของ แอนนาเชิญยิ้ม มาใช้เลยครับว่า"สวดยอดเลยลวกเพี่ยะ!"
ความมุ่งหมายเจตนาของการบรรจุสองรายวิชานี้เข้าไปในหลักสูตรผู้อ่านก็คงพอเข้าใจไม่ยากนัก ส่วนผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรนั้น เราคงต้องมาดูกันอีกที หวังว่าจะได้ผลอย่างที่ต้องการก็แล้วกันครับ
เรื่องราวที่กำลังจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นประสบการณ์เฉพาะบุคคล เป็นทัศนคติความคิดเห็นส่วนบุคคล ผู้อ่านที่รัก โปรดใช้วิจารณญาณให้การอ่าน
ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านครับ ผมขอแนะนำให้ทุกท่านได้รู้จักกับ โยคะ งะๆๆๆๆๆๆๆๆๆ....
**โยคะถือกำเนิดในประเทศอินเดียเมื่อหลายพันปีที่แล้ว โดยในสมัยโบราณนั้นมนุษย์ได้ค้นคว้าเป็นครั้งแรกเกี่ยวกับความเข้าใจในความ เป็นอยู่ของตนเอง อดีตมีการจารึกถ้อยคำด้วยตัวอักษรความรู้ที่สำคัญๆทั้งหมดถูกส่งผ่านคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งในรูปแบบของนิทาน ด้วยวิธีการเช่นนี้ ความรู้ต่างๆจึงได้สะสมขึ้นและวัฒนธรรมต่างๆได้พัฒนาขึ้นมา และนี่คือวิธีการที่การฝึกโยคะได้ถ่ายทอดมาถึงปัจจุบันในหุบเขาแห่ง อินดัส นักโบราณคดีได้ค้นพบไม้แกะสลักและศิลปะรูปปั้นที่แสดงถึงการฝึกโยคะ ศิลปะเหล่านี้ถูกสร้างขึ้นโดยประชาคมที่มีความเจริญเป็นอย่างสูง ซึ่งเจริญอยู่ในพื้นที่แถบนั้นช่วง 2000 และ1000 ปีก่อนคริสต์ศักราช (ปัจจุบัน คือส่วนหนึ่งของประเทศปากีสถาน) นักปราชญ์ชาวฮินดูคนหนึ่งชื่อว่า ปตัญชลี เป็นคนแรกที่ปรับปรุงการฝึกโยคะขั้นพื้นฐาน เขาเขียนสูตรของการฝึกโยคะเป็นหัวข้อ 8 หัวข้อสั้นๆ หัวข้อเหล่านี้เชื่อว่าได้ถูกเขียนขึ้นเมื่อ 200 ปีก่อนคริสต์ศักราช [5] โดยผู้ที่ปฏิบัติโยคะที่เป็นผู้ชายเรียกว่า โยคิน หรือ โยคี ส่วนผู้หญิงเรียกว่า โยคินีส่วนผู้สอนเรียกว่า คุรุ (ครู) ประเทศตะวันตกได้นำโยคะมาเป็นการออกกำลังกายโดยดัดแปลงจาก Hatha-Yoga ซึ่งเป็นแขนงหนึ่งของโยคะ นอกจากนี้การฝึกท่าโยคะเรียก Asanas เป็นการฝึกท่าโยคะและค้างท่านั้นเป็นระยะเวลาหนึ่ง การฝึกโยคะจะเน้นความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกระดูกสันหลังทำให้เลือด และสารอาหารไปเลี้ยงประสาทไขสันหลังเพิ่ม การฝึกโยคะจะทำให้การทำงานของต่อมต่างๆ รวมทั้งต่อมไร้ท่อทำงานดีขึ้น ท่าของการฝึกโยคะเป็นการยืดเหยียดกล้ามเนื้อตามแบบของโยคะ และมีการสอดคล้องกับการหายใจเป็นการรวมกาย และจิตร่วมกัน การฝึกท่าโยคะจะเป็นการฝึกประสาท ความยืดหยุ่น ความแข็งแรง การทรงตัว ลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ส่งผลให้สุขภาพจิต และสุขภาพกายดีขึ้น ท่าที่ใช้สำหรับการฝึกโยคะมีมากมาย โดยท่าที่เป็นหลักในการฝึกโยคะ เช่น การฝึกโยคะท่าศพอาสนะ Savasana (Corpse Pose) ท่านั่งก้มตัว (Paschimottanasana) การฝึกท่างู Bhujangasana (Cobra Pose) เป็นต้น[6]
หมายเหตุ**ข้อมูลจากวิกิพีเดีย
เชื่อผู้อ่านหลายๆท่านที่มีอายุตั้งแต่ 30 กลางๆขึ้นไป คงจะสังเกตได้ถึงความเสื่อมถอยของร่างกายตัวเองได้บ้าง ไม่มากก็น้อย ยิ่งใครที่เป็นผู้มีนิสัยดื่มจัดดูดจัด อดหลับอดนอน กินอาหารเน้นอร่อยไม่เน้นประโยชน์ การออกกำลังกายไม่มีอยู่ในสารระบบแล้วละก็ ยิ่งสังเกตได้ง่าย จากริ้วรอย ความหมองคล้ำบนใบหน้า ความหย่อนคล้อยของผิวหนัง หรือที่เลวร้ายที่สุดของผู้ชายอกสามศอก ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศนั่นเองละครับ ส่วนผู้อ่านที่เป็นสปอร์ตเกิร์ลสปอร์ตแมนมาตั้งแต่ยังวัยรุ่นจนถึงปัจจุบัน หรือเป็นผู้ที่จัดการระบบระเบียบ จัดสมดุลชีวิตได้ สม่ำเสมอมาตั้งไหนแต่ไรแล้ว คงไม่ต้องประสบปัญหาความเสื่อมถอยสุขภาพร่างกายก่อนวัยอันควรเป็นแน่ ดั่งเช่นกระผมและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกมากมายนับไม่ถ้วน ที่ได้ใช้ร่างกายอย่างสมบุกสมบั่น ต่อเนื่องยาวนานหลายปี หลายๆคนเริ่มป่วย หลายๆคนยังไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในภาวะที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายต่างๆ ยังคงชะล่าใจและยังคงดำเนินชีวิตไปโดยไม่ยี่หระต่อสิ่งใด แม้จะรู้ดีแก่ใจว่าพฤติกรรมการใช้ชีวิตแบบใดที่จะก่อให้เกิดประโยชน์สุขในระยะยาวก็ตาม
ในวัย40ปีของผม ร่างกายและจิตใจผมได้รับผลจากการกระทำเมื่อครั้งอดีตมาเต็มๆ อันที่จริง มันเริ่มเมื่อตอนอายุยี่สิบกลางๆด้วยซ้ำ เดชะบุญ ที่ผมเห็น ผมสังเกตุการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นอยู่เงียบๆแม้ว่าผมจะปล่อยตัวปล่อยใจกับอบายมุขสิ่งเร้าต่างๆอย่างเต็มที่เต็มใจ หากผมก็ตระหนักอยู่เสมอ ว่าการดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงนั้น เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้เรื่องการเรียน การงาน มิตรภาพ ความรัก ความสัมพันธ์ หรือแม้กระทั่งเรื่องเงิน แต่แค่ตระหนักรู้นั้น มันไม่เพียงพอ การจัดการเรื่องต่างๆในชีวิตเหล่านี้ให้สมดุล พอเหมาะพอดีนั้น ไม่ใช่เรื่องที่คนคนทุกคนจะทำได้ดี เพราะเมื่อเรามีปัญหาชีวิต เราก็มักมุ่งความสนใจไปที่เรื่องนั้น เรื่องใดเรื่องหนึ่งจนลืมมองภาพรวม สำหรับผม ผมคิดว่าทักษะหรือศิลปะในการใช้ชีวิต มันคงต้องใช้เวลา สั่งสมประสบการณ์ ความเข้าใจอันมาจากการเรียนรู้ฝึกฝนให้เพิ่มพูนอยู่เสมอประมาณนึงเลยละครับ คงไม่มีใครเชี่ยวชาญมาตั้งแต่เกิดหรอก ใช่แล้วครับ ชีวิตไม่ง่ายดายอย่างที่คิด แต่ชีวิตก็ไม่ได้ยากเย็นอย่างที่คิดเช่นกัน เมื่อความต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองมันถูกบ่มเพาะจนสุกงอม จังหวะชีวิตก็ค่อยๆพาเราเข้าสู่การเริ่มต้นการพัฒนาศักยภาพของตนเองทั้งร่างกายและติตใจให้ยกระดับสูงขึ้นทีละน้อยๆ
มนุษย์เราคงไม่สามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตให้เป็นอย่างที่เราต้องการได้ทุกอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งอะไรก็ตามที่ไม่ใช่ตัวเราเอง แหม่ พูดก็พูดเถอะ แม้ตัวเราเองก็ใช่ว่าจะควบคุมได้ง่ายๆ ซะเมื่อไหร่ จริงไหมครับคุณผู้อ่าน นั่นแปลว่า ก็มีบางสิ่งบางอย่างที่เราสามารถคุมคุมได้อยู่เหมือนกัน แม้เราๆท่านๆจะหลงลืมละเลยกันอยู่เสมอก็ตามที ยกตัวอย่างเช่น การหายใจ เป็นต้น ฟังดูไม่น่าจะสลักสำคัญอะไร แต่ทว่า อย่าได้มองข้ามเรื่องพื้นๆนี่เชียวครับ
การออกกำลังด้วยการเล่นโยคะนั้น นอกจากจะเน้นไปที่การยืดเหยียดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็น อวัยวะต่างๆในร่างกายแล้ว สิ่งสำคัญที่ลืมไม่ได้อีกประการหนึ่งของการเล่นโยคะ ก็คือ การหายใจ นั่นเองละคร้าบ
เคล็ดที่ไม่ลับนี้ ทั้งสำคัญและสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับศาสตร์แขนงนี้อย่างไร
ในคลาสเรียนที่ผมเรียนเมื่อเกือบสิบปีก่อน อาจารย์ผู้สอนมักจะเน้นย้ำเรื่องการหายใจในทุกๆครั้งที่เข้าเรียนในภาคปฏิบัติ กล่าวคือ เมื่อเราฝึกเล่นโยคะในท่าทางต่างๆนั้น อาจารย์บอกผู้เรียนหายใจเข้าและออกให้ช้าและ ยาว ที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในผู้เริ่มต้น เมื่อเราเริ่มยืดเหยียดร่างกายนั้นให้เราหายใจเข้าแล้วเริ่มนับในใจช้าๆ1-8นับเป็นหนึ่งคาบ แล้วหายใจออก นับในใจ1-8เหมือนกันอีกหนึ่งคาบ ในแต่ละท่าจะใช้เวลา2-4คาบ ครับ สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจและทึ่งมากในการฝึกปฏิบัติครั้งแรก ภายในเวลาไม่ถึง20นาทีสำหรับการฝึกท่าต่างไม่เกิน5ท่า ผมหอบเหนื่อยและเหงื่อกาฬแตกซึมออกมาตามผิวหนังอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน นับเป็นการออกกำลังกายที่ทรงประสิทธิภาพมากวิธีนึง เคล็ดที่ไม่ลับอีกหนึ่งอย่างที่อาจารย์ไม่ได้บอก แต่นักศึกษาทุกคนก็ปฏิบัติตามๆกันโดยอัตโนมัติ คือเมื่อเริ่มฝึก เราทุกคนพร้อมใจหลับตาลงกันอย่างพร้อมเพรียง ราวกับจะทิ้งเรื่องราววุ่นวายทั้งหลายแหล่ ที่รบกวนใจจิตอยู่ให้หลุดลอยและมลายหายไปพร้อมกับการมองเห็น... ว่ากันขนาดนั้นเลยเชียว เอิ้กๆๆๆ
จบการฝึกครั้งแรก ผมรู้ได้ด้วยตัวเองว่า นี่แหละ สิ่งนี้ คือสิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตผมนับจากนี้ไป ่นี่คือประตูสี่มิติของโดราเอมอน ที่จะนำพาชีวิตผมไปสู่โลกใบเดิมในมุมมองใหม่ ผ่านการเรียนรู้ธรรมชาติของชีวิต ที่สามารถเชื่อมโยงตัวเรากับทุกสรรพสิ่งได้ ในชั่วขณะหนึ่งหรือสภาวะหนึ่ง ตัวตนของเราจะถูกลืมไปว่ามีอยู่ เราจะกลมกลืนและเป็นหนึ่งเดียวกับโลกและจักรวาล
อะไรมันจะขนาดน้านไอ้มิสเตอร์เฮิร์บเอ้ย! เรียนคาบเดียวมึงบรรลุธรรมเลยรึไงมึงมันขี้โม้แล้ว
หลังจากเข้าเรียนอีกหลายครั้ง ผมเริ่มเชื่อมโยงความเข้าใจของผมเมื่อเล่นโยคะกับชุดความรู้เดิมบางชุดที่มีอยู่แล้ว เช่น อาณาปาณสติเอย(การมีสติระรึกรู้ด้วยการจดจ่อที่ลมหายใจเข้าออก) วิชาพละศึกษาว่าด้วยการยืดเหยียดร่างกาย(วอร์มอัพ)ก่อนการเล่นหรือแข่งกีฬาชนิดต่างๆที่เราคุ้นชินคุ้นหูกัน ที่เขาเรียก วิชายืดหยุ่นเอย นี่คือการผสานกายและจิตใจให้เป็นหนึ่งเดียวกัน สิ่งเหล่านี้มันเกี่ยวโยงกับเรื่องความมีสติและสมาธิโดยแท้ แม้ไม่ใช่เรื่องใหม่ใหญ่โตที่ใครๆก็รู้กันดีอยู่แล้ว แต่ผมดีใจที่ผมสามารถค้นพบและสัมผัสได้ด้วยตัวเองด้วยการลงมือปฏิบัติ เป็น "สันทิฏฐิโก" (เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฎิบัติพึงเห็นได้ด้วยตนเอง)"อะกาลิโก" (เป็นสิ่งที่ปฏิบัติและเห็นผลได้ไม่จำกัดกาล)
...... ได้รับโดยไม่ต้องขอ ได้รู้โดยไม่ต้องรอ.... ว่ารักคืออะไร... บุ้ย! อะไรมันจะขนาดน้านนนพ่อคู้ณณณเอิ้กๆๆๆ
ปี2015-2016สโมสรฟุตบอลอังกฤษ นามว่า เลสเตอร์ซิตตี้ ได้สร้างมหัศจรรย์ประวัติศาสตร์ที่ผู้คนจะต้องเล่าขานเป็นตำนานไปอีกนาน จากทีมฟุตบอลที่เพิ่งเลื่อนชั้นจากลีกชั้นรอง มาสู่ตำแหน่งแชมป์ลีคสูงสุดของอังกฤษ ภายในหนึ่งปี! โว้ววว นี่ไม่ใช่เรื่องจริงมันเทพนิยายชัดๆ ใครจะไปเชื่อ สำหรับคนที่ไม่ได้ติดตามข่าวสารอาจจะพูดเช่นนั้น แต่เชื่อเถอะครับ มันไม่มีอะไรจริงไปกว่านี้อีกแล้ว
ภายใต้การบริหารของประธานสโมสรชาวไทย คุณวิชัย ศรีวัฒนประภา นักธุรกิจผู้เป็นเจ้าของอาณาจักรร้านค้าปลอดภาษีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย นามว่า คิงพาวเวอร์ (ขอสรรเสริญผลงานของท่านและขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับท่านและครอบครัวมาณ.ที่นี้ด้วยครับ)
หนึ่งในหลายๆสิ่งในการผ่าตัดเปลี่ยนแปลงทีมหลังจากเข้ารับตำแหน่งผู้บริหารสโมสรของคุณวิชัย นั้นก็คือการนำโยคะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโปรแกรมการฝึกของนักฟุตบอลในสโมสร ผมคงไม่บอกว่าการได้เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกของเลสเตอร์ซิตี้ปีนั้น มันจะเป็นผลมาจากการฝึกโยคะของนักฟุตบอลหรอกครับ มันมีปัจจัยแวดล้อมอื่นๆอีกมากที่ผมไม่ได้กล่าวถึงอีกเยอะแยะมากมาย และผู้อ่านก็คงทราบข้อมูลเหล่านั้นอยู่บ้างแล้ว เพราะสื่อต่างๆได้ตีแผ่ถอดรหัสความสำเร็จของสโมรสรเลสเตอร์ออกมาให้ชมให้อ่านให้ฟังกันอย่างมากมายหลากหลายแง่มุม ซึ่ง ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันล้วนเป็นสิ่งที่ต้องมีร่วมกันหาใช่มีเพียงปัจจัยหนึ่งเพียวๆก็หาไม่
การฝึกโยคะแม้จะเป็นทางเลือกหนึ่งในการออกกำลาย ที่ดีทางหนึ่งก็ตาม แต่คงไม่ได้เป็นกุญแจดอกเดียวที่คุณผู้อ่านนำไปใช้แล้วชีวิตจะดีขึ้นเลย คงไม่ใช่ อาหารการกินที่มีประโยชน์ การพักผ่อนนอนหลับที่เพียงพอ การบริหารจัดการกับความเครียดในชีวิตประจําวันก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงและปฏิบัติควบคู่กันไป
จบมันดื้อๆอย่างงี้แหละ เอิ้กๆๆๆ
.... สิ่งต่างๆจะเปลี่ยนแปลงไป เธอเองจะอยู่ที่ไหน อยากจะบอกให้เธอรู้ไว้ ฉันยังอยู่.....
