วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2560

มาดูตัวเมืองภูเก็ตตอนกลางคืนกันต่อครับ

เล่าให้คุณผู้อ่านได้ทราบก่อน ว่าไฟล์ภาพถ่ายเหล่านี้ เป็นเพียงส่วนนึงที่ยังไม่หายไป จากเมมโมรี่การ์ด ส่วนที่หายไปก็เกือบพันภาพเลยครับ ตอนแรกมือถือโดนไวรัสเพราะเข้าเวบโป๊ ส่งเครื่องซ่อม ข้อมูลหายหมดไม่ใช่แค่ภาพถ่าย ครั้งที่สองมือถือตกน้ำไฟล์ภาพบางส่วนเสียหาย ส่วนไฟล์วิดีโอเจ๊งทั้งหมด ซึ่งตอนนั้นผมยังไม่รู้จักการฝากภาพไว้กับคลาวด์หรือวันไดร์ฟเลย ก็ซวยไปตามระเบียบ เสียใจเสียหลักครับ เพราะบางช่วงเวลานั้น มันหาไม่ได้อีกแล้ว แม้จะกลับไปบันทึกใหม่ มันก็ไม่ได้ฟีลลิ่งอย่างครั้งแรก ความสดใหม่ไงคุณผู้อ่าน ความรู้สึกตื่นเต้นของเราเมื่อไปเจอสิ่งที่สวยงาม สิ่งที่น่าทึ่งครั้งแรกน่ะ เราจะไม่รู้สึกอีกเมื่อมาเจอครั้งต่อๆไป กว่าจะมีตังค์ซื้อสมาร์ทโฟนเครื่องใหม่ ก็เกือบปีให้หลังจากที่เครื่องเก่าตกน้ำ ต้องเจอเองครับ แล้วจะซึ้ง ว่ามันทรมานขนาดไหน(กระซิกๆ) แต่การไม่ได้เล่นเน็ตเป็นปี ผมก็ปรับตัวเข้าสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี แบบว่า ไม่รู้จะทำยังไง ก็ตังค์มันไม่มีจะซื้อนี่หว่า เอิ้กๆๆๆ จะขายกีต้าร์ ซึ่งเป็นเหมือนเพื่อนคนเดียวของผม เพื่อมาซื้อโทรศัพท์นั้น ไม่เคยมีอยู่ในสารระบบเลย
มีแต่เรื่องเครียดๆโอ้ว เอางี้ครับมาชมรูปสวยสวยๆที่ผมนำมาฝากกันดีกว่า ยังอยู่ในตีม ภูเก็ตไนท์ไลฟ์นะครับผม

ภาพแรกที่เห็นคือทางเข้าถนนถลางครับผม ภาพที่สองคือถนนถลางอีกนั่นแหละ ถนนถลาง ดูเหมือนจะเป็นไฮไลท์ของคนที่ชื่นชอบการถ่ายภาพ เป็นแหล่งรวมของร้านค้าของที่ระรึก ร้านอาหาร ร้านกาแฟเบเกอรี่ที่ดูเป็นพื้นถิ่นและอินเตอร์ในขณะเดียวกัน ภาพข้างบนคือบรรยากาศของวันที่ไม่มีงานถนนคนเดิน ซึ่งจะจัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ ส่วนภาพในวันงานถนนคนเดินเดี๋ยวจัดให้ชมกันครับ กล้องมือถือยี่ห้อลาวาของเอไอเอส รุ่นที่ผมใช้ถ่ายนี่ ถ้าจำไม่ผิดความละเอียดของกล้องน่าจะอยู่ที่ห้าล้านพิกเซลครับ คุณภาพก็ตามราคาครับ ตอนนี้ก็ไปสู่สุคติแล้วครับสำหรับเจ้าลาวาเครื่องนี้ เกิดชาติหน้าฉันใด ขอให้กลับมาเป็นมือถือคู่ทุกข์คู่ยากกันอีกเด้อ


