ผมได้มีเวลาเข้าเยี่ยมชมเวบไซต์แห่งนึง เป็นเวบที่มีคลิปวีดีโอต่างๆมากมาย ทั้งบทความ ทั้งมีสาระ และไร้สาระ เป็นเวบไซต์ที่เป็นของคนไทย ส่วนชื่อเวบไซต์นั้น คงไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่ผมพยายามบอกเล่ากับผู้อ่านตอนนี้ แต่ขอเกริ่นถึงภาพรวมของเวบไซต์แห่งนี้ซักเล็กน้อยเสียก่อน
เวบไซต์ที่ว่านี้ เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยที่เราอาจจะเคยรู้และไม่เคยคิดว่าจะมีจริง
รวมทั้งคลิปวีดีโอต่างๆ ทั้งเรียลลิตี้ ทั้งทำขึ้น มีคละเคล้าหลากหลายเช่นเดียวกับยูทูป และคลิปวีดีโอส่วนหนึ่ง ซึ่งอาจจะเป็นส่วนมาก ได้มาจากยูทูปครับ ทุกคลิปทุกบทความจะมีการเกริ่นอธิบายเป็นภาษาไทย ซึ่งเข้าถึงง่ายกว่าภาษาอื่น ซึ่งเหมาะมากกับคนอ่อนภาษาอังกฤษอย่างผม
ผมได้ดูได้อ่านสิ่งที่คนในเวบไซต์นำเสนอ และมีหลายเรื่องที่ผมสนใจมากเป็นพิเศษ อาจมีเรื่องที่ค่อนข้างจะติดเรทเอ็กซ์บ้าง หนึ่งในเรื่องราวที่หลากหลายนั้น คือเรื่องราวของความน่าฉงนสนเทห์เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ที่เคยเกิดและดำรงอยู่ในโลกของเรานี้
ติดตามต่อในตอนหน้า เพราะตอนนี้ เมาแล้ว
ที่ไหนๆก็ได้ ขอให้เราชอบก็พอ ไม่ต้องรอให้ตายก่อนก็ไปได้ ทั้งโลกแห่งความจริงและโลกสมมุติ ที่ๆทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่เรา อยากให้เป็น
วันพฤหัสบดีที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2553
วันอังคารที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
หายนะกับความบันเทิง
เวลาดูหนังแอ็คชั่นจากฮอลลีวูด ไม่ว่าเรื่องไหนๆ ก็ขาดความฉิบหายวายป่วง ความวุ่นวายโกลหลไม่ได้ ภาพความหายนะเหล่านั้น เมื่อมันอยู่บนแผ่นฟิลม์ มันก็สร้างความบันเทิงให้คนดูได้ ยิ่งหายนะสมจริงสมจังมาก ยิ่งก็ยิ่งรู้สึกบันเทิงมาก รู้สึกทึ่งว่าเค้าทำกันอย่างไร หนังมันถึงออกมาได้โดนใจอย่างงี้ แต่หนังก็คือหนัง หนังจบก็จบ เมื่อเราตระหนักได้อย่างนั้น ความรู้สึกต่างๆกับหนังก็มลายหายไปกับเวลา
หากแต่เพียง เราอาจซึมซับเอาภาพเหล่านั้นไว้ บ่อยๆ เยอะๆ นานวันเข้า มันจะเกิดผลกระทบอย่างไรกับเราบ้างหรือไม่
สำหรับผม มีผลกระทบอย่างนี้ครับ มันค่อยเกิดขึ้นทีละน้อยตามปริมาณของหนังที่ได้ดูตามกาลเวลาที่ผ่านมา ผมเริ่มแยกแยะความจริงกับเรื่องมายาไม่ค่อยออก แล้วมันเสียหายตรงไหนนะเหรอครับ โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยรู้สึกว่ามันจะสร้างความเดือดร้อนให้กับผมเองหรือใครๆเลย แต่ผมรู้สึกชินชากับภาพเหตุการณ์รุนแรงเหล่านั้นเสียแล้ว
เมื่อครึ่งแรกของปีนี้ มีข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นในทุกๆมุมโลกให้ได้เห็นอยู่เสมอ สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ ความหายนะได้เกิดขึ้นและกระจายวงกว้างออกไปสู่มนุษย์ทุกสีผิวในหลากหลากรูปแบบอย่างทั่วถึงกัน แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ น้ำท่วม พายุ ดินถล่ม แผ่นดินยุบ ภัยแล้ง นี่แค่ธรรมชาติทำยังบรรยายได้ไม่หมด ไหนจะมนุษย์ทำเองอีกเป็นพะเรอเกวียน ล่าสุดก็อุบัติเหตุที่บ่อน้ำมันของบีพี สร้างความเสียหายไปทั่วอ่าวเม็กซิโก แม้ถึงวันนี้เองประเทศไทยก็ยังประสบปัญญหาภัยแล้งอย่างหนัก และผู้เขียนเองยังรู้สึกว่าปีนี้มันแล้งมากจริงๆ ตั้งแต่เกิดจากท้องแม่มา ก็ปีนี้ละครับสุดๆเลย มิหนำซ้ำยังได้ยินข่าวแว่วๆว่าปีหน้าจะหนักกว่านี้ และจะหนักขึ้นเรื่อยๆในทุกๆปี ฟังแล้วเซ็งครับ ไม่บันเทิงเอาเสียเลย
พอฟังไปก็เซ็งแต่พอลืมผมก็กลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม ไม่ได้แก้ไขอะไร ผมก็แค่คนๆนึง จะมีปัญญาไปแก้ไขอะไรได้ ปัญหาเหล่านี้มันใหญ่เกินตัวผม
ลองนึกเล่นๆ ถ้ามีคนคิดอย่างผมเยอะๆนี่ ก็เริ่มไม่ดีแล้ว
ผมยังเคยคิดด้วยซ้ำ ว่าที่เราเห็นในข่าวน่ะ มันอาจเป็นแค่ฉากๆนึงที่จะไปโผล่ในหนังซักเรื่องของฮอลลีวูดก็เป็นได้ คิดอย่างงี้ได้ก็เริ่มหายเซ็ง เริ่มบันเทิงขึ้นมาหน่อยๆแล้ว
ในความเป็นจริงผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นเค้าไม่บันเทิงกับผมแน่ๆ ผมโคตรจะแน่ใจเลย
สาเหตุและแนวทางการแก้ไข ผมคิดว่าทุกวันนี้เราก็น่าจะทราบๆกันดีอยู่แล้ว
แล้วผมทำอะไรบ้างนะเหรอ เหอๆๆ อย่างที่บอกไปข้างต้น ผมชินชากับมันเสียแล้ว มันขาดแรงกระตุ้นและแรงจูงใจสิ้นดี สำหรับวันนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ
หากแต่เพียง เราอาจซึมซับเอาภาพเหล่านั้นไว้ บ่อยๆ เยอะๆ นานวันเข้า มันจะเกิดผลกระทบอย่างไรกับเราบ้างหรือไม่
