วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จะเป็นไปได้ไหมว่า.....

                                                                           

ผมได้ลองกลับไปอ่านทบทวนงานเขียนของผมเองในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พบข้อบกพร่องมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นนั่นคือ ความพยายามมากไปที่จะมีงานมาลงให้อ่านอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือไม่มีอะไรจะเขียนแล้วยังจะขืนเขียน เนื้อหาที่ออกมามันเลย ดูลวกๆกลวงๆไม่มีแก่นสารเท่าไหร่นัก คุณผู้อ่านเองคงรู้สึกได้ ซึ่งนั่น ผมเองจะปรับปรุงให้ดีขึ้นครับ

สำหรับวันนี้ผมมีคำถามที่จะฝากไปถึงผู้อ่านที่รักทุกท่าน ดังหัวข้อที่จั่วไว้ข้างต้น ว่ามันพอจะเป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร

จะเป็นไปได้ไหมว่า ประเทศได้จะออกกฏหมายบังคับให้ผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าและบริการรับผิดชอบต่อสินค้าและบริการนั้นๆเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน

เช่น ถ่านไฟฉาย เมื่อใช้งานไม่ได้แล้ว โรงงานผู้ผลิต จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้สินค้าใช้แล้วนี้ กลายเป็นขยะพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาจมีแนวทางดังนี้

-มีศูนย์รับคืนสินค้าในทุกอำเภอ แล้วส่งกลับสู่กระบวนการ รียูส รีไซเคิ้ล กำจัด อย่างใดอย่างหนึ่งนอกเหนือจากบริษัทเอกชนที่ประกอบการด้านนี้โดยตรง โดยบริษัทผู้ผลิต จะต้องแบ่งกำไรจากผลประกอบการส่วนหนึ่ง นำมาเพื่อสนับสนุน(เพราะผู้ผลิตสินค้าและบริการ ย่อมทราบดีว่ามีวัสดุหรือสารใดของสินค้าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรืออย่างน้อยหากเป็นขยะพิษ ก็น่าจะทราบแนวทางในการจัดการขยะเป็นเหล่านั้นได้ดีกว่าปล่อยให้ประชาชนจัดการเองตามมีตามเกิด)

จะเป็นไปได้ไหมว่า ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จะให้ความสำคัญกับ

-ระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลในภาคครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นโครงการคอนโดมีเนียมหรือบ้านจัดสรร อาจมีแนวทางดังนี้

ออกกฏหมายให้ผู้ประกอบการ สร้างระบบการจัดการสิ่งปฏิกูล โดยมีแหล่งกักเก็บสิ่งปฏิกูล เศษอาหาร น้ำเสียส่วนกลางจากภาคครัวเรือน หมักเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อประยุกต์ใช้เป็นพลังงานในโครงการหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมีเนียมที่พักอาศัยนั้นๆ ก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ

จะเป็นไปได้ไหมว่า ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆทั่วประเทศและที่กำลังจะสร้างขึ้น จะติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ไว้บนหลังคาของห้างหรือโรงงานนั้นๆ เพื่อลดการใช้พลังงงานไฟฟ้าจากส่วนกลาง ในฐานะที่ห้างฯและโรงงานนั้นใช้ทรัพยากรและพลังงานไฟฟ้ามากกว่าภาคครัวเรือน จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมโดยลงทุนติดตั้งแผงสร้างพลังงานนี้ไว้ หากเป็นไปได้น่าจะขยายผลไปสู่อาคารสูง หน่วยงานราชการ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ฯลฯ

เป็นไปได้ไหมว่า รัฐบาลจะพิจารณาทบทวนงบประมาณในการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ โดยเปรียบเทียบกับแนวทางดังต่อไปนี้ ให้มีการศึกษาความคุ้มค่าถ้าหากรัฐจะมีนโยบายจูงใจให้ประชาชนทั่วไปติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านพักอาศัย โดยรัฐอุดหนุนแบบให้เปล่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหนึ่งครัวเรือน อาจมีระบบผ่อนชำระรายเดือนสำหรับผู้มีรายได้น้อย ให้รัฐแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงาน ในการศึกษางบประมาณการอุดหนุนนี้กับงบฯในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยรวมกรณีศึกษาของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่นมา และการประกาศลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของประเทศเยอรมันให้เหลือศูนย์ภายในยี่สิบปีประกอบการพิจารณาด้วย

เป็นไปได้ไหมว่า ประเทศไทย จะมีเตาเผาขยะที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานในทุกๆอำเภอทั่วประเทศ(สนับสนุนกิจกรรมในคำถามแรก)(เห็นเงินบริจาคจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทยกรณีเณรคำแล้ว คิดว่าน่าจะหาทุนไม่ยากหากรัฐไม่ยอมหนุน หุๆ)

คุณผู้อ่านคิดว่า สิ่งที่ผมถามไป มันพอมีทางเป็นไปได้ไหมครับ หรือว่ามันช่างเป็นเรื่องเหลวไหลเพ้อเจ้อ ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย จะอย่างไรก็ตาม

ในทัศนของผม กฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือแม้แต่กฏหมายนั้น ช่วยอะไรไม่ได้มากนักหรอก นอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือ เราอาจจะได้รับผลในทางตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ คนเรามักเป็นอย่างนี้ อย่างที่เขาว่ากัน ผิดถูกรู้หมด แต่อดไม่ได้

ตอนหน้าผมจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในมุมมองที่ต่างออกไปจากที่เราๆท่านๆรู้กัน

จนกว่าจะพบกันใหม่ครับ

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ผมตัดสินใจจะทำนาด้วยวิธีหยอดเมล็ด

                                             