ห่างหายไปจากบล็อกนี้นาน นานเสียจนผู้คนหลงลืมไปแล้วว่าเคยมีใครอยู่ที่นี่ๆ ผมยังอยู่ครับคุณผู้อ่านที่รัก ไม่ได้ไปไหน และผมจะอยู่ในใจของทุกท่านเสมอ ชะเอิงเอย เอิ้กๆๆๆ
ของคุณที่ยังเข้ามาอ่านกันนะครับ
รักเสมอ
มิสเตอร์เฮิร์บ
ที่ไหนๆก็ได้ ขอให้เราชอบก็พอ ไม่ต้องรอให้ตายก่อนก็ไปได้ ทั้งโลกแห่งความจริงและโลกสมมุติ ที่ๆทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่เรา อยากให้เป็น
วันศุกร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2561
วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560
ขอร่วมถวายความอาลัย และน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำรึกพระมหากรุณาธิคุณ หาที่สุดมิได้
ใกล้เข้ามา งวดเข้ามาเรื่อยๆ กับงานพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมิทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ขณะที่ผมร่างบทความนี้ เป็นวันที่ 10 ตุลาคม 2560 ซึ่งอีกสิบห้าวันหลังจากนี้ จะเป็นวันเริ่มพระราชพิธีฯ
คณะรัฐมนตรี รับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯในระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯและกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ไว้ดังต่อไปนี้
25 ตุลาคม 2560 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
26 ตุลาคม 2560 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ
เวลา 7.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพออกพระเมรุ ท้องสนามหลวง
เวลา 17.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
เวลา 22.00 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง
27 ตุลาคม 2560 เวลา 8.00 น.พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ อัญเชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่พระบร มมหาราชวัง
28 ตุลาคม 2560 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล พระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
29 ตุลาคม 2560 เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล และเชิญพระบรมอัฐิ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วขบวนที่ 5
เวลา 17.30 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วบวนที่ 6
ขอประชาชนชาวไทยทุกผู้ทุกนาม ร่วมถวายความอาลัยแด่ พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ถ้วนทั่วพร้อมเพรียงกัน
น่าใจหายจริงๆ ถึงแม้พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคตไปกว่าหนึ่งปีแล้วก็ตาม หากความรู้สึกหวิวๆในใจก็ยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่เหมือนวันแรกที่ได้ยินข่าวร้ายนี้
ผมเติบโตมากับภาพจำในการบำเพ็ญตนปฏิบัติพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกๆวันในข่าวพระราชสำนัก ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ด้วยความสัตย์จริง เมื่อยังเด็ก ผมเคยคิดว่าพระองค์อยู่บนฟ้า (สวรรค์)เป็นผู้มีบุญญาบารมีล้นเหลือ เป็นผู้วิเศษมีพลังอำนาจเหนือมนุษย์แบบว่า อยู่คนละโลกกันกับพวกเราๆท่านๆอะไรแบบนั้น
ทุกปีเมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประชาชนชาวไทยจะออกมาร่วมเฉลิมฉลองในวันมหามงคลนี้กันอย่างคึกคัก ภาพของผู้คนจำนวนมาก ออกมารวมตัวกันเพื่อ บำเพ็ญประโยชน์ ทำความดีแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนั้น มันช่างน่าประทับใจยิ่ง นั่นบ่งบอกว่าคนไทยรักและเทิดทูนพระองค์มากแค่ไหน และหากจะพูดสิ่งที่พระองค์เสียสละ ทรงงานมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ คงต้องบอกว่าพระองค์คือยอดคน คือ ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง มนุษย์เราต้องมีจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาสักเพียงไหน ต้องทุ่มเทเสียสละเพื่อผู้อื่นมากมายเพียงไร ต้องอดทนพากเพียรกันขนาดไหน จึงจะทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัย เพื่อพสกนิกรของพระองค์ ได้มากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ ไม่สิ ไม่เพียงแค่คนไทยเท่านั้น ที่ได้รับดอกผลแห่งความเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน มีอีกหลายๆชนชาติ หลายศาสนาในโลก ที่ได้รับอานิสงฆ์ผลบุญอันประเสริฐนี้ มีคนบอกว่าพระองค์คือ เทวาดาเดินดิน นั้นก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงแต่อย่างใด
ผมเป็นคนอีกคนนึง ที่อยากจะกล่าวคำพูดนี้ออกไปจากเบื้องลึกของจิตใจ แม้ว่าพระองค์จะรับรู้ได้ยินหรือไม่ก็ตาม ว่า
ผมภูมิใจและโชคดีที่เกิดเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมีของในหลวง
หลังจากนี้เรื่องราวของพระองค์จะยังคงถูกกล่าวขานเป็นตำนานต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน แม้พระองค์จะจากไปแล้ว แต่พระองค์จะยังคงสถิตย์อยู่ในใจ ของคนไทยทุกดวง และคนไทยก็จะร่วมสืบสานพระราชปณิภาณของพระองค์ต่อไปอีกนานแสนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
คณะรัฐมนตรี รับทราบมติที่คณะอนุกรรมการฯฝ่ายจัดการพระราชพิธีฯในระหว่างวันที่ 25-29 ตุลาคม 2560 พร้อมทั้งพิจารณาหมายกำหนดการพระราชพิธีฯและกำหนดจำนวนริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ ไว้ดังต่อไปนี้
25 ตุลาคม 2560 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีพระราชกุศลออกพระเมรุมาศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
26 ตุลาคม 2560 คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้วันดังกล่าวเป็นวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ
เวลา 7.00 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมศพออกพระเมรุ ท้องสนามหลวง
เวลา 17.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
เวลา 22.00 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจริง
27 ตุลาคม 2560 เวลา 8.00 น.พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ อัญเชิญพระบรมอัฐิเข้าสู่พระบร มมหาราชวัง
28 ตุลาคม 2560 เวลา 17.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล พระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
29 ตุลาคม 2560 เวลา 10.30 น. พระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศล และเชิญพระบรมอัฐิ ขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วขบวนที่ 5
เวลา 17.30 น. พระราชพิธีเชิญพระบรมราชสรีรางคาร ไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม และวัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วบวนที่ 6
ขอประชาชนชาวไทยทุกผู้ทุกนาม ร่วมถวายความอาลัยแด่ พ่อหลวงของปวงชนชาวไทย ถ้วนทั่วพร้อมเพรียงกัน
น่าใจหายจริงๆ ถึงแม้พระองค์ท่านจะเสด็จสวรรคตไปกว่าหนึ่งปีแล้วก็ตาม หากความรู้สึกหวิวๆในใจก็ยังคงตามมาหลอกหลอนอยู่เหมือนวันแรกที่ได้ยินข่าวร้ายนี้
ผมเติบโตมากับภาพจำในการบำเพ็ญตนปฏิบัติพระราชกรณียกิจของในหลวง ร.9 และพระบรมวงศานุวงศ์ ทุกๆวันในข่าวพระราชสำนัก ทั้งโทรทัศน์ วิทยุ หรือหนังสือพิมพ์ ด้วยความสัตย์จริง เมื่อยังเด็ก ผมเคยคิดว่าพระองค์อยู่บนฟ้า (สวรรค์)เป็นผู้มีบุญญาบารมีล้นเหลือ เป็นผู้วิเศษมีพลังอำนาจเหนือมนุษย์แบบว่า อยู่คนละโลกกันกับพวกเราๆท่านๆอะไรแบบนั้น
ทุกปีเมื่อถึงวันเฉลิมพระชนมพรรษา ประชาชนชาวไทยจะออกมาร่วมเฉลิมฉลองในวันมหามงคลนี้กันอย่างคึกคัก ภาพของผู้คนจำนวนมาก ออกมารวมตัวกันเพื่อ บำเพ็ญประโยชน์ ทำความดีแสดงความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณนั้น มันช่างน่าประทับใจยิ่ง นั่นบ่งบอกว่าคนไทยรักและเทิดทูนพระองค์มากแค่ไหน และหากจะพูดสิ่งที่พระองค์เสียสละ ทรงงานมาตลอดระยะเวลาที่ทรงครองสิริราชสมบัติ คงต้องบอกว่าพระองค์คือยอดคน คือ ผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง มนุษย์เราต้องมีจิตใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเมตตาสักเพียงไหน ต้องทุ่มเทเสียสละเพื่อผู้อื่นมากมายเพียงไร ต้องอดทนพากเพียรกันขนาดไหน จึงจะทำในสิ่งที่พระองค์ทรงเสียสละทุ่มเทพระวรกายและพระราชหฤทัย เพื่อพสกนิกรของพระองค์ ได้มากมายมหาศาลถึงเพียงนี้ ไม่สิ ไม่เพียงแค่คนไทยเท่านั้น ที่ได้รับดอกผลแห่งความเมตตาและพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ท่าน มีอีกหลายๆชนชาติ หลายศาสนาในโลก ที่ได้รับอานิสงฆ์ผลบุญอันประเสริฐนี้ มีคนบอกว่าพระองค์คือ เทวาดาเดินดิน นั้นก็คงไม่ใช่คำกล่าวที่เกินจริงแต่อย่างใด
ผมเป็นคนอีกคนนึง ที่อยากจะกล่าวคำพูดนี้ออกไปจากเบื้องลึกของจิตใจ แม้ว่าพระองค์จะรับรู้ได้ยินหรือไม่ก็ตาม ว่า
ผมภูมิใจและโชคดีที่เกิดเป็นคนไทยใต้ร่มพระบารมีของในหลวง
หลังจากนี้เรื่องราวของพระองค์จะยังคงถูกกล่าวขานเป็นตำนานต่อไปชั่วลูกชั่วหลาน แม้พระองค์จะจากไปแล้ว แต่พระองค์จะยังคงสถิตย์อยู่ในใจ ของคนไทยทุกดวง และคนไทยก็จะร่วมสืบสานพระราชปณิภาณของพระองค์ต่อไปอีกนานแสนนาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ
วันเสาร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2560
ระยะห่าง
หากเคียงชิดกลั้ยยยย แต่เธอต้องทิ้งทุกอย่าง เพื่อช้านอาน
ประโยชน์ที่ดัยยย หากรักทำร้ายตัวเอ เอง
หากเดินแนบกายยยย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียววว ให้รักเป็นสาย ลมผ่าน ระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เราได้ถึงดั่งฝัน....ร่วม กันนนน
คิดว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่าน คงรู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดี เคยเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักเรียนนักศึกษาในยุคนั้น (พ.ศ.2539)เพลงที่พูดถึงระยะห่างของความสัมพันธ์ ระยะห่างที่ว่านี้ ในเพลงเรียกมันว่า ที่ว่าง และเป็นชื่อของเพลงด้วย
วงพอส เป็นวงดนตรีที่เรียกตัวเองว่าเป็นอเมริกันร็อค จากค่ายเบเกอรี่มิวสิค ออกวางจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ ปี2539เป็นวงดนตรีที่ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับแถวหน้าของเมืองไทยในยุคนั้นก็ว่าได้ เสียงร้องของพี่โจ้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเสียงร้องที่หาใครเปรียบได้ยาก ทั้งสูง กว้าง และก้องกังวาน และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพลงที่ว่าง ก็เป็นหนึ่งในหลายๆเพลงที่สร้างชื่อให้กับวง เนื้อหาของเพลงถ่ายทอดมุมมองของความเข้าใจความต้องการพื้นฐาน ความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนได้อย่างชัดเจน กระจ่างใจ
ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ จึงจำเป็นต้องเว้นที่ว่าง เว้นระยะห่างไว้ แล้วที่ว่างต่อรูปแบบความสัมพันธ์นั้น มันต้องขนาดไหน อย่างไรกันละ
ในเนื้อเพลงก็บอกไว้ประมาณนึงครับ จริงๆแล้วระยะห่างหรือที่ว่างที่กล่าวไป มันจำเป็นต้องมีจริงหรือ แล้วถ้าไมมีละ มันจะเป็นอย่างไร ในเนื้อเพลงก็บอกไว้อยู่เหมือนกัน เป็นในลักษณะข้อเท็จจริงและอุปมาอุปมัยในขณะเดียวกัน ก็พอเข้าใจ พอจะนึกภาพออกอยู่บ้าง สำหรับผมตอนนั้นครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น โดยมากเมื่อฟังเพลงที่โดนใจแล้ว มันจะรู้สึกเข้าอกเข้าใจเนื้อหาไปเองครับ ทั้งๆที่เนื้อหาของเพลงบางเพลงนั้น เราไม่เคยมีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองมาก่อนเลย ไม่รู้คุณผู้อ่านเคยเป็นกันบ้างรึเปล่า พอถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังรู้สึกไปกับเพลงๆนี้เหมือนเดิมอย่างที่เคยรู้สึก ซึ่งมันจะไม่เกิดความรู้สึกแบบนี้กับทุกเพลงที่เราชอบหรอกนะครับ คือกับเพลงบางเพลงเราจะรู้สึกต่างออกไปเมื่อวัยและประสบการณ์เพิ่มขึ้น(เป็นที่น่าสังเกตุว่า ดนตรี บทกวี งานศิลปะแขนงใดก็ตาม ถ้ามันกระทบใจผู้เสพให้รู้สึกไปตามสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการจะสื่อแล้วละก็ ในศาสตร์ทางด้านการสื่อสาร ถือเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากครับ กระบวนการเกือบสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือคือผลตอบรับจากผู้เสพ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ มันแล้วแต่คนเสพ ว่าจะเลือกตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรมหรือไม่ ท้ายที่สุดงานศิลปะก็เปิดกว้างให้ผู้เสพตีความได้เองอยู่ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดถูกว่างั้นเถอะ)เนื้อหาและอารมณ์ของเพลง ที่ว่าง นั้นเข้าถึงใจผู้ฟังได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก ดูมีวุฒิภาวะ น่าเชื่อถือ ไม่ได้ยกตนมาสั่งสอนแต่เป็นการเล่าให้ผู้ฟังเห็นภาพด้วยตัวเอง เมื่อฟังแล้ว ก็รู้สึกว่า เออ จริงแฮะ(ความรู้สึกอีกแล้ว)
