วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ที่มา

                                                                                           
อะไร คือสิ่งที่ทำให้ผมทำสิ่งๆนี้ สร้างบล็อคนี้ งานเขียนบ้านๆพวกนี้ ถึงไม่มีใครถาม แต่ผมเต็มใจเล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบังอำพราง ก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านคงอยากจะรู้(ถึงไม่อยากรู้ก็จะเล่าให้ฟังอยู่ดีแหละ เอิ๊กๆๆ) มันคงต้องเท้าความกันยาวเลยละ อืมมมม ขอนึกก่อน
ตอนเป็นเด็ก ผมมักได้ยินบ่อยๆว่าพ่อผมเป็นนักอ่านตัวยง สิ่งที่ผมสัมผัสจริงก็คือ ในทุกๆเช้าพ่อจะมีหนังสือพิมพ์กางอยู่ตรงหน้าก่อนมื้อเช้าเสมอ บนชั้นวางหนังสือในห้องรับแขก จะมีหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คประเภทกำลังภายในตั้งเรียงรายอยู่เป็นตับ แปลกดีที่ผมไม่เคยเห็นพ่อหยิบมาอ่านเลยซักครั้ง รู้แต่ว่า มันเป็นสมบัติของพ่อที่สะสมมาตั้งแต่ยังหนุ่ม  และผมเองก็ไม่เคยสนใจหยิบมาอ่านเลย อย่างมากก็หยิบมาดูปกที่เป็นรูปเขียนของจอมยุทธในยุทธจักรต่างๆนาๆ เค้าวาดออกมาสวยดีนะผมว่า การเป็นนักอ่านของพ่อนี้แหละเป็นเหตุทำให้ผมต้องโดนหางเลขไปด้วย เพราะแกมักจะเคี่ยวเข็ญผมให้อ่านหนังสือพิมพ์เหมือนแก พร่ำบอกให้ผมสนใจข่าวสารบ้านเมือง โดยเปิดวิทยุให้ฟังข่าวทุกเช้า เปิดเสียงดังเลย เป็นการปลุกลูกๆทุกคนไปในตัว ทุกคนในบ้านก็จะได้ฟังข่าวไปด้วย นั่นละครับ ตอนเด็กๆผ้าขาวอย่างผมโดนอินเสิร์ตมาแบบนั้น แล้วก็ค่อยๆซึมซับมาเรื่อยๆ ผมจึงได้มรดกการเป็นนักอ่านของพ่อมาเสี้ยวนึง คือได้แค่เป็นคนชอบอ่าน ไม่ถึงกับรักใคร่หลงใหลอะไรนัก