น่าอายเหลือเกินครับคุณผู้อ่าน แม้ว่าจะอายแค่ไหน จะถูกด่าประนามอย่างไรหลังจากนี้ ผมก็จะเล่าตามความจริง ดีกว่าโกหกกัน ที่ผมเล่าไปในตอนที่แล้ว ว่าทำโน่นทำนี่ด้วยวิธีการที่คิดไว้แล้วว่าเจ๋งและสดใหม่ว่างั้นเถอะ หลังจากที่โพสเรื่องราวตอนที่แล้ว ฟ้าฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมา ผมแหงนมองท้องฟ้าอยู่บ่อยครั้งในหนึ่งวัน เมื่อฟ้าครึ้ม ผมจะเดินออกไปดูนอกชายคา ผมสังเกตุว่ามันเป็นเมฆฝนที่ผ่านการตกมาจะพื้นที่อื่นแล้วพัดผ่านมาเท่านั้นเอง และเป็นเช่นอยู่ติดต่อกันอีกราวหนึ่งสัปดาห์ มันน่าเจ็บใจไหมละครับ ในช่วงระยะเวลาเหล่านั้น ผมพยายามติดต่อรถไถนาให้มาปั่นพรวนดินที่ไถไปแล้วครั้งแรก เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการขั้นต่อไป ไม่ว่าจะดำกล้า หรือหยอดเมล็ด ใช้เวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงดีพื้นที่ทั้งหมดก็ถูกเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ ผมเตรียมอุปกาณ์บางอย่าง เพื่อรองรับกับแผนการที่วางไว้ ผมเลื่อยไม้กระดาน ที่มาจากฝาบ้านเก่า ความยาวประมาณเมตรยี่สิบ และความกว้างให้เหลือประมาณสามนิ้ว นำไม่ไผ่มาผ่าให้มีขนาดดังนี้ กว้างประมาณสามเซนติเมตร ยาวประมาณสิบนิ้ว เหลาปลายข้างหนึ่งให้เรียวมนเล็กน้อย ผมใช้ไม้ไผ่แบบที่ว่าหกชิ้น ผมนำมาทาบกับไม้กระดานที่เตรียมไว้ ให้ปลายด้านแหลมยาวโผล่พ้นออกมาประมาณหกเจ็ดนิ้ว แล้วตอกตะปูติดไว้เป็นซี่ๆเว้นระยะห่างเท่าๆกัน ผมจะได้ชิ้นงานที่มีลักษณะเหมือนคราด ฟันห่างพอประมาณ (เป็นระยะห่างคร่าวๆของต้นข้าวแต่ละหลุม)ผมหาไม้หน้าสองยาวประมาณเมตร มาตอกเข้าตรงกึ่งกลางของชิ้นงานนั้นเพื่อเป็นด้ามจับ วิธีใช้งานเราจะใช้ฟันคราดไม้ไผ่นี้ ปักลงในผืนดินที่ร่วนซุยเบาๆ หนึ่งทีได้หกรู ยกมันขึ้น แล้วหยอดเมล็ดข้าวลงไป แล้วก็ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสร็จ แจ๋วไปเลยใช่ไหมครับคุณผู้อ่าน หุๆ รุ่งเช้าผมจะได้ทดลองใช้งานมันเป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้ประมาณสองวัน ผมออกหาข้าวพันธุ์เพื่อการนี้ มันหายากมาก ชาวนาส่วนมากไม่เหลือข้าวพันธุ์แล้ว แต่ก็ได้มาหนึ่งกระสอบ หากเป็นนาหว่านต้องใช้มากว่านี้สองถึงสามเท่า แต่เนื่องจากผมจะหยอด ข้าวเพียงหนึ่งกระสอบจึงเหลือเฟือเหลือหลาย และในที่สุดผมก็ต้องหามาเพิ่ม แหะๆเดี๋ยวรู้แน่ว่าเพราะอะไร ไม่เกินความคาดหมายของผู้อ่านหรอกครับ

เช้าของอีกวัน ผมตระเตรียมอุปรณ์ที่จำเป็นทั้งหมดอันประกอบด้วย เสียมขนาดเล็กด้ามนึง อุปกรณ์ลูกครึ่งระหว่างคราดกับเสียมที่ทำขึ้นเมื่อวาน ถังพลาสติกสำหรับใส่พันธุ์ข้าว กระเป๋าสะพายเก่าๆทิ้งแล้ว(จะเอาไปใส่ข้าวพันธุ์ สะดวกกว่าเมื่อจะหยอดข้าว ดีกว่าหิ้วถังข้าวไปทั้งถัง) เสื้อแขนยาว หมวก น้ำหนึ่งขวด ไม่เตรียมมื้อเที่ยง เพราะอยู่ไม่ไกลบ้านนัก แบ่งข้าวจากกระสอบใส่ถังจนเกือบเต็มเผื่อเอาไว้ ทั้งที่คิดว่าหยอดทั้งวันก็คงไม่หมด กินข้าวเช้าอิ่มแล้วก็บึ่งรถมอเตอร์ไซต์ออกไป มุ่งสู่ท้องทุ่งแห่งความหวัง

ไม่ถึงห้านาที ผมก็พาตัวเองมาถึงจุดหมาย ผมไม่รีรอ แบ่งข้าวใส่กระเป๋าสะพาย สวมเครื่องแบบ หยิบอุปกรณ์ แล้วลงมือทันที ผมลองปักเจ้าลูกครึ่งเสียมกับคราดลงครั้งแรก แล้วยกขึ้นดู รู้สึกจะลึกเกินไปนิด คงเพราะดินที่เพิ่งปั่นมันร่วนมากและยังกะน้ำหนักมือได้ไม่พอดีนัก พอย่อตัวลงจะหยิบข้าวลงหยอดเท่านั้นละ กระเป๋าใส่ข้าวที่สะพายอยู่เกิดเอียงกระเท่เร่เทเมล็ดข้าวส่วนนึงลงไปกองกับพื้นประมาณหนึ่งกำมือ โอ้ เซ็งเลยครับ เสียฤกษ์จริงๆ ต้องเก็บต้องกอบกลับเข้ากระเป๋าเสียเวลาไปเกือบๆห้านาที ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย ผมปรับกระเป๋าสะพายใหม่ ระวังไม่ให้ข้าวกระฉอกออกง่ายอย่างเดิม พอจะหยอดทีก็ต้องนั่งยองๆลงทั้งตัว กันไม่ให้กระเป๋าเอียง และไม่ให้ปวดหลังมากไป แล้วดันตัวขึ้น ปักจึกลงไป หกรู นั่งลง หยอดหนึ่งสองสามสี่ห้าหก... สังเกตว่า พื้นนาไม่ได้ราบเรียบเสมอกัน รูที่ได้จึงลึกตื้นไม่เท่ากัน ในใจเริ่มลังเล ตอนนั้นไม่รู้ทำไมถึงไม่มั่นใจอย่างแรง ว่าเจ้าอุปกรณ์ลูกครึ่งนี้ไม่ได้เจ๋งอย่างที่คิดเอาไว้ ผมโยนมันขึ้นไปบนคันนาอย่างไม่ลังเล แล้วเดินไปหยิบเจ้าเสียมน้อยที่เตรียมมาด้วย ให้มาทำหน้าที่แทน ปักปลายเสียมลงทีละแถวละแถว รู้สึกไม่ได้เร็วกว่า เพียงแต่ มันเบากว่า แล้วก็ไม่อยากเดินไปเดินมาเพื่อไปเปลี่ยนอุปกรณ์อีก ก็ใช้เสียมแทนไปเรื่อยๆ พองานเดินหน้าไปประมาณสามสิบเมตร หนูตาลกับปุ้มปุ้ยเดินทางมาสบทบ แต่คงไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากให้กำลังใจ และสร้างความโกลาหล ผมก้มหน้าก้มตาทำไปเรื่อยๆล่วงเข้าชั่วโมงที่สาม ลูกสมุนทั้งสองตัวเริ่มก่อกวน อาจจะหิวหรืออยากกลับบ้านหรือบลาๆๆ ทั้งสองเดินวนเวียนคลอเคลียล้อมหน้าล้อมหลัง หลุมรูที่ปักไว้ก็โดนเหยียบย่ำจนหารูเดิมไม่เจอ เมื่อเห็นท่าไม่ดี เลยพาเจ้าสองตัวนั้นออกมาจากสถานการณ์ ด้วยการพาไปกินน้ำในบ่อปลาใกล้ๆ ขากลับผมไม่ลืมหยิบเจ้าลูกครึ่งติดมือมาด้วย พอกลับมาถึงจุดที่ทำค้างไว้ ก็มองเปรียบเทียบพื้นที่ที่ทำเสร็จกับพื้นที่ที่เหลือ แล้วก็ใจหาย พาลคิดไปว่าหากทำงานด้วยอัตราเร็วเท่านี้ผมคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือนแน่ๆกว่าจะทำเสร็จ นึกแล้วก็ท้อ ท้อแล้วก็นึกถึงตอนบอกกับคนอื่นๆว่าจะทำโน่นทำนี่อย่างโน้นอย่างนี้ เฮ้อ ไม่อยากคิดต่อ มันบั่นทอนกำลังใจยิ่งนัก ไม่มีทางเลือก ยังไงๆขอให้ผ่านวันนี้ไปก่อน กลับมาใช้เจ้าลูกครึ่งอีกครั้ง คราวนี้ลองใหม่ คิดว่าคงจะเร็วได้มากขึ้นอีก ปักจึก ๆ ๆ (ช้านิดนึงเพราะต้องกะระยะห่าง)สามทีสิบแปดรู แล้วนั่งลง หยอดๆๆๆๆ....ในความรู้สึกตอนนั้น มันเร็วกว่าใช้เสียมมากๆ(แหงละ)ไม่น่าเสียเวลากับการใช้เสียมเลย ผมเริ่มลุยงานอย่างแข็งขันอีกครั้งนึง ลุกๆนั่งๆอยู่อย่างนั้นทั้งวัน สรุปผมได้พื้นที่งาน3x160เมตรโดยประมาณ เย็นวันนั้นผมไม่รู้สึกเหนื่อยมากเท่าไหร่ ในใจเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างปริมาณงานกับเวลาที่เสียไป กับการยอมเสียหน้าอีกครั้ง(เสียจนไม่รู้จะหาที่ไหนมาเสีย)เพื่อให้งานเสร็จทันฟ้าฝน เย็นวันนั้นเองพระพิรุณก็พร่างพรมเม็ดฝนลงมาเป็นครั้งแรกในรอบสามสัปดาห์ ไม่ได้ตกหนักอะไรเท่าไหร่นัก ยังนึกโมโห ว่ามาตกอะไรกันป่านนี้ ตอนนี้อยากให้มาไม่มา หลังมื้อเย็นผมกินแคลเซียมเม็ดเพื่อบรรเทาปวดเนื้อตัวที่ต้องปวดแน่ในวันรุ่งขึ้น (เคยกินแคลเซียมเม็ดหลังทำงานหนักใช้แรงเยอะทั้งวันแบบวันนี้ แล้วรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งนึกอยู่แล้วว่าไม่น่าจะเกี่ยว)