สำหรับผม มีผลกระทบอย่างนี้ครับ มันค่อยเกิดขึ้นทีละน้อยตามปริมาณของหนังที่ได้ดูตามกาลเวลาที่ผ่านมา ผมเริ่มแยกแยะความจริงกับเรื่องมายาไม่ค่อยออก แล้วมันเสียหายตรงไหนนะเหรอครับ โดยส่วนตัวผมไม่ค่อยรู้สึกว่ามันจะสร้างความเดือดร้อนให้กับผมเองหรือใครๆเลย แต่ผมรู้สึกชินชากับภาพเหตุการณ์รุนแรงเหล่านั้นเสียแล้ว
เมื่อครึ่งแรกของปีนี้ มีข่าวเหตุการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติต่างๆที่เกิดขึ้นในทุกๆมุมโลกให้ได้เห็นอยู่เสมอ สร้างความเสียหายแก่ชีวิตและทรัพย์สินให้เผ่าพันธุ์มนุษย์ ความหายนะได้เกิดขึ้นและกระจายวงกว้างออกไปสู่มนุษย์ทุกสีผิวในหลากหลากรูปแบบอย่างทั่วถึงกัน แผ่นดินไหว คลื่นยักษ์ น้ำท่วม พายุ ดินถล่ม แผ่นดินยุบ ภัยแล้ง นี่แค่ธรรมชาติทำยังบรรยายได้ไม่หมด ไหนจะมนุษย์ทำเองอีกเป็นพะเรอเกวียน ล่าสุดก็อุบัติเหตุที่บ่อน้ำมันของบีพี สร้างความเสียหายไปทั่วอ่าวเม็กซิโก แม้ถึงวันนี้เองประเทศไทยก็ยังประสบปัญญหาภัยแล้งอย่างหนัก และผู้เขียนเองยังรู้สึกว่าปีนี้มันแล้งมากจริงๆ ตั้งแต่เกิดจากท้องแม่มา ก็ปีนี้ละครับสุดๆเลย มิหนำซ้ำยังได้ยินข่าวแว่วๆว่าปีหน้าจะหนักกว่านี้ และจะหนักขึ้นเรื่อยๆในทุกๆปี ฟังแล้วเซ็งครับ ไม่บันเทิงเอาเสียเลย
พอฟังไปก็เซ็งแต่พอลืมผมก็กลับไปใช้ชีวิตปกติเหมือนเดิม ไม่ได้แก้ไขอะไร ผมก็แค่คนๆนึง จะมีปัญญาไปแก้ไขอะไรได้ ปัญหาเหล่านี้มันใหญ่เกินตัวผม
ลองนึกเล่นๆ ถ้ามีคนคิดอย่างผมเยอะๆนี่ ก็เริ่มไม่ดีแล้ว
ผมยังเคยคิดด้วยซ้ำ ว่าที่เราเห็นในข่าวน่ะ มันอาจเป็นแค่ฉากๆนึงที่จะไปโผล่ในหนังซักเรื่องของฮอลลีวูดก็เป็นได้ คิดอย่างงี้ได้ก็เริ่มหายเซ็ง เริ่มบันเทิงขึ้นมาหน่อยๆแล้ว
ในความเป็นจริงผู้ประสบเคราะห์กรรมเหล่านั้นเค้าไม่บันเทิงกับผมแน่ๆ ผมโคตรจะแน่ใจเลย
สาเหตุและแนวทางการแก้ไข ผมคิดว่าทุกวันนี้เราก็น่าจะทราบๆกันดีอยู่แล้ว
แล้วผมทำอะไรบ้างนะเหรอ เหอๆๆ อย่างที่บอกไปข้างต้น ผมชินชากับมันเสียแล้ว มันขาดแรงกระตุ้นและแรงจูงใจสิ้นดี สำหรับวันนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ
วันจันทร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ดนตรีศิลปะ และสุนทรียภาพ
โดยส่วนผมเอง ผมมองดนตรีและศิลปะในเชิงบวก เป็นแรงบันดาลใจ เป็นความงาม ความหวัง ความรุ่งโรจน์ของสติปัญญา หลายๆครั้งผมได้มีโอกาสสัมผัสกับงานศิลปะในอีกด้านนึง ซึ่งตรงกันข้ามมุมมองของผมอย่างสิ้นเชิง มันคือ ความมืดมน สิ้นหวัง เศร้าหมอง ความเคียดแค้น ชิงชัง
ผมจึงได้เรียนรู้อีกว่า การแสดงออกถึงความคิดในตอนที่มนุษย์ถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ดนตรีและศิลปะนั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ได้เกิดจากความสุขแต่เพียงด้านเดียว เช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้ตระหนักว่าในชีวิตของคนหนึ่งคนนั้น มันเต็มไปด้วยความสุขสมหวังผสมกับความทุกข์เศร้าตรมในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ตามอัตลักษณ์ อัตตภาพ ตามความเป็นปัจเจกของแต่ละคน ความรู้สึกของผู้ที่ถ่ายทอดออกมาในช่วงเวลานั้น จึงเป็นตัวกำหนดทิศทางของสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาว่าจะเป็นด้านบวกหรือลบ และยังไม่รวมถึงการตีความของผู้รับ ผู้เสพงาน ว่าจะตีความไปในทางใด นั้นยังไม่รวมถึงการไม่มีการตีความแปลความหมายใดๆเลย ใช้เพียงความรู้สึกจากรสสัมผัสในครั้งแรก เป็นตัวบ่งชี้ ว่ายอมรับหรือไม่เท่านั้นเอง หลายๆครั้งผมรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับงานด้านลบ ด้านมืด หรืดสุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งก็เกิดขึ้นเสมอๆโดยไม่แพ้ความรู้สึกด้านบวก และไม่ใช้อาจเป็นมาตรฐานในการในการกำหนดรสนิยมในการเสพดนตรีและงานศิลปะของผู้อื่นได้เลย
หากตีความคำว่าสุนทรีภาพแล้ว หากจะให้ความสำคัญที่ความหมายด้านบวกแต่ด้านเดียว ออกจะไม่เป็นธรรมนัก เพราะในความเป็นจริง มีผู้คนบางคน ซึ่งอาจจะมีมากมายกว่าที่เราคาดไว้ ที่มีพึงพอใจที่จะได้เห็น ความหายนะ ความวุ่นวายโกลาหล ความไม่สงบ ทั้งภายนอกและภายในจิตใจคนอื่น ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมได้กล่าว จะมีมูลความจริง แต่เมื่อใดที่ผมได้ลองนึกทบทวน ไปในบางสภาวะ บางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างง่ายและพอให้เห็นภาพชัดเจน ในตอนที่ดูหนัง อ่านนิยาย หรือแม้แต่ในบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์เรา เมื่อเราเห็นตัวโกงตัวร้ายในเรื่อง ศัตรูของคุณ เพลี่ยพล้ำให้กับพระเอกหรือตัวคุณ เมื่อจุดจบของตัวโกงเหล่านั้นใกล้มาถึง