พอเริ่มอ่านหนังสือคล่องผมก็เริ่มเสาะหาอ่านในสิ่งที่ผมอยากอ่าน เริ่มจากหนังสือการ์ตูนไทย ขายหัวเราะ หนูจ๋า มหาสนุก (หนังสือการ์ตูนในเครือบรรลือสาร )เริ่มอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น โดราเอมอน ดราก้อนบอล หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ ซิตตี้ฮันเตอร์ ฯลฯ บางครั้งก็อ่านนิตยาสารของแม่บ้าง อย่าง หญิงไทย สกุลไทย ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์..ฯลฯ.(อันหลังนี่ชื่อถูกรึเปล่าไม่แน่ใจนะ อิๆ) ก็หาอ่านไปตามมีตามเกิด.... ขอออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่ว่าวัยเด็กของผมจะเป็นเด็กที่เอาแต่อ่านๆๆๆนะอย่าเข้าใจแบบนั้น มันจะดูเนิร์ดไป เอิ๊กๆๆ เวลาที่อ่านหนังสือพวกนี้เป็นเวลาที่นอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียน และหลังจากเล่นเฮฮาตามประสาเด็กอยู่แล้ว
นอกเหนือจากพ่อที่เป็นแรงผลักดันให้ผมมีความสนใจในการอ่าน ก็เห็นจะมีอีกคนนึงซึ่งมีส่วนสำคัญมากในการเปิดโลกทัศน์ในการอ่านของผม ผมเรียกเค้าว่า 'จารย์บอย
จารย์= อาจารย์
บอย= ชื่อบอย
'จารย์บอยเป็นเพื่อนรุ่นพี่ อายุมากกว่าผมประมาณสามถึงสี่ปี เป็นคนตัวผอมสูง ผมเหยียด ใส่แว่นหนา ช่างเจรจา พูดจากวนโอ้ย ใจถึง ชอบอ่านนิยายสงคราม และต้องเป็นของ สยมภู ทศพล  เท่านั้น(รองจากการ์ตูน)ชอบพี่แอ๊ดคาราบาวที่สุดในโลก(แกบอกผมว่าแกยกให้พี่แอ๊ดคือพ่อคนที่สองของแก)ชอบใส่เกงยีนต์ฟิตๆเป้าตุงตามสไตล์พี่แอ๊ดนั่นแหละ มีคาร์แรคเตอร์ชัดเจน มีความเป็นผู้นำ  เป็นคนแรกในหมู่บ้านที่เจ้าของจักรยานเสือหมอบ นึกถึงตอนนั้นแล้ว ผมว่าแกเท่ชะมัดผมและเพื่อนๆหลายคนจึงยกให้แกเป็นลูกพี่ นอกจากบุคคลิกภายนอกที่ดูโดดเด่นกว่าใครในเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้ว สิ่งที่น่าสนใจมากว่านั้นสำหรับผมของ'จารย์บอยนั้นคือ แกมีหนังสือการ์ตูนเยอะกว่าใครๆในหมู่บ้าน การ์ตูนญี่ปุ่นที่เกริ่นไปเมื่อซักครู่ ผมก็ได้อาศัยยืมอ่านจากคนคนนี้นี่แหละ

เพราะเหตุผลง่ายๆนี้ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้ผมไปสนิทชิดเชื้อกับแกโดยไม่ยากเย็น และแกยังเป็นแรงกระตุ้นให้ผมอยากจะอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาๆที่มีแต่ตัวหนังสือเป็นครั้งแรกอีกด้วย นิยายเล่มที่ว่านั้นมีชื่อว่า พันธุ์หมาบ้า ของ ชาติ กอบจิตติ(เรื่องราวของจาย์บอยกับผมและเพื่อนๆในวัยเด็กมีเรื่องน่าประทับใจหลายเรื่อง วันหน้าหากมีโอกาส คงจะได้หยิบยกขึ้นมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ)แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้อ่านจริงๆ ต้องบอกว่า สมราคาที่จารย์บอยบอกไว้ก่อนหน้าที่เริ่มอ่าน มันช่างโหดมันฮาดราม่าเสียนี่กระไรท่านจอมยุทธ ข้าน้อยขอคารวะท่านหนึ่งจอกโต๊ะ เอิ๊กๆๆๆ แล้วนิยายหรือวรรณกรรมเล่มหนาๆ ก็ไม่น่ากลัวหรือน่าเบื่อสำหรับผมอีกต่อไป

ช่วงเวลาไล่ๆกันก็มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของนักเขียนชื่อดังอีกท่านนึง คือ ประภัทรสร เสวิกุล
เล่มนั้นมีชื่อเรื่องว่า ชีค  เป็นหนังสือที่พี่สาวหามาอ่านแล้ววางทิ้งๆไว้  ผมก็เลยได้รับอานิสงฆ์ไปด้วย