ผมตื่นขึ้นด้วยอาการปวดเมื่อยอย่างที่คาดไว้ ที่สาหัสมากก็ที่หน้าขา มันตึงจนแทบจะไม่อยากเดินไปไหน เช้าวันนั้นยังคงมีฝนปรอยๆอยู่เป็นระยะๆ ผมได้ข้อสรุปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ผมต้องยอมถอย เพื่อให้งานเดินหน้า ถึงแม้จะเสียหน้า ว่าแล้วก็พยายามลากสังขารยักแย่ยักยันบากหน้าไปหาพันธุ์ข้าวมาเพิ่มอีกอย่างละกระสอบ จ้าวสอบเหนียวสอบ เหมือนเดิมครับ หายากมากๆๆแต่ก็ได้มาจนได้ หลังจากเสาะหาจนได้สิ่งที่ต้องการ ผมต้องนอนพักรักษาอาการปวดเมื่อยทั้งวัน(หายซ่าไปเลย)ทั้งเจ็บทั้งอายระคนปนเป โอ้วววชีวิตน้อยๆของข้า

อีกวันให้หลัง กระบวนการต่างที่ยังค้างคาก็ถูกสะสางเสร็จสิ้นลงไป โดยมีผมให้กำลังใจอยู่ห่างๆ แหะๆ แข้งขามันขัดมันข้องไปหมดครับ อย่าว่ากันเลย หากมีใครเห็นผมเดินในสองสามวันนี้อาจสงสัยว่าทำไมผมเดินแปลกๆ ถ้าได้อ่านเรื่องนี้ก็คงหายสงสัยแล้วนะครับ แล้วถ้ามีคนถามว่า ผมเข็ดไหม ตอนนี้ก็ขอเรียนตามตรงว่าเข็ด แต่วันข้างหน้า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

ขอพลังจงอยู่คู่กับคุณผู้อ่านทุกท่าน

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คำอธิษฐานของเกษตรกรพาร์ทไทม์

คำอธิษฐานของเกษตรกรพาร์ทไทม์

เมเดย์ๆเกษตรกรเรียกฮุสตั้น ขณะนี้บางที่เกิดฝนทิ้งช่วง กล้าข้าวกำลังทยอยแห้งตายอยู่อย่างต่อเนื่อง เราต้องการฝนฉุกเฉินๆๆ...... ผมยืนมองกล้าข้าวในนาอย่างเลือยลอยและสิ้นหวัง ภาพตัวผมกำลังตื่นตระหนก ละล่ำละลักขอความช่วยเหลือผ่านสัญาณดาวเทียม อยู่ในกระสวยอวกาศที่สูญเสียควบคุมและกำลังดิ่งลงพื้นโลกด้วยความเร็วกว่าสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง มันเป็นภาพแบบในหนังฮอลลิวู้ด เสียงพากย์ล้อเลียนโดยพันธมิตร ด้วยสถานการณ์ตรงหน้า ผมเองไม่รู้สึกตลกหรือขำต่อภาพและเสียงในหัวแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้สามสัปดาห์ ฟ้าฝนก็ตกลงมาตามที่มันควรจะมา สัปดาห์ที่สองผมและเกษตรกรคนอื่นๆเริ่มไถ่หว่านกันตามฤดูกาล สัปดาห์ที่สอง กล้าข้าวเริ่มงอกงาม พร้อมกับการจากไปอย่างไม่ใยดีของฟ้าฝน ต้องบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเจอฝนขาดช่วงในเดือนมิถุนาฯในพื้นที่นี้ เคยเห็นในพื้นที่อื่นๆที่ไม่ใช่ที่นี่และเคยเห็นในโทรทัศน์เท่านั้น ไม่นึกและว่าจะได้เจอเป็นประสบการณ์ตรงเช่นนี้ เซ็งชะมัดเลยคุณผู้อ่าน นี่ตั้งใจว่าจะแก้ตัวจากความล้มเหลวเมื่อปีกลาย แต่นี่จะล่ม ทั้งที่เพิ่งจะเริ่ม เฮ้อ เริ่มเข้าใจหัวอกคนทำเกษตรตัวจริงขึ้นมากโข แต่จะกลุ้มไปคงไม่มีประโยชน์อันใด ต้องเข้าใจว่า ฟ้าฝนนี่มันอยู่นอกเหนือความควบคุม ความมุ่งหวังตั้งใจของเราจริงๆ