ผมได้ทบทวนความทรงจำเรื่องราวเก่าๆ ในหลายช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา ผมพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ทุกๆความสัมพันธ์นั้นจำเป็นและสมควรมีการเว้นระยะห่างครับ ห่างไว้ทำไม เป็นคำถามที่ดีมากครับ คำตอบที่ได้ก็คือ ห่างไว้สำหรับ พื้นที่ความเป็นส่วนตัวครับ
พื้นที่ที่ว่านี้ เว้นว่างไว้ทำไม เพื่อให้เราได้ตามหาฝันอย่างในเพลง?มันก็ใช่ และมันก็ไม่ใช่แค่นั้น มันยังใช้ทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย เช่น เอาไว้หยุดพักเพื่อเยียวยาจิตใจ หลบลี้หนีบางสิ่ง เพื่อตั้งสติ เติมพลังชีวิต เราสามารถจะมีอิสระเสรีมีสิทธิ์ขาดในพื้นที่ที่เว้นว่างไว้นี้ อย่างที่ชีวิตจริงของเราไม่อาจมีหรือทำได้ การได้ปลดปล่อยจินตาการ ตัวตนของเราในแง่มุมต่างๆที่เราอาจไม่คิดว่าจะเป็นหรือมี การคิด พินิจ พิจารณา หาเหตุผล การเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ส่วนตัวแล้วผมว่ามันคงไม่มีอะไรที่จะเปิดกว้าง ยอมรับและโอบกอดเราได้มากไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับพื้นที่ส่วนตัวของมนุษย์หนึ่งคน อาจเป็นแค่สมุดไดอารี่เล่มเล็กๆ อาจจะเป็นแค่การนอนรับลมเย็นๆใต้ต้นไม้สักต้น อาจจะเป็นแค่การร้อง ฮัมเพลงที่ชอบขณะอาบน้ำ แค่ชั่วขณะที่จิตใจเราล่องลอยออกไปจากความวุ่นวายความเครียด กดดัน ที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น
เมื่อยังเด็ก เราอาจยังไม่ตระหนักว่า ความเป็นส่วนตัวนั้น มันจำเป็นมันสำคัญกับชีวิตของเราอย่างไร จนกระทั่งเริ่มย่างก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของวัย เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกาย เริ่มมีขนขึ้นบริเวณหัวหน่าว เมื่อเด็กชายเริ่มเสียงห้าว เด็กหญิงเริ่มมีหน้าอกหน้าใจ เมื่อเราเริ่มรู้สึกเขินอาย ยามเปลือยกายต่อหน้าคนอื่นเมื่อนั้นเองเราจึงจะตระหนักถึงคุณค่าของอาภรณ์และความเป็นส่วนตัวขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครมาบอกสอน หรืออธิบายให้มากความ
แล้วถ้าชีวิตคนมันขาดความเป็นส่วนตัวแล้ว มันจะเป็นอย่างไรกันละ สำหรับผม มันคงเครียดและกดดันน่าดู สำหรับคนอื่นผมไม่รู้นะ แล้วถ้ายิ่งคนเคยมี แล้ววันนึงพื้นที่นั้นมันโดนล่วงล้ำก้าวก่ายเข้าไปจะโดยใครหรือเหตุผลกลใด มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศมัยอย่างแน่นอน แค่คิดก็เครียดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ พื้นที่ทางกายภาพ หรือแม้แต่พื้นที่ในจิตใจเราก็ตาม ของๆเรา ที่ของเรา ความคิดความอ่านของเรา มันไม่ควรจะถูกแชร์ออกไปโดยที่เราไม่เต็มใจ
ใช่ครับ มันสำคัญมาก มันควรจะเป็นไปด้วยความสมัครใจ พร้อมใจไม่ใช่โดนกดดันบังคับขู่เข็ญเรียกร้องเอาโดยคนอื่น ดั่งเช่นคำกลอนบทนี้ครับ
อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
ซึ่งมันผิดไปจากที่เราเจอะเจอในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ เพราะจริงๆเราเจอแต่คนเรียกร้องหาน้ำใจจากคนอื่น โดยมีข้ออ้างสารพัดอย่าง หากเขาไม่ได้อย่างที่ต้องการ เราจะถูกมองประดุจเป็นอาชญกรแผ่นดินทีเดียว ผมได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงต้องอยู่ในสังคมเดียวกับคนพวกนี้ ทำไมเราต้องโดนเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา ทำไม ..ทำไม..
การจากไปอย่างกระทันหันของพี่โจ้ สร้างความสะเทือนใจต่อมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย รวมถึงผมด้วย ช็อคและตกใจมากที่คนที่มอบความสุขให้กับเราด้วยเสียงเพลงนั้นจากไปโดยไม่มีวันกลับ แม้ผมและแฟนคนอื่นๆจะไม่ได้รู้จักมักจี่กับพี่โจ้เป็นการส่วนตัวเลยก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ วงพอสได้กลับมามีซิงเกิ้ลใหม่ โดยมีเสียงของพี่โจ้ ที่อัดเก็บไว้ก่อนเสียชีวิต อยู่ในเพลงนี้ด้วย ต้องเรียกว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงไทยและคงพอจะทำให้แฟนๆได้หายคิดถึงกันบ้าง แล้วตอนนี้วงพอสก็ได้สมาชิกใหม่ในตำแหน่งร้องนำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการเปิดโอกาสให้แฟนเพลงของวงร้องเพลงคัฟเวอร์เพลงของวงพอส แล้วส่งมาทางแฟนเพจของวง นักร้องคนใหม่ก็คือแฟนเพลงคนนึง ที่ส่งเพลงคัฟเวอร์มาที่แฟนเพจนั่นเอง ยินดีด้วยครับกับการกลับมาของวงพอส หวังว่าพวกเราคงได้ฟังผลงานชิ้นใหม่ในเร็ววันนี้
แล้วที่ว่างของวงพอส ก็ถูกเติมเต็มเสียที
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ เชสเตอร์ เบอร์นิงตั้น นักร้องนำวงลินคิ้นพาร์คอย่างสุดซึ้ง มา ณ.โอกาสนี้ด้วย เราจะคิดถึงนาย เชสเตอร์ หลับให้สบายนะ
พบกันใหม่ในตอนหน้าถ้าโทรศัพท์ผมยังดีอยู่
ประโยชน์ที่ดัยยย หากรักทำร้ายตัวเอ เอง
หากเดินแนบกายยยย มีพลั้งต้องล้มลงเจ็บ ด้วยกัน
ห่างเพียงนิดเดียววว ให้รักเป็นสาย ลมผ่าน ระหว่างเรา
แบ่งที่ว่างตรงกลางไว้คอย เพื่อให้เราได้ถึงดั่งฝัน....ร่วม กันนนน
คิดว่าคุณผู้อ่านหลายๆท่าน คงรู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดี เคยเป็นเพลงที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่นักเรียนนักศึกษาในยุคนั้น (พ.ศ.2539)เพลงที่พูดถึงระยะห่างของความสัมพันธ์ ระยะห่างที่ว่านี้ ในเพลงเรียกมันว่า ที่ว่าง และเป็นชื่อของเพลงด้วย
วงพอส เป็นวงดนตรีที่เรียกตัวเองว่าเป็นอเมริกันร็อค จากค่ายเบเกอรี่มิวสิค ออกวางจำหน่ายครั้งแรก เมื่อ ปี2539เป็นวงดนตรีที่ถือว่าประสบความสำเร็จในระดับแถวหน้าของเมืองไทยในยุคนั้นก็ว่าได้ เสียงร้องของพี่โจ้ได้รับการกล่าวขานว่า เป็นเสียงร้องที่หาใครเปรียบได้ยาก ทั้งสูง กว้าง และก้องกังวาน และก็เป็นเช่นนั้นจริง เพลงที่ว่าง ก็เป็นหนึ่งในหลายๆเพลงที่สร้างชื่อให้กับวง เนื้อหาของเพลงถ่ายทอดมุมมองของความเข้าใจความต้องการพื้นฐาน ความต้องการตามธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนได้อย่างชัดเจน กระจ่างใจ
ทำไมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ จึงจำเป็นต้องเว้นที่ว่าง เว้นระยะห่างไว้ แล้วที่ว่างต่อรูปแบบความสัมพันธ์นั้น มันต้องขนาดไหน อย่างไรกันละ
ในเนื้อเพลงก็บอกไว้ประมาณนึงครับ จริงๆแล้วระยะห่างหรือที่ว่างที่กล่าวไป มันจำเป็นต้องมีจริงหรือ แล้วถ้าไมมีละ มันจะเป็นอย่างไร ในเนื้อเพลงก็บอกไว้อยู่เหมือนกัน เป็นในลักษณะข้อเท็จจริงและอุปมาอุปมัยในขณะเดียวกัน ก็พอเข้าใจ พอจะนึกภาพออกอยู่บ้าง สำหรับผมตอนนั้นครั้งที่ยังเป็นวัยรุ่น โดยมากเมื่อฟังเพลงที่โดนใจแล้ว มันจะรู้สึกเข้าอกเข้าใจเนื้อหาไปเองครับ ทั้งๆที่เนื้อหาของเพลงบางเพลงนั้น เราไม่เคยมีประสบการณ์ตรงด้วยตัวเองมาก่อนเลย ไม่รู้คุณผู้อ่านเคยเป็นกันบ้างรึเปล่า พอถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังรู้สึกไปกับเพลงๆนี้เหมือนเดิมอย่างที่เคยรู้สึก ซึ่งมันจะไม่เกิดความรู้สึกแบบนี้กับทุกเพลงที่เราชอบหรอกนะครับ คือกับเพลงบางเพลงเราจะรู้สึกต่างออกไปเมื่อวัยและประสบการณ์เพิ่มขึ้น(เป็นที่น่าสังเกตุว่า ดนตรี บทกวี งานศิลปะแขนงใดก็ตาม ถ้ามันกระทบใจผู้เสพให้รู้สึกไปตามสิ่งที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการจะสื่อแล้วละก็ ในศาสตร์ทางด้านการสื่อสาร ถือเป็นการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมากครับ กระบวนการเกือบสมบูรณ์แล้ว ที่เหลือคือผลตอบรับจากผู้เสพ ซึ่งอาจไม่เกิดขึ้นก็ได้ มันแล้วแต่คนเสพ ว่าจะเลือกตอบสนองออกมาเป็นพฤติกรรมหรือไม่ ท้ายที่สุดงานศิลปะก็เปิดกว้างให้ผู้เสพตีความได้เองอยู่ดี ไม่ต้องกังวลเรื่องผิดถูกว่างั้นเถอะ)เนื้อหาและอารมณ์ของเพลง ที่ว่าง นั้นเข้าถึงใจผู้ฟังได้อย่างไม่ต้องพยายามมาก ดูมีวุฒิภาวะ น่าเชื่อถือ ไม่ได้ยกตนมาสั่งสอนแต่เป็นการเล่าให้ผู้ฟังเห็นภาพด้วยตัวเอง เมื่อฟังแล้ว ก็รู้สึกว่า เออ จริงแฮะ(ความรู้สึกอีกแล้ว)
ผมได้ทบทวนความทรงจำเรื่องราวเก่าๆ ในหลายช่วงเวลาของชีวิตที่ผ่านมา ผมพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบใด ทุกๆความสัมพันธ์นั้นจำเป็นและสมควรมีการเว้นระยะห่างครับ ห่างไว้ทำไม เป็นคำถามที่ดีมากครับ คำตอบที่ได้ก็คือ ห่างไว้สำหรับ พื้นที่ความเป็นส่วนตัวครับ
พื้นที่ที่ว่านี้ เว้นว่างไว้ทำไม เพื่อให้เราได้ตามหาฝันอย่างในเพลง?มันก็ใช่ และมันก็ไม่ใช่แค่นั้น มันยังใช้ทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลย เช่น เอาไว้หยุดพักเพื่อเยียวยาจิตใจ หลบลี้หนีบางสิ่ง เพื่อตั้งสติ เติมพลังชีวิต เราสามารถจะมีอิสระเสรีมีสิทธิ์ขาดในพื้นที่ที่เว้นว่างไว้นี้ อย่างที่ชีวิตจริงของเราไม่อาจมีหรือทำได้ การได้ปลดปล่อยจินตาการ ตัวตนของเราในแง่มุมต่างๆที่เราอาจไม่คิดว่าจะเป็นหรือมี การคิด พินิจ พิจารณา หาเหตุผล การเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป ส่วนตัวแล้วผมว่ามันคงไม่มีอะไรที่จะเปิดกว้าง ยอมรับและโอบกอดเราได้มากไปกว่านี้อีกแล้วสำหรับพื้นที่ส่วนตัวของมนุษย์หนึ่งคน อาจเป็นแค่สมุดไดอารี่เล่มเล็กๆ อาจจะเป็นแค่การนอนรับลมเย็นๆใต้ต้นไม้สักต้น อาจจะเป็นแค่การร้อง ฮัมเพลงที่ชอบขณะอาบน้ำ แค่ชั่วขณะที่จิตใจเราล่องลอยออกไปจากความวุ่นวายความเครียด กดดัน ที่เผชิญอยู่ในขณะนั้น
เมื่อยังเด็ก เราอาจยังไม่ตระหนักว่า ความเป็นส่วนตัวนั้น มันจำเป็นมันสำคัญกับชีวิตของเราอย่างไร จนกระทั่งเริ่มย่างก้าวเข้าสู่การเปลี่ยนผ่านของวัย เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกาย เริ่มมีขนขึ้นบริเวณหัวหน่าว เมื่อเด็กชายเริ่มเสียงห้าว เด็กหญิงเริ่มมีหน้าอกหน้าใจ เมื่อเราเริ่มรู้สึกเขินอาย ยามเปลือยกายต่อหน้าคนอื่นเมื่อนั้นเองเราจึงจะตระหนักถึงคุณค่าของอาภรณ์และความเป็นส่วนตัวขึ้นมาโดยไม่ต้องมีใครมาบอกสอน หรืออธิบายให้มากความ
แล้วถ้าชีวิตคนมันขาดความเป็นส่วนตัวแล้ว มันจะเป็นอย่างไรกันละ สำหรับผม มันคงเครียดและกดดันน่าดู สำหรับคนอื่นผมไม่รู้นะ แล้วถ้ายิ่งคนเคยมี แล้ววันนึงพื้นที่นั้นมันโดนล่วงล้ำก้าวก่ายเข้าไปจะโดยใครหรือเหตุผลกลใด มันก็คงไม่ใช่เรื่องที่น่าพิศมัยอย่างแน่นอน แค่คิดก็เครียดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของ พื้นที่ทางกายภาพ หรือแม้แต่พื้นที่ในจิตใจเราก็ตาม ของๆเรา ที่ของเรา ความคิดความอ่านของเรา มันไม่ควรจะถูกแชร์ออกไปโดยที่เราไม่เต็มใจ
ใช่ครับ มันสำคัญมาก มันควรจะเป็นไปด้วยความสมัครใจ พร้อมใจไม่ใช่โดนกดดันบังคับขู่เข็ญเรียกร้องเอาโดยคนอื่น ดั่งเช่นคำกลอนบทนี้ครับ
อันความกรุณาปราณี จะมีใครบังคับก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟ้าสุราลัยสู่แดนดิน
ซึ่งมันผิดไปจากที่เราเจอะเจอในชีวิตประจำวันใช่ไหมครับ เพราะจริงๆเราเจอแต่คนเรียกร้องหาน้ำใจจากคนอื่น โดยมีข้ออ้างสารพัดอย่าง หากเขาไม่ได้อย่างที่ต้องการ เราจะถูกมองประดุจเป็นอาชญกรแผ่นดินทีเดียว ผมได้แต่ถามตัวเองว่า ทำไมผมถึงต้องอยู่ในสังคมเดียวกับคนพวกนี้ ทำไมเราต้องโดนเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลา ทำไม ..ทำไม..