ผมเองอยากจะเห็นตัวโกงตัวร้ายเหล่านั้นมีจุดจบที่ทำให้ผมรู้สึก สาแก่ใจ กับสิ่งชั่วร้าย ที่ตัวละครเหล่านั้น เคยทำมา เคยทำกับคุณ หรือคนที่คุณรักเคารพ ใช่ครับ คำว่าสาแก่ใจหรือสะใจนี่เอง คือแรงกระตุ้นที่อยากให้ผมเห็นความรุนแรง ความหายนะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ขอให้มันเป็นสิ่งเลวร้ายมากๆ สำหรับตัวละคร หรือคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นนิยาย ละครหนัง หรือในชีวิตจริง ผมจะพึงพอใจมากๆ เมื่อหายนะเหล่านั้นมาถึงคนจำพวกนี้อย่างรวดเร็วทันใจและรุนแรง และอย่างสาสม รึว่า มันก็คือสุนทรียภาพในอีกด้านนึงนั่นเอง เอ ..รึผมจะตีความความหมายของสุนทรียภาพผิดไปซะก็ไม่รู้
ไว้ต่อตอนหน้าครับ แชร์ความคิดของผู้อ่านมาได้ครับ มุมมองของคุณ จะช่วยเปิดมุมองของผมครับ
ผมจึงได้เรียนรู้อีกว่า การแสดงออกถึงความคิดในตอนที่มนุษย์ถ่ายทอดออกมาเป็นสิ่งที่เราเรียกว่า ดนตรีและศิลปะนั้น แท้จริงแล้วก็ไม่ได้เกิดจากความสุขแต่เพียงด้านเดียว เช่นเดียวกับที่มนุษย์ได้ตระหนักว่าในชีวิตของคนหนึ่งคนนั้น มันเต็มไปด้วยความสุขสมหวังผสมกับความทุกข์เศร้าตรมในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน ตามอัตลักษณ์ อัตตภาพ ตามความเป็นปัจเจกของแต่ละคน ความรู้สึกของผู้ที่ถ่ายทอดออกมาในช่วงเวลานั้น จึงเป็นตัวกำหนดทิศทางของสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาว่าจะเป็นด้านบวกหรือลบ และยังไม่รวมถึงการตีความของผู้รับ ผู้เสพงาน ว่าจะตีความไปในทางใด นั้นยังไม่รวมถึงการไม่มีการตีความแปลความหมายใดๆเลย ใช้เพียงความรู้สึกจากรสสัมผัสในครั้งแรก เป็นตัวบ่งชี้ ว่ายอมรับหรือไม่เท่านั้นเอง หลายๆครั้งผมรู้สึกเคลิบเคลิ้มไปกับงานด้านลบ ด้านมืด หรืดสุดแท้แต่จะเรียก ซึ่งก็เกิดขึ้นเสมอๆโดยไม่แพ้ความรู้สึกด้านบวก และไม่ใช้อาจเป็นมาตรฐานในการในการกำหนดรสนิยมในการเสพดนตรีและงานศิลปะของผู้อื่นได้เลย
หากตีความคำว่าสุนทรีภาพแล้ว หากจะให้ความสำคัญที่ความหมายด้านบวกแต่ด้านเดียว ออกจะไม่เป็นธรรมนัก เพราะในความเป็นจริง มีผู้คนบางคน ซึ่งอาจจะมีมากมายกว่าที่เราคาดไว้ ที่มีพึงพอใจที่จะได้เห็น ความหายนะ ความวุ่นวายโกลาหล ความไม่สงบ ทั้งภายนอกและภายในจิตใจคนอื่น ไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าสิ่งที่ผมได้กล่าว จะมีมูลความจริง แต่เมื่อใดที่ผมได้ลองนึกทบทวน ไปในบางสภาวะ บางสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ผ่านมา ยกตัวอย่างให้เห็นอย่างง่ายและพอให้เห็นภาพชัดเจน ในตอนที่ดูหนัง อ่านนิยาย หรือแม้แต่ในบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์เรา เมื่อเราเห็นตัวโกงตัวร้ายในเรื่อง ศัตรูของคุณ เพลี่ยพล้ำให้กับพระเอกหรือตัวคุณ เมื่อจุดจบของตัวโกงเหล่านั้นใกล้มาถึง ผมเองอยากจะเห็นตัวโกงตัวร้ายเหล่านั้นมีจุดจบที่ทำให้ผมรู้สึก สาแก่ใจ กับสิ่งชั่วร้าย ที่ตัวละครเหล่านั้น เคยทำมา เคยทำกับคุณ หรือคนที่คุณรักเคารพ ใช่ครับ คำว่าสาแก่ใจหรือสะใจนี่เอง คือแรงกระตุ้นที่อยากให้ผมเห็นความรุนแรง ความหายนะ ไม่ว่าอะไรก็ตาม ขอให้มันเป็นสิ่งเลวร้ายมากๆ สำหรับตัวละคร หรือคนเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นนิยาย ละครหนัง หรือในชีวิตจริง ผมจะพึงพอใจมากๆ เมื่อหายนะเหล่านั้นมาถึงคนจำพวกนี้อย่างรวดเร็วทันใจและรุนแรง และอย่างสาสม รึว่า มันก็คือสุนทรียภาพในอีกด้านนึงนั่นเอง เอ ..รึผมจะตีความความหมายของสุนทรียภาพผิดไปซะก็ไม่รู้
ไว้ต่อตอนหน้าครับ แชร์ความคิดของผู้อ่านมาได้ครับ มุมมองของคุณ จะช่วยเปิดมุมองของผมครับ
วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553
ดนตรี และศิลปะ
สุนทรียภาพทางโสตประสาทของมนุษย์ งานศิลปะแขนงหนึ่ง ศาสตร์แห่งสำเนียงเสียงของสรรพสิ่ง สิ่งจรรโลงและยกระดับจิตใจ และสัญลักษณ์แห่งความศิวิไลซ์ของอารยชนคนทั่วโลกฯลฯ
ไม่มีคำนิยามใด จะมาบรรยายความหมายของ ดนตรี ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และตัวผมเอง ก็ไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานใดๆมายืนยันความเป็นมาของ ดนตรีกับมวลมนุษยชาติ ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในยุคสมัยใดความเป็นมาของมันช่างคลุมเครือในสายตาผม สติปัญญา ภูมิปัญญา ความก้าวหน้าในพัฒนาการของมนุษย์นั้นก็นับเป็นเรื่องน่าทึ่ง กว่ามนุษย์ถ้ำจะรู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการดำรงชีพ รู้จักการใช้อาวุธเพื่อการล่า การปกป้องตัวเองและพวกพ้อง ตลอดจนการทำสงครามเพื่อรักษาหรือขยายอาณาเขต การรู้จักการใช้ภาษาและสัญลักษณ์เพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน จนมาถึงการรู้จักการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารและแรงงาน สู่การเดินทางไปในทุกที่ เพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยนผลผลิตจากท้องถิ่น เหล่านี้ มนุษย์เราได้ใช้เวลายาวนานเป็นพันๆปีในการสั่งสม บ่มเพาะ งอกงาม เติบโตของสติปัญญา ภูมิปัญญา และส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น