ความสนใจด้านการอ่านของผมเป็นไปอย่างอย่างสะเปะสะปะ ตอนเรียนมัธยมต้นครูบอกให้อ่านหนังสือนอกเวลา หุบเขากินคน (จำชื่อคนเขียนไม่ได้ ขออภัยด้วยครับ) อีกเรื่องน่าจะเป็น คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ (เรื่องหลังนี่เศร้าชะมัดเลย)ก็อ่านไม่จบ จะพูดให้ชัดลงไปกว่านั้นก็คืออ่านไม่ค่อยเข้าหัวเลย เหมือนเด็กถูกบังคับให้กินผักอะไรทำนองนั้น แต่ก็พอมีโอกาสได้อ่านวรรณกรรมดีๆที่ตนเองสนใจมันกลับอ่านได้สบายไม่รู้สึกฝืนแต่อย่างใด อย่างพวกเรื่องสั้นในหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ ของอย่างนักเขียน ดำรงค์ อารีย์กุล, อธิชัย บุญประสิทธิ์, น้ำอบ ฯลฯ  บ่อยครั้งก็จะมีเรื่องสั้นไซไฟแบบไทยๆเจ๋งๆมาลงให้อ่านกัน เรียนมัธยมปลายก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสอ่านหนังสือหรือนิยายดีๆเลยเพราะชีวิตช่วงนั้นมันมีอะไรให้ทำเต็มไปหมด จึงหลงๆลืมๆการอ่านไปบ้าง แต่ก็เป็นช่วงมัธยมปลายนี่แหละเป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความคิดที่อยากจะเป็นนักเขียนเป็นครั้งแรก(เพราะเรื่องสั้นเจ๋งๆในขายหัวเราะนั่นแหละ แถมถ้าได้ลงก็จะได้ตังค์ใช้ด้วยนะ) แต่ก็พอรู้อยู่ว่ามันคงอยู่ไกลจากจุดที่คิดฝันนั้นมากมายนัก แล้วผมก็ปล่อยให้มันเป็นอีกหนึ่งอย่างในชีวิต ที่อยากจะทำและอยากจะเป็น แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจะคิดว่าจะทำ

พอเรียนมหาวิทยาลัย ชีวิตผมยุ่งเหยิงหนักกว่าเดิมมาก เรื่องการอ่านมันช่างเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มนึง เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คที่คิดว่าน่าจะมีคนรู้จักเยอะพอสมควร "ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา" ของโรเบิร์ต ฟลูกลัม พอได้อ่านแล้วก็ประทับใจมาก อยากจะขอบคุณเพื่อนคนนี้อีกซักครั้งนึงที่แนะนำให้ผมได้อ่านหนังสือดีๆที่สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต  เป็นอีกครั้งนึงที่อ่านจบเล่มแล้วมีไฟ อยากจะลุกขึ้นมาขีดเขียน อะไรๆดีๆ ที่สร้างสรรค์แบบนี้กับเค้าบ้าง และก็เป็นอีกครั้งที่ผมปล่อยให้มันผ่านไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากคิดว่าจะทำ

ช่วงปีที่ห้าหรือหกในชีวิตนักศึกษา ผมได้เช่าห้องร่วมกับรูมเมทคนหนึ่ง เป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม หมอนี่เป็นแฟนตัวยงของนวนิยายกำลังภายในเลยละครับ นอกเหนือจากกิจกรรมการดื่มกิน เตะบอล อ่านหนังสือวิเคราะห์ฟุตบอล ทำงานพิเศษเพื่อเลี้ยงชีพและเป็นทุนในการแทงพนันบอลแล้ว การอ่านนวนิยายกำลังภายในที่หาเช่าได้ตามร้านในซอยที่เราพักอาศัยอยู่ ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมสุดโปรดของเพื่อนคนนี้ เป็นเหตุชักนำให้ผมได้ทำความรู้จักกับนิยายกำลังภายในอย่างจริงๆจังๆเสียทีหลังจากเดินสวนกันไปมาตั้งแต่เล็กจนโต จาก มังกรคู่สู้สิบทิศ ของหวงอี้ ผมเริ่มติดใจ และเริ่มเสาะหาอะไรที่มันคลาสสิกกว่านั้น อย่าง มังกรหยก เดชคำภีร์เทวดา ชอลิ้วเฮียง  ฤทธิ์มีดสั้น ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์ และอื่นๆอีกมากมายบรรยายไม่หมด
ผมใช้ชีวิตนักศึกษา เรียน ทำงาน ว่างงาน อยู่บ้านเฉยๆ สลับสับเปลี่ยนวนเวียนไปมาอยู่หลายปีดีดัก เผลอแปบเดียวเข้าปีที่เก้าแล้วสำหรับการเรียนในระดับปริญญาตรี ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสอ่านวรรณกรรมชั้นครู ที่ใครๆต่างก็รู้จักกันดี เพชรพระอุมา ของฉัตรชัย วิเศษสุวรรณ  อย่างที่เค้าว่ากันครับ มันสนุกจนวางไม่ลงจริง ได้ยินกิตติศัพท์มานาน สมคำร่ำลือจริงๆครับ