การจากไปอย่างกระทันหันของพี่โจ้ สร้างความสะเทือนใจต่อมิตรรักแฟนเพลงทั้งหลาย รวมถึงผมด้วย ช็อคและตกใจมากที่คนที่มอบความสุขให้กับเราด้วยเสียงเพลงนั้นจากไปโดยไม่มีวันกลับ แม้ผมและแฟนคนอื่นๆจะไม่ได้รู้จักมักจี่กับพี่โจ้เป็นการส่วนตัวเลยก็ตาม
เมื่อไม่นานมานี้ วงพอสได้กลับมามีซิงเกิ้ลใหม่ โดยมีเสียงของพี่โจ้ ที่อัดเก็บไว้ก่อนเสียชีวิต อยู่ในเพลงนี้ด้วย ต้องเรียกว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับวงการเพลงไทยและคงพอจะทำให้แฟนๆได้หายคิดถึงกันบ้าง แล้วตอนนี้วงพอสก็ได้สมาชิกใหม่ในตำแหน่งร้องนำเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากการเปิดโอกาสให้แฟนเพลงของวงร้องเพลงคัฟเวอร์เพลงของวงพอส แล้วส่งมาทางแฟนเพจของวง นักร้องคนใหม่ก็คือแฟนเพลงคนนึง ที่ส่งเพลงคัฟเวอร์มาที่แฟนเพจนั่นเอง ยินดีด้วยครับกับการกลับมาของวงพอส หวังว่าพวกเราคงได้ฟังผลงานชิ้นใหม่ในเร็ววันนี้
แล้วที่ว่างของวงพอส ก็ถูกเติมเต็มเสียที
ขอแสดงความเสียใจต่อการจากไปของ เชสเตอร์ เบอร์นิงตั้น นักร้องนำวงลินคิ้นพาร์คอย่างสุดซึ้ง มา ณ.โอกาสนี้ด้วย เราจะคิดถึงนาย เชสเตอร์ หลับให้สบายนะ
พบกันใหม่ในตอนหน้าถ้าโทรศัพท์ผมยังดีอยู่
วันศุกร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2560
ถึงคุณ จอร์จ มิลเลอร์
23/8/2017 ที่วัดฉลอง ตำบลฉลอง อำเภอเมืองภูเก็ต
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ที่รัก
ไม่ว่าคุณจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้หรือไม่ก็ตาม
เนื่องด้วยผลงานภาพยนต์แอนิเมชั่นเรื่อง happy feet ภายใต้การผลิตและกำกับภาพยนต์โดยคุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมต้องขอกล่าวคำชื่นชมยินดีให้กับคุณ และงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้จากใจจริง เพราะหลังจากชมภาพยนต์เรื่องนี้จบแล้ว ผมได้อะไรหลายอย่างจากภาพยนต์เรื่องนี้ เจ้าสัตว์โลกที่น่ารักอย่างเพนกวินที่คุณนำเสนอมาเป็นตัวดำเนินเรื่องนั้น โดนส่วนตัวผม ก็ชื่นชอบสัตว์ชนิดนี้มานานแล้ว แล้วยิ่งเจ้าเพนกวินขนปุยพระเอกของเรา ผู้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการการเต้น ในขณะที่สังคมของเพนกวินโดยรวมในเรื่อง กลับให้ความสำคัญกับการร้องเพลงมากกว่าอย่างอื่น ทำให้บั้บเบิ้ล เติบโตขึ้นมาท่ามกลางอคติของบุคคลรอบข้าง ที่เลวร้ายที่สุด ก็น่าจะเป็นอคติจากพ่อของเขาเอง
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมไม่อาจทราบได้ ว่าผู้คนบนโลกใบนี้ จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ตระหนักจริงๆว่า ผลของการทำกิจกรรมทั้งหลายของมวลมนุษย์นั้น มันส่งผบกระทบมากมายเท่าใดกับเพื่อนร่วมโลกสายพันธุ์อื่นๆ นั้นเรายังไม่พูดถึงคนที่ตระหนักรู้ แล้วลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งผมเองเชื่อว่า มีจำนวนไม่น้อย แต่หากเทียบกับสัดส่วนของประชากรทั้งโลก อัตราการบริโภคทรัพยากรและการลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมนั้น คงต้องบอกว่า มันคงมีเพียงจำนวนน้อยนิด และคงไม่อาจทดแทนกับสิ่งที่เราได้สูญเสียไป แม้ว่าจะพยายามมากสักเพียงใดก็ตาม
สิ่งที่คุณกำลังสื่อสารกับผู้ชมนั้น ช่างน่าสรรเสริญ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเป็นคนๆเดียวกันกับผู้ที่สร้างสรรค์งานสุดระห่ำอย่าง แมดแม็กซ์ และแน่นอน แมดแม็กซ์ฟิวรี่โรด ให้ตายเถอะ ผมเห็นว่าคุณมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์อย่างไร มันเป็นอะไรที่ใครๆเค้าเรียกว่า วิสัยทัศน์
ในแมดแม็กซ์ ในโลกอนาคต มนุษย์เรากลับไปเป็นคนเถื่อน เข่นฆ่า ปล้นชิง ใช้อาวุธเข้าประหัดประหารกันเพื่อความอยู่รอด น้ำ อาหาร ถิ่นที่อยู่ สิทธิ์ขาดในการสืบพันธุ์และอำนาจ ไม่ต่างจากสัตว์ เป็นโลกร้างๆหลังจากสงครามใหญ่ ผู้คนสูญสิ้นอารยธรรม สิ้นหวัง อันที่จริง มันเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในประวัติศาสตร์ มันน่าขันที่เราไม่เคยรู้ซึ้งถึงบทเรียนเดิมๆนี้
ในขณะที่ แฮปปี้ฟีต มันฉีกออกไปจนผมคิดไม่ถึงว่า มันเป็นงานจากคนคนเดียวกัน
ผมชอบที่คุณให้คนดูหนังแฮปปี้ฟีดเห็นว่า เพื่อนร่วมโลกของเรานั้นพยายามแค่ไหน ที่จะสื่อสารกับเรา มันเป็นอะไรที่ผู้คนมากมายไม่เคยรับรู้เลย และไม่คิดว่า มันจะเป็นไปได้
ผมเฝ้ามองปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลก ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย สติปัญญามนุษย์สรรสร้างเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ถางถางอุปสรรคข้อจำกัดให้เราพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และทิ้งเศษซาก ความพินาศย่อยยับของสมดุลแห่งธรรมชาติไว้เบื้องหลัง ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยคร้้งกว่าเดิม แถมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำเย็นน้ำอุ่นในทะเลมหาสมุทรผันแปรไปจนสัตว์บางชนิดไม่อาจดำรงค์สายพันธุ์ของตัวเองไว้ การดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซต์และของเสียอื่นๆจากกิจกรรมต่างของมนุษย์ ทำให้น้ำทะเลมีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เป็นพิษมากขึ้น เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไปเรื่อยๆหมุนเวียนกลับมาสู่มนุษย์เรา ส่วนบนบก ป่าไม้และสัตว์ป่าก็นมีจำนวนลดลงเรื่อยๆเช่นกัน
คุณจอร์จครับ เราจะทำอย่างไรกันดี เรายังพอมีเวลาเหลือพอที่จะแก้ไขบ้างหรือไม่ หรือโลกของเรา กำลังเดินทางไปสู่สิ่งที่คุณเคยจินตนาการไว้ ในแมดแม็กซ์
สุดท้ายนี้ คุณจอร์จ มิลเลอร์ ผมยังไม่สิ้นหวัง ผมยังมีฝัน ยังมีแรงบันดาลใจที่จะสรรสร้างสิ่งดีๆไว้ให้กับโลกใบนี้ บ้านของเรา ถึงมันจะเล็กน้อยก็ตาม และผลงานของคุณก็จะยังตราตรึงใจผมไปอีกนานแสนนาน
ขอบคุณและขอแสดงความนับถือ
จากก้นบึ้งของหัวใจ ข้าน้อยขอคารวะท่าน
มิสเตอร์เฮิร์บ
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ที่รัก
ไม่ว่าคุณจะได้อ่านจดหมายฉบับนี้หรือไม่ก็ตาม
เนื่องด้วยผลงานภาพยนต์แอนิเมชั่นเรื่อง happy feet ภายใต้การผลิตและกำกับภาพยนต์โดยคุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมต้องขอกล่าวคำชื่นชมยินดีให้กับคุณ และงานสร้างสรรค์ชิ้นนี้จากใจจริง เพราะหลังจากชมภาพยนต์เรื่องนี้จบแล้ว ผมได้อะไรหลายอย่างจากภาพยนต์เรื่องนี้ เจ้าสัตว์โลกที่น่ารักอย่างเพนกวินที่คุณนำเสนอมาเป็นตัวดำเนินเรื่องนั้น โดนส่วนตัวผม ก็ชื่นชอบสัตว์ชนิดนี้มานานแล้ว แล้วยิ่งเจ้าเพนกวินขนปุยพระเอกของเรา ผู้เกิดมาพร้อมกับพรสวรรค์ในการการเต้น ในขณะที่สังคมของเพนกวินโดยรวมในเรื่อง กลับให้ความสำคัญกับการร้องเพลงมากกว่าอย่างอื่น ทำให้บั้บเบิ้ล เติบโตขึ้นมาท่ามกลางอคติของบุคคลรอบข้าง ที่เลวร้ายที่สุด ก็น่าจะเป็นอคติจากพ่อของเขาเอง
คุณจอร์ช มิลเลอร์ ผมไม่อาจทราบได้ ว่าผู้คนบนโลกใบนี้ จะมีสักกี่เปอร์เซ็นต์ที่ตระหนักจริงๆว่า ผลของการทำกิจกรรมทั้งหลายของมวลมนุษย์นั้น มันส่งผบกระทบมากมายเท่าใดกับเพื่อนร่วมโลกสายพันธุ์อื่นๆ นั้นเรายังไม่พูดถึงคนที่ตระหนักรู้ แล้วลงมือแก้ไขอย่างจริงจัง ซึ่งผมเองเชื่อว่า มีจำนวนไม่น้อย แต่หากเทียบกับสัดส่วนของประชากรทั้งโลก อัตราการบริโภคทรัพยากรและการลงมือแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังที่ปรากฏให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมนั้น คงต้องบอกว่า มันคงมีเพียงจำนวนน้อยนิด และคงไม่อาจทดแทนกับสิ่งที่เราได้สูญเสียไป แม้ว่าจะพยายามมากสักเพียงใดก็ตาม
สิ่งที่คุณกำลังสื่อสารกับผู้ชมนั้น ช่างน่าสรรเสริญ ผมไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเป็นคนๆเดียวกันกับผู้ที่สร้างสรรค์งานสุดระห่ำอย่าง แมดแม็กซ์ และแน่นอน แมดแม็กซ์ฟิวรี่โรด ให้ตายเถอะ ผมเห็นว่าคุณมองอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับมวลมนุษย์อย่างไร มันเป็นอะไรที่ใครๆเค้าเรียกว่า วิสัยทัศน์
ในแมดแม็กซ์ ในโลกอนาคต มนุษย์เรากลับไปเป็นคนเถื่อน เข่นฆ่า ปล้นชิง ใช้อาวุธเข้าประหัดประหารกันเพื่อความอยู่รอด น้ำ อาหาร ถิ่นที่อยู่ สิทธิ์ขาดในการสืบพันธุ์และอำนาจ ไม่ต่างจากสัตว์ เป็นโลกร้างๆหลังจากสงครามใหญ่ ผู้คนสูญสิ้นอารยธรรม สิ้นหวัง อันที่จริง มันเคยเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในประวัติศาสตร์ มันน่าขันที่เราไม่เคยรู้ซึ้งถึงบทเรียนเดิมๆนี้
ในขณะที่ แฮปปี้ฟีต มันฉีกออกไปจนผมคิดไม่ถึงว่า มันเป็นงานจากคนคนเดียวกัน
ผมชอบที่คุณให้คนดูหนังแฮปปี้ฟีดเห็นว่า เพื่อนร่วมโลกของเรานั้นพยายามแค่ไหน ที่จะสื่อสารกับเรา มันเป็นอะไรที่ผู้คนมากมายไม่เคยรับรู้เลย และไม่คิดว่า มันจะเป็นไปได้
ผมเฝ้ามองปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เกิดขึ้นบนโลก ผมเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย สติปัญญามนุษย์สรรสร้างเทคโนโลยี ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ถางถางอุปสรรคข้อจำกัดให้เราพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว และทิ้งเศษซาก ความพินาศย่อยยับของสมดุลแห่งธรรมชาติไว้เบื้องหลัง ภัยพิบัติธรรมชาติเกิดขึ้นบ่อยคร้้งกว่าเดิม แถมรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ การละลายของน้ำแข็งขั้วโลกมีอัตราที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กระแสน้ำเย็นน้ำอุ่นในทะเลมหาสมุทรผันแปรไปจนสัตว์บางชนิดไม่อาจดำรงค์สายพันธุ์ของตัวเองไว้ การดูดซับคาร์บอนไดอ็อกไซต์และของเสียอื่นๆจากกิจกรรมต่างของมนุษย์ ทำให้น้ำทะเลมีคุณสมบัติเปลี่ยนไป เป็นพิษมากขึ้น เกิดผลกระทบเป็นลูกโซ่ ไปเรื่อยๆหมุนเวียนกลับมาสู่มนุษย์เรา ส่วนบนบก ป่าไม้และสัตว์ป่าก็นมีจำนวนลดลงเรื่อยๆเช่นกัน
คุณจอร์จครับ เราจะทำอย่างไรกันดี เรายังพอมีเวลาเหลือพอที่จะแก้ไขบ้างหรือไม่ หรือโลกของเรา กำลังเดินทางไปสู่สิ่งที่คุณเคยจินตนาการไว้ ในแมดแม็กซ์
สุดท้ายนี้ คุณจอร์จ มิลเลอร์ ผมยังไม่สิ้นหวัง ผมยังมีฝัน ยังมีแรงบันดาลใจที่จะสรรสร้างสิ่งดีๆไว้ให้กับโลกใบนี้ บ้านของเรา ถึงมันจะเล็กน้อยก็ตาม และผลงานของคุณก็จะยังตราตรึงใจผมไปอีกนานแสนนาน
ขอบคุณและขอแสดงความนับถือ
จากก้นบึ้งของหัวใจ ข้าน้อยขอคารวะท่าน
มิสเตอร์เฮิร์บ
วันจันทร์ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2560
ยังไม่ได้ตั้งชื่อ
สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้ง หลังจากห่างหายกันไปกว่าสองเดือน ไม่ทราบว่าคุณผู้อ่านคิดถึงผมบ้างรึเปล่า ส่วนตัวผมเอง ขอบอกว่าคิดถึงมากครับ ส่วนสาเหตุที่หายห่างไปก็สาเหตุเดิมๆครับ จึงไม่ขอสาธยายให้ยืดยาว
วันนี้ผมจะนำเสนออีกหนึ่งบทเพลง ที่เขียนขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ระยะเวลาไล่เลี่ยกับเพลงอื่นที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ อีกแล้วครับท่าน ได้แค่หวังว่า คุณผู้อ่าน จะยังไม่เบื่อนะครับ
เพลงนี้ผมพยายามคิดชื่อเพลงคิดว่าเหมาะและสอดคล้องกับเนื้อหา แต่จวบจนปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้ชื่อเพลงอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็ขอเว้นไว้ก่อน ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเชิญทัศนากันได้เลยครับ
Aคืนและวันที่ผ่านพ้นF#mมา จนDเป็นฉัน ในEวันนี้
Aถามตัวเอง ได้เรียนF#mรู้อะไร บ้างDไหมE ในฐานะคนๆนึง
F#mเท่าที่รู้ Eโลกไม่ได้สวยงาม อย่างที่Dเข้าใจ อย่างเมื่อEตอนที่ยังเด็ก
F#m แต่ใช่ว่าโลกจะโหดEร้าย ไปเสียทุกDอย่าง ยังEพอมีทางให้เลือกเดิน