แล้วดนตรีและศิลปะละ มันเกิดขึ้นตอนไหนของพัฒนาการเหล่านี้
สิ่งที่ผมจะถ่ายทอดต่อไปนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นต่อคำถามข้างต้นนี้เท่านั้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถกล่าวอ้างในทางวิชาการได้แต่อย่างใด
ดนตรี และศิลปะ การที่เราแยกคำสองคำนี้ออกจากกัน ก็เพื่อความหมายที่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว ดนตรีก็เป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งและยังเป็นศาสตร์ที่มีรูปแบบและหลักการที่ชัดเจนสำหรับการศึกษาค้นคว้าได้ด้วยเช่นเดียวกัน ในความเข้าใจทั่วไป รวมทั้งผู้เขียนเอง คำว่าศิลปะ ยังถูกจำกัดความหมายไว้เพียงภาพเขียน ปฏิมากรรม และสถาปัตยกรรม ส่วนในความเป็นจริง ศิลปะกลับปะปนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราหลายๆคนแทบทุกลมหายใจ แทบทุกฝีก้าว แทบในทุกด้านของชีวิต
เริ่มต้นที่ความคิดและการตัดสินใจที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ คนเรียนรู้สิ่งต่างจากบทเรียนจากทั้งนอกและในตำรา จากประสบการณ์ ในการใช้ชีวิต ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่หรือคนแก่ เมื่อสมองเราจดจำสิ่งต่างๆไว้ ความคิดจะเริ่มเข้าสู่ระบบ การรับรู้ แปลความหมาย และแสดงพฤติกรรม จากขั้นตอนง่าย สู่ขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น ประสบการณ์ ทำให้เรารู้ข้อจำกัด อุปสรรค และความเป็นไปได้ในการตัดสินใจกระทำหรือไม่ทำสิ่งใดๆ และประสบการณ์ก็ทำให้เราสามารถคิดข้ามขั้นตอนบางอย่าง จากหน้ามาหลัง ซ้ายไปขวา บนลงล่าง เหนือไปใต้ พัฒนาจนถึงขั้นที่ ขั้นตอน กระบวนการ และรูปแบบนั้นไร้ความหมาย จากรูปแบบสู่ไร้รูปแบบ จากสูงสุดสู่สามัญ ไม่ยึดติดกับรูปแบบ และไม่ยึดติดกับความไร้รูปแบบเช่นเดียวกัน เรียกผู้ที่มีความสามารถเช่นนี้ได้ว่า เป็นผู้มีศิลปะในการคิด ทักษะเช่นนี้เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดไว้เพียงผู้ส่งอายุผู้ผ่านโลกมานาน หากแต่ผู้อ่อนวัย อาจตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำน้อยกว่า แล้วดนตรีเกิดขึ้นตอนไหน
การสื่อสาร การสื่อสารที่ดี ย่อมต้องอาศัยทักษะด้านความคิดที่ชัดเจน เพื่อผู้รับสารรับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารได้ถูกต้องตรงตามที่เราต้องการสื่อ การสื่อสารทางเสียง การพูด เสียงเพลง จังหวะดนตรี ไม่ใช่คนทุกคนที่จะพูดให้เรารู้สึกคล้อยตามจนถึงขั้นชื่นชอบชื่นชม และศิลปินผู้สร้างานเพลงนั้นก็ไม่ต่างกัน
และผู้ที่เราชื่นชอบไม่จำเป็นที่คนอื่นต้องชื่นชอบเหมือนเรา ดังนั้นผู้สื่อสารนอกจากจะต้องมีศิลปะในการสื่อ แม้ผู้ฟังเองย่อมต้องมีทักษะด้านศิลปะในการรับสื่อด้วยเช่นเดียวกัน แล้วศิลปะในการรับสื่อได้มาอย่างไร พอจะตอบอย่างกำปั้นทุบดินได้ว่า มาจากทักษะด้านการคิดและตัดสินใจข้างต้นนั้นเอง แล้วดนตรีเกิดเมื่อไหร่ของกระบวนการเหล่านี้
การแสดงออกและไม่แสดงออก ต่อสถานการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด พฤติกรรมทางด้านร่างกายต่อการตอบสนองหรือไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ใด เมื่อเราฟังเพลงๆนึง ร่างกายเรามีปฏิกิริยาอย่างไรหากเราชื่นชอบเพลงนั้น บางคนโยกตัว บางคนผงกหัว บางคนเคาะมือกับสิ่งใกล้ตัว ดีดนิ้ว กระทืบเท้าตามจังหวะเพลง บางคนเลือกที่จะนั่งฟังเฉยๆ สนุกและร้องตามอยู่ในใจ แต่ไม่แสดงออกว่าคล้อยตามบทเพลง เมื่อความคิดกำหนดพฤติกรรม คำตอบของคำถามก็น่าจะพออนุมานได้ไม่ยากสำหรับสถานการณ์ตัวอย่างนี้ ดนตรีเกิดขึ้นมาแล้วใช่ไหมจากกระบวนการสื่อสาร
สำหรับตอนหน้า เราจะมาว่ากันต่อในเรื่อง ศิลปะและดนตรีในอีกหลายแง่มุมอื่นของชีวิตคนเรา