ผมคิดอยู่สองสามวันมาแล้วว่าจะจัดการอย่างไรดี ผมได้ข้อสรุปในใจแล้ว ผมต้องยืดหยุ่นต่อแผนที่วางไว้มากซักหน่อย จากที่ตั้งใจจะทำนาดำ เพื่อหวังผลผลิตสูงสุด พร้อมลดต้นทุนด้วยการเตรียมปุ๋ยน้ำชีวภาพไว้คอยท่าพร้อมสรรพ แต่ในเมื่อข้าวกล้าที่ลงไว้ใกล้จะตายเพราะฝนทิ้งช่วงอยู่มะรอมมะร่อ ผมจะใช้วิธีการหยอดเมล็ดอีกครั้งหนึ่ง หุๆ คงจะไม่ใช้เครื่องหยอดอย่างที่เคยใช้หรอกครับ เพราะเข็ดแล้ว แหะๆ เค้าว่า ช่วงที่พื้นนากำลังแห้งหมาดนี่แหละ กำลังเหมาะที่จะหว่าน เค้าว่าข้าวมันจะงอกดีกับสภาพดินและอากาศประมาณนี่ แต่ผมไม่เชื่อเค้าหรอก ผมจึงต้องลองพิสูจน์ไงครับ ผมเลือกที่จะหยอดทีละหลุมแทนการหว่าน หยอดทีละหลุมๆ ไป หนึ่งหลุมใช้พันธุ์ข้าวมากสุดสามเมล็ด เราจะประหยัดพันธุ์ข้าวได้เยอะกว่านาหว่านหลายเท่า(ซึ่งนิยมกันมากในปัจจุบัน) ลดขั้นตอนการถอนกล้าแล้วปักดำ ซึ่งมืออาชีพหลายท่านเตือนด้วนความหวังดีว่า มันเป็นขั้นตอนที่แสนเหนื่อยสาหัสสากรรนัก ปีที่แล้วใช้เครื่องหยอดแบบลาก เมล็ดข้าวหล่นลงผิวดิน โดยไม่มีการกลบดิน ส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นอาหารของนกบ้าง หนูบ้าง พื้นที่ที่ข้าวหายไปจึงเต็มไปด้วยหญ้าแทนต้นข้าว แต่ครั้งนี้มันจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ข้อผิดพลาดต่างๆจะได้รับการแก้ไข และเมื่อวานนี้ผมยังได้ดูวิธีการปลูกข้าวของคนดอยในรายการโทรทัศน์ช่องนึงอีกด้วย ทั้งวิธีการและแนวคิด เหมือนกับที่ผมคิดไว้ยังไงยังงั้นเลย อีกอย่างผมยังมั่นใจว่าในที่สุด ฝนห่าใหญ่ในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล จะโปรยปรายลงมาอย่างเหลือล้น รับการงอกงามของข้าวกล้ารุ่นที่สองนี้อย่างพอเหมาะพอดี ผมเชื่ออย่างนั้น และผมจะอธิษฐาน ในฐานะของเกษตรกรพาร์ทไทม์ คนนึง

ผมขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตลอดจนทวยเทพผู้มีอำนาจทั้งปวง จงดลบันดาลให้ฟ้าฝนตกลงมาเหมือนอย่างที่เคย นั่นคงไม่มากไป สำหรับผู้คนอีกมากมายที่จะต้องเดือดร้อน หากว่าฝนฟ้ายังไม่เป็นใจเช่นนี้

ชีวิตช่วงนี้ของผมสอนให้ผมรู้ว่า ต่อให้มีองค์ความรู้แค่ไหนก็ไม่อาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ ถ้าหากฝนทิ้งช่วง




วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความสุกกับความสุข




เข้าเดือนมิถุนายนได้สิบวันแล้ว ฟ้าฝนที่เคยกระหน่ำดังฟ้ารั่วในช่วงนี้ของปีที่แล้ว แต่ไม่มีวี่แววเลยในปีนี้ ตั้งแต่ปลายเมษายน ผมนับฝนได้ไม่เกินสิบห่าใหญ่ๆ ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับทุกปีในพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อสังเกตในท้องทุ่งนา ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจน ที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้น พื้นที่ใกล้เคียงซึ่งห่างกันไม่ถึงยี่สิบกิโลฯ ท้องทุ่งกลับเต็มปรี่ไปด้วยน้ำอันเนืองนอง ลำห้วยล้นทะลักขึ้นท่วมขอบตลิ่ง แหม ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยนะพระพิรุณเอ๋ย ยิ่งเห็นข่าวน้ำท่วมยุโรป ยิ่งพาลแน่ใจเข้าไปใหญ่ ว่าที่แถวบ้านผมฝนฟ้าไม่ค่อยตกเนี่ย คงเป็นเพราะโดนลมหอบไปตกที่ยุโรปจนหมดนี่เอง แต่ลึกๆก็ยังหวังว่าจะมีเซอร์ไพรซในช่วงที่เหลือของฤดูฝนนี้


การที่ผมห่างหายไปจากการขีดเขียน นั้นก็เพราะปัญหาเดิมๆที่เคยบอกไป นั้นคือไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร ที่อ่านแล้วมีประโยชน์มากกว่าตั้งหน้าตั้งตาเขียนไป แต่ไร้สาระหาแก่นสารใดๆมิได้เลย(ซึ่งก็มีบ้างเล็กน้อย อิๆ)ในใจก็คิดอยู่ตลอด ว่าจะเขียนเรื่องราวอันใดดี ที่คนเขียนเขียนแล้วรู้สึกดี แล้วคนอ่านก็น่าที่จะรู้สึกดีด้วย เวลาล่วงเลยผ่านไป ผมนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านตามปกติ ซึ่งขณะนั้นเองเป็นรายการอาหารที่กำลังออกอากาศ ผมชมรายการด้วยความเพลิดเพลิน ผู้ดำเนินรายการ ได้พูดถึงการย่างสเต็ก เคล็ดลับในการย่าง ว่าทำอย่างไรให้ได้ความสุกอย่างที่ต้องการ ความสุก คำๆนี้มาสะดุดใจผม ผู้ดำเนินรายการบรรยายวิธีการทำสเต็กไปเรื่อยๆ เขาได้พูดถึงความพึงพอใจของคนกินสเต็กว่าไม่เหมือนกัน บางคนชอบสุกมาก บางคนชอบสุกปานกลาง บางคนชอบดิบๆหน่อย คนทำอาหารจึงต้องคำนึงถึงคนกินเป็นหลัก ตอนนั้นเองสมองผมนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่องนึง ซึ่งพูดถึงอูด้งเป็นแกนหลักของเรื่อง ใครที่เป็นคอหนังคงคุ้นๆบ้างนะครับ พระเอกเป็นลูกของคนขายอูด้ง มีความฝันอยากจะเป็นนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียง(ตลกที่ว่านี้ในเรื่องเป็นแบบคุณโน๊ตอุดมครับ เป็นแบบแสตนด์อัพคอมาดี้) ซึ่งแกเคยเข้าไปแสวงโชคในโตเกียว แต่ก็ล้มเหลว จึงซมวานกลับบ้านมา ซึ่งตอนนั้นเองพ่อพระเอกก็ดันมาตายด้วย พอกลับมาอยู่บ้านก็ไม่มีไรทำ เลยหัดทำอูด้งมันซะเลยดีกว่าอยู่เปล่าๆ ที่ผมนึกถึงนั้นเป็นฉากนึงในหนัง ตอนที่พระเอกกับพี่เขยหัดทำอูด้งจนทำรสชาดได้เหมือนกับตอนที่พ่อพระเอกทำ พอทำได้จึงตักใส่ชามแล้วเอาไปตั้งเซ่นไหว้หน้ารูปศพพ่อพระเอก ซึ่งครบรอบสี่สิบเก้าวันพอดี(ความเชื่อของคนญี่ปุ่น คนที่ตายไปวิญาณจะยังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์อีกสี่สิบเก้าวัน เพื่อให้วิญาณได้มีเวลาล่ำลาหรือทำอะไรก็ตามเพื่อที่เวลาจากไปจะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และผู้ตายเอง ให้เวลาทำใจว่างั้นเถอะ)เมื่อพระเอกวางชามอูด้งไว้ที่หน้ารูปถ่ายพ่อเสร็จแล้ว ก็หมดแรงข้าวต้ม ทิ้งตัวลงนอนหลับลงตรงนั้นเอง ซักพัก วิญญาณพ่อพระเอกก็เข้ามากินอูด้งที่ตั้งเอาไว้ให้ พระเอกของเราตื่นขึ้นมาพอดี พ่อพระเอกบอกว่า ที่บ้านนอกนี้ไม่มีอนาคต มีแต่อูด้ง  อยากให้พระเอกไปทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องมาดักดานทำอูด้งอยู่ที่บ้านนอกนี้ แกบอกพระเอกอีกว่าการทำให้ทุกคนมีความสุขนั้นไม่ยากเลย แค่ทำอูด้งอร่อยๆให้กินซะก็สิ้นเรื่อง ผมชอบประโยคหลังนี่ มันรู้สึกสมเหตุสมผลและไม่สมเหตุสมผลในเวลาเดียวกัน ซื่อๆแต่โดนใจซะมัด ที่ประทับใจมากๆเป็นตอนใกล้จบ พระเอกทำอูด้งไปแจกเด็กๆในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ซึ่งตอนพ่อพระเอกยังไม่ตายก็ทำแบบนี้อยู่บ่อยๆเรียกว่าคนกี่รุ่นๆในหมู่บ้านต้องเคยกินอูด้งของพ่อพระเอกมาแล้วทั้งนั้น