A**เมื่อเกิดปัญหา ที่F#mเกินจะรับมือไหว Dบอกใจให้นิ่ง Eให้เย็นเอาไว้ก่อน
Aแต่หากมันหนักหนา จนF#mเกินจะแบกรับDไว้ ก็Eขอให้วางลง วางลงก่อน
Aพึงยินดีกับสิ่งละF#mอัน พันละDน้อย Eที่ได้ผ่านเข้ามา
Aเหนื่อยเกินไปถ้าต้องไขว่F#mคว้า เสาะDหา Eก็เพราะว่ามัน
อยู่ตรงF#mนี้อยู่แล้ว Eแค่มองไม่เห็น และไม่Dเคยหลบเร้น Eแค่มองข้ามไป
F#mเหมือนลมหายEใจ ที่ใครต่อDใคร Eไม่ค่อยให้ความสำคัญ (ซ้ำ **)
***วางลงก่อนF#mแล้วผ่อนคลาย ลองหายใจเข้าและออกEช้าๆ หยุดคิดหยุดF#mฟุ้งซ่านพอก่อนหนา สติปัญญาการตื่นEรู้ นั้นจะชี้นำทาง
A F#m D E 2times(ซ้ำ** เปลี่ยนคีย์สูงขึ้นครึ่งเสียง เป็น Bb Gm Eb F#)
ครับผม เนื้อหากับตามนี้ครับ ออ ลืมบอกอีกอย่าง เป็นเพลงช้าครับ
แบบว่าชีวิตบางช่วงบางตอนมันต้องเจออะไรหนักๆอยู่บ่อยครั้งครับ บางครั้งก็รู้ตัวได้สติก็ช่วยได้เยอะครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้งหรอกครับคุณผู้อ่าน บางที่ก็จมอยู่กับอารมณ์ความคิดอยู่เป็นวันๆโดยไม่รู้ตัวก็มีออกบ่อยไป ก็เขียนๆออกมาจากประสบการณ์จริงบ้าง ได้ยินได้ฟังได้อ่านบ้าง ปนๆกัน
หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้รับสาระ และบันเทิงจากเพลงๆนี้ไปพร้อมๆกันนะครับ
วันนี้เอาสั้นๆแค่นี้ก่อนครับ
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน เทอญ....
วันนี้ผมจะนำเสนออีกหนึ่งบทเพลง ที่เขียนขึ้นเมื่อหลายปีก่อน ระยะเวลาไล่เลี่ยกับเพลงอื่นที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้ อีกแล้วครับท่าน ได้แค่หวังว่า คุณผู้อ่าน จะยังไม่เบื่อนะครับ
เพลงนี้ผมพยายามคิดชื่อเพลงคิดว่าเหมาะและสอดคล้องกับเนื้อหา แต่จวบจนปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้ชื่อเพลงอย่างที่ตั้งใจไว้ ก็ขอเว้นไว้ก่อน ส่วนเนื้อหาจะเป็นอย่างไรนั้น ขอเชิญทัศนากันได้เลยครับ
Aคืนและวันที่ผ่านพ้นF#mมา จนDเป็นฉัน ในEวันนี้
Aถามตัวเอง ได้เรียนF#mรู้อะไร บ้างDไหมE ในฐานะคนๆนึง
F#mเท่าที่รู้ Eโลกไม่ได้สวยงาม อย่างที่Dเข้าใจ อย่างเมื่อEตอนที่ยังเด็ก
F#m แต่ใช่ว่าโลกจะโหดEร้าย ไปเสียทุกDอย่าง ยังEพอมีทางให้เลือกเดิน
A**เมื่อเกิดปัญหา ที่F#mเกินจะรับมือไหว Dบอกใจให้นิ่ง Eให้เย็นเอาไว้ก่อน
Aแต่หากมันหนักหนา จนF#mเกินจะแบกรับDไว้ ก็Eขอให้วางลง วางลงก่อน
Aพึงยินดีกับสิ่งละF#mอัน พันละDน้อย Eที่ได้ผ่านเข้ามา
Aเหนื่อยเกินไปถ้าต้องไขว่F#mคว้า เสาะDหา Eก็เพราะว่ามัน
อยู่ตรงF#mนี้อยู่แล้ว Eแค่มองไม่เห็น และไม่Dเคยหลบเร้น Eแค่มองข้ามไป
F#mเหมือนลมหายEใจ ที่ใครต่อDใคร Eไม่ค่อยให้ความสำคัญ (ซ้ำ **)
***วางลงก่อนF#mแล้วผ่อนคลาย ลองหายใจเข้าและออกEช้าๆ หยุดคิดหยุดF#mฟุ้งซ่านพอก่อนหนา สติปัญญาการตื่นEรู้ นั้นจะชี้นำทาง
A F#m D E 2times(ซ้ำ** เปลี่ยนคีย์สูงขึ้นครึ่งเสียง เป็น Bb Gm Eb F#)
ครับผม เนื้อหากับตามนี้ครับ ออ ลืมบอกอีกอย่าง เป็นเพลงช้าครับ
แบบว่าชีวิตบางช่วงบางตอนมันต้องเจออะไรหนักๆอยู่บ่อยครั้งครับ บางครั้งก็รู้ตัวได้สติก็ช่วยได้เยอะครับ แต่ไม่ใช่ว่าจะทำได้ทุกครั้งหรอกครับคุณผู้อ่าน บางที่ก็จมอยู่กับอารมณ์ความคิดอยู่เป็นวันๆโดยไม่รู้ตัวก็มีออกบ่อยไป ก็เขียนๆออกมาจากประสบการณ์จริงบ้าง ได้ยินได้ฟังได้อ่านบ้าง ปนๆกัน
หวังว่าคุณผู้อ่านจะได้รับสาระ และบันเทิงจากเพลงๆนี้ไปพร้อมๆกันนะครับ
วันนี้เอาสั้นๆแค่นี้ก่อนครับ
ขอความสุขสวัสดีจงมีแด่ทุกท่าน เทอญ....
วันอังคารที่ 6 มิถุนายน พ.ศ. 2560
แรงบันดาลใจ
Intro: A Amaj7 D Dmaj7 2times
Aฉันมองเห็น ได้Amaj7ยิน ได้กลิ่น Dสัมผัสที่ปลายลิ้น Dmaj7ที่ผิวกาย
Aในสายลม ในAmaj7แสงดาวพราว Dในสายน้ำไหล Dmaj7ในท้องทะเล E ใน
F#mผืน ปฐEพี Dในทุกๆที่Dmaj7ทุกๆเวEลา F#mไม่เคยร้างEลา Dไม่ว่าเธอจะเป็นใคร Dmขอแค่เพียงเธอเปิดใจรับ
AแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#mเราพบF#mเจอ
Bmฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจ มองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจA Amaj7 D Dmaj7
AในทุกๆการกระAmaj7ทำ ก็Dปล่อยใจให้ว่างๆหน่อย Dmaj7 สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ
A ชัดเจนขึ้นมา Amaj7 ก็Dอาจตื้นตันจนน้ำตา มันDmaj7ไหลรินหลั่งเหมือนดังEว่า
F#mได้หาเจอสิ่งที่Eหาย ที่Dพรากจากไปเนิ่นนานสุดDmaj7ท้ายกลับมาพบพานE F#mดังภาระอันยิ่งEใหญ่
ที่Dทุ่มเทสุดหัวใจ ได้Dmสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
Aด้วยแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอBm7ฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่ Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจD A
Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ใฝ่ฝัน Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่สร้างสรรค์ Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้ทั้งนั้นBm7 C#m7 Dm7
A แรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอ Bm7ฉันว่าเธอ Eไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลAใจ Amaj7แรงบันดาลDใจ Dmaj7โว้โอ A Amaj7คือแรงบันดาลDใจ Dmaj7. A
เพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ไล่เลี่ยกับหลายๆเพลงที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้
สำหรับที่มาที่ไปของเพลง ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวดีๆต่างๆที่เคยผ่านหูผ่านตาผมมา จากสื่อต่างๆ นั่นเองครับ
ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน นอกเหนือจากการทำนาพาร์ทไทม์ของผมแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก วันทั้งวันจึงหมดไปกับทีวีและอินเตอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารบันเทิง สาระบ้าง สาระน้อยบ้างว่ากันไป พออยู่กับสื่อ คลุกคลีกับมันมากๆ ผมก็ไปสะดุดกับคำๆนี้เข้า ใช่ครับ คำว่าแรงบันดาลใจนั้นเอง มีการใช้คำๆนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ได้หยิบคำๆนี้มาใส่ไว้ในเพลงในท่อนสร้อยซะเลย
เนื้อหาของเพลงๆนี้ ก็คล้ายๆกับเพลงอื่นๆครับ คือมาหลังเมโลดี้ที่ซ้อมๆเล่นๆไปแล้วเราก็ชอบ เพลงนี้ผมเล่นกับเมโลดี้อยู่หลายสัปดาห์เลยครับ แบบว่า รู้สึกว่ามันเพลินดี ก็ไม่ได้คิดเนื้อหาคำร้องอะไร เล่นๆฟังๆไปเรื่อยๆ บางทีก็หลับตาเล่น แล้วปล่อยให้ใจมันล่องลอยไปกับท่วงทำนอง แล้วค่อยสังเกตุว่ามันจะไปเจอไปปิ๊งอะไรเข้าบางไหม อย่างที่บอกครับ เป็นเดือน กว่าคำแรก ประโยคแรกมันจะออกมาได้ คือผมอยากให้ความรู้สึกของเรามันบอกครับ ว่ามันใช่ที่สุดก่อน แล้วค่อยเขียนออกมาครับ พอประโยคแรกมา มันก็ค่อยๆทยอยๆกันมาเรื่อยๆครับ อีกประมาณสัปดาห์ก็ได้ทั้งคำร้องและทำนองที่ผมพอใจ จนผ่านมาอีกประมาณสามปีให้หลัง(มาอยู่ภูเก็ตแล้ว) พอหยิบขึ้นมาซ้อมมาร้อง บ่อยขึ้น ก็รู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนมันยังไม่ได้ดั่งใจ ผมก็เอาเนื้อหามาแก้อีกที จนได้เนื้อเพลงที่คุณผู้อ่านเห็นนี้ละครับ
เมื่อสักสามเดือนที่แล้ว ผมลองเอาโทรศัพท์มาลองอัดเสียง
ตอนเล่นเพลงๆนี้ไปให้เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมลองฟังดู พวกมันว่าไงรู้ไหมครับคุณผู้อ่าน พวกมันไม่ว่าอะไรเลย เอิ้กๆๆๆ ไม่ชม ไม่ด่า เฉยๆชิวๆ กันไป เราว่ามันโอเคแล้ว แต่มันคงยังไม่ใช่สำหรับคนอื่นสินะ ผมคงไม่แก้อีกแล้วละ ด้านเนื้อหานะ แต่ในด้านของดนตรีและเสียงร้อง คงต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกนานเชียวครับ เอิ้กๆๆๆ
สำหรับตอนนี้ก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
Aฉันมองเห็น ได้Amaj7ยิน ได้กลิ่น Dสัมผัสที่ปลายลิ้น Dmaj7ที่ผิวกาย
Aในสายลม ในAmaj7แสงดาวพราว Dในสายน้ำไหล Dmaj7ในท้องทะเล E ใน
F#mผืน ปฐEพี Dในทุกๆที่Dmaj7ทุกๆเวEลา F#mไม่เคยร้างEลา Dไม่ว่าเธอจะเป็นใคร Dmขอแค่เพียงเธอเปิดใจรับ
AแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#mเราพบF#mเจอ
Bmฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจ มองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจA Amaj7 D Dmaj7
AในทุกๆการกระAmaj7ทำ ก็Dปล่อยใจให้ว่างๆหน่อย Dmaj7 สิ่งเหล่านั้นจะค่อยๆ
A ชัดเจนขึ้นมา Amaj7 ก็Dอาจตื้นตันจนน้ำตา มันDmaj7ไหลรินหลั่งเหมือนดังEว่า
F#mได้หาเจอสิ่งที่Eหาย ที่Dพรากจากไปเนิ่นนานสุดDmaj7ท้ายกลับมาพบพานE F#mดังภาระอันยิ่งEใหญ่
ที่Dทุ่มเทสุดหัวใจ ได้Dmสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
Aด้วยแรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอBm7ฉันว่าเธอEไม่เคยอยู่ Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลใจD A
Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ใฝ่ฝัน Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่สร้างสรรค์ Dบันดาลใจให้คน ทำAสิ่งที่ยิ่งใหญ่ ได้ทั้งนั้นBm7 C#m7 Dm7
A แรงบันดาลAmaj7ใจ ที่รอให้C#m7เราพบF#mเจอ Bm7ฉันว่าเธอ Eไม่เคยอยู่Aไกล เกินจะรับAmaj7รู้ ถ้าหากใช้หัวC#m7ใจมองF#mดู ก็จะBm7เห็น สิ่งที่Eเห็น คือแรงบันดาลAใจ Amaj7แรงบันดาลDใจ Dmaj7โว้โอ A Amaj7คือแรงบันดาลDใจ Dmaj7. A
เพลงนี้เขียนขึ้นเมื่อประมาณหกปีที่แล้ว ไล่เลี่ยกับหลายๆเพลงที่เคยนำเสนอไปก่อนหน้านี้
สำหรับที่มาที่ไปของเพลง ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเรื่องราวดีๆต่างๆที่เคยผ่านหูผ่านตาผมมา จากสื่อต่างๆ นั่นเองครับ
ช่วงเวลาที่อยู่บ้าน นอกเหนือจากการทำนาพาร์ทไทม์ของผมแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรอย่างอื่นให้ทำมากนัก วันทั้งวันจึงหมดไปกับทีวีและอินเตอร์เน็ตเสียเป็นส่วนใหญ่ ข่าวสารบันเทิง สาระบ้าง สาระน้อยบ้างว่ากันไป พออยู่กับสื่อ คลุกคลีกับมันมากๆ ผมก็ไปสะดุดกับคำๆนี้เข้า ใช่ครับ คำว่าแรงบันดาลใจนั้นเอง มีการใช้คำๆนี้อยู่บ่อยครั้ง และผมก็ได้หยิบคำๆนี้มาใส่ไว้ในเพลงในท่อนสร้อยซะเลย
เนื้อหาของเพลงๆนี้ ก็คล้ายๆกับเพลงอื่นๆครับ คือมาหลังเมโลดี้ที่ซ้อมๆเล่นๆไปแล้วเราก็ชอบ เพลงนี้ผมเล่นกับเมโลดี้อยู่หลายสัปดาห์เลยครับ แบบว่า รู้สึกว่ามันเพลินดี ก็ไม่ได้คิดเนื้อหาคำร้องอะไร เล่นๆฟังๆไปเรื่อยๆ บางทีก็หลับตาเล่น แล้วปล่อยให้ใจมันล่องลอยไปกับท่วงทำนอง แล้วค่อยสังเกตุว่ามันจะไปเจอไปปิ๊งอะไรเข้าบางไหม อย่างที่บอกครับ เป็นเดือน กว่าคำแรก ประโยคแรกมันจะออกมาได้ คือผมอยากให้ความรู้สึกของเรามันบอกครับ ว่ามันใช่ที่สุดก่อน แล้วค่อยเขียนออกมาครับ พอประโยคแรกมา มันก็ค่อยๆทยอยๆกันมาเรื่อยๆครับ อีกประมาณสัปดาห์ก็ได้ทั้งคำร้องและทำนองที่ผมพอใจ จนผ่านมาอีกประมาณสามปีให้หลัง(มาอยู่ภูเก็ตแล้ว) พอหยิบขึ้นมาซ้อมมาร้อง บ่อยขึ้น ก็รู้สึกว่าเนื้อหาบางส่วนมันยังไม่ได้ดั่งใจ ผมก็เอาเนื้อหามาแก้อีกที จนได้เนื้อเพลงที่คุณผู้อ่านเห็นนี้ละครับ
เมื่อสักสามเดือนที่แล้ว ผมลองเอาโทรศัพท์มาลองอัดเสียง
ตอนเล่นเพลงๆนี้ไปให้เพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยมลองฟังดู พวกมันว่าไงรู้ไหมครับคุณผู้อ่าน พวกมันไม่ว่าอะไรเลย เอิ้กๆๆๆ ไม่ชม ไม่ด่า เฉยๆชิวๆ กันไป เราว่ามันโอเคแล้ว แต่มันคงยังไม่ใช่สำหรับคนอื่นสินะ ผมคงไม่แก้อีกแล้วละ ด้านเนื้อหานะ แต่ในด้านของดนตรีและเสียงร้อง คงต้องใช้เวลาปรับปรุงอีกนานเชียวครับ เอิ้กๆๆๆ
สำหรับตอนนี้ก็ขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ก่อน แล้วมาพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
ไม่มีที่ไป
สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน กลับมาพบกันอีกเช่นเคยกับผมมิสเตอร์เฮิร์บคนเดิม วันนี้ ผมมีเรื่องราวบางอย่างมาชวนให้คุณผู้อ่านทุกท่าน มาร่วมกันขบคิดกันหน่อย เกี่ยวกับสิ่งของที่เราต้องใช้กันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ว่าเราจะจัดการกับมันอย่างไร เมื่อตอนที่เราไม่ต้องการมันอีกต่อไปแล้ว สิ่งนั้นที่ผมกำลังจะกล่าวถึงนั่นก็คือ ถุงพลาสติก และบรรจุภัณฑ์อื่นๆ ที่เราไม่ต้องการแล้ว เรียกรวมๆว่า ขยะ ก็แล้วกันครับ
ที่ๆผมจากมา ก่อนจะมาพำนักอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต เป็นอำเภอเล็กๆทางผ่านระหว่างจังหวัดสองจังหวัด คือ อุบลราชธานี กับ อำนาจเจริญ และหมู่บ้านผมอยู่ห่างจากตัวอำเภอราวแปดกิโลเมตรเห็นจะได้ ช่วงที่กลับไปอยู่บ้านหลังเรียนจบ ผมสั่งซื้อจักรยานคันเล็กๆแบบพับได้มาหนึ่งคัน เอาไว้ปั่นเล่น หวังฟื้นฟูร่างกายหลังจากเลิกสูบบุหรี่ได้ประมาณเจ็ดแปดเดือน ติดบุหรี่มาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมัธยมต้น ก็ประมาณร่วมๆยี่สิบละครับ ที่สูบมา
พอได้จักรยานคันนี้มา ผมก็ไม่ให้มันต้องคอยนาน ผมเริ่มปั่นในเย็นวันนั้นทันที เป้าหมายคือ ปั่นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทำจริงได้แค่ประมาณ 1-2กิโลเมตรเท่านั้น สำหรับวันแรก ก็ประมาณหนึ่งช่วงเกาะกลางถนนหนึ่งเกาะครับ มันได้เท่านั้นจริงๆ และมันก็เหนื่อยมากๆ สำหรับวันต่อๆมา มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับสภาพร่างกาย ที่ค่อยๆฟิตขึ้นทีละน้อยทีละน้อย จากเกราะกลางถนนหนึ่งเกราะ เริ่มเพิ่มจำนวนเกราะขึ้นเรื่อยๆ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความรื่นรมย์ ความสุนทรีย์ มันมีมาเสริมเพิ่มเติมขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป และมันทำให้ผมอยากจะเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ อยากจะท้าทายศักยภาพตัวเองว่าจะทำได้ดี มีความแข็งแกร่ง ทรหดได้มากสักเพียงใด ผมใช้เวลาไปได้ไม่ถึงเดือน แล้วระยะทางแปดกิโลจากหมู่บ้านผม ไปสู่ตัวอำเภอ มันก็กลายเป็นอะไรที่เล็กน้อยจุ๋มจิ๋ม และไม่รู้สึกท้าทายสำหรับผมอีกต่อไป
ตลอดระยะทางแปดกิโลเมตร สองข้างทาง มันคือทุ่งนาข้าว ในฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก ต้นกล้ามันจะเขียวขจี เรื่อยไปจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ต้นข้าวจะออกรวงสีทองอร่ามไปทั่วท้องทุ่ง พริ้วไหวไปตามลมหนาว ดูแล้วสบายตา และเพลิดเพลินจนลืมเหนื่อย ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโต ผมก็นั่งผ่านถนนสายนี้เพื่อไปเรียนหนังสืออยู่หลายปีดีดัก เห็นจนชินชาชินตา แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยงามพิเศษอะไรเหมือนอย่างตอนที่ได้ดูเมื่อปั่นจักรยาน อาจจะเพราะรถผมมันเล็ก ล้อแค่ยี่สิบนิ้ว ต่อให้ปั่นจนสุดกำลัง มันก็ไปได้ไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี มันเป็นข้อเสียและข้อดีในเวลาเดียวกัน เมื่อมันช้า มันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรๆที่ไม่เคยเห็นเหมือนเมื่อตอนนั่งรถผ่าน และมันก็ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้นที่ผมประสบพบเจอ มันมีความมักง่ายไร้วัฒนธรรมของของผู้คนปะปนอยู่ในนั้นด้วย ตลอดระยะทางสิบหกกิโลฯ(ไปกลับ) สองข้างทาง มันเต็มไปด้วยเศษขยะ ถุงพลาสติก แก้วกาแฟ กล่องโฟม ขวดแก้ว เชือกฟาง กล่องนม ฯลฯ ผมไล่ไม่หมดครับมันช่างมีความหลากหลายเยอะแยะมากมายอะไรเช่นนี้ ที่น่าโมโหที่สุดก็ตอนที่เจอคนทิ้งขยะที่ทิ้งกันอย่างหน้าไม่อาย ทิ้งกันต่อหน้าต่อตานี่แหละครับ ที่สำคัญเป็นนักเรียนนักศึกษาคนมีความรู้ มีการศึกษาด้วย โยนแก้วพลาสติก วิ้ว ผ่านหน้าผมไป เด็กๆพวกนี้อยู่บนรถโดยสาร เด็กๆพวกนี้จะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเขาไม่ตายซะก่อน พวกเขาจะยังคงทิ้งอะไรๆแบบนี้ต่อไปได้มากมายอีกตราบชั่วชีวิตพวกเขาเลยละครับ ผมพนันได้เลย อันนี้ที่เห็นตำตานะครับ ส่วนที่ไม่เห็นว่าทิ้งนี่ไม่รู้เป็นใครหน้าไหนบ้าง ซึ่งจริงๆผมก็ไม่อยากรู้หรอกครับว่าคนพวกนี้เป็นใคร ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม ถึงทำกันอย่างที่ทำอยู่
จากประสบการณ์ครั้งนั้น มันทำให้ผมเริ่มสังเกตุสองข้างทางอยู่ตลอดเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ใช่แค่แปดกิโลเมตรจากหมู่บ้านผมถึงตัวอำเภอที่ผมอยู่เท่านั้น แต่มันคือถนนแทบทุกสายในประเทศนี้ ที่ผู้คนต่างยินดีจะทิ้งอะไรก็ตามที่ไม่ต้องการ ให้มันพ้นๆตัวออกไป ลงบนถนน ข้างถนน อันที่จริงแล้ว มันคือทุกๆที่ ที่คนพวกนี้ไปถึงครับ หลายๆครั้งผมเห็นเป็นคนขับรถแพงๆผูกไท หลายๆครั้งผมเห็นเป็นถึงระดับครูบาอาจารย์ ล่าสุด(ที่ภูเก็ต สองสามวันมานี่เอง)ผมเห็นเด็กนักเรียนอนุบาลซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ผู้ปกครองกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทิ้งแก้วพลาสติกใส่น้ำหวานของแกลงบนพื้นถนนขณะรถวิ่งแซงผมไป ก่อนจะทิ้งแก้วพลาสติกนั่น เด็กคนนั้นมองหน้าและสบตาผมก่อนด้วย เฟดเฟ่ ไม่เคยคิดว่าการกระทำแบบนั้นของคนอื่น มันจะมีผลกับจิตใจของผมเองมากมายขนาดนี้ เด็กมันยังไม่รู้ความครับ มันบอกได้สอนได้ อย่างที่โบราณว่าละครับ ไม้อ่อนดัดง่าย แต่พวกผู้ใหญ่นี้ละครับตัวดีเลย ไปติไปว่าเข้าหน่อยนี่ไม่ได้นะครับ ทำอะไรไม่เคยผิด พูดแล้วมันเต็บกระดองใจจริงๆ ผมเคยคิดและถามตัวเองว่า การศึกษา ความรู้ที่เขามี มันไม่ได้ช่วยเรื่องจิตสำนึกพื้นฐานง่ายๆเช่นการทิ้งขยะในที่ที่ควรทิ้ง บ้างเลยหรืออย่างไร แล้วเราจะหวังอะไรกับประเทศนี้ได้อีก กะอีแค่ทิ้งขยะลงในที่ที่ควรทิ้งก็ยังทำกันไม่ได้เลย คิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่า เราเป็นใครถึงได้คิดว่าตัวเองดีกว่าเขาเพียงเพราะเขาไม่ทิ้งขยะลงในที่ๆควรจะทิ้ง ที่ๆมีไว้ให้ทิ้ง ผมไม่ได้คำตอบอะไร มันตื้อไปหมด
ผมเคยเห็นรูปถ่ายในเวบเพจชื่อดังเวบนึง เป็นเวบข่าวสารวาไรตี้ เค้านำเสนอเรื่องราวของขยะในประเทศฟิลิปปินส์ครับ มีหลายๆภาพถ่ายเป็นรูปของขยะสิ่งปฏิกูลจำนวนมหาศาลที่ลอยเอ่ออยู่ในแม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเล มันมากมายจนถึงขนาดที่ว่า ให้คุณผู้อ่านนึกถึงผักตบชวาที่มันมีอยู่ในแม่น้ำลำคลอง บึงน้ำต่างในประเทศของเรา ที่มันลอยเป็นแพเป็นพรมสีเขียวครอบคลุมแม่น้ำทั้งสาย จนแทบมองไม่เห็นผืนน้ำเบื้องล่าง นั่นละครับ แบบนั้นเลย แค่เปลี่ยนจากผักตบชวาสีเขียวเป็นขยะหลากสีหลายชนิดแทน บางรูปมีเด็กๆแก้ผ้าเล่นน้ำแล้วยิ้มให้กล้องอีกด้วย ดูสีหน้าแล้วเขาสนุกสนานและไม่เป็นกังวลทุกข์ร้อนไปกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่เลย ให้ตายเถอะ ยอมใจมันจริงๆ ผมได้แต่หวังว่า ไทยแลนด์ของเราจะไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น แต่เห็นพฤติกรรมของคนในชาติเราแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ มันอาจจะไปถึงจุดนั้นสักวันก็ได้ หากว่าคนในชาติยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มักง่ายไร้จิตสำนึกเช่นนี้
ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่หลายปี ว่าจะมีวิธีใดบ้าง ที่จะแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ หรือไม่ก็ทำอย่างไรให้ตัวผมเองอยู่กับสภาสะแวดล้อมแบบนี้อยู่กับผู้คนแบบนี้ได้อย่างไรให้มีความสุข หรือทุกข์น้อยที่สุด(เหมือนไอ้เด็กในรูปนั่น) เพราะอย่างแรกมันยากเกินไปสำหรับสามัญชนอย่างเรา สุดท้ายคงต้องจบลงตรงคำว่า ปลง เหมือนอย่างเคย ผมเกลียดคำนี้นะ มันเป็นการแสดงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรมอย่างราบคาบ มันขมขื่นและน่าสมเพชสิ้นดี
ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก มีที่มาจากอุตสหกรรมปิโตรเคมีเป็นต้นทางครับ นักวิทยาศาสตร์ใข้ความรู้เรื่องคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของพลาสติก นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน ที่มาของพลาสติกคร่าวๆนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ ผู้ที่สนใจอยากจะทราบข้อมูลที่ลึกขึ้นกว่านี้ ผมก็นำลิงค์มาให้วาร์ปไปอ่านกันด้วยครับ อาจมีศัพท์แสงที่เฉพาะทางบางเล็กน้อย ก็อ่านข้ามๆไปได้ครับ
http://www.uniontoy.com/articles/41959443/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3??.html
จากที่ลองค้นข้อมูลในหลายๆเวบเพจแล้วพบว่า ข้อมูลในเวบที่ผมนำเสนอในลิงค์ข้างบนนั้น ค่อนข้างจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าเวบอื่นๆที่กูเกิ้ลลิสต์มาให้ครับ ไม่เป็นวิชาการมาก แต่พอจะทำให้เข้าใจถึงแหล่งที่มาของพลาสติก และผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พลาสติกชนิดต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
พอค้นข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผมได้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกมันสามารถนำมารีไซเคิ้ลได้มาสุดเพียงสามรอบเท่านั้น (เริ่มจากขวดพลาสติกสีใสๆ พอรีไซเคิลสีพลาสติกจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนครั้งที่ีรีไซเคิ้ลครับ)หลังจากนั้นมันจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพที่ไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆได้อีก เจ้าพลาสติกชนิดนี้ละครับ ที่ผมจะยกมาขอความเห็นจากคุณผู้อ่านทั้งหลายว่า เราควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี
มีเทคโนโลยีนึงที่น่าสนใจครับ คือเทคโนโลยีการเผา(หลอม)ขยะด้วยความร้อนสูง ประมาณ 7,000-15,000 องศาเซนติเกรด ในระบบปิด แล้วจะได้แก๊สจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซนติเกรด นำแก๊สที่ได้มาทำความสะอาด(ทำความสะอาดอย่างไรนั้น ในบทความที่ผมอ่านมาไม่ได้ระบุชัดเจน) เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยให้เหลือเฉพาะคาร์บอนมอนน็อคไซด์ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และไฮโดรเจนเท่านั้น เราก็จะได้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เทอร์ไบน์(กังหัน)ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าครับ เรียกเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่า ซีนแก๊ส (synthesis gas)หรือแก๊สสังเคราะห์นั่นเองละคร้าบ เทคโนโลยีที่ว่านี้ เค้าเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า พลาสม่าแก๊สซิฟิเคชั่น (plasma gasification)
*** การบอกอุณหภูมิประจำวันของสถานีวิทยุ แต่เดิมมักใช้คำว่า องศาเซนติเกรด
แต่ภายหลังมักได้ยินคำว่า องศาเซลเซียส แทน
อันที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง คือ เซนติเกรด เป็นมาตราส่วนในการวัดอุณหภูมิ
ส่วน เซลเซียส เป็นชื่อของคนที่คิดค้นระบบวัดนี้ขึ้นมา
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายคำว่า
Centigrade scale ไว้ว่า สเกลเซนติเกรด, มาตราส่วนเซนติเกรด : การแบ่งสเกลอุณหภูมิ
ตามแบบเซนติเกรด โดยกำหนดจุดเยือกแข็งให้เป็น 0 องศาเซนติเกรด และ
จุดเดือดเป็น 100 องศาเซนติเกรด
เซลเซียส (Cel-cius) นักฟิสิกส์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดสเกลแบบนี้ขึ้น
โดยในครั้งแรก กำหนดให้จุดเดือดเป็น 0 และจุดเยือกแข็งเป็น 100
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้สเกลแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เซลเซียส ผู้นี้มีชื่อเต็มว่า แอนเดอร์ส เซลเซียส ( Anders Cel-cius ) (พ.ศ.2244-2287).