ไม่มีคำนิยามใด จะมาบรรยายความหมายของ ดนตรี ได้อย่างสมบูรณ์แบบ และตัวผมเอง ก็ไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานใดๆมายืนยันความเป็นมาของ ดนตรีกับมวลมนุษยชาติ ว่าเกิดขึ้นครั้งแรกในยุคสมัยใดความเป็นมาของมันช่างคลุมเครือในสายตาผม สติปัญญา ภูมิปัญญา ความก้าวหน้าในพัฒนาการของมนุษย์นั้นก็นับเป็นเรื่องน่าทึ่ง กว่ามนุษย์ถ้ำจะรู้จักใช้เครื่องไม้เครื่องมือในการดำรงชีพ รู้จักการใช้อาวุธเพื่อการล่า การปกป้องตัวเองและพวกพ้อง ตลอดจนการทำสงครามเพื่อรักษาหรือขยายอาณาเขต การรู้จักการใช้ภาษาและสัญลักษณ์เพื่อการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน จนมาถึงการรู้จักการปลูกพืช การเลี้ยงสัตว์เพื่อเป็นอาหารและแรงงาน สู่การเดินทางไปในทุกที่ เพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยนผลผลิตจากท้องถิ่น เหล่านี้ มนุษย์เราได้ใช้เวลายาวนานเป็นพันๆปีในการสั่งสม บ่มเพาะ งอกงาม เติบโตของสติปัญญา ภูมิปัญญา และส่งผ่านจากรุ่นสู่รุ่น
แล้วดนตรีและศิลปะละ มันเกิดขึ้นตอนไหนของพัฒนาการเหล่านี้
สิ่งที่ผมจะถ่ายทอดต่อไปนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นต่อคำถามข้างต้นนี้เท่านั้น หาใช่ข้อเท็จจริงที่สามารถกล่าวอ้างในทางวิชาการได้แต่อย่างใด
ดนตรี และศิลปะ การที่เราแยกคำสองคำนี้ออกจากกัน ก็เพื่อความหมายที่ชัดเจนขึ้นเท่านั้น เพราะแท้จริงแล้ว ดนตรีก็เป็นงานศิลปะอีกแขนงหนึ่งและยังเป็นศาสตร์ที่มีรูปแบบและหลักการที่ชัดเจนสำหรับการศึกษาค้นคว้าได้ด้วยเช่นเดียวกัน ในความเข้าใจทั่วไป รวมทั้งผู้เขียนเอง คำว่าศิลปะ ยังถูกจำกัดความหมายไว้เพียงภาพเขียน ปฏิมากรรม และสถาปัตยกรรม ส่วนในความเป็นจริง ศิลปะกลับปะปนอยู่ในชีวิตประจำวันของเราหลายๆคนแทบทุกลมหายใจ แทบทุกฝีก้าว แทบในทุกด้านของชีวิต
เริ่มต้นที่ความคิดและการตัดสินใจที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ คนเรียนรู้สิ่งต่างจากบทเรียนจากทั้งนอกและในตำรา จากประสบการณ์ ในการใช้ชีวิต ไม่ว่าเด็กผู้ใหญ่หรือคนแก่ เมื่อสมองเราจดจำสิ่งต่างๆไว้ ความคิดจะเริ่มเข้าสู่ระบบ การรับรู้ แปลความหมาย และแสดงพฤติกรรม จากขั้นตอนง่าย สู่ขั้นตอนที่ซับซ้อนขึ้น ประสบการณ์ ทำให้เรารู้ข้อจำกัด อุปสรรค และความเป็นไปได้ในการตัดสินใจกระทำหรือไม่ทำสิ่งใดๆ และประสบการณ์ก็ทำให้เราสามารถคิดข้ามขั้นตอนบางอย่าง จากหน้ามาหลัง ซ้ายไปขวา บนลงล่าง เหนือไปใต้ พัฒนาจนถึงขั้นที่ ขั้นตอน กระบวนการ และรูปแบบนั้นไร้ความหมาย จากรูปแบบสู่ไร้รูปแบบ จากสูงสุดสู่สามัญ ไม่ยึดติดกับรูปแบบ และไม่ยึดติดกับความไร้รูปแบบเช่นเดียวกัน เรียกผู้ที่มีความสามารถเช่นนี้ได้ว่า เป็นผู้มีศิลปะในการคิด ทักษะเช่นนี้เกิดได้กับทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดไว้เพียงผู้ส่งอายุผู้ผ่านโลกมานาน หากแต่ผู้อ่อนวัย อาจตัดสินใจได้ถูกต้องแม่นยำน้อยกว่า แล้วดนตรีเกิดขึ้นตอนไหน
การสื่อสาร การสื่อสารที่ดี ย่อมต้องอาศัยทักษะด้านความคิดที่ชัดเจน เพื่อผู้รับสารรับสิ่งที่เราต้องการสื่อสารได้ถูกต้องตรงตามที่เราต้องการสื่อ การสื่อสารทางเสียง การพูด เสียงเพลง จังหวะดนตรี ไม่ใช่คนทุกคนที่จะพูดให้เรารู้สึกคล้อยตามจนถึงขั้นชื่นชอบชื่นชม และศิลปินผู้สร้างานเพลงนั้นก็ไม่ต่างกัน
และผู้ที่เราชื่นชอบไม่จำเป็นที่คนอื่นต้องชื่นชอบเหมือนเรา ดังนั้นผู้สื่อสารนอกจากจะต้องมีศิลปะในการสื่อ แม้ผู้ฟังเองย่อมต้องมีทักษะด้านศิลปะในการรับสื่อด้วยเช่นเดียวกัน แล้วศิลปะในการรับสื่อได้มาอย่างไร พอจะตอบอย่างกำปั้นทุบดินได้ว่า มาจากทักษะด้านการคิดและตัดสินใจข้างต้นนั้นเอง แล้วดนตรีเกิดเมื่อไหร่ของกระบวนการเหล่านี้
การแสดงออกและไม่แสดงออก ต่อสถานการณ์อย่างหนึ่งอย่างใด พฤติกรรมทางด้านร่างกายต่อการตอบสนองหรือไม่ตอบสนองต่อสถานการณ์ใด เมื่อเราฟังเพลงๆนึง ร่างกายเรามีปฏิกิริยาอย่างไรหากเราชื่นชอบเพลงนั้น บางคนโยกตัว บางคนผงกหัว บางคนเคาะมือกับสิ่งใกล้ตัว ดีดนิ้ว กระทืบเท้าตามจังหวะเพลง บางคนเลือกที่จะนั่งฟังเฉยๆ สนุกและร้องตามอยู่ในใจ แต่ไม่แสดงออกว่าคล้อยตามบทเพลง เมื่อความคิดกำหนดพฤติกรรม คำตอบของคำถามก็น่าจะพออนุมานได้ไม่ยากสำหรับสถานการณ์ตัวอย่างนี้ ดนตรีเกิดขึ้นมาแล้วใช่ไหมจากกระบวนการสื่อสาร
สำหรับตอนหน้า เราจะมาว่ากันต่อในเรื่อง ศิลปะและดนตรีในอีกหลายแง่มุมอื่นของชีวิตคนเรา
วันพฤหัสบดีที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2553
การแปรรูปและการถนอมอาหารด้วยวิธีการแช่อิ่ม
มีทั้งแช่อิ่มแห้งและไม่แห้งผลไม้ที่นิยมมาทำเป็นผลไม้แช่อิ่ม หรือตากแห้งมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด เช่น สับปะรด มะม่วง มะละกอ ขนุน กล้วย ฝรั่ง เป็นต้น ส่วนผักที่นิยมทำเป็นผักแช่อิ่ม ได้แก่ มะเขือเทศ ฟักเขียว มะเขือไข่เต่า เป็นต้น
