วันพุธที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

การใช้ประโยชน์จากเครือข่ายคอมพิวเตอร์ออนไลน์

นับตั้งแต่วันที่ผมตัดสินใจซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ ผมครุ่นคิดถึงการใช้คอมฯเครื่องใหม่นี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และถ้าเป็นไปได้มันควรสร้างรายได้ ได้ด้วย ผมมองไปที่งานกราฟฟิกดีไซน์บ้าง งานเขียนโปรแกรมสำเร็จรูปบ้าง หรือแม้แต่งานด้านดูแลระบบเครือข่าย ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น ผมมีทักษะด้านดังกล่าวน้อยจะถึงขั้นน้อยมากๆ กะเอาว่าจะมาเรียนรู้เอาทีหลัง ไปๆมาๆผมกลับมาวนเวียนอยู่กับวังวนเก่าๆที่เคยเป็นมา ไม่สามารถบังคับตัวเองให้แข็งใจไม่ให้เสียเวลากับการคุยกับคนหลายๆคน ที่แทบจะไม่เคยเห็นหรือพูดคุยกันได้เลยในชีวิตจริง ซึ่งเป็นใครก็ไม่รู้ คุยเรื่องอะไรก็ไม่รู้ โกหกรึเปล่าก็ยากจะแยกแยะ หลายคำถามผุดขึ้นในห้วงความคิด กระตุ้นเตือนให้สำนึกรู้ว่าทำอะไรอยู่ ทำๆไม ได้ประโยชน์อะไรบ้าง
แม้กระนั้น เวลาที่เสียไป มันก็ไม่ได้สูญเปล่าซะทีเดียว ผมได้เรียนรู้หลายอย่างเมื่อได้พูดคุยกับผู้คนผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสำคัญกว่าอย่างอื่น ผมได้กลับมาสู่จุดมุ่งหมายหลักได้อย่างไม่ยากเย็น ขุมทรัพย์ทางปัญญาอันหาที่สิ้นสุดไม่ได้นี้ ไม่เคยมลายหายไปกับกาลเวลา มันยังรอผู้แสวงหาความหลุดพ้น จากความไม่รู้ทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นศาสตร์หรือศิลป์ใดๆ ก็มีบันทึกอย่างมากมายไว้รอผู้มาศึกษา หาวิชาความรู้อยู่เสมอ ผมเองคงให้ความสำคัญกับเครือข่ายออนไลน์มากไปซักหน่อย แต่ก็ไม่ลืมสื่อความรู้แบบดังเดิมแต่อย่างใด บุคคลผู้มีความรู้ความสามารถ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน บันทึกต่างๆที่เขียนด้วยมือ สิ่งพิมพ์ต่างๆ วิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ก็ยังคงทรงอิทธิพลอยู่ สื่อแขนงต่างๆทั้งหลายนั้นอาศัยพึ่งพิงกันอยู่ ดังระบบนิเวศอันหลากหลายด้วยสิ่งมีชีวิต ที่เกื้อกูลซึ่งกันและกัน เป็นเช่นนี้เสมอมา และน่าจะคงสภาวะเช่นนี้ไปอีกนาน จนกว่า... จนกว่า... จะเปลี่ยน ละมั้ง

วันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

อันความกรุณาปราณี

การแบ่งปันน้ำใจให้ผู้ที่ด้อยกว่า นับเป็นสิ่งที่ควรกระทำด้วยใจบริสุทธิ์ ผู้ให้ น่าจะรู้สึกถึงความอิ่มเอมใจ จากการให้ ไม่ใช่สูญเสียไปเพราะการเสียสละ หรือให้ด้วยความจำใจ นั้นไม่น่าใช่เรื่องดี ทั้งต่อตัวผู้ให้และผู้รับ
ความรู้สึกดีๆที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันหรือแม้แต่สัตว์โลกต่างสายพันธุ์ทั้งหลายนั้น นับเป็นกุศลจิตที่ควรสนับสนุนยกย่อง น่าเศร้าหากมีคนบางประเภท ที่ชอบหาประโยชน์จากคนที่มีจิตเป็นกุศลอยู่ร่ำไป หลายครั้งที่ผมทำบุญโดยที่ผมไม่ได้อยากทำ แต่ทำเพราะ"ต้องทำ"เพราะจำใจ นั้นคือผมทำบุญไปด้วยจิตอันไม่เป็นกุศลนั้นเอง ผมจึงมองเห็นคุณค่าในการทำบุญแบบนั้นด้อยลง จนคิดว่า ถ้าทำสิ่งที่เป็นเหตุแห่งความเดือดเนื้อร้อนใจแล้ว เราจะทำไปทำไมกัน พระท่านว่า ความตระหนี่ถี่เหนี่ยว บรรเทาได้ด้วยการแบ่งปัน ให้ทาน  ในจิตใจอันคับแคบของผม ความรักอาจช่วยให้ดีขึ้นได้ รักแบบพระเจ้ารักมนุษย์ แบบพระพุทธองค์รักสรรพสัตว์ทั้งหลาย การจะทำให้ตนเองคิดอย่างนั้นได้จริง ต้องมีจิตใจที่สูงส่งเพียงไหน ผมเองก็จินตนาการไปไม่ถึง อย่างไรเสียผมไม่ได้กังวลกับมันมากนัก มีคนมากมายพร้อมที่จะให้คนอื่นโดยไม่มีข้อแม้ และแม้ไม่มีผมรวมอยู่ในนั้น โลกก็ยังคงหมุนไป ความรักยังมี ความดียังอยู่เหมือนเช่นเดิมที่มันเคยมีเคยเป็น หากสลับเปลี่ยนถ่ายเทไปสู่รูปแบบอื่น คนอื่นๆชีวิตอื่นๆ ให้ได้มีประสบการณ์ที่แช่มชื่นหัวใจบ้าง ก็ไม่เห็นเป็นไร วันที่ผมจะรู้สึกอยาก "ให้" ด้วยใจบริสุทธิ์ ย่อมจะผ่านวนเวียนมาผมบ้างเป็นครั้งคราว หรือจะผ่านมาบ่อยๆเลย ก็อาจจะเป็นได้ น่าจะอย่างงั้นนะ

วันจันทร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

ความว่างเปล่ากับความเหงา

สองสิ่งข้างต้น มักมาคู่กัน เมื่อจิตใจมนุษย์ไม่เข้มแข็งพอที่จะอยู่กับความว่างเปล่าในจิตใจ ก็มักจะโหยหาสิ่งใดๆก็ตาม เพื่อให้ตนเองหลุดพ้นจากสภาวะนั้น บางครั้งผู้เขียนก็ประสบพบพานบ้าง เป็นครั้งคราว วิธีจัดการกับความเหงานั้น มนุษย์มักนึกถึงคนอื่นก่อนเสมอ น้อยคนนักจะตระหนักว่า ในท้ายที่สุด ตัวเรานั้นเอง จะเป็นผู้กำหนดว่า เราต้องการผู้อื่นมาเติมเต็ม หรือว่าเราแค่รับรู้ว่า มันเป็นเพียงหนึ่งสภาวะของจิตใจ ที่จะวนเวียนมาสู่ชีวิตเรานับครั้งไม่ถ้วน และแน่นอนที่สุด เมื่อมันผ่านเข้าเอง มันย่อมไปได้เองเช่นเดียวกัน แต่การเข้าใจและยอมรับซึ่งนำไปสู่แนวทางจัดการกับสภาวะทางจิตใจที่ว่านี่ ใช่ว่าจะทำกันได้ง่าย อาจต้องใช้เวลา และบททดสอบครั้งแล้วครั้งเล่า นึกถึงทฤษฎี การปรับตัวเพื่อความอยู่รอด ไม่เพียงแค่มนุษย์เท่านั้นที่มีความสามารถแบบนั้น สิ่งมีชีวิตทั้งหลายบนโลกนี้ต่างมีบรรพบุรุษที่ต้องฝ่าฟันอุปสรรค บททดสอบเพื่อให้ตนเองและเผ่าพันธุ์นั้นอยู่รอดกันแทบทั้งสิ้น หากมองในแง่หนึ่ง เราสามารถได้ประโยชน์จากความเหงาได้เช่นเดียวกัน ช่วงเวลาเหล่านี้ เราอาจจะมองเห็น คนที่ห่วงใยเรา ปรากฏตัวออกมา มักจะไม่ใช่ใครที่ไหนอื่นไกล และมักจะเป็นคนเดียวกันกับคนที่เรามองข้ามความสำคัญของเขาเสมอๆ และพวกเขาก็แวดล้อมอยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกเมื่อเชื่อวัน คนในครอบครัวเรานี่เอง  น่าเศร้าหากเราไม่เคยมีคนเหล่านั้นอยู่เลยในชีวิต
เรากินอาหารเพื่ออยู่รอด มีมิตรภาพ ความผูกพัน มีสายสัมพันธ์เพื่อหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณ ชีวิตในบางแง่มุมช่างเรียบง่าย ผ่อนคลาย ผมรู้สึกดีใจที่ผมได้ค้นพบมันด้วยตัวเองโดยที่ไม่ต้องมีใครมาบอกกล่าว ผมอยากมีความรู้สึกแบบนั้น ทุกๆวันมันคงจะวิเศษไปเลย

วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553

กลับมาอีกครั้ง

เวลาผมมีมากมาย แต่ไม่มีอะไรจะถ่ายทอด คุณอาจเคยประสบปัญหาเช่นนี้ ผมไม่ได้เขียนนานมากเลย ถ้าทำงานบริษัท คงโดนไล่ออก จะว่าไป ไม่ใช่ว่าไม่มีไรเขียนหรอก มันมีมากมาย แต่ตามที่ผมเคยกล่าวไว้ในบทความก่อนๆ ว่าควรกลั่นกรองมากๆก่อน ออกมาสู่สายตาผู้อ่าน จะสัพเพเหระอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ขอให้ตนและผู้อื่นไม่เดือดร้อนว่างั้นเถอะ อันหลังนี้แหละคุณมันทำยากจริง ๆ การคิด พูดหรือทำอะไรโดยไม่มีผลกระทบต่อใครๆนั้น มันเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แม้แต่สื่อสารมวลชนมืออาชีพทุกแขนง ยังต้องเจอสภาวะเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา
ผมบอกกับตัวเองเมื่อสักครู่ว่า ควรมีวินัยในการทำงานมากว่านี้ ผมเห็นด้วยทุกประการโดยไม่ตั้งข้อสงสัยมันควรเป็นเช่นนั้น บทความจะสั้นยาว (หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามแต่) ควรจะมีออกมาให้อ่านทุกวันนัยว่า มีดยิ่งหมั่นลับ นั้นย่อมยิ่งคมเช่นนั้นแล รู้วิธีการสู่ความสำเร็จทุกอย่าง แต่ทำตามอย่างที่รู้ไม่ได้ อุปมาดังเหมือนคนไม่รู้อะไรเลย อะไรทำนองนั้น  พูดไปพูดมา แก้ที่ไหนดี จบแค่นี้ดีกว่า

วันพฤหัสบดีที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2553

แป๊ะซะ

อาหารชนิดหนึ่ง ไม่ทราบสัญชาติที่แน่นอน ทำจากปลาช่อนตัวใหญ่  สับเป็นท่อน หมักกับเครื่องเทศ(รากผักชี พริกไทย กระเทียม ตะไคร้ ใบมะกรูด โขลกรวมกัน ปรุงรสด้วยน้ำปลา เกลือ ซอส ซีอิ้วขาว คลุกเคล้ากัน)แล้วนำไปนึ่งจนสุกดี กินกับน้ำจิ้มหวาน(นำมะขาวเปียกมาละลายในน้ำร้อน ในกะทะ เติมน้ำตาลทราย น้ำตาลปิ๊บ เกลือ น้ำปลา จนได้รสหวาน เค็ม เปรี้ยวพอประมาณ เคี่ยวให้เข้ากันจนข้นเหนียว เติมถั่งลิสงป่นลงไป พริกแห้งทอด หอมแดงซอยเจียวพอเหลือง)และผักเครื่องเคียง ที่นิยมกันได้แก่ ผักกาดขาว ผักสลัด ผักชี สะระแหน่ ผักชีฝรั่ง นิยมทำรับประทานกันหลังฤดูเกี่ยวข้าวเสร็จ อาหารชั้นดีที่น่าลองทำกินดูซักครั้ง
อาหารเย็นวันนี้นี่เองงงงงงงงง
อร่อยจริงๆครับคุณผู้อ่าน