หมายเหตุ *** ข้อมูลจาก โอเคเนชั่นบล็อก
เทคโนโลยีที่ผมกล่าวไปมีราคาแพงมากครับ ต้นทุนในการสร้างโรงเผาขยะแบบที่ว่านี้ อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเศษๆครับ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 70เมกกะวัตต์ ตอนนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ใช้เชื้อเพลิงเป็นขยะประเภทพลาสติก ยาง ไม้ กระดาษ ว่ากันว่าจะข่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะ สร้างมลภาวะน้อยกว่า ไม่ก่อสารพิษไดออกซินและฟิวเรน(เวลาเราเผาพวกพลาสติกเราจะได้กลิ่นฉุนของแก๊สสองชนิดนี้ครับ) ไม่มีน้ำมันดิน ขี้เถ้า หรือเถ้าลอย และมีผลผลิต พลอยได้ คือ ตะกรันแร่ที่มีความเสถียร จึงไม่เป็นอันตรายหรือมีความเป็นพิษ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ในธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น ฟังดูแล้วมันเคลิบเคลิ้มดีแท้ ความหวังเรืองรองทาบทอมาตามเส้นขอบฟ้าเลยทีเดียว แต่มันคงไม่เหมาะที่จัดการกับปัญหาขยะในระดับท้องถิ่นแน่ๆ ก็ทุนสูงซะขนาดนั้น แล้วอย่างเราๆท่านๆละ ทำอะไรกันได้บ้าง นี่ละครับที่ผมอย่างให้คุณผู้อ่านมาแชร์ไอเดียกัน ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนสูงแบบที่กล่าวมา
ในรายงานข่าวกึ่งสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จากฟรีทีวีช่องนึง ผมมีโอกาสได้ดูการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศฟิลิปปินส์ หญิงสาวคนนึงในฟิลิปปินส์ ปิ๊งไอเดียในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง ด้วยวิธีการที่แสนจะเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เธอนำขยะพลาสติกรูปแบบต่างๆ นำมาทำความสะอาด ก่อนนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอนำเอาเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆเหล่านั้น มาเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอิฐบล็อกคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างครับ อิฐของเธอค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงนั่นเอง เธอยืนยันว่าคุณภาพอิฐลูกผสมของเธอนั้น ไม่แพ้อิฐบล็อกในท้องตลาดเลย ก็ว่ากันไปครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้ดีในระดับนึง แถมได้ตังค์ด้วย นับถือๆ ถ้าเล่นไพ่นี่ก็คงป็อกเก้าสองเด้งละครับ เอิ้กๆๆๆ
ส่วนผมเองขอเสนอไอเดียแบบนี้ครับ เอาขยะพลาสติกไปทำความสะอาดแล้วทำการย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เดี๋ยวๆ มันคุ้นอยู่ป่าววะเฮิร์บเอ้ย ครับ ไม่แค่คุ้นหรอกครับ ผมลอกไอเดียสาวฟิลิปปินส์คนนั้นมาเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ คือพอเราได้เศษพลาสติกพวกนี้แล้ว(ยิ่งเล็กเป็นผงได้ยิ่งดีครับ) เราก็จะเอาไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของแอสฟัลท์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อยางมะตอยที่เค้าเอาไว้ผสมกรวดละเอียดลาดถนนนั้นแหละครับ ผมว่ามันต้องเวิร์คแน่นอน ฮ่าๆๆ อันนี้เสนอเฉยๆนะครับ ยังไม่การทดลองหรืองานวิจัยใดๆรองรับทั้งสิ้น มโนเอาล้วนๆครับ เอิ้กๆๆๆ
แล้วคุณผู้อ่านละครับ คิดเห็นกันอย่างไร มีไอเดียอะไรเจ๋งๆที่เคยคิดไว้แล้วยังไม่เคยบอกใครบ้างไหมครับ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกเนี่ย ผมว่ามันไม่ไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ว่างๆไม่มีอะไรทำก็ลองคิดลองแชร์กันออกมาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องมาแชร์ในบล็อกผมก็ได้(พูดเหมือนมีคนมาคอมเม้นท์อยู่เป็นสรณะ) ช่องทางใดที่ท่านคิดว่ามันจะสะดวกที่จะนำพาความคิดไอเดียดีๆไปสู่ผู้คนในวงกว้าง ก็ลุยเลยครับ ผมอยู่ข้างคุณผู้อ่านแน่นอน มันคงคงเป็นประโยชน์ต่อสังคมเราบ้างละน่า ปัญหาอะไรที่ว่าใหญ่ๆ พอเราร่วมด้วยช่วยกันแล้ว ปัญหามันก็จะเล็กลงทันใดเลยละครับ เพราะไอ้เจ้าพลาสติกเนี่ย มันมีที่มาครับ เพียงแต่มันไม่มีที่ไปเท่านั้นเอง
พบกันใหม่ตอนหน้าครับทุกท่าน
ที่ๆผมจากมา ก่อนจะมาพำนักอาศัยอยู่ที่ภูเก็ต เป็นอำเภอเล็กๆทางผ่านระหว่างจังหวัดสองจังหวัด คือ อุบลราชธานี กับ อำนาจเจริญ และหมู่บ้านผมอยู่ห่างจากตัวอำเภอราวแปดกิโลเมตรเห็นจะได้ ช่วงที่กลับไปอยู่บ้านหลังเรียนจบ ผมสั่งซื้อจักรยานคันเล็กๆแบบพับได้มาหนึ่งคัน เอาไว้ปั่นเล่น หวังฟื้นฟูร่างกายหลังจากเลิกสูบบุหรี่ได้ประมาณเจ็ดแปดเดือน ติดบุหรี่มาตั้งแต่เริ่มเข้าเรียนมัธยมต้น ก็ประมาณร่วมๆยี่สิบละครับ ที่สูบมา
พอได้จักรยานคันนี้มา ผมก็ไม่ให้มันต้องคอยนาน ผมเริ่มปั่นในเย็นวันนั้นทันที เป้าหมายคือ ปั่นไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่ทำจริงได้แค่ประมาณ 1-2กิโลเมตรเท่านั้น สำหรับวันแรก ก็ประมาณหนึ่งช่วงเกาะกลางถนนหนึ่งเกาะครับ มันได้เท่านั้นจริงๆ และมันก็เหนื่อยมากๆ สำหรับวันต่อๆมา มันก็ดีขึ้นเรื่อยๆ พร้อมๆกับสภาพร่างกาย ที่ค่อยๆฟิตขึ้นทีละน้อยทีละน้อย จากเกราะกลางถนนหนึ่งเกราะ เริ่มเพิ่มจำนวนเกราะขึ้นเรื่อยๆ ความสนุกสนาน ความเพลิดเพลิน ความรื่นรมย์ ความสุนทรีย์ มันมีมาเสริมเพิ่มเติมขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไป และมันทำให้ผมอยากจะเพิ่มระยะทางขึ้นเรื่อยๆ อยากจะท้าทายศักยภาพตัวเองว่าจะทำได้ดี มีความแข็งแกร่ง ทรหดได้มากสักเพียงใด ผมใช้เวลาไปได้ไม่ถึงเดือน แล้วระยะทางแปดกิโลจากหมู่บ้านผม ไปสู่ตัวอำเภอ มันก็กลายเป็นอะไรที่เล็กน้อยจุ๋มจิ๋ม และไม่รู้สึกท้าทายสำหรับผมอีกต่อไป
ตลอดระยะทางแปดกิโลเมตร สองข้างทาง มันคือทุ่งนาข้าว ในฤดูกาลเริ่มเพาะปลูก ต้นกล้ามันจะเขียวขจี เรื่อยไปจนถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่ต้นข้าวจะออกรวงสีทองอร่ามไปทั่วท้องทุ่ง พริ้วไหวไปตามลมหนาว ดูแล้วสบายตา และเพลิดเพลินจนลืมเหนื่อย ทั้งๆที่ตั้งแต่เล็กจนโต ผมก็นั่งผ่านถนนสายนี้เพื่อไปเรียนหนังสืออยู่หลายปีดีดัก เห็นจนชินชาชินตา แต่กลับไม่ได้รู้สึกว่ามันสวยงามพิเศษอะไรเหมือนอย่างตอนที่ได้ดูเมื่อปั่นจักรยาน อาจจะเพราะรถผมมันเล็ก ล้อแค่ยี่สิบนิ้ว ต่อให้ปั่นจนสุดกำลัง มันก็ไปได้ไม่ถึงยี่สิบกิโลเมตรต่อชั่วโมงอยู่ดี มันเป็นข้อเสียและข้อดีในเวลาเดียวกัน เมื่อมันช้า มันก็ทำให้ผมได้เห็นอะไรๆที่ไม่เคยเห็นเหมือนเมื่อตอนนั่งรถผ่าน และมันก็ไม่ใช่แค่เพียงความสวยงามรื่นรมย์เท่านั้นที่ผมประสบพบเจอ มันมีความมักง่ายไร้วัฒนธรรมของของผู้คนปะปนอยู่ในนั้นด้วย ตลอดระยะทางสิบหกกิโลฯ(ไปกลับ) สองข้างทาง มันเต็มไปด้วยเศษขยะ ถุงพลาสติก แก้วกาแฟ กล่องโฟม ขวดแก้ว เชือกฟาง กล่องนม ฯลฯ ผมไล่ไม่หมดครับมันช่างมีความหลากหลายเยอะแยะมากมายอะไรเช่นนี้ ที่น่าโมโหที่สุดก็ตอนที่เจอคนทิ้งขยะที่ทิ้งกันอย่างหน้าไม่อาย ทิ้งกันต่อหน้าต่อตานี่แหละครับ ที่สำคัญเป็นนักเรียนนักศึกษาคนมีความรู้ มีการศึกษาด้วย โยนแก้วพลาสติก วิ้ว ผ่านหน้าผมไป เด็กๆพวกนี้อยู่บนรถโดยสาร เด็กๆพวกนี้จะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในวันข้างหน้า ถ้าพวกเขาไม่ตายซะก่อน พวกเขาจะยังคงทิ้งอะไรๆแบบนี้ต่อไปได้มากมายอีกตราบชั่วชีวิตพวกเขาเลยละครับ ผมพนันได้เลย อันนี้ที่เห็นตำตานะครับ ส่วนที่ไม่เห็นว่าทิ้งนี่ไม่รู้เป็นใครหน้าไหนบ้าง ซึ่งจริงๆผมก็ไม่อยากรู้หรอกครับว่าคนพวกนี้เป็นใคร ผมแค่อยากรู้ว่าทำไม ถึงทำกันอย่างที่ทำอยู่
จากประสบการณ์ครั้งนั้น มันทำให้ผมเริ่มสังเกตุสองข้างทางอยู่ตลอดเมื่อเดินทางไปไหนมาไหน แล้วผมก็ได้เรียนรู้ว่า ไม่ใช่แค่แปดกิโลเมตรจากหมู่บ้านผมถึงตัวอำเภอที่ผมอยู่เท่านั้น แต่มันคือถนนแทบทุกสายในประเทศนี้ ที่ผู้คนต่างยินดีจะทิ้งอะไรก็ตามที่ไม่ต้องการ ให้มันพ้นๆตัวออกไป ลงบนถนน ข้างถนน อันที่จริงแล้ว มันคือทุกๆที่ ที่คนพวกนี้ไปถึงครับ หลายๆครั้งผมเห็นเป็นคนขับรถแพงๆผูกไท หลายๆครั้งผมเห็นเป็นถึงระดับครูบาอาจารย์ ล่าสุด(ที่ภูเก็ต สองสามวันมานี่เอง)ผมเห็นเด็กนักเรียนอนุบาลซ้อนท้ายมอเตอร์ไซต์ผู้ปกครองกลับบ้านหลังเลิกเรียน ทิ้งแก้วพลาสติกใส่น้ำหวานของแกลงบนพื้นถนนขณะรถวิ่งแซงผมไป ก่อนจะทิ้งแก้วพลาสติกนั่น เด็กคนนั้นมองหน้าและสบตาผมก่อนด้วย เฟดเฟ่ ไม่เคยคิดว่าการกระทำแบบนั้นของคนอื่น มันจะมีผลกับจิตใจของผมเองมากมายขนาดนี้ เด็กมันยังไม่รู้ความครับ มันบอกได้สอนได้ อย่างที่โบราณว่าละครับ ไม้อ่อนดัดง่าย แต่พวกผู้ใหญ่นี้ละครับตัวดีเลย ไปติไปว่าเข้าหน่อยนี่ไม่ได้นะครับ ทำอะไรไม่เคยผิด พูดแล้วมันเต็บกระดองใจจริงๆ ผมเคยคิดและถามตัวเองว่า การศึกษา ความรู้ที่เขามี มันไม่ได้ช่วยเรื่องจิตสำนึกพื้นฐานง่ายๆเช่นการทิ้งขยะในที่ที่ควรทิ้ง บ้างเลยหรืออย่างไร แล้วเราจะหวังอะไรกับประเทศนี้ได้อีก กะอีแค่ทิ้งขยะลงในที่ที่ควรทิ้งก็ยังทำกันไม่ได้เลย คิดเลยเถิดไปถึงขนาดว่า เราเป็นใครถึงได้คิดว่าตัวเองดีกว่าเขาเพียงเพราะเขาไม่ทิ้งขยะลงในที่ๆควรจะทิ้ง ที่ๆมีไว้ให้ทิ้ง ผมไม่ได้คำตอบอะไร มันตื้อไปหมด