หนังให้เห็นภาพเด็กกินอูด้งอย่างเอร็ดอร่อย เด็กๆยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข วิญญาณพ่อพระเอกยืนดูภาพนั้นอยู่อีกมุมหนึ่ง แกยิ้มเปี่ยมสุขน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมา พระเอกก็น้ำตาไหล (ผมเองก็เกือบๆหุๆ)แกหันมาแล้วบอกขอบคุณพระเอก แล้วเดินจากไป คงไปสู่สุขคติ เพราะดูแล้วคนอย่างแกไม่น่าจะตกนรกนะ เอิ๊กๆๆๆ

สติผมกลับคืนสู่ร่างเดิมหน้าจอทีวี ผมคิดในใจ ว่าผมจะต้องพูดถึงเรื่องนี้หน่อยในงานเขียนชิ้นต่อไป ก็คือชิ้นที่ผู้อ่านๆอยู่นี่ละครับ ผู้ดำเนินรายการ ชิมสเต็กซี่โครงหมูนั่นอย่างเอร็ดอร่อย ผมนึกถึงความสุกของสเต็กแล้วพาลไปนึกถึงความสุขในหนังญี่ปุ่นนั้นได้ยังไง คิดแล้วงง ผมเห็นความสอดคล้องกันอย่างหนึ่งระหว่างความสุกกับความสุข คือไม่ว่าจะความสุกหรือความสุขทั้งสองอย่างมันอยู่ที่ใครจะนิยามค่อนข้างเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล สเต็กจะสุกมากน้อยก็แล้วแต่คนชอบ ความพอดีของคนก็ต่างกันอีก บางคนบอกสุกเท่านี้จึงจะพอดี บางคนบอกไม่ มันต้องสุกกว่านี้ต่างหากถึงจะพอดี แหม ก็ว่ากันไป ส่วนความสุขไม่ว่าจะมีรูปแบบอย่างไรแต่เราก็เรียกมันว่าความสุขอยู่ดี ซึ่งมันก็แล้วแต่บุคคลอีกนั่นแหละ ไม่มีรูปแบบที่ตายตัวในทางโลก แต่ในอีกมุมมองทางจิตวิญาณศาสนาหรือทางธรรม ก็มักจะกล่าวถึงเรื่องนี้ ซึ่งไม่ต้องนิยามอะไรให้มากมาย ไม่ต้องไปค้นหาให้วุ่นวาย นั่นคือ สงบ คือสุข ซึ่งผมเองเห็นด้วยโดยดุษฎี ฟังดูไม่ยาก แต่ก็ทำไม่ง่าย

หวังว่างานชิ้นนี้คงมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง

พบกันใหม่เมื่อผมมีเรื่องราวเข้าท่าๆมานำเสนอ

คงไม่นานเกินรอ

วันพฤหัสบดีที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้าเยี่ยมชมบล็อคนี้

            ผมต้องแปลกใจ เมื่อได้ดูสถิติผู้เข้าเยี่ยมชมบล็อค จากที่โพสเองอ่านเองมาเป็นเวลากว่าสองปี มารู้ตัวอีกทีตอนที่มียอดผู้เข้าเยี่ยมชมอยู่ที่ยอด เจ็ดพันสามร้อยกว่าๆ ซึ่งนั่นก็ผ่านมากว่าสองสัปดาห์แล้ว ความรู้สึกแรกของผม คือแปลกใจ ต่อมาคือช็อคกับตัวเลขที่ว่านั่น ทำอะไรไม่ถูก เรื่องที่จะเขียนก็ไม่มี เห็นตัวเลขนั้นก็ชื่นใจ ปลื้มใจว่ามาคนเข้ามาอ่าน ลนลานอยู่นาน จึงคิดว่า น่าจะพูดถึงเรื่องที่เกิดนี้สักหน่อย
            ปกติแล้ว ผมไม่ได้ดูตัวเลขนี้เลย เพราะอย่างที่บอกไปในเบื้องต้น คืออ่านเองโพสเองมาตลอด ขอให้เพื่อนมาอ่านมาคอมเม้นต์บ้าง มันก็อาจจะอ่าน แต่ไม่เคยแสดงความคิดเห็นหรือมีปฏิกิริยาใดๆในนี้เลย ซึ่งผมก็ไม่ว่าอะไร เพราะงานเขียนของผมนี้ไม่ได้จัดว่าดีเลิศเลอถึงขั้นนั้น บางคนบอกว่ามันเหมือนไดอารี่ ที่ควรเก็บไว้อ่านเอง บางคนบอกว่าผมเลียนแบบคุณโน้ตอุดม(ตรงไหนวะ เอิ้กๆๆ) ผู้ใหญ่บางคนบอกควรใส่ใจรายละเอียดเรื่องพยัญชนะ สระ ตัวสะกด เว้นวรรค ย่อหน้าให้ถูกต้อง ผมขอน้อมรับทุกความคิดเห็น และผมสังหรณ์ใจว่าผู้ใหญ่ท่านนี้เองอาจเป็นผู้ชักชวนผู้อ่านจำนวนมากมายเข้ามาเยี่ยมชมบล็อกของผมนี้ และถ้าเป็นจริงดังนั้น ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณจากก้นบึ้งของหัวใจเลยครับ(น่าแปลกใจที่ผมพยายามติดต่อผู้ใหญ่ท่านนี้ แต่ติดต่อไม่ได้เลย ไม่รู้ว่าผมทำอะไรให้ท่านขุ่นข้องหมองใจรึเปล่า ถ้าเป็นเช่นนั้น ต้องกราบขอประทานอภัยท่าน มา ณ. ที่นี้ด้วยครับ)
            นี่ เป็นสิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า เมื่อเรารักที่จะทำสิ่งใด ให้เวลากับกับสิ่งนั่นมากพอ จริงใจกับสิ่งที่ทำ แล้ววันหนึ่ง จะมีคนเห็นคุณค่าของสิ่งที่เราทำ เหมือนกับที่ผู้อ่านทุกท่านได้เข้ามาเยี่ยนชมบล็อคบ้านๆบล็อคนี้ ผมดีใจมากครับ แต่ผมจะไม่เหลิง ไม่ทะนงตนกับความสำเร็จเล็กๆนี้ ผมจะพยายามสร้างงานเขียนต่อไป ตราบที่ยังมีลมหายใจ แม้ว่าช่วงหลังๆผมจะมีเรื่องที่จะถ่ายทอดน้อยกว่าที่เคยทำมา แต่ก็ยังยืนยันว่า จะยังคงเขียนต่อไป แม้ทุกท่านที่เข้ามาอ่านแล้วเบื่อไม่อยากอ่านอีกต่อไปก็ตาม ขอฝากไปถึงผู้อ่านคนใดก็ตามที่มีอะไรที่อยากจะทำแล้วยังไม่ได้ทำ ให้เริ่มลงมือทำซะนะครับ ผมคนนึง จะเป็นกำลังใจให้ครับ สักวันคุณอาจจะได้รับความรู้สึกปิติยินดีจากสิ่งที่คุณได้ลงมือทำ อย่างที่ผมรู้สึกในตอนนี้ก็ได้
ขอขอบคุณทุกท่านอีกครั้ง แล้วผมจะกลับมาใหม่ อย่างแน่นอน