สองภาพข้างบนนี้คือที่ทำการของธนาคารสีเขียว ที่ผมบอกในบทความก่อนหน้า ว่าชนะเลิศนั่นแล คือมันเป็นทัศนคติครับ ไม่ใช่ปรัชญา ชอบก็ใช่ ไม่ชอบก็ไม่ใช่เท่านั้นเอง อ้อ กลางวันก็สวยเหมือนกันนะครับ ลองมาเดินดูกันได้ สังเกตุลายปูนปั้นที่ภาพบนนั้นสิครับ แหม ของเค้าเนี๊ยบจริงๆ ใกล้กันนี้มีโรงแรมสุดชิคแห่งนึง ที่โดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมและการตกแต่งภายใน อยู่ตรงข้ามเยื้องเจ้าตึกขาวสวยหมวยเอ็กซ์ตึกนี้ละครับ โรงแรมนี้มักจะได้รับการรีวิวจากนักท่องเที่ยวหรือนิตยสารเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอยู่เสมอ เป็นเพราะอะไร ผมไม่ทราบได้ ใครทราบ มาเล่าให้ฟังด้วยครับ ได้โปรด


เวลาที่ไม่มีรถวิ่งให้วุ่นวายสายตา มันก็น่าถ่ายออกมาได้ตรงใจ อย่างสามภาพบนนี้ ผมอิ่มท้อง และอิ่มใจกับทริปเล็กๆนี้มาก (พูดเหมือนมาเที่ยว) มีอีกหลายจุดที่เป็นไฮไลท์แต่ผมไม่ได้ถ่ายมา ซึ่งก็คงไม่เป็นไรหรอกคุณผู้อ่าน ถึงผมจะไม่ได้เป็นเล่า ก็จะยังมีคนเล่าแทนผมอยู่ดี ด้วยมุมมองที่เจ๋งกว่านี้ด้วยซ้ำไป นี่เป็นความจริงที่เราไม่อาจปฏิเสธ อะไรที่ดีกว่า มักจะมาตามหลังสิ่งที่ดี เสมอ จริงจริ๊งเชื่อผมสิ(ผมมั่ว อย่าเชื่อผมนะ)
วันนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ ขอบพระคุณที่ติดตามผลงาน ผมจะพยายามสร้างงานแหล่มๆออกมาสนองนีดตัวผมเองเรื่อยๆนะครับ แหะๆอย่าถือสาผมเลย แล้วเจอกันใหม่ครับผม







วันพฤหัสบดีที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2560

ภูเก็ตไนท์ไลฟ์ ในมุมของผมคนชายขอบ




สวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ไม่รู้ว่าจะช้าไปรึเปล่าที่จะเอ่ยถึงครู เนื่องในวันครูที่ 16 มกราคม ผมขอประนดน้อมสักรา บูรพาคณาจารย์ ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ ทั้งในและนอกสถานศึกษารวมไปถึงทุกท่านที่เคยเมตตาถ่ายทอดความรู้ไม่ว่าจะเป็นสาขาวิชาใด ทั้งทางตรงและทางอ้อม ขอกราบขอบพระคุณทุกๆท่านครับ
สามรูปบนที่ผู้อ่านได้เห็นนั้น เป็นบรรยากาศในยามค่ำคืนบางส่วนของตัวเมืองภูเก็ต จำได้ว่าทั้งสามภาพ ถ่ายหลังจากกินสุกี้ที่ตลาดเกษตร แล้วอยากเดินย่อยอาหารก่อนกลับไปนอน ว่าแล้วก็คว้ามือถือเดินทอดน่องไปตามถนน แล้วมองหามุมมองสวยๆ แล้วก็ถ่ายๆๆ ตึกรามบ้านช่องที่เขาเรียกว่า ชิโน-โปรตุกีส นั้น มีอาณาบริเวณไม่มากครับ แบบว่าเดินดูเพลิน ๆไม่น่าจะถึงชั่วโมงก็ทั่วแล้ว ไม่นับอาคารเก่าของศูนย์ราชการที่มีความสวยงามไม่แพ้กัน แต่อยู่อีกโซน แต่ก็ไม่ได้ไกลกันมาก สำหรับใครที่ยังไม่รู้ ก็ขอแนะนำตึกสวยๆที่ดีต่อคนชอบถ่ายรูป ก็ต้องตึกของธนาคารละครับคุณผู้อ่าน ของเค้าดีจริง มีเกือบทุกเจ้า ครับในตัวเมืองมีความโดดเด่นด้านดีไซน์จริงๆ ทั้งสีม่วง สีเขียว สีเหลือง สีฟ้า สีน้ำเงิน แต่ถ้าถามผม ผมให้สีเขียวชนะเลิศครับ
ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ทางการภูเก็ต ได้ดำเนินการ นำสายไฟฟ้า สายเคเบิ้ลต่างๆลงใต้ดินเพื่อทัศนียภาพที่สวยงาม เมื่อปราศจากสายระโยงระยาง น่าเสียดายที่ยังไม่สามารถทำได้ทั่วทั้วเมือง เพราะต้องใช้งบประมาณสูงมาก และมีขั้นตอน ข้อจำกัดยุ่งยากมากมาย แต่ พอเอาสายพวกนี้ ลงดินแล้ว เมืองก็สวยสมใจครับ