การทำผลไม้แช่อิ่มแห้ง
ผลไม้ที่นิยมมาทำเป็นผลไม้ แช่อิ่ม หรือตากแห้งมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด เช่น สับปะรด มะม่วง มะละกอ ขนุน กล้วย และ ฝรั่ง เป็นต้น ส่วนผักที่นิยมทำเป็นผักแช่อิ่ม ได้แก่ มะเขือเทศ ฟักเขียว มะเขือไข่เต่า เป็นต้น
การเตรียมผลไม้เพื่อแช่อิ่ม
ผลไม้ ต้องเลือกผลไม้ที่เกือบสุก มีเนื้อแน่นแข็ง ไม่นุ่มเน่าเสียและอยู่ในกลางฤดูของมัน ซึ่งจะทำให้วัตถุดิบถูกและมีปริมาณมากพอที่จะทำการแปรรูปได้ ผลไม้ที่ผ่านการคัดเลือกควรล้างน้ำให้สะอาด เพื่อขจัด ดิน ทราย แล้วแช่น้ำปูนใสเข้มข้นร้อยละ 2 เพื่อให้เนื้อผลไม้กรอบ อนึ่ง ผลไม้บางชนิดอาจต้องปอกเปลือก หรือคว้านเมล็ดก่อนการแช่น้ำเชื่อม ขึ้นอยู่กับลักษณะผลไม้และการจัดการของแต่ละกระบวนการผลิต
การทำผลไม้แช่อิ่มมีอยู่ 2 วิธี คือ
การทำผลไม้แช่อิ่มแบบเร็ว วิธีนี้จะเตรียมน้ำเชื่อมปรุงรส ให้มีความหวานเริ่มต้นที่ น้ำตาลร้อยละ 30 ของน้ำหนัก น้ำเชื่อม แล้วเคี่ยวผลไม้ในน้ำเชื่อมดังกล่าวโดยใช้ไฟอ่อนๆ หรือความร้อนไม่สูงประมาณ 100 - 105 องศาเซลเซียส เคี่ยวจนน้ำเชื่อมงวด และได้ความหวานของน้ำเชื่อมประมาณ ร้อยละ 50 - 65 องศาเซลเซียส ของน้ำหนักน้ำเชื่อม การทำผลไม้แช่อิ่มแบบเร็วนี้ จะใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ในการเคี่ยวน้ำ เชื่อมจนงวดและเนื้อผลไม้มีความหวานใกล้เคียงกับ น้ำเชื่อม การใช้อุณหภูมิในการเคี่ยวที่สูงเกินไปจะทำให้น้ำเชื่อม มีสีคล้ำและมีกลิ่นน้ำตาลไหม้ อีกทั้งทำให้เนื้อผลไม้นิ่มเละ ดังนั้น วิธีนี้ไม่เหมาะกับผลไม้ที่มีเนื้อนิ่มและเละได้ง่าย
อนึ่ง การแช่อิ่มแบบเร็วสามารถใช้เทคโนโลยีซึ่งต้องมีการลงทุนเครื่องจักร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีสีสวยและเนื้อผลไม้ไม่เละมากไป คือการเคี่ยวผลไม้ในสุญญากาศ
การทำผลไม้แช่อิ่มแบบช้า เป็นวิธีการที่แช่ผลไม้ที่เตรียม ไว้แล้วในน้ำเชื่อมโดยจะเริ่มต้นที่น้ำเชื่อม ที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลร้อยละ 30 นาน ประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเชื่อมทุกวัน เป็นน้ำตาลร้อยละ 40, 50, 60 และ 65 ของน้ำหนักน้ำเชื่อม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหวานเริ่มต้นของผลไม้แต่ละ ชนิดและความหวานของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ การแช่อิ่มผลไม้ด้วยวิธีนี้ใช้เวลานานจึงต้องรักษาความสะอาด และต้มน้ำเชื่อมทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นหมักหรือเหม็นเปรี้ยว
ผลไม้แช่อิ่มที่ได้จากทั้งสองวิธี เมื่อนำขึ้นจากน้ำเชื่อม และทิ้งให้สะเด็ดน้ำเชื่อมแล้ว จะเป็นผลไม้แช่อิ่มแบบเปียก ซึ่งหากนำผลไม้แช่อิ่มนี้ไปอบให้แห้งก็จะเป็นผลไม้แช่อิ่มอบแห้ง ซึ่งจะมี 2 ลักษณะ คือ ผลไม้เคลือบน้ำตาลอบแห้ง ผลไม้อบแห้งที่ไม่เคลือบน้ำตาล ซึ่งได้จากการนำผลไม้แช่อิ่ม ที่สะเด็ดน้ำเชื่อมแล้ว มาล้างน้ำเชื่อมที่ผิวออกก่อนนำไปอบแห้ง
ข้อมูลจาก http://www.tistr-foodprocess.net/fruit_other.html
การทำผลไม้แช่อิ่มแห้ง
ผลไม้ที่นิยมมาทำเป็นผลไม้ แช่อิ่ม หรือตากแห้งมีอยู่เพียงไม่กี่ชนิด เช่น สับปะรด มะม่วง มะละกอ ขนุน กล้วย และ ฝรั่ง เป็นต้น ส่วนผักที่นิยมทำเป็นผักแช่อิ่ม ได้แก่ มะเขือเทศ ฟักเขียว มะเขือไข่เต่า เป็นต้น
การเตรียมผลไม้เพื่อแช่อิ่ม
ผลไม้ ต้องเลือกผลไม้ที่เกือบสุก มีเนื้อแน่นแข็ง ไม่นุ่มเน่าเสียและอยู่ในกลางฤดูของมัน ซึ่งจะทำให้วัตถุดิบถูกและมีปริมาณมากพอที่จะทำการแปรรูปได้ ผลไม้ที่ผ่านการคัดเลือกควรล้างน้ำให้สะอาด เพื่อขจัด ดิน ทราย แล้วแช่น้ำปูนใสเข้มข้นร้อยละ 2 เพื่อให้เนื้อผลไม้กรอบ อนึ่ง ผลไม้บางชนิดอาจต้องปอกเปลือก หรือคว้านเมล็ดก่อนการแช่น้ำเชื่อม ขึ้นอยู่กับลักษณะผลไม้และการจัดการของแต่ละกระบวนการผลิต
การทำผลไม้แช่อิ่มมีอยู่ 2 วิธี คือ
การทำผลไม้แช่อิ่มแบบเร็ว วิธีนี้จะเตรียมน้ำเชื่อมปรุงรส ให้มีความหวานเริ่มต้นที่ น้ำตาลร้อยละ 30 ของน้ำหนัก น้ำเชื่อม แล้วเคี่ยวผลไม้ในน้ำเชื่อมดังกล่าวโดยใช้ไฟอ่อนๆ หรือความร้อนไม่สูงประมาณ 100 - 105 องศาเซลเซียส เคี่ยวจนน้ำเชื่อมงวด และได้ความหวานของน้ำเชื่อมประมาณ ร้อยละ 50 - 65 องศาเซลเซียส ของน้ำหนักน้ำเชื่อม การทำผลไม้แช่อิ่มแบบเร็วนี้ จะใช้เวลา 3-4 ชั่วโมง ในการเคี่ยวน้ำ เชื่อมจนงวดและเนื้อผลไม้มีความหวานใกล้เคียงกับ น้ำเชื่อม การใช้อุณหภูมิในการเคี่ยวที่สูงเกินไปจะทำให้น้ำเชื่อม มีสีคล้ำและมีกลิ่นน้ำตาลไหม้ อีกทั้งทำให้เนื้อผลไม้นิ่มเละ ดังนั้น วิธีนี้ไม่เหมาะกับผลไม้ที่มีเนื้อนิ่มและเละได้ง่าย