วันจันทร์ที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

สวัสดีคะ หนูชื่อตาลคะ


                                                                             
              สวัสดีค่ะ หนูชื่อตาล หนูเป็นสุนัขพันธุ์โกลเด้นรีทรีฟเวอร์อายุสองขวบกว่าๆ หนูอาศัยอยู่กับเจ้านาย ที่หมู่บ้านในชนบทแห่งนึง หนูมีเพื่อนสุนัขอีกตัวนึงด้วยค่ะ อายุมากกว่าตาลหนึ่งปี ชื่อพี่ปุ้มปุ้ย พี่ปุ้มปุ้ยเป็นสุนัขพันธุ์ทางลักษณะดี ลายขาวน้ำตาล เจ้านายบอกว่า เมื่อตอนพี่ปุ้มปุ้ยเกิดใหม่ๆพี่ปุ้มปุ้ยตัวอ้วนปุ๊กลุกมากกว่าพี่น้องตัวอื่นๆมาก แต่พอโตขึ้น กลับตัวผอมเพรียวยังกะนางแบบเลย อิๆ มองกลายๆพี่ปุ้มปุ้ยเหมือนสุนัขพันธุ์บางแก้วมากๆเลยคะ พี่เค้าชอบรังแกหนู ตอนที่หนูย้ายมาอยู่ใหม่ๆ ถึงตัวหนูจะใหญ่กว่ากว่าพี่เค้ามาก แต่หนูก็กลัวพี่เค้าอยู่ดีเพราะพี่เค้ามักจะขู่คำรามแยกเขี้ยวข่มขวัญหนูตลอด อีกอย่างหนูไม่เคยกัดกับกับใครตั้งแต่เกิดมา เลยกลัวไปหมด  พออยู่นานๆเข้าแกก็หาเรื่องกัดหนูเป็นประจำ ทุกวันนี้ ตัวทั้งตัวหนู เต็มไปด้วยรอยแผลจากคมเขี้ยวของพี่ปุ้มปุ้ย รวมถึงริมฝีปากของหนูที่ห้อยย้อยอยู่ข้างเดียว ก็เป็นเพราะโดนพี่เค้ากัดนี่แหละค่ะ เจ้านายบอกว่า ก่อนที่หนูจะมาอยู่บ้านหลังนี้ พี่ปุ้มปุ้ยเค้าคือขวัญใจหนึ่งเดียวของบ้านนี้ ได้รับความเอ็นดูจากเจ้านายทุกๆคนเป็นอย่างดี เพราะว่านอนสอนง่าย ขี้อ้อนมากๆ แต่พอหนูมาอยู่ที่นี่ ทุกสิ่งทุกอย่างก็เปลี่ยนไป พี่ปุ้มปุ้ยกลายเป็นสุนัขเจ้าอารมณ์ ขี้อิจฉา แกจะแสดงอาการก้าวร้าวทุกครั้งที่เจ้านายให้ความสนใจในตัวหนู  พี่เค้าจะหวงสมาชิกทุกคนๆในบ้าน  ใหม่ๆหนูไม่กล้าสู้แกหรอก ทำให้แกได้ใจรังแกหนูอยู่เรื่อยๆ พักหลังนี้ไม่ไหวค่ะ หนูต้องสู้เพื่อไม่ให้แกทำหนูอยู่ฝ่ายเดียว แถมเจ้านายทุกคนก็เข้าข้างด้วยค่ะ อิๆ เดี๋ยวนี้พี่ปุ้มปุ้ยเองก็ได้รอยเขี้ยวจากหนูไปประดับร่างกายอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน ฮึ ให้มันรู้ซะบ้าง หนูก็สู้คนนะ เอ้ย สู้หมานะ


              ประมาณสองปีก่อนเจ้านายเดิมหนูนั้นแกซื้อหนูมาเลี้ยงดู เจ้านายผู้ชายย่างไก่ขายตอนเช้าๆค่ะ เป็นไก่พันธุ์เนื้อที่ซื้อมาจากตลาด อาหารของหนูจึงมักจะเป็นคอไก่ย่างที่เจ้านายเก็บไว้ให้ มันทำให้หนูโตเร็วมากแล้วก็อ้วนมากเลยค่ะ อิๆ แทบไม่รู้จักอาหารเม็ดเลย มาได้กินครั้งแรกก็เป็นเพราะเจ้านายอีกบ้านซื้อมาให้ลองกินเพราะความเอ็นดู ออ เพราะว่าเจ้านายผู้หญิงของหนูแกต้องย้ายไปประจำอยู่จังหวัดแถวภาคใต้ซึ่งไกลจากที่นี่มากๆ เลยต้องฝากหนูมาเลี้ยงที่นี่ค่ะ แต่จริงๆก็ไปมาหาสู่กันเป็นประจำอยู่แล้ว เพราะบ้านหลังนี้เป็นบ้านพ่อแม่ของเจ้านายเก่าค่ะ เวลาไปไหนมาไหน เจ้านายเก่าจะพาหนูใส่ท้ายรถกระบะไปด้วยบ่อยๆ ซึ่งหนูชอบมาก ลมมันเย็นดี ก็เลยมีโอกาสท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆและแวะเวียนมาบ้านหลังนี้อยู่บ่อยครั้ง จึงคุ้นเคยกันกับเจ้านายใหม่อยู่บ้างพอสมควร พี่ปุ้มปุ้ยก็คงหมั่นไส้หนูมาตั้งแต่กระนั้นกระมังคะ เพราะแวะมาที่ไร ทุกคนก็จะมารุมล้อมทักทายลูบเนื้อลูบตัว หาของอร่อยๆมาให้หนูกินตลอดเลยละ หุๆ


               ถึงหนูจะแค่สองขวบ แต่หนูก็เคยมาลูกมาแล้วครอกนึงเมื่อปีที่แล้วนะคะ  พ่อของเด็กก็เป็นสุนัขบ้านๆแถวบ้านของเจ้านายเก่าแหละค่ะ แหม มีหนุ่มๆเข้ามาเสนอตัวกับหนูเยอะแยะเชียวนะจะบอกให้ เจ้านายเก่าน่ะไม่ชอบเท่าไหร่หรอก เลยพาไปผสมกับสุนัขพันธุ์เดียวกันในตัวเมืองกันเอาไว้ แต่ไม่ติดลูกเลย ไม่รู้ทำไม ดันมาติดลูกกับสุนัขพันธุ์ทางแถวบ้านนี้เอง อิๆ ทำไงได้ละค่ะ ก็มันเป็นธรรมชาติแล้วเราก็รักกันด้วย ความรักนี่มันเอาชนะเรื่องเผ่าพันธุ์ลงอย่างราบคาบเลย ไม่รู้ว่าคนจะเป็นอย่างพวกเรารึเปล่า ส่วนลูกๆครอกนั้น เจ้านายก็แจกชาวบ้านไปหมดเลยค่ะ หนูก็ไม่อยากให้เจ้านายเอาลูกๆหนูไปแจกใครหรอก แต่ก็ทำอะไรไม่ได้จริงๆ พวกเจ้านายก็บ่นๆว่าหนูไม่รักดี ซึ่งหนูก็ไม่เข้าใจหรอก มาอยู่ที่นี่ไม่นานก็มีหนุ่มๆมาเสนอตัวอีกละค่ะ แต่หนูก็ไม่ได้สนใจตัวไหนเป็นพิเศษเลย อาจเพราะหนูยังคงทำใจกับเรื่องที่ต้องจากลูกๆและพ่อของพวกเขาไม่ได้กระมังคะ