ภาพที่เห็นเป็นเหมือนร้านเหล้านั่น อยู่เลยวงเวียนสุรินทร์ไปทางสะพานหินไปเล็กน้อย อยู่ในซอยเล็กๆสั้นๆ ถ้าไปก็หาไม่ยากครับ ร้านนี้ดนตรีจะเป็นแนวแจ๊ส ใครชอบแจ๊สผมแนะนำครับ เจ้าของร้านเป็นนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์ดึกๆจะมีนักดนตรีเค้ามาแจมกัน ร้านเล็กๆบรรกาศกันเอง เสียอยู่อย่าง เปิดเฉพาะคืนวันพุธวันเดียว ทำไมไม่รู้ ไม่เคยถาม อินดี้สุดๆ อาจมีการเปลี่ยนแปลงนะครับ เพราะไม่ได้ไปเป็นปีแล้ว
สำหรับคอเพลงบูลส์ก็มีอีกร้านครับ ไม่ไกลจากร้านนี้เท่าไหร่ เดินก็ไม่ถึงห้านาทีครับ ผมไปเจอตอนเอาผ้าไปซักร้านหยอดเหรียญ อยู่ติดกันครับ เลยลองเข้านั่งฟังเพลงรอผ้า ปราดุกว่า เอ้ยปรากฏว่า แหล่มครับ ไม่แพ้ผับดีๆผับนึงเลย เจ้าของร้านเป็นคนภูเก็ตครับ ถ้าคุณชอบบลูส์ ไม่ควรพลาดร้านนี้ครับ ร้านนี้ก็ไม่ได้เปิดทุกวันนะ ถ้าจะไปก็เสี่ยงดวงดูครับ ที่ผมไปวันนั้นเป็นคืนวันเสาร์ บรรยากาศก็ประมาณนี้ครับ




 