อนึ่ง การแช่อิ่มแบบเร็วสามารถใช้เทคโนโลยีซึ่งต้องมีการลงทุนเครื่องจักร เพื่อให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มีสีสวยและเนื้อผลไม้ไม่เละมากไป คือการเคี่ยวผลไม้ในสุญญากาศ
การทำผลไม้แช่อิ่มแบบช้า เป็นวิธีการที่แช่ผลไม้ที่เตรียม ไว้แล้วในน้ำเชื่อมโดยจะเริ่มต้นที่น้ำเชื่อม ที่มีความเข้มข้นของน้ำตาลร้อยละ 30 นาน ประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วเพิ่มความเข้มข้นของน้ำเชื่อมทุกวัน เป็นน้ำตาลร้อยละ 40, 50, 60 และ 65 ของน้ำหนักน้ำเชื่อม ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความหวานเริ่มต้นของผลไม้แต่ละ ชนิดและความหวานของผลิตภัณฑ์ที่ต้องการ การแช่อิ่มผลไม้ด้วยวิธีนี้ใช้เวลานานจึงต้องรักษาความสะอาด และต้มน้ำเชื่อมทุกวันเพื่อไม่ให้เกิดกลิ่นหมักหรือเหม็นเปรี้ยว
ผลไม้แช่อิ่มที่ได้จากทั้งสองวิธี เมื่อนำขึ้นจากน้ำเชื่อม และทิ้งให้สะเด็ดน้ำเชื่อมแล้ว จะเป็นผลไม้แช่อิ่มแบบเปียก ซึ่งหากนำผลไม้แช่อิ่มนี้ไปอบให้แห้งก็จะเป็นผลไม้แช่อิ่มอบแห้ง ซึ่งจะมี 2 ลักษณะ คือ ผลไม้เคลือบน้ำตาลอบแห้ง ผลไม้อบแห้งที่ไม่เคลือบน้ำตาล ซึ่งได้จากการนำผลไม้แช่อิ่ม ที่สะเด็ดน้ำเชื่อมแล้ว มาล้างน้ำเชื่อมที่ผิวออกก่อนนำไปอบแห้ง
ข้อมูลจาก http://www.tistr-foodprocess.net/fruit_other.html
การหมักบ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์
การแปรรูปผลผลิตต่างเพื่อทำเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์นั้น มีประวัติความเป็นมายาวนานกว่าสี่พันปี อาจกล่าวได้ว่า เป็นเทคโนโลยีที่มาพร้อมกับความเจริญรุ่งเรืองของอารยธรรมก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมลุ่มแม่น้ำไทกรีส-ยูเฟรติส อารยธรรมลุ่มแม่น้ำฮวงโห อารยธรรมลุ่มแม่น้ำสินธุ อารยธรรมลุ่มแม่น้ำไนล์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่มีบันทึกและหลักฐานเกี่ยวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ทั้งสิ้น
แอลกอฮอลล์ที่เราดื่มกันนั้นเรียกว่า เอธิลแอลกอฮอลล์ โดยการพืชผักผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตและมีรสหวานไปหมักกับยีสต์ และต่อไปนี้ผมมีเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการหมักบ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มาฝาก(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
เหล้า (รวมเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ทุกประเภท) แบ่งได้ตามวัตถุดิบที่มาทำและวิธีการดังนี้
วัตถุดิบ ผลิตผลที่ทำโดยการหมัก (เมรัย) ผลิตผลที่ทำโดยการกลั่น (สุรา)
บาร์เล่ย์ เบียร์ เอล ไวน์บาร์เล่ย์ สก๊อตวิสกี้ ไอริชวิสกี้
ข้าวไรย์ เบียร์ข้าวไรย์ วิสกี้ข้าวไรย์ Roggenkorn (เยอรมัน)
ข้าวโพด เบียร์ข้าวโพด เหล้าข้าวโพด
ข้าวสาลี เบียร์ข้าวสาลี วิสกี้, Weizenkorn (เยอรมัน)
ข้าว เหล้าสาเก, sonti, makkoli, tuak, thwon โชจู อะวะโมะริ (ญี่ปุ่น) , โชยุ (เกาหลี) , หวงจิ่ว เชาจิ่ว (จีน)
ผลไม้ที่ไม่ใช่แอปเปิ้ลและลูกแพร์ ไวน์ (ส่วนใหญ่ทำจากองุ่น) บรั่นดี, คอนหยัก (ฝรั่งเศส) , Branntwein (เยอรมัน) , Pisco (ชิลี)
แอปเปิ้ล ("hard") เหล้าแอปเปิ้ล, apfelwein (เยอรมัน) บรั่นดีแอปเปิ้ล (or apple brandy) , Calvados, cider, lambig
ลูกแพร์ perry, or pear cider pear brandy
อ้อย, หรือ กากน้ำตาล basi, betsa-betsa (regional) เหล้ารัม, cachaça, aguardiente, guaro, โชยุ (ญี่ปุ่น)
ว่านหางจระเข้ pulque เตกีลา, mezcal
ลูกพลัม ไวน์พลัม slivovitz, tzuica, palinca
กากผลไม้ pomace wine tsipouro, raki, tsikoudia (กรีก) , grappa (อิตาลี่) , Trester (เยอรมัน) , marc (ฝรั่งเศส) , zivania (ไซปรัส)
น้ำผึ้ง เหล้าน้ำผึ้ง น้ำผึ้งหมัก
มันฝรั่ง หรือ ธัญพืช เบียร์มันฝรั่ง วอดก้า(โปแลนด์และเยอรมัน) ส่วน aquavit หรือ brännvin (สวีเดน) , akvavit (เดนมาร์ค) , akevitt (นอร์เวย์) , brennivín (ไอซ์แลนด์) ทำจากมันฝรั่งของไอร์แลนด์ , Poitín , โชยุ (ญี่ปุ่น)
นม Kumis Araka
ในส่วนของกรรมวิธีในการผลิตของเครื่องดื่มชนิดต่างๆนั้น ผมคิดว่านั้นออกจะยืดยาวไปซักหน่อย และอาจจะยุ่งยากเกินไปสำหรับใครที่คิดจะทำไว้กินเอง อีกประการหนึ่งก็คือเขามีขายสำเร็จรูปอยู่แล้ว เราควรอุดหนุนจุนเจือเขาหน่อย หรือหากผู้อ่านอยากรู้จริงๆ ก็คงไม่ยากเย็นเกินที่ค้นคว้าข้อมูลได้เอง ในโลกไซเบอร์สเปสนี้
สำหรับวันนี้มีเพียงเท่านี้
จงดื่มแต่พอเหมาะ จงเลาะ(เที่ยวเตร่)อย่างพอควร เทอญ.