                 เจ้านายใหม่ชอบพาหนูออกไปวิ่งเล่นตอนเย็นๆคะ แรกๆหนูไม่เข้าใจว่าแกเรียกให้หนูวิ่งตามแกขี่จักรยานทำไม เหนื่อยก็เหนื่อย ร้อนก็ร้อน แต่ก็ไปคะเพราะหนูเองก็ชอบวิ่งเล่นอยู่แต่เดิม เพราะบ้านเจ้านายเก่ามีบริเวณบ้านกว้างขวางและเป็นส่วนตัวมากๆ หนูจึงวิ่งเล่นได้อย่างอิสระในนั้น มาอยู่ที่นี่หนูไม่กล้าออกไปวิ่งเล่นตามลำพังเท่าไหร่ เวลาจะออกไปไหนก็ต้องรอตามเจ้านายเดินไปซื้อของ ซึ่งก็ไปไม่ไกลจากบ้านนักหรอก กลัวสุนัขเจ้าถิ่นด้วยแหละ ซึ่งมีเยอะมากเลยค่ะ อีกทั้งบริเวณบ้านยังคับแคบต่างจากบ้านเดิมลิบลับเลยค่ะ วันๆต้องนอนเฉยๆทั้งวัน ทำให้หนูอึดอัดมากๆ การได้ตามเจ้านายออกไปวิ่งเล่น จึงเป็นกิจกรรมที่ไม่เลวเลยสำหรับหนู หนูวิ่งอย่างงี้มาหลายเดือนแล้ว ทำให้หนูผอมลงพอสมควร เจ้านายก็ชมว่าเก่ง เดินเหินลุกนั่งก็คล่องกว่าแต่ก่อน  ไม่เบื่ออาหารเหมือนตอนไม่ได้ออกไปวิ่งเล่น แถมสนุกเพลิดเพลินไปกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆด้วย ต้องขอบคุณเจ้านายใหม่ของหนู ที่ชวนหนูออกไปวิ่งด้วยจริงๆคะ

 พี่ปุ้มป้ย


                สำหรับวันนี้หนูต้องขอตัวก่อนคะ วันหลังหนูจะหาโอกาสถอดจิตมาสิงเจ้านาย ให้มาเขียนเล่าเรื่องให้ทุกคนฟังอีก อิๆฝากเนื้อฝากตัวด้วยค่ะ และขอบคุณที่อ่านเรื่องของตาลนะคะ