สำหรับตอนนี้ผมขอพักไว้เพียงเท่านี้ก่อน ตอนหน้าค่อยว่ากันใหม่ครับ

วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560

ขอน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้













ในระเวลาเกือบสามปีที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์บ้านเมืองหลายๆอย่าง อย่างที่สะเทือนใจพี่น้องชาวไทยที่สุด คงจะเป็นเหตุการณ์สวรรคต ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผมคงจะไม่บรรยายความรู้สึกนั้น เพราะคิดว่าผมก็คงรู้สึกไม่ต่างจากพี่น้องชาวไทยทุกคนหรอกครับ
ผมเดินทางมาถึงภูเก็ต เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2557 ก่อนหน้านั้นหลายเดือน ผมได้มีโอกาสติดต่อเพื่อนเก่าสมัยเรียน ไม่เจอกันตั้งแต่โดนเชิญออกจากวิทยาลัย เพิ่งมาได้ข่าวคราวกันในเฟสบุ๊คเมื่อตอนต้นปี57 แต่มันดันไปโผล่ที่เกาหลี ถามไถ่ถึงสารทุกข์สุขดิบกันเสร็จ ก็วกเข้าเรื่องเพื่อนๆในรุ่น รุ่นพี่ที่ชอบพอกัน เรื่องการเรื่องานก็ว่ากันไป เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ผมเขียนบทความเรื่องเกี่ยวกับหนังนั่นละครับ ช่วงนั้นเพื่อนมันก็เกริ่นเรื่องพี่เขยของมันกำลังหาคนไปช่วยงานที่ภูเก็ต ว่าถ้าสนใจก็บอกมัน มันจะช่วยพูดให้ ผมก็เออๆไปตอนนั้นก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่ แล้วก็ลืมๆไป อีกสองสามเดือนหลังจากนั้น ผมโดนจี้ชิงทรัพย์บริเวณที่พักแถวลำลูกกา เสียเงินไปสี่สิบบาท และเอกสารบัตรสำคัญแทบทุกอย่างที่ใส่ไว้ในกระเป๋า ไม่ขอขยายความในที่นี่นะครับ อยากลืมๆมันไป เหตุกาณ์นั้นเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่จะไปที่ไหนสักแห่ง ที่ไม่ใช่กรุงเทพฯและปริมณฑล ที่ๆมันดีกว่านี้ ที่ชอบๆ อ้า ใช่เลย ผมคิดถึงข้อเสนอของเพื่อนเก่า ภูเก็ต ที่ที่นักเขียนชั้นครูอย่าง อาจินต์ ปัญจพรรค์ มาใช้ชีวิตที่นี่แล้วรังสรรค์งานเขียนอย่างมหาลัยเหมืองแร่ให้กำเนิดขึ้นมาในบรรณพิภพ สถาปัตยกรรมชิโน-โปรตุกีส เมืองท่องเที่ยวนามกระฉ่อน หาดทรายขาว สาวๆและบิกินี่ โฮะๆๆๆ แค่คิดก็มันแล้ว เอิ้กๆๆๆ
ผมตื่นขึ้นมาตอนเช้าตรู่บนรถทัวร์กรุงเทพฯภูเก็ต ซึ่งตอนนั้น รถทัวร์ก็เคลื่อนตัวผ่านสะพานสารสินมาได้สักห้าหกกิโลแล้ว แม้นอนไม่เต็มอิ่มแต่ก็รู้สึกสดชื่นอย่างประหลาด อาจจะด้วยทัศนียภาพที่แปลกตา วิวทิวทัศน์ที่สวยงาม ประกอบกับบรรยากาศภายนอกรถที่ดูเหมือนจะเพิ่งซาจากฝน แมกไม้ใบหญ้าเขียวสด ละอองฝนที่ยังเกาะอยู่ที่ปลายหญ้า กระทบกับแสงแดดอ่อนๆในยามเช้า เป็นประกายระยิบระยับ ฟรุ้งฟริ้งดีแท้ ที่นี่สินะที่เค้าเรียกว่า ภูเก็ต
สามภาพแรกในหัวข้อ system test เป็นภาพที่ถ่ายเมื่อประมาณปลายๆปี57 ที่จุดชมวิวเขาโต๊ะแซะ เขาโต๊ะแซะ อยู่ใกล้บริเวณศูนย์ราชการต่างๆในตัวเมืองภูเก็ต บนยอดเขามีสถานีทวนสัญญาณโทรทัศน์อยู่ ถ้าจำไม่ผิดจะมีช่อง 9 5 11 และอีกช่องจำไม่ได้ครับ แหะๆ คนภูเก็ตส่วนมากสุขภาพดีครับ ผมมาอยู่ที่นี่เห็นคนภูเก็ตออกกำลังกายกันเป็นล่ำเป็นสัน และสถานที่สำหรับสนับสนุนกิจกรรมนี้ก็มีมากมายหลายที่เหลือเกิน วันหลังจะมาไล่เรียงให้ฟังกันครับและหนึ่งในนั้นก็คือเขาโต๊ะแซะนี่ละครับ ใครใคร่วิ่งก็วิ่ง ใคร่ปั่นก็ปั่น ไม่ก็เดินชมนกชมไม้ไป ความสูงของภูเขาก็กำลังดีครับ เดินตัวเปล่าขึ้นลงก็น่าจะมีสักครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างน้อย ผู้สูงอายุที่นี่เค้าเดินขึ้นลงกันเป็นกิจวัตรครับถ้าไม่ติดเรื่องฟ้าฝนนะ แข็งแรงกันมาก คนหนุ่มอย่างผมต้องอายม้วนเลยทีเดียว ตรงจุดชมวิว คุณผู้อ่านจะมองเห็นตัวอำเภอมืองภูเก็ตเกือบจะทั้งหมดเลยครับ เพราะอยู่ใกล้ตัวเมืองมากๆ ระหว่างทางขึ้นลงก็จะมีเจ้าถิ่นออกมาลาดตระเวนขอค่าผ่านทางจากผู้มาเยือนทั้งหลาย นั้นคือเจ้าจ๋อองครักษ์ผู้ห้าวหาญของพระรามนั่นเองละเด้อ มีออกมาโชว์ตัวกันเรื่อยๆระหว่างทางครับ อย่าไปเผลอเอาของมีค่าออกมาถือเล่นนะครับ เดี๋ยวจะโดนเจ้าจ๋อฉกไปไม่รู้ด้วยนะเอ้า
และนี่ก็คือภาพอีกชุดที่ถ่ายในวันเดียวกัน แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับผม



วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560

สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน ต้องเรียนตามตรงว่าคิดถึงเหลือเกินสำหรับพื้นที่น้อยๆของผมนี้ ระยะเวลากว่าสามปีที่ห่างหายไป หายไปไหน ไปทำอะไรมา ผมจะขอเล่าให้ฟังด้วยภาพสวยๆ(คิดเอาเองว่าสวย)อย่างที่ผมได้ลองลงภาพถ่ายมุมสูงของตัวเมืองภูเก็ต แซมเปิ้ลไปสามภาพนั่นแหละครับผม และบทความเรื่องเล่าของผมหลังจากนี้ไป ก็จะมีภาพประกอบจากประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือในช่วงเวลาปริ่มๆจะสามปีมานี้ มาให้ผู้อ่านได้รับชมกันครับ ได้แต่หวังว่าจะยังคงมีคนเข้ามาอ่านนะ เอาเท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวมาว่ากันต่อ อดใจรอกันอีกซักนิด

วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ที่มา

                                                                                           
อะไร คือสิ่งที่ทำให้ผมทำสิ่งๆนี้ สร้างบล็อคนี้ งานเขียนบ้านๆพวกนี้ ถึงไม่มีใครถาม แต่ผมเต็มใจเล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบังอำพราง ก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านคงอยากจะรู้(ถึงไม่อยากรู้ก็จะเล่าให้ฟังอยู่ดีแหละ เอิ๊กๆๆ) มันคงต้องเท้าความกันยาวเลยละ อืมมมม ขอนึกก่อน
ตอนเป็นเด็ก ผมมักได้ยินบ่อยๆว่าพ่อผมเป็นนักอ่านตัวยง สิ่งที่ผมสัมผัสจริงก็คือ ในทุกๆเช้าพ่อจะมีหนังสือพิมพ์กางอยู่ตรงหน้าก่อนมื้อเช้าเสมอ บนชั้นวางหนังสือในห้องรับแขก จะมีหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คประเภทกำลังภายในตั้งเรียงรายอยู่เป็นตับ แปลกดีที่ผมไม่เคยเห็นพ่อหยิบมาอ่านเลยซักครั้ง รู้แต่ว่า มันเป็นสมบัติของพ่อที่สะสมมาตั้งแต่ยังหนุ่ม  และผมเองก็ไม่เคยสนใจหยิบมาอ่านเลย อย่างมากก็หยิบมาดูปกที่เป็นรูปเขียนของจอมยุทธในยุทธจักรต่างๆนาๆ เค้าวาดออกมาสวยดีนะผมว่า การเป็นนักอ่านของพ่อนี้แหละเป็นเหตุทำให้ผมต้องโดนหางเลขไปด้วย เพราะแกมักจะเคี่ยวเข็ญผมให้อ่านหนังสือพิมพ์เหมือนแก พร่ำบอกให้ผมสนใจข่าวสารบ้านเมือง โดยเปิดวิทยุให้ฟังข่าวทุกเช้า เปิดเสียงดังเลย เป็นการปลุกลูกๆทุกคนไปในตัว ทุกคนในบ้านก็จะได้ฟังข่าวไปด้วย นั่นละครับ ตอนเด็กๆผ้าขาวอย่างผมโดนอินเสิร์ตมาแบบนั้น แล้วก็ค่อยๆซึมซับมาเรื่อยๆ ผมจึงได้มรดกการเป็นนักอ่านของพ่อมาเสี้ยวนึง คือได้แค่เป็นคนชอบอ่าน ไม่ถึงกับรักใคร่หลงใหลอะไรนัก