แอลกอฮอลล์ที่เราดื่มกันนั้นเรียกว่า เอธิลแอลกอฮอลล์ โดยการพืชผักผลไม้ที่มีคาร์โบไฮเดรตและมีรสหวานไปหมักกับยีสต์ และต่อไปนี้ผมมีเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับการหมักบ่มเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์มาฝาก(ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)
เหล้า (รวมเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ทุกประเภท) แบ่งได้ตามวัตถุดิบที่มาทำและวิธีการดังนี้
วัตถุดิบ ผลิตผลที่ทำโดยการหมัก (เมรัย) ผลิตผลที่ทำโดยการกลั่น (สุรา)
บาร์เล่ย์ เบียร์ เอล ไวน์บาร์เล่ย์ สก๊อตวิสกี้ ไอริชวิสกี้
ข้าวไรย์ เบียร์ข้าวไรย์ วิสกี้ข้าวไรย์ Roggenkorn (เยอรมัน)
ข้าวโพด เบียร์ข้าวโพด เหล้าข้าวโพด
ข้าวสาลี เบียร์ข้าวสาลี วิสกี้, Weizenkorn (เยอรมัน)
ข้าว เหล้าสาเก, sonti, makkoli, tuak, thwon โชจู อะวะโมะริ (ญี่ปุ่น) , โชยุ (เกาหลี) , หวงจิ่ว เชาจิ่ว (จีน)
ผลไม้ที่ไม่ใช่แอปเปิ้ลและลูกแพร์ ไวน์ (ส่วนใหญ่ทำจากองุ่น) บรั่นดี, คอนหยัก (ฝรั่งเศส) , Branntwein (เยอรมัน) , Pisco (ชิลี)
แอปเปิ้ล ("hard") เหล้าแอปเปิ้ล, apfelwein (เยอรมัน) บรั่นดีแอปเปิ้ล (or apple brandy) , Calvados, cider, lambig
ลูกแพร์ perry, or pear cider pear brandy
อ้อย, หรือ กากน้ำตาล basi, betsa-betsa (regional) เหล้ารัม, cachaça, aguardiente, guaro, โชยุ (ญี่ปุ่น)
ว่านหางจระเข้ pulque เตกีลา, mezcal
ลูกพลัม ไวน์พลัม slivovitz, tzuica, palinca
กากผลไม้ pomace wine tsipouro, raki, tsikoudia (กรีก) , grappa (อิตาลี่) , Trester (เยอรมัน) , marc (ฝรั่งเศส) , zivania (ไซปรัส)
น้ำผึ้ง เหล้าน้ำผึ้ง น้ำผึ้งหมัก
มันฝรั่ง หรือ ธัญพืช เบียร์มันฝรั่ง วอดก้า(โปแลนด์และเยอรมัน) ส่วน aquavit หรือ brännvin (สวีเดน) , akvavit (เดนมาร์ค) , akevitt (นอร์เวย์) , brennivín (ไอซ์แลนด์) ทำจากมันฝรั่งของไอร์แลนด์ , Poitín , โชยุ (ญี่ปุ่น)
นม Kumis Araka
ในส่วนของกรรมวิธีในการผลิตของเครื่องดื่มชนิดต่างๆนั้น ผมคิดว่านั้นออกจะยืดยาวไปซักหน่อย และอาจจะยุ่งยากเกินไปสำหรับใครที่คิดจะทำไว้กินเอง อีกประการหนึ่งก็คือเขามีขายสำเร็จรูปอยู่แล้ว เราควรอุดหนุนจุนเจือเขาหน่อย หรือหากผู้อ่านอยากรู้จริงๆ ก็คงไม่ยากเย็นเกินที่ค้นคว้าข้อมูลได้เอง ในโลกไซเบอร์สเปสนี้
สำหรับวันนี้มีเพียงเท่านี้
จงดื่มแต่พอเหมาะ จงเลาะ(เที่ยวเตร่)อย่างพอควร เทอญ.
วันอังคารที่ 9 มีนาคม พ.ศ. 2553
ตากแดดให้แห้ง
ต่อเนื่องจากตอนที่แล้ว เมื่อเราได้แปรรูปผลผลิตในรูปแบบการดอง เราจะมาว่ากันต่อ กับการแปรรูปผลผลิตที่สามารถทำได้ต่อเนื่องจากวิธีการใช้เกลือ ในการช่วยถนอมอาหาร นั้นก็คือการนำผลผลิตไปตากแห้ง
การตากแห้ง
วิธีการที่ง่ายดายไม่ซับซ้อน ใช้ทรัพยากรไม่มากไปกว่าเกลือและแสงแดด ทำกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เดี๋ยวนี้ก็ยังทำ และอนาตคข้างหน้าก็จะยังคงทำกันต่อไป
เมื่อผลผลิตมีมากเกินที่จะบรฺิโภคเองได้หมด การแปรรูปโดยการนำไปตากแห้งเพื่อเก็บไว้กินใช้เมื่อขาดแคลน แม้กระทั่งเพื่อการค้าก็สามารถทำได้ ซ้ำยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตอีกด้วย อาหารชนิดเดียวกันน้ำหนักเท่ากัน พวกที่ตากแห้งมักมีราคาสูงกว่าโดยปริยยาย
ผลไม้ที่มีรสหวาน ก็นิยมนำมาตากแห้งเช่นเดียวกัน เมื่อความชื้นและอุณหภูมิหลังตากแห้ง อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ จากสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีๆ
จะเห็นได้ว่า ไม่เฉพาะเสื้อผ้าที่เปียกน้ำเท่านั้นที่เราต้องตากแดดให้แห้ง เนื้อแห้งทอด กินกับข้าวเหนียวร้อนๆก็อร่อยมากครับ ไหนจะหมึกย่างแถวบน ไหนจะลูกพลับตาก กล้วยตาก มะม่วงกวน อิทผาลัมอย่างงี้ สารพัดความอร่อยจากการนำไปตากแดด ช่างเรียบง่าย และสอดคล้องกับวิธีชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ชนชาติภาษาไหน ต่างก็ใช้วีธีบ้านๆนี้ในการเก็บสะสมเสบียงอาหารที่มากเกินจะบริโภคให้หมดในเวลาอันสั้นไว้ในยามขาดแคลนและเพื่อการค้า แหม "โกลบอลไลซเซชั่น"อะไรอย่างนั้น
การตากแห้ง
วิธีการที่ง่ายดายไม่ซับซ้อน ใช้ทรัพยากรไม่มากไปกว่าเกลือและแสงแดด ทำกันมาตั้งแต่ไหนแต่ไร เดี๋ยวนี้ก็ยังทำ และอนาตคข้างหน้าก็จะยังคงทำกันต่อไป
เมื่อผลผลิตมีมากเกินที่จะบรฺิโภคเองได้หมด การแปรรูปโดยการนำไปตากแห้งเพื่อเก็บไว้กินใช้เมื่อขาดแคลน แม้กระทั่งเพื่อการค้าก็สามารถทำได้ ซ้ำยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้ผลผลิตอีกด้วย อาหารชนิดเดียวกันน้ำหนักเท่ากัน พวกที่ตากแห้งมักมีราคาสูงกว่าโดยปริยยาย
ผลไม้ที่มีรสหวาน ก็นิยมนำมาตากแห้งเช่นเดียวกัน เมื่อความชื้นและอุณหภูมิหลังตากแห้ง อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะ จากสามารถเก็บไว้ได้นานเป็นปีๆ
จะเห็นได้ว่า ไม่เฉพาะเสื้อผ้าที่เปียกน้ำเท่านั้นที่เราต้องตากแดดให้แห้ง เนื้อแห้งทอด กินกับข้าวเหนียวร้อนๆก็อร่อยมากครับ ไหนจะหมึกย่างแถวบน ไหนจะลูกพลับตาก กล้วยตาก มะม่วงกวน อิทผาลัมอย่างงี้ สารพัดความอร่อยจากการนำไปตากแดด ช่างเรียบง่าย และสอดคล้องกับวิธีชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าจะยุคใดสมัยใด ชนชาติภาษาไหน ต่างก็ใช้วีธีบ้านๆนี้ในการเก็บสะสมเสบียงอาหารที่มากเกินจะบริโภคให้หมดในเวลาอันสั้นไว้ในยามขาดแคลนและเพื่อการค้า แหม "โกลบอลไลซเซชั่น"อะไรอย่างนั้น
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข่าวดี มีมานานแล้วครับ
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...
-
รับปากกับข้า ว่าเอ็งจะยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม อย่าได้ใช้ดนตรีไปในทางที่เสื่อม คิดเอาดีเอาเด่น หักหาญผู้อื่นเป็นขาด และต่อแต่นี้...
-
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994...
-
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...