ผมเคยเห็นรูปถ่ายในเวบเพจชื่อดังเวบนึง เป็นเวบข่าวสารวาไรตี้ เค้านำเสนอเรื่องราวของขยะในประเทศฟิลิปปินส์ครับ มีหลายๆภาพถ่ายเป็นรูปของขยะสิ่งปฏิกูลจำนวนมหาศาลที่ลอยเอ่ออยู่ในแม่น้ำลำคลอง และชายฝั่งทะเล มันมากมายจนถึงขนาดที่ว่า ให้คุณผู้อ่านนึกถึงผักตบชวาที่มันมีอยู่ในแม่น้ำลำคลอง บึงน้ำต่างในประเทศของเรา ที่มันลอยเป็นแพเป็นพรมสีเขียวครอบคลุมแม่น้ำทั้งสาย จนแทบมองไม่เห็นผืนน้ำเบื้องล่าง นั่นละครับ แบบนั้นเลย แค่เปลี่ยนจากผักตบชวาสีเขียวเป็นขยะหลากสีหลายชนิดแทน บางรูปมีเด็กๆแก้ผ้าเล่นน้ำแล้วยิ้มให้กล้องอีกด้วย ดูสีหน้าแล้วเขาสนุกสนานและไม่เป็นกังวลทุกข์ร้อนไปกับสภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่เลย ให้ตายเถอะ ยอมใจมันจริงๆ ผมได้แต่หวังว่า ไทยแลนด์ของเราจะไม่เดินทางไปถึงจุดนั้น แต่เห็นพฤติกรรมของคนในชาติเราแล้วก็ได้แต่ทอดถอนใจ มันอาจจะไปถึงจุดนั้นสักวันก็ได้ หากว่าคนในชาติยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่มักง่ายไร้จิตสำนึกเช่นนี้
ผมใช้เวลาคิดใคร่ครวญอยู่หลายปี ว่าจะมีวิธีใดบ้าง ที่จะแก้ไขพฤติกรรมของคนเหล่านี้ได้ หรือไม่ก็ทำอย่างไรให้ตัวผมเองอยู่กับสภาสะแวดล้อมแบบนี้อยู่กับผู้คนแบบนี้ได้อย่างไรให้มีความสุข หรือทุกข์น้อยที่สุด(เหมือนไอ้เด็กในรูปนั่น) เพราะอย่างแรกมันยากเกินไปสำหรับสามัญชนอย่างเรา สุดท้ายคงต้องจบลงตรงคำว่า ปลง เหมือนอย่างเคย ผมเกลียดคำนี้นะ มันเป็นการแสดงการยอมจำนนต่อความอยุติธรรมอย่างราบคาบ มันขมขื่นและน่าสมเพชสิ้นดี
ผลิตภัณฑ์จากพลาสติก มีที่มาจากอุตสหกรรมปิโตรเคมีเป็นต้นทางครับ นักวิทยาศาสตร์ใข้ความรู้เรื่องคุณสมบัติทางกายภาพและเคมีของพลาสติก นำมาผลิตเป็นผลิตภัณฑ์มากมายหลากหลายชนิด เพื่อตอบสนองความต้องการและอำนวยความสะดวกให้กับผู้คน ที่มาของพลาสติกคร่าวๆนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างเยอะครับ ผู้ที่สนใจอยากจะทราบข้อมูลที่ลึกขึ้นกว่านี้ ผมก็นำลิงค์มาให้วาร์ปไปอ่านกันด้วยครับ อาจมีศัพท์แสงที่เฉพาะทางบางเล็กน้อย ก็อ่านข้ามๆไปได้ครับ
http://www.uniontoy.com/articles/41959443/%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3??.html
จากที่ลองค้นข้อมูลในหลายๆเวบเพจแล้วพบว่า ข้อมูลในเวบที่ผมนำเสนอในลิงค์ข้างบนนั้น ค่อนข้างจะอ่านเข้าใจง่ายกว่าเวบอื่นๆที่กูเกิ้ลลิสต์มาให้ครับ ไม่เป็นวิชาการมาก แต่พอจะทำให้เข้าใจถึงแหล่งที่มาของพลาสติก และผลิตภัณฑ์จากพลาสติก พลาสติกชนิดต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้
พอค้นข้อมูลมากขึ้น ทำให้ผมได้ทราบว่า ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกมันสามารถนำมารีไซเคิ้ลได้มาสุดเพียงสามรอบเท่านั้น (เริ่มจากขวดพลาสติกสีใสๆ พอรีไซเคิลสีพลาสติกจะขุ่นขึ้นเรื่อยๆตามจำนวนครั้งที่ีรีไซเคิ้ลครับ)หลังจากนั้นมันจะมีคุณสมบัติทางเคมีที่เป็นพิษต่อมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทั้งคุณสมบัติทางกายภาพที่ไม่เหมาะสำหรับการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ใดๆได้อีก เจ้าพลาสติกชนิดนี้ละครับ ที่ผมจะยกมาขอความเห็นจากคุณผู้อ่านทั้งหลายว่า เราควรจะจัดการกับมันอย่างไรดี
มีเทคโนโลยีนึงที่น่าสนใจครับ คือเทคโนโลยีการเผา(หลอม)ขยะด้วยความร้อนสูง ประมาณ 7,000-15,000 องศาเซนติเกรด ในระบบปิด แล้วจะได้แก๊สจากการเผาไหม้ที่อุณหภูมิ 1,200 องศาเซนติเกรด นำแก๊สที่ได้มาทำความสะอาด(ทำความสะอาดอย่างไรนั้น ในบทความที่ผมอ่านมาไม่ได้ระบุชัดเจน) เมื่อทำความสะอาดเรียบร้อยให้เหลือเฉพาะคาร์บอนมอนน็อคไซด์ คาร์บอนไดอ็อกไซด์ และไฮโดรเจนเท่านั้น เราก็จะได้เชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์เทอร์ไบน์(กังหัน)ที่ใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าครับ เรียกเชื้อเพลิงชนิดนี้ว่า ซีนแก๊ส (synthesis gas)หรือแก๊สสังเคราะห์นั่นเองละคร้าบ เทคโนโลยีที่ว่านี้ เค้าเรียกเป็นภาษาปะกิตว่า พลาสม่าแก๊สซิฟิเคชั่น (plasma gasification)
*** การบอกอุณหภูมิประจำวันของสถานีวิทยุ แต่เดิมมักใช้คำว่า องศาเซนติเกรด
แต่ภายหลังมักได้ยินคำว่า องศาเซลเซียส แทน
อันที่จริงก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นเอง คือ เซนติเกรด เป็นมาตราส่วนในการวัดอุณหภูมิ
ส่วน เซลเซียส เป็นชื่อของคนที่คิดค้นระบบวัดนี้ขึ้นมา
พจนานุกรมศัพท์ภูมิศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ให้คำอธิบายคำว่า
Centigrade scale ไว้ว่า สเกลเซนติเกรด, มาตราส่วนเซนติเกรด : การแบ่งสเกลอุณหภูมิ
ตามแบบเซนติเกรด โดยกำหนดจุดเยือกแข็งให้เป็น 0 องศาเซนติเกรด และ
จุดเดือดเป็น 100 องศาเซนติเกรด
เซลเซียส (Cel-cius) นักฟิสิกส์ชาวสวีเดน เป็นผู้คิดสเกลแบบนี้ขึ้น
โดยในครั้งแรก กำหนดให้จุดเดือดเป็น 0 และจุดเยือกแข็งเป็น 100
ต่อมาจึงได้เปลี่ยนมาใช้สเกลแบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
เซลเซียส ผู้นี้มีชื่อเต็มว่า แอนเดอร์ส เซลเซียส ( Anders Cel-cius ) (พ.ศ.2244-2287).
หมายเหตุ *** ข้อมูลจาก โอเคเนชั่นบล็อก
เทคโนโลยีที่ผมกล่าวไปมีราคาแพงมากครับ ต้นทุนในการสร้างโรงเผาขยะแบบที่ว่านี้ อยู่ที่ประมาณหนึ่งหมื่นล้านบาทเศษๆครับ และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 70เมกกะวัตต์ ตอนนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง ใช้เชื้อเพลิงเป็นขยะประเภทพลาสติก ยาง ไม้ กระดาษ ว่ากันว่าจะข่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้อย่างยั่งยืนที่สุด เพราะ สร้างมลภาวะน้อยกว่า ไม่ก่อสารพิษไดออกซินและฟิวเรน(เวลาเราเผาพวกพลาสติกเราจะได้กลิ่นฉุนของแก๊สสองชนิดนี้ครับ) ไม่มีน้ำมันดิน ขี้เถ้า หรือเถ้าลอย และมีผลผลิต พลอยได้ คือ ตะกรันแร่ที่มีความเสถียร จึงไม่เป็นอันตรายหรือมีความเป็นพิษ สามารถนําไปใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย เช่น ในธุรกิจก่อสร้าง เป็นต้น ฟังดูแล้วมันเคลิบเคลิ้มดีแท้ ความหวังเรืองรองทาบทอมาตามเส้นขอบฟ้าเลยทีเดียว แต่มันคงไม่เหมาะที่จัดการกับปัญหาขยะในระดับท้องถิ่นแน่ๆ ก็ทุนสูงซะขนาดนั้น แล้วอย่างเราๆท่านๆละ ทำอะไรกันได้บ้าง นี่ละครับที่ผมอย่างให้คุณผู้อ่านมาแชร์ไอเดียกัน ที่ไม่ต้องใช้เทคโนโลยีและเงินทุนสูงแบบที่กล่าวมา
ในรายงานข่าวกึ่งสารคดีเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จากฟรีทีวีช่องนึง ผมมีโอกาสได้ดูการแก้ไขปัญหาขยะล้นเมืองในประเทศฟิลิปปินส์ หญิงสาวคนนึงในฟิลิปปินส์ ปิ๊งไอเดียในการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกล้นเมือง ด้วยวิธีการที่แสนจะเรียบง่าย แต่เปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ เธอนำขยะพลาสติกรูปแบบต่างๆ นำมาทำความสะอาด ก่อนนำไปตัดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เธอนำเอาเศษพลาสติกชิ้นเล็กๆเหล่านั้น มาเป็นหนึ่งในส่วนผสมของอิฐบล็อกคอนกรีตสำหรับงานก่อสร้างครับ อิฐของเธอค่อยๆได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากราคาที่ถูกกว่าท้องตลาด น้ำหนักเบา เพราะต้นทุนวัตถุดิบที่ต่ำลงนั่นเอง เธอยืนยันว่าคุณภาพอิฐลูกผสมของเธอนั้น ไม่แพ้อิฐบล็อกในท้องตลาดเลย ก็ว่ากันไปครับ ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการแก้ปัญหาขยะล้นเมืองได้ดีในระดับนึง แถมได้ตังค์ด้วย นับถือๆ ถ้าเล่นไพ่นี่ก็คงป็อกเก้าสองเด้งละครับ เอิ้กๆๆๆ
ส่วนผมเองขอเสนอไอเดียแบบนี้ครับ เอาขยะพลาสติกไปทำความสะอาดแล้วทำการย่อยให้เป็นชิ้นเล็กๆก่อน เดี๋ยวๆ มันคุ้นอยู่ป่าววะเฮิร์บเอ้ย ครับ ไม่แค่คุ้นหรอกครับ ผมลอกไอเดียสาวฟิลิปปินส์คนนั้นมาเลยละครับ เอิ้กๆๆๆ คือพอเราได้เศษพลาสติกพวกนี้แล้ว(ยิ่งเล็กเป็นผงได้ยิ่งดีครับ) เราก็จะเอาไปเป็นหนึ่งในส่วนผสมของแอสฟัลท์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อยางมะตอยที่เค้าเอาไว้ผสมกรวดละเอียดลาดถนนนั้นแหละครับ ผมว่ามันต้องเวิร์คแน่นอน ฮ่าๆๆ อันนี้เสนอเฉยๆนะครับ ยังไม่การทดลองหรืองานวิจัยใดๆรองรับทั้งสิ้น มโนเอาล้วนๆครับ เอิ้กๆๆๆ
แล้วคุณผู้อ่านละครับ คิดเห็นกันอย่างไร มีไอเดียอะไรเจ๋งๆที่เคยคิดไว้แล้วยังไม่เคยบอกใครบ้างไหมครับ เกี่ยวกับการแก้ปัญหาขยะพลาสติกเนี่ย ผมว่ามันไม่ไกลตัวเลยแม้แต่น้อย ว่างๆไม่มีอะไรทำก็ลองคิดลองแชร์กันออกมาได้ครับ ไม่จำเป็นต้องมาแชร์ในบล็อกผมก็ได้(พูดเหมือนมีคนมาคอมเม้นท์อยู่เป็นสรณะ) ช่องทางใดที่ท่านคิดว่ามันจะสะดวกที่จะนำพาความคิดไอเดียดีๆไปสู่ผู้คนในวงกว้าง ก็ลุยเลยครับ ผมอยู่ข้างคุณผู้อ่านแน่นอน มันคงคงเป็นประโยชน์ต่อสังคมเราบ้างละน่า ปัญหาอะไรที่ว่าใหญ่ๆ พอเราร่วมด้วยช่วยกันแล้ว ปัญหามันก็จะเล็กลงทันใดเลยละครับ เพราะไอ้เจ้าพลาสติกเนี่ย มันมีที่มาครับ เพียงแต่มันไม่มีที่ไปเท่านั้นเอง
พบกันใหม่ตอนหน้าครับทุกท่าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข่าวดี มีมานานแล้วครับ
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...
-
รับปากกับข้า ว่าเอ็งจะยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม อย่าได้ใช้ดนตรีไปในทางที่เสื่อม คิดเอาดีเอาเด่น หักหาญผู้อื่นเป็นขาด และต่อแต่นี้...
-
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994...
-
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...