พอเริ่มอ่านหนังสือคล่องผมก็เริ่มเสาะหาอ่านในสิ่งที่ผมอยากอ่าน เริ่มจากหนังสือการ์ตูนไทย ขายหัวเราะ หนูจ๋า มหาสนุก (หนังสือการ์ตูนในเครือบรรลือสาร )เริ่มอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น โดราเอมอน ดราก้อนบอล หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ ซิตตี้ฮันเตอร์ ฯลฯ บางครั้งก็อ่านนิตยาสารของแม่บ้าง อย่าง หญิงไทย สกุลไทย ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์..ฯลฯ.(อันหลังนี่ชื่อถูกรึเปล่าไม่แน่ใจนะ อิๆ) ก็หาอ่านไปตามมีตามเกิด.... ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่ว่าวัยเด็กของผมจะเป็นเด็กที่เอาแต่อ่านๆๆๆนะอย่าเข้าใจแบบนั้น มันจะดูเนิร์ดไป เอิ๊กๆๆ เวลาที่อ่านหนังสือพวกนี้เป็นเวลาที่นอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียน และหลังจากเล่นเฮฮาตามประสาเด็กอยู่แล้ว
นอกเหนือจากพ่อที่เป็นแรงผลักดันให้ผมมีความสนใจในการอ่าน ก็เห็นจะมีอีกคนนึงซึ่งมีส่วนสำคัญมากในการเปิดโลกทัศน์ในการอ่านของผม ผมเรียกเค้าว่า 'จารย์บอย
จารย์= อาจารย์
บอย= ชื่อบอย
'จารย์บอยเป็นเพื่อนรุ่นพี่ อายุมากกว่าผมประมาณสามถึงสี่ปี เป็นคนตัวผอมสูง ผมเหยียด ใส่แว่นหนา ช่างเจรจา พูดจากวนโอ้ย ใจถึง ชอบอ่านนิยายสงคราม และต้องเป็นของ สยมภู ทศพล  เท่านั้น(รองจากการ์ตูน)ชอบพี่แอ๊ดคาราบาวที่สุดในโลก(แกบอกผมว่าแกยกให้พี่แอ๊ดคือพ่อคนที่สองของแก)ชอบใส่เกงยีนต์ฟิตๆเป้าตุงตามสไตล์พี่แอ๊ดนั่นแหละ มีคาร์แรคเตอร์ชัดเจน มีความเป็นผู้นำ  เป็นคนแรกในหมู่บ้านที่เจ้าของจักรยานเสือหมอบ นึกถึงตอนนั้นแล้ว ผมว่าแกเท่ชะมัดผมและเพื่อนๆหลายคนจึงยกให้แกเป็นลูกพี่ นอกจากบุคคลิกภายนอกที่ดูโดดเด่นกว่าใครในเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากว่านั้นสำหรับผมของ'จารย์บอยนั้นคือ แกมีหนังสือการ์ตูนเยอะกว่าใครๆในหมู่บ้าน การ์ตูนญี่ปุ่นที่เกริ่นไปเมื่อซักครู่ ผมก็ได้อาศัยยืมอ่านจากคนคนนี้นี่แหละ

เพราะเหตุผลง่ายๆนี้ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้ผมไปสนิทชิดเชื้อกับแกโดยไม่ยากเย็น และแกยังเป็นแรงกระตุ้นให้ผมอยากจะอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาๆที่มีแต่ตัวหนังสือเป็นครั้งแรกอีกด้วย นิยายเล่มที่ว่านั้นมีชื่อว่า พันธุ์หมาบ้า ของ ชาติ กอบจิตติ(เรื่องราวของจาย์บอยกับผมและเพื่อนๆในวัยเด็กมีเรื่องน่าประทับใจหลายเรื่อง วันหน้าหากมีโอกาส คงจะได้หยิบยกขึ้นมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ)แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้อ่านจริงๆ ต้องบอกว่า สมราคาที่จารย์บอยบอกไว้ก่อนหน้าที่เริ่มอ่าน มันช่างโหดมันฮาดราม่าเสียนี่กระไรท่านจอมยุทธ ข้าน้อยขอคารวะท่านหนึ่งจอกโต๊ะ เอิ๊กๆๆๆ แล้วนิยายหรือวรรณกรรมเล่มหนาๆ ก็ไม่น่ากลัวหรือน่าเบื่อสำหรับผมอีกต่อไป

ช่วงเวลาไล่ๆกันก็มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของนักเขียนชื่อดังอีกท่านนึง คือ ประภัทรสร เสวิกุล
เล่มนั้นมีชื่อเรื่องว่า ชีค  เป็นหนังสือที่พี่สาวหามาอ่านแล้ววางทิ้งๆไว้  ผมก็เลยได้รับอานิสงฆ์ไปด้วย