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2556

ความหลังเมื่อครั้งเก่า


บางเรื่องราวก็น่าประทับใจเกินกว่าจะเก็บไว้ชื่นชมเพียงลำพัง

สำหรับบางคน เรื่องราวต่อไปนี้ อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่ผ่านมาในชีวิตแล้วผ่านไป ขอให้ผู้อ่านลองมองดูเหตุการณ์ผ่านตัวอักษรที่ผมพยายามอย่างยิ่ง ที่จะร้อยเรียงขึ้นจากความทรงจำในวันนั้น ให้จบก่อน แล้วไตร่ตรองด้วยสติปัญญาของผู้อ่านเอง ว่าเรื่องราวต่อจากนี้ สมควรได้รับการเผยแพร่ออกไปให้ผู้คนในสังคมได้รับรู้หรือเป็นเพียงเรื่องเพ้อเจ้อเหลวไหล มีไว้อ่านเพื่อความบันเทิงก็พอ อย่างไรก็ตาม ผมต้องการบอกกับผู้อ่านทุกท่านว่า สิ่งดีๆเรื่องราวดีๆนั้น เกิดขึ้นได้เสมอ ตราบเท่าที่มนุษย์รู้จักให้คุณค่าความสำคัญกับอะไรก็ตาม ที่ไม่ใช่ตัวเราเอง และทุกครั้งที่นึกถึง มันก็ทำให้ผมรู้สึกดีๆเสมอ
ผมเชื่อว่าผู้อ่านหลายคนคงมีโอกาสได้ชมภาพประทับใจภาพหนึ่ง  ที่เคยเป็นประเด็น ที่ผู้คนมากมายกล่าวขวัญถึงอย่างกว้างขวางในโลกอินเตอร์เน็ต  ลุกลามมาถึงสื่อกระแสหลักอย่างสื่อโทรทัศน์ เป็นภาพของนักเรียนช่างกล(ในสื่อระบุอย่างนั้น)ช่วยกันเข็นรถโดยสารประจำทางสายหนึ่ง ที่จอดเสียอยู่กลางถนน ท่ามกลางแดดจ้าและการจราจลที่ติดขัดของเมืองกรุง สิ่งที่ผมจะถ่ายทอดให้ผู้อ่านได้รับรู้ต่อจากนี้ เป็นเหตุการณ์ที่คล้ายกันมากเหลือเกิน เพียงแต่เรื่องราวนี้เกิดขึ้นก่อน และมีลายละเอียดต่างออกไปบ้างเล็กน้อยเท่านั้นเอง
บ่ายวันหนึ่งของฤดูร้อนปี2551ผมเดินทางกลับจากทำธุระ โดยรถโดยสารร่วมประจำทางมินิบัสสีเขียวสาย71
ผู้โดยสารบนรถคันนั้นไม่แออัดมากนัก ทุกที่นั่งเต็ม มีผู้โดยสารยืนประมาณสี่ห้าคน ผมได้มีโอกาสนั่งที่เบาะหลังสุดตรงกลางพอดี พัดลมเพดานนั้นได้ไม่เสีย เพียงแต่มันไม่อาจส่ายหน้าไปทางไหนได้อย่างที่ควรจะเป็น ชายที่ยืนอยู่ข้างหน้าผมรับอานิสงฆ์จากพัดลมพิการนั้นไปเต็มๆ ขณะที่ตัวผมเต็มไปด้วยเหงื่อเหนียวเหนอะหนะ  กลิ่นควันจากท่อไอเสียตลบอบอวนทุกครั้งที่รถจอดติดเป็นเวลานาน แม้จะพำนักอาศัยอยู่ในกรุงเทพฯมานาน เดินทางด้วยรถเมล์ร้อนแบบนี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่ทำให้ผมรู้สึกชินชาแต่อย่างใด ยิ่งทำให้ผมเบื่อหน่าย หงุดหงิดรำคาญแบบนี้ทุกครั้งไป ทำไงได้ล่ะ คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างผมไม่ได้มีทางเลือกมากนักหรอก ความร้อนอบอ้าวทำเอาผมเริ่มฟุ้งซ่านไปกันใหญ่ เริ่มรำคาญผู้โดยสารสองคนที่นั่งติดกัน แขนทั้งซ้ายขวาวางแปะไปกับแขนของคนทั้งสอง เหงื่อเหนียวๆทำให้ผมต้องเอาแขนเช็ดกับขากางเกงอยู่บ่อยครั้ง แถมผู้โดยสารด้านขวามือดันหลับสัปหงก เอาหัวมาชนไหล่ผมอยู่เนืองๆ ด้านขวามือผู้โดยชายยืนบังหน้าต่างอยู่  แกคงร้อนและอยากให้ลมข้างนอกพัดผ่านตัวบ้างเมื่อรถเคลื่อนตัว แต่แกคงลืมว่าคนอื่นในรถก็เหมือนแกนั่นแหละ ด้าน ซ้ายมีอีกคนยืนขวางประตูหลังอยู่เช่นกัน ใจนึกอยากจะถีบหมอนี่ออกไปให้พ้นประตูซะ ลมจะได้พัดเข้ามาให้ชื่นใจบ้าง  จะมองไปทางไหนก็เต็มไปด้วยความอัตคัด ขัดใจไปซะหมด ส่วนไอ้หนุ่มวัยรุ่นที่นั่งเบาะหน้าประตูหลัง ก็คุยโทรศัพท์เสียงดังโขมงโฉงเฉงน่ารำคาญนัก  ขณะที่ผมกำลังหงุดหงิดคิดโทษดินโทษฟ้าด่าชาวบ้านในใจนั่นเอง เจ้ามินิบัสก็เคลื่อนตัวผ่านแยกไฟแดงพระรามเก้าเข้าสู่ย่านรามคำแหง ลมเอื่อยๆผสมกลิ่นควันพัดผ่านผิวที่ชื้นด้วยเหงื่อ ความเย็นทำให้อารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย แต่เพียงไม่นาน  ข้ามแยกมาไม่ถึงป้ายแรกด้วยซ้ำ จู่ๆเครื่องยนต์ก็ดับลง พร้อมกับตัวรถที่หยุดการเคลื่อนตัวกระทันหัน  ผู้โดยสารหลายคนหัวคะมำไปข้างหน้า ที่ยืนอยู่ก็เทตัวไปติดเบาะกันหมด รวมทั้งผมด้วย ชายสัปหงกที่นั่งข้างๆตกใจตื่น มองซ้ายมองขวาหน้าตาเลิกลัก ส่งสายตามาที่ผมเหมือนจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น มินิบัสจอดสงบนิ่งอยู่บนถนนเลนส์กลาง รามคำแหงขาออก ตรงทางขึ้นทางยกระดับพอดิบพอดี ในขณะที่ไฟเขียวยังปล่อยรถตามมาจากด้านหลังอยู่เรื่อยๆ รถที่อยู่เลนส์ซ้ายและขวาก็พยายามเคลื่อนไป ส่วนเลนส์กลางที่ตามหลังมินบัสมา ก็ติดแหงกอยู่ตรงนั้น จะออกซ้ายก็ไม่ได้ ขวาก็ไม่ได้ คนขับมินิบัสพยายามสตาร์ทอยู่สองสามครั้ง แต่ไม่มีวี่แววว่าจะติด จนต้องร้องตะโกนให้ผู้โดยสารลงไปช่วยเข็น ไม่ต้องเอ่ยซ้ำสอง ผู้โดยสารทั้งชายหญิงกรูลงจากรถ ผู้หญิงก็วิ่งเข้าฟุตบาทข้างทางส่วนผู้ชายมารวมกันที่ท้ายรถ ทั้งหมดช่วยกันเข็น ช่วยกันดันให้รถเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างช้าๆ รถค่อยๆเคลื่อนตัวเร็วขึ้น คนขับรอจังหวะให้รถเคลื่อนตัวให้ความเร็วได้ระดับ แล้วหักพวงมาลัยพยายามเบียดเข้าเลนส์ซ้ายพร้อมกับเข้าเกียร์แล้วปล่อยคลัช เสียงกระทบเสียดสีกันของเฟื่องเกียร์ดังขึ้นหนึ่งครา มินิบัสกระตุกกึกๆๆๆเสียงเครื่องยนต์ก็คำรามขึ้นอีกครั้ง คนขับเร่งเครื่องยนต์ซ้ำๆเสียงดังสนั่น ควันดำก้อนใหญ่ถูกพ่นออกมาจากท่อไอเสีย บนฟุตบาทผมได้ยินผู้โดยสารหญิงบางคนปรบมือด้วยความปิติยินดี  พวกเราเองบางคนที่ลงไปเข็นรถก็ปรบมือดีใจกะเค้าด้วย ผู้โดยสารทั้งหมดกรูกลับขึ้นไปบนรถอีกครั้ง ทุกคนหอบเหนื่อย แต่ก็มีใบหน้าที่เปื้อนยิ้ม อิ่มเอม คนขับเอ่ยขอบคุณผู้โดยสารด้วยน้ำใสใจจริงอย่างไม่ขาดปาก  เหตุการณ์ที่รถดับแล้วกลับมาคืนชีพใหม่อีกครั้งกินเวลาไม่ถึงสองนาที ช่วงเวลาสั้นๆที่เปี่ยมไปด้วยพลังสามัคคี ร่วมมือร่วมใจจากคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ส่วนตัวผม ผมดีใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในนั้น และดีใจที่ไม่ได้ทำให้คนอื่นที่อยู่บนท้องถนนเดือดร้อนหนักมากไปกว่ารถติดตามปกติ  บอกตรงๆว่าผมไม่คิดว่ามินิบัสคันนี้มันจะกลับมาวิ่งได้ในเวลาอันสั้นแบบนั้น ฟ้ามืดลงตั้งแต่ก่อนมาถึงแยกนานแล้ว ช่วงเวลาประมาณทุ่มยาวไปจนถึงดึก เป็นที่รู้กันว่าเส้นทางผ่านหน้ามหาวิทยาลัยรามคำแหงนั้น รถติดมหาโหดขนาดไหน แต่ค่ำวันนั้น หลังจากเรากลับขึ้นรถ ดูเหมือนพระเจ้ามองเห็นว่าพวกเราได้ทำอะไรไป การเคลื่อนตัวจากหน้าเดอะมอลล์รามฯไปจนถึงแยกลำสาลี(ที่ผมต้องลง)นั้นเป็นไปด้วยความลื่นไหลอย่างที่ผมไม่เคยรู้สึกมาก่อน  เหงื่อชุ่มๆเหือดแห้งไปพร้อมกลับลมเอื่อยๆเมื่อมินิบัสเคลื่อนไปข้างหน้า ผู้โดยสารหลายคนทยอยลงตรงเดอะมอลล์บ้าง บิ๊กซีบ้าง เชื่อว่าหลายๆคนที่อยู่ที่นั่นวันนั้น คงลืมเลือนมันไปบ้างตามกาลเวลา แปลกที่ก่อนหน้านี้ ผมรู้สึกว่าผู้โดยสารคนอื่นๆเป็นเพียงคนแปลกหน้าธรรมดาๆที่ผ่านมาขึ้นรถคันเดียวกัน แล้วก็คงจบจากกันไป ไม่มีความหมายใดๆ  ทั้งสิ้น เหมือนทุกๆครั้ง  แต่หลังจากนี้ พวกเขาจะไม่ธรรมดาอีกแล้วสำหรับผม ถึงแม้เราจะไม่ได้เจอกันหรือจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้ไม่ได้เลย ผมกลับถึงที่พักด้วยหัวใจที่พองโตอิ่มเอม นานเท่าไหร่ตั้งแต่มาใช้ชีวิตในเมืองหลวง ที่ไม่ได้รู้สึกดีๆเช่นนี้
ภาพนักเรียนช่างกลช่วยกันเข็นรถโดยสารฯที่ฮือฮากันอยู่พักหนึ่ง จึงไม่เป็นเพียงภาพประทับใจอย่างที่คนทั่วไปรู้สึก สำหรับผม มันลึกซึ้งกว่านั้นมาก อาจเพราะผมได้เคยประสบเหตุการณ์แบบนั้นมาด้วยตัวเองก็เป็นได้  

ข่าวดี มีมานานแล้วครับ

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดต​บล็อค​ไปนาน ผมก็ขออนุญาต​กลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...