 สองสามปีก่อนหน้า จิตใจผมเริ่มนิ่ง เริ่มมองชีวิตอย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา พิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมา ความผิดพลาดบทเรียนต่างๆ ผมได้แต่เสียใจและโทษตัวเอง และไม่ลืมที่จะโทษคนอื่นด้วย เอิ๊กๆๆ  ทุกๆคืนผมนอนก่ายหน้าผาก เสียดายวันเวลาเก่าๆ ที่เคยใช้ชีวิตโดยประมาทหยิ่งผยองจองหองและกังวลกับอนาคตข้างหน้าที่ดูจะมืดมนลงเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น ผมหงอกขาวที่นานๆจะมาสักเส้นนึง บัดนี้มันมาแบบสปีดและเรียกพรรคพวกมันมาด้วยอีกบานตะไท ริ้วรอยแห่งประสบการณ์บานสะพรั่งอยู่ทั่วใบหน้า ผมกลัดกลุ้มและหาทางออก ด้วยความเมา และผมได้เริ่มลองปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจต่างๆนาๆผ่านตัวอักษรดู เนื้อหามันไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่การได้ระบายออกไปมันเวิร์คมากทีเดียว ผมเริ่มเขียนๆๆๆๆๆๆ เหมือนที่บอกไป มันไม่มีอะไรนอกจากความท้อแท้สิ้นหวังโทษตัวเองโทษคนอื่น ซ้ำไปซ้ำมา เมื่อกลับมาอ่านมันยิ่งฉุดอารมณ์ให้ผมจมดิ่งลึกลงไปในหุบเหวแห่งจิตใจ  แต่ทว่าผมติดใจการเขียนซะแล้ว และอยากจะเขียนอะไรที่อ่านไปแล้วรู้สึกดีอ่านและจิตใจมันชุ่มฉ่ำ อิ่มเอม  อ่านแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันดีจังเลย เหมือนกับที่เพื่อนเคยแนะนำให้ผมอ่านมาเมื่อหลายปีมาแล้ว

สองปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ ผมใช้เวลาว่างจากการเรียนไปขลุกอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ว่าผมจะเอาเกียรตินิยมหรอกนะแค่ไปอ่านสิ่งที่อยากอ่าน ที่อ่านแล้วจะมีวัตถุดิบดีๆไปไว้ตระเตรียมผลิตงานเขียนในอนาคต(จริงๆแล้ว ไม่มีอะไรทำมากกว่า แฮะๆ) เห็นได้ชัดว่าผมช่างหาวัตถุดิบได้น้อยจริงๆเมื่อเทียบกับเวลาสองปีที่ผ่านไป และที่ทำอยู่นี้ ก็ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับนิยายเลยซักนิด (เพิ่งนึกได้ว่า กูมาผิดทางนี่หว่า เอิ๊กๆๆ) นับเป็นช่วงเวลาที่ผมใช้เวลาไปกับการอ่านมากที่สุดในชีวิต ผมได้อะไรหลายๆอย่างจากการลงเวลาไปครั้งนั้น

เมื่อเรียนจบผมก็เก็บข้าวของกลับต่างจังหวัด อยู่บ้านก็นั่งๆนอนๆอยู่เป็นปีๆไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังดีหน่อยมีอินเตอร์เน็ตมีคอมให้เล่นแก้เซ็ง ก็มีไปสอบนั่นสอบนี่กะเขาบ้างเหมือนกันนะ แต่ก็สู้เขาไม่ได้ อายุก็เยอะ ความกระตือรือร้น กระฉับกระเฉงมันก็ลดลง ตอนนั้นกระแสเรื่องบล็อกเกอร์เริ่มเข้ามาใหม่ ผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนเริ่มให้การตอบรับเป็นอย่างดี(ดูตามข่าวสารบ้านเมืองอะนะ) รวมถึงผมด้วย อยากจะมีกับเค้าบ้างว่างั้นเถอะ ด้วยความที่เราอยากจะเป็นคอลัมนิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย ผมก็เลยสมัครเป็นบล็อกเกอร์กับทางกูเกิ้ลมาตั้งแต่ตอนนั้น