ความสนใจด้านการอ่านของผมเป็นไปอย่างอย่างสะเปะสะปะ ตอนเรียนมัธยมต้นครูบอกให้อ่านหนังสือนอกเวลา หุบเขากินคน (จำชื่อคนเขียนไม่ได้ ขออภัยด้วยครับ) อีกเรื่องน่าจะเป็น คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ (เรื่องหลังนี่เศร้าชะมัดเลย)ก็อ่านไม่จบ จะพูดให้ชัดลงไปกว่านั้นก็คืออ่านไม่ค่อยเข้าหัวเลย เหมือนเด็กถูกบังคับให้กินผักอะไรทำนองนั้น แต่ก็พอมีโอกาสได้อ่านวรรณกรรมดีๆที่ตนเองสนใจมันกลับอ่านได้สบายไม่รู้สึกฝืนแต่อย่างใด อย่างพวกเรื่องสั้นในหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ ของอย่างนักเขียน ดำรงค์ อารีย์กุล, อธิชัย บุญประสิทธิ์, น้ำอบ ฯลฯ  บ่อยครั้งก็จะมีเรื่องสั้นไซไฟแบบไทยๆเจ๋งๆมาลงให้อ่านกัน เรียนมัธยมปลายก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสอ่านหนังสือหรือนิยายดีๆเลยเพราะชีวิตช่วงนั้นมันมีอะไรให้ทำเต็มไปหมด จึงหลงๆลืมๆการอ่านไปบ้าง แต่ก็เป็นช่วงมัธยมปลายนี่แหละเป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความคิดที่อยากจะเป็นนักเขียนเป็นครั้งแรก(เพราะเรื่องสั้นเจ๋งๆในขายหัวเราะนั่นแหละ แถมถ้าได้ลงก็จะได้ตังค์ใช้ด้วยนะ) แต่ก็พอรู้อยู่ว่ามันคงอยู่ไกลจากจุดที่คิดฝันนั้นมากมายนัก แล้วผมก็ปล่อยให้มันเป็นอีกหนึ่งอย่างในชีวิต ที่อยากจะทำและอยากจะเป็น แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจะคิดว่าจะทำ

พอเรียนมหาวิทยาลัย ชีวิตผมยุ่งเหยิงหนักกว่าเดิมมาก เรื่องการอ่านมันช่างเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มนึง เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คที่คิดว่าน่าจะมีคนรู้จักเยอะพอสมควร "ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา" ของโรเบิร์ต ฟลูกลัม พอได้อ่านแล้วก็ประทับใจมาก อยากจะขอบคุณเพื่อนคนนี้อีกซักครั้งนึงที่แนะนำให้ผมได้อ่านหนังสือดีๆที่สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต  เป็นอีกครั้งนึงที่อ่านจบเล่มแล้วมีไฟ อยากจะลุกขึ้นมาขีดเขียน อะไรๆดีๆ ที่สร้างสรรค์แบบนี้กับเค้าบ้าง และก็เป็นอีกครั้งที่ผมปล่อยให้มันผ่านไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากคิดว่าจะทำ

ช่วงปีที่ห้าหรือหกในชีวิตนักศึกษา ผมได้เช่าห้องร่วมกับรูมเมทคนหนึ่ง เป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม หมอนี่เป็นแฟนตัวยงของนวนิยายกำลังภายในเลยละครับ นอกเหนือจากกิจกรรมการดื่มกิน เตะบอล อ่านหนังสือวิเคราะห์ฟุตบอล ทำงานพิเศษเพื่อเลี้ยงชีพและเป็นทุนในการแทงพนันบอลแล้ว การอ่านนวนิยายกำลังภายในที่หาเช่าได้ตามร้านในซอยที่เราพักอาศัยอยู่ ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมสุดโปรดของเพื่อนคนนี้ เป็นเหตุชักนำให้ผมได้ทำความรู้จักกับนิยายกำลังภายในอย่างจริงๆจังๆเสียทีหลังจากเดินสวนกันไปมาตั้งแต่เล็กจนโต จาก มังกรคู่สู้สิบทิศ ของหวงอี้ ผมเริ่มติดใจ และเริ่มเสาะหาอะไรที่มันคลาสสิกกว่านั้น อย่าง มังกรหยก เดชคำภีร์เทวดา ชอลิ้วเฮียง  ฤทธิ์มีดสั้น ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์ และอื่นๆอีกมากมายบรรยายไม่หมด
ผมใช้ชีวิตนักศึกษา เรียน ทำงาน ว่างงาน อยู่บ้านเฉยๆ สลับสับเปลี่ยนวนเวียนไปมาอยู่หลายปีดีดัก เผลอแปบเดียวเข้าปีที่เก้าแล้วสำหรับการเรียนในระดับปริญญาตรี ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสอ่านวรรณกรรมชั้นครู ที่ใครๆต่างก็รู้จักกันดี เพชรพระอุมา ของฉัตรชัย วิเศษสุวรรณ  อย่างที่เค้าว่ากันครับ มันสนุกจนวางไม่ลงจริง ได้ยินกิตติศัพท์มานาน สมคำร่ำลือจริงๆครับ