วันศุกร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2553

ผมประสบปัญหาการที่ไม่มีอะไรจะเขียนอย่างรุนแรง

โอ้ว ๆๆๆ   ๆๆๆๆ ๆๆๆๆ มันเกิดขึ้นแล้วมันเกิดขึ้นเสมอและมันจะเป็นเช่นนี้เรื่อยไป เช่นนั้นกะหรือออ  ชีวิตประจำวันผมมันน่าเบื่อสิ้นดี แต่ไม่ใช่ว่าเรื่องราวที่อยู่ในหัวมันไม่น่านำเสนอแต่อย่างใด ปัญหามันอยู่ที่ผมส่วนหนึ่ง ปัจจัยแวดล้อมอีกหนึ่งส่วน ผมรับผิด แต่ปัจจัยแวดล้อมรับผิดกับผมหรือไม่ ท่านผู้อ่านคงไม่สนใจเรื่องนั้น นั้นน่ะมันบัดซบสิ้นดี นักเขียนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ผมไม่เคยเห็นพวกเขาเคยบ่นถึงเรื่องเฮงซวยๆ แบบนี้เหมือนผมเลย ผมเห็นแล้ว ยอมรับโดยดุษฎี ว่าแนวทางที่ผมปฎิบัติอยู่มันยากเหลือเกินที่จะนำพาความสำเร็จด้านงานเขียนมาสู่ตัวผม แต่ ถัาผมยังดื้อดึงที่ยืนหยัดในแนวทางนี้ละ (มีก็เขียน ไม่มีก็ไม่เขียน ซึ่งไม่ใช่สิ่งเดียวกันกับที่ผมประกาศไว้ตอนต้นที่ทำบล็อกก็ตาม)ใช้เวลาอีกหน่อยรึเปล่า ดื้อไปอีกซักเท่าไหร่ จึงจะทำให้ผมเก่งและเป็นที่ยอมรับ โอ้วว แล้วถ้าเปลี่ยนแนวเป็น ขยันๆๆๆๆๆๆๆเขียนทุกวันๆๆๆเหมือนที่โม้ไว้ ผมเองก็มั่นใจได้เลยว่า สิ่งที่มุ่งหวังนั่น มันคงไม่ๆไกลนักหรอก ขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน ผู้อ่านคงเห็นแล้วว่าระบบความคิดของผมนั้น มันสับสนแค่ไหน

วันอังคารที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2553

หายไปนาน

ช่วงก่อนและปีใหม่ ผมได้ท่องไปในที่ต่างๆมากมาย ในเน็ตนี่แหละ มีโอกาสได้ดูบล็อกของคนอื่นมาบ้าง เห็นแล้วก็ใจหาย ซึ่งเอามาเปรียบกับงานของผมแล้วเนี่ย จะเห็นความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ทั้งเนื้อหาสาระ ความน่าสนใจ การนำเสนอ ข้อมูลเชิงลึก ฯลฯ แต่เปฺ็นการเปิดหูเปิดตาที่ดี ผมมองเห็นแนวทางการสร้างสรรของผู้อื่น แล้วมองเห็นข้อบกพร่องของตนเอง ถึงจะใจหาย แต่ก็ยังหายใจอยู่ ผมก็จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานของตนต่อไป

ข่าวดี มีมานานแล้วครับ

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดต​บล็อค​ไปนาน ผมก็ขออนุญาต​กลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...