ก็ครับ ที่ร่ายมาตั้งนานก็มาสรุปเอาง่ายๆแบบนี้แหละ ที่มา ของบล็อกบล็อกนี้ก็เป็นอย่างที่เล่ามานี่ละครับ ส่วน ที่ไป จะเป็นอย่างไร ก็อยากให้ติดตามกันต่อไป อย่าทิ้งกันนะครับคุณผู้อ่าน


สำหรับวันนี้ ขอกล่าวคำว่า สวัสดีวันวาเลนไทน์ครับ

วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557

สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่านทุกท่าน

                                   ขอกล่าวคำว่า "สวัสดีปีใหม่" อย่างเป็นทางการแด่คุณผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ พร้อมกันนี้ขอสวัสดีวันเด็กวันครูและวันหวยออกไปพร้อมๆกันเลยก็แล้วกัน หวังว่าผู้ท่านทุกท่านคงสบายดีกันถ้วนหน้านะครับ ปีใหม่นี้ผมขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขสมหวังร่ำรวยๆหล่อๆสวยๆถูกหวยทุกงวด สุขภาพแข็งแรง จิตใจเข้มแข็งเบิกบานสราญรมย์ตลอดไปเลยนะครับ เที่ยวปีใหม่ที่ไหนก็ขอให้เดินทางปลอดภัยไร้กังวลครับ
                                   วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก แป๊บๆผ่านไปอีกปีแล้วมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่ปีที่แล้ว แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไป คุณผู้อ่านอย่าได้เอาอย่างผมนะครับ ขอให้ปีใหม่นี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เริ่มต้นทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกท่านครับผม
ช่วงปลายเดือนธันวาคม ผมตกงานกลางอากาศ ทำให้ผมจำเป็นต้องออกหางานใหม่ นั่งเสิร์ชหาในเน็ต ผมเจองานๆนึงซึ่งน่าสนใจดี นั่นคือ งานดูแลสัตว์ในสวนสัตว์ของสวนสนุกชื่อดังแห่งนึงในชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ผมโทรไปสอบถามทันที ก็ได้ความว่า ผมต้องเดินทางไปสมัครด้วยตัวเองที่นั่น อีกหนึ่งวันให้หลังผมก็เดินทางไปที่ชะอำ นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวอันน่าประทับใจของผม ที่ผมอดจะเล่าให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ด้วยไม่ได้
                                    ผมเคยได้ยินว่าถ้าจะไปที่ไหน ให้เริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วจะไม่ผิดหวัง แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง มีรถตู้ให้นั่งไปชะอำอย่างที่คิดไว้ สนนราคาอยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบบาทต่อเที่ยว ก่อนเดินทางผมไม่ลืมที่จะเติมพลังด้วยเกาเหลาข้าวเปล่าหนึ่งชุด ให้อิ่มสบายท้องก่อน เพราะคงอีกนานกว่าจะไปถึง ใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง ผมก็ไปถึงที่หมาย เมื่อกรอกใบสมัครและยื่นเอกสารเสร็จสรรพ ตอนนั้นเวลาอยู่ที่ประมาณบ่ายสองโมงนิดๆ เลยคิดว่า ไหนๆก็มาแล้ว ไปเดินเล่นดูวิวที่หาดชะอำต่อดีกว่า มานั่งรอมินิบัสสีส้มประจำทางอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง(นานมากกว่าจะมาคันนึง) อีกประมาณครึ่งชั่วโมงให้หลัง ผมก็ไปถึงชายหาดชะอำอย่างที่ตั้งใจ พบว่า มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่คิดไว้จากการสอบถามร้านค้าริมชายหาดได้ความว่า นักท่องเที่ยวน้อยจริงๆเพราะน่าจะเป็นเพราะหวั่นวิตกกับเหตุการณ์ทางการเมืองนั่นเอง ทั้งๆที่ช่วงนี้ของทุกนักท่องเที่ยว(ฝรั่ง)จะหนีหนาวมาฉลองคริสมาสต์ที่นี่กันอย่างคึกคึก สำหรับผมแล้ว ผมชอบนะ ไม่วุ่นวายไม่แออัด ผมก็เดินกินลมชมวิวของผมไปเรื่อย กะว่าสักห้าหกโมงเย็นค่อยกลับ เดินไปซักพักชักเปรี้ยวปาก เพราะบรรยากาศมันรื่นรมย์ดีแท้ ว่าแล้วก็เดินเข้าร้านสะดวกซื้อเปิดเบียร์เย็นๆมาหนึ่งขวด เดินดูวิวไปกระดกเบียร์ไปเพลินดีครับ ทอดน่องไปเรื่อย เผลอแปบเดียวหมดไปสามขวด อีตอนนั้นมันเริ่มติดลมแล้ว เริ่มไม่แน่ใจว่าจะกลับหรือจะนอนซักคืนดี ฟ้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ เดินคิดไปคิดไม่ออก ก็เลยนั่งคิด นั่งคิดก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ก็เลยไปเอาเบียร์มาช่วยตัดสินใจอีกขวด ซักพักก็รู้แล้วว่าจะทำไงดี ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ที่พล่ามมาตั้งนานเนี่ย ยังไม่เห็นเลยว่า มันน่าประทับใจตรงไหน ยังครับๆ อีกนิดนึง ผมคิดว่าจะหาร้านอินเตอร์เน็ตซักร้านแล้วสิงสถิตที่นั่นซักคืนหุๆ ถูกว่าเปิดโรงแรมนอนเป็นไหนๆเห็นเด็กในกทม.มันกินนอนในร้านเน็ตเยอะแยะไป ขอเลียนแบบซักคืนนะเพ่  ว่าแล้วก็ถามร้านค้าแถวนั่นดูว่าอยู่ตรงไหน แล้วก็ตรงดิ่งไปในทันที เดินหาตั้งนานกว่าจะเจอ ผ่านไปผ่านมาก็ไม่เห็น สงสัยจะเมา แหะๆ พอไปถึงก็ต้องผิดหวัง เพราะ อินเตอร์เน็ตร้านเดียวร้านนั้นปิดสี่ทุ่ม โอ้ เจ้าประคุณรุ่นช่อง เซ็งสุดๆ แถมเน็ตก็ชั่วโมงตั้งสี่สิบแน่ะ เจ้าของร้านบอก งี้แหละ เมืองท่องเที่ยว ในใจคิด ผมคนไทยนะพี่โห  แต่ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลยเล่นไปชั่วโมงนึง  ชั่วโมงเน็ตหมดลง ก็เคว้งคว้างเอาไงดีหว่า คิดไม่ออกก็ไปเอาเบียร์มาช่วยคิดอีกขวด แล้วไปนั่งทอดอารมณ์ที่ม้านั่งริมหาดหน้าร้านเน็ตนั่นแหละ คุณผู้อ่านครับ ไฮไลท์มันอยู่ตรงนี้ครับ
                                  ตรงหน้าของผมคือท้องทะเล ที่ระยิบระยับไปด้วยแสงนวลของพระจันทร์เต็มดวง ทอดแสงลงมายังชายหาดขาวสะอาด ลมหนาวพัดเอื่อยๆมาปะทะดวงหน้า มีสามสหายมานั่งกินเบียร์ริมหาดข้างหน้า พูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ผมขยับเสื้อกันหนาวตัวเก่งให้กระชับขึ้นอีก ในใจผมกลับอบอุ่นอิ่มเอมเหลือเกินกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันช่างธรรมดา และเรียบง่ายนัก ทว่างดงามในแบบที่มันเป็น เป็นธรรมชาติ ไม่มีการแต่งการเซ็ทเหมือนในหนัง ไม่มีความหวั่นวิตกใดๆอีก จิตใจผมผ่อนคลายเต็มที่ ความเมามายของผมก็อยู่ในระดับพอเหมาะ ก็เลยตัดสินใจเอนกายลงบนม้านั่งยาวริมหาดนั่นเอง แล้วก็หลับไปอย่างเป็นสุข  ผมคิดว่าจะซึมซับเอาความความประทับใจนี้มาบอกกล่าวให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ในสักวัน และวันนั้นได้มาถึงแล้ว ......
                                   ปล. ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเช้าตรู่  รีบดิ่งไปห้องน้ำทันที โดยไม่เฉลียวใจอะไรเลยซักนิด กับแกล้มหมึกย่างเมื่อวานทำพิษซะแล้วทำธุระเสร็จ คลำไปตามเนื้อตัวเช็คข้าวของ คุณพระช่วย โทรศัพท์หายไปไหน ผมรีบตรงไปวิมานม้ายาวตัวนั่นทันที ไม่มี ตรงนั้นละ ก็ไม่มี ร้านเน็ตละ ก็ไม่มี  สาละวนหาโทรศัพท์อยู่นานโข ก็เริ่มปลง เฮ้อ ชีวิตคนเราช่างไม่มีอะไรแน่นอนเลยซักนิด

แฮปปี้นิวเยียร์อีกครั้งครับผม จากใจมิสเตอร์เฮิร์บคนเดิม

วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้




โดยปกติแล้ว ผมจะติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เสมอมิได้ขาด ความสนใจของผมอยู่ในวงจำกัด ในวงจำกัดนั้น มีเรื่องการเมืองแซมอยู่ในความสนใจอยู่บ้าง คือพอรู้ ไม่ได้รู้ลึกเชี่ยวชาญ (จริงๆแล้ว เรื่องอื่นๆก็เหมือนกัน) สิ่งที่ผมและผู้อ่าน พบเจอและรับรู้ผ่านสื่อสารมวลชนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมเป็นเรื่องการชุมนุนทางการเมือง อย่างแน่นอน(ปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 2556)

ความรู้สึกของผมกับข่าวการเมือง ก่อนหน้าเหตุการณ์วิกฤตข้างต้น นั้นก็คงไม่ต่างกับผู้คนอีกไม่น้อย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย และหมดหวังกับการเมืองในภาพรวม ทั้งตัวนักการเมือง วิธีการทำงาน การทุจริตคอร์รัปชั่น คุณธรรมและจริยธรรมรวมถึงอุดมการณ์ ความจริงใจของฝ่ายการเมืองที่จะพยายามแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงจัง และอื่นๆ ทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลชุดก่อนๆ ความห่วยแตกของการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับบ้านเมืองนี้มันมากพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกแบบเดียวกับผมได้ไม่ยาก ไม่อาจบอกได้ว่าคนที่คิดเห็นเช่นเดียวกับผมมีจำนวนมากน้อยเท่าใด มันอาจจะไม่มากพอที่จะทำให้สังคม การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน แต่พวกเราก็ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง จะช้าจะเร็วก็ขอให้เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอให้นัการเมืองมีสปิริตมีอุดมการณ์ มีความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ปัญหา มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับอำนาจบริหารบ้านเมือง หรือที่เราอาจจะคุ้นกับคำว่า ปกครองโดยใช้หลักนิติธรรม และธรรมาภิภาลนั่นเอง หลักการและวิธีการมันการฟังดูง่ายๆแบบที่ผมว่านี่แหละ แต่ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีนักการเมืองที่มีคุณสมบัติที่ว่ามานี่กันซักกี่คน เท่าที่ศึกษาที่อ่านมา คนดีๆมักจะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งการเมือง หรือถ้าโชคร้ายหลุดเข้าไปในวังวนการเมืองแล้ว มักจะอยู่กันไม่ได้ เพราะมีพวกน้อย เงินน้อยและถูกบีบให้พ้นทาง ไม่ก็ถูกระบบอำนาจ และเงินตรากลืนกิน กลายพันธุ์จากเทวดาเป็นซาตานไปซะนั้น เป็นเช่นนี้เสมอมา

มีบางมุมมองกล่าวว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยในบ้านเรากำลังก้าวไปอีกขั้น ว่ากันขนาดนั้นก็มี

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าไม่มีทางที่ความวุ่นวายในรูปแบบเดิมๆนี้จะจบลงง่าย ถึงฝ่ายนี้จะชนะในวันนี้ แต่อีกฝ่ายจะทำแบบเดียวกันนี้ซ้ำเดิมอีกในวันข้างหน้า พี่น้องชาวไทยทั้งหลายก็ต่างเห็นมาด้วยตากันมาแล้วรอบนึง ในขณะที่ผมเองรู้สึกมืดมน หมดหวังปนสังเวชประเทศนี้และชะตากรรมของคนไทย อยู่ๆ ความหวังดังแสงทองก็ทาบทอมากระทบ

เมื่อวานนี้(7 ธันวาคม) ผมได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง รายการได้นำเสนอ วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยเน้นวิธีการพูดคุยด้วยเหตุผลของคู่กรณีที่เกิดข้อพิพาท วันนั้นรายการได้นำเอาตัวแทนมวลชนของทั้งสองฝั่ง(เสื้อแดง และฝ่ายที่ออกไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้)มาร่วมพูดคุยถึงสาเหตุปัญหาความขัดแย้งและร่วมกันเสนอทางแก้ไข ผมไม่ได้คาดหวังอะไรนักเมื่อเปิดมาเจอ แต่พอดูไปฟังไปแล้ว ผมเริ่มมีความหวัง ถ้าสิ่งที่คนทั้งสองฝั่งพูดและนำเสนอทางแก้ไขได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง (ในใจก็คิดว่า น่าจะดีถ้าประชาชนทั้งหลายได้รับชมรายการในวันนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกไปประท้วงให้เสียการเสียงานเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องเกลียดชังกันหรือมุ่งหมายเอาชีวิตกัน ทั้งๆที่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือสิ่งเดียวกัน) เนื้อหาจะเป็นอย่างไร ผมว่าผู้อ่านคงอยากรู้แล้ว ผมจึงนำลิ้งของรายการมาให้ผู้อ่านไปติดตามชมกันด้วยตัวเอง แล้วมาช่วยกันพิจารณาว่า ผมหวังลมๆแล้งๆรึเปล่า

ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม ผมจะพยายามไม่เขียนเรื่องการเมืองอีก ตอนหน้าจะหาเรื่องราวดีๆเบาๆมานำเสนอครับ
http://clip.thaipbs.or.th/file-9370

สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน

สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้

โดยปกติแล้ว ผมจะติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เสมอมิได้ขาด ความสนใจของผมอยู่ในวงจำกัด ในวงจำกัดนั้น มีเรื่องการเมืองแซมอยู่ในความสนใจอยู่บ้าง คือพอรู้ ไม่ได้รุ้ลึกเชี่ยวชาญ (จริงๆแล้ว เรื่องอื่นๆก็เหมือนกัน) สิ่งที่ผมและผู้อ่าน พบเจอและรับรู้ผ่านสื่อสารมวลชนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมเป็นเรื่องการชุมนุนทางการเมือง อย่างแน่นอน(ปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 2556)

ความรู้สึกของผมกับข่าวการเมือง ก่อนหน้าเหตุการณ์วิกฤตข้างต้น นั้นก็คงไม่ต่างกับผู้คนอีกไม่น้อย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย และหมดหวังกับการเมืองในภาพรวม ทั้งตัวนักการเมือง วิธีการทำงาน การทุจริตคอร์รัปชั่น คุณธรรมและจริยธรรมรวมถึงอุดมการณ์ ความจริงใจของฝ่ายการเมืองที่จะพยายามแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงจัง และอื่นๆ ทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลชุดก่อนๆ ความห่วยแตกของการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับบ้านเมืองนี้มันมากพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกแบบเดียวกับผมได้ไม่ยาก ไม่อาจบอกได้ว่าคนที่คิดเห็นเช่นเดียวกับผมมีจำนวนมากน้อยเท่าใด มันอาจจะไม่