 สองสามปีก่อนหน้า จิตใจผมเริ่มนิ่ง เริ่มมองชีวิตอย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา พิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมา ความผิดพลาดบทเรียนต่างๆ ผมได้แต่เสียใจและโทษตัวเอง และไม่ลืมที่จะโทษคนอื่นด้วย เอิ๊กๆๆ  ทุกๆคืนผมนอนก่ายหน้าผาก เสียดายวันเวลาเก่าๆ ที่เคยใช้ชีวิตโดยประมาทหยิ่งผยองจองหองและกังวลกับอนาคตข้างหน้าที่ดูจะมืดมนลงเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น ผมหงอกขาวที่นานๆจะมาสักเส้นนึง บัดนี้มันมาแบบสปีดและเรียกพรรคพวกมันมาด้วยอีกบานตะไท ริ้วรอยแห่งประสบการณ์บานสะพรั่งอยู่ทั่วใบหน้า ผมกลัดกลุ้มและหาทางออก ด้วยความเมา และผมได้เริ่มลองปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจต่างๆนาๆผ่านตัวอักษรดู เนื้อหามันไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่การได้ระบายออกไปมันเวิร์คมากทีเดียว ผมเริ่มเขียนๆๆๆๆๆๆ เหมือนที่บอกไป มันไม่มีอะไรนอกจากความท้อแท้สิ้นหวังโทษตัวเองโทษคนอื่น ซ้ำไปซ้ำมา เมื่อกลับมาอ่านมันยิ่งฉุดอารมณ์ให้ผมจมดิ่งลึกลงไปในหุบเหวแห่งจิตใจ  แต่ทว่าผมติดใจการเขียนซะแล้ว และอยากจะเขียนอะไรที่อ่านไปแล้วรู้สึกดีอ่านและจิตใจมันชุ่มฉ่ำ อิ่มเอม  อ่านแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันดีจังเลย เหมือนกับที่เพื่อนเคยแนะนำให้ผมอ่านมาเมื่อหลายปีมาแล้ว

สองปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ ผมใช้เวลาว่างจากการเรียนไปขลุกอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ว่าผมจะเอาเกียรตินิยมหรอกนะแค่ไปอ่านสิ่งที่อยากอ่าน ที่อ่านแล้วจะมีวัตถุดิบดีๆไปไว้ตระเตรียมผลิตงานเขียนในอนาคต(จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรทำมากกว่า แฮะๆ) เห็นได้ชัดว่าผมช่างหาวัตถุดิบได้น้อยจริงๆเมื่อเทียบกับเวลาสองปีที่ผ่านไป และที่ทำอยู่นี้ ก็ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับนิยายเลยซักนิด (เพิ่งนึกได้ว่า กูมาผิดทางนี่หว่า เอิ๊กๆๆ) นับเป็นช่วงเวลาที่ผมใช้เวลาไปกับการอ่านมากที่สุดในชีวิต ผมได้อะไรหลายๆอย่างจากการลงเวลาไปครั้งนั้น

เมื่อเรียนจบผมก็เก็บข้าวของกลับต่างจังหวัด อยู่บ้านก็นั่งๆนอนๆอยู่เป็นปีๆไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังดีหน่อยมีอินเตอร์เน็ตมีคอมให้เล่นแก้เซ็ง ก็มีไปสอบนั่นสอบนี่กะเขาบ้างเหมือนกันนะ แต่ก็สู้เขาไม่ได้ อายุก็เยอะ ความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉงมันก็ลดลง ตอนนั้นกระแสเรื่องบล็อกเกอร์เริ่มเข้ามาใหม่ ผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนเริ่มให้การตอบรับเป็นอย่างดี(ดูตามข่าวสารบ้านเมืองอะนะ) รวมถึงผมด้วย อยากจะมีกับเค้าบ้างว่างั้นเถอะ ด้วยความที่เราอยากจะเป็นคอลัมนิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ผมก็เลยสมัครเป็นบล็อกเกอร์กับทางกูเกิ้ลมาตั้งแต่ตอนนั้น

ก็ครับ ที่ร่ายมาตั้งนานก็มาสรุปเอาง่ายๆแบบนี้แหละ ที่มา ของบล็อกบล็อกนี้ก็เป็นอย่างที่เล่ามานี่ละครับ ส่วน ที่ไป จะเป็นอย่างไร ก็อยากให้ติดตามกันต่อไป อย่าทิ้งกันนะครับคุณผู้อ่าน


สำหรับวันนี้ ขอกล่าวคำว่า สวัสดีวันวาเลนไทน์ครับ

ข่าวดี มีมานานแล้วครับ

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดต​บล็อค​ไปนาน ผมก็ขออนุญาต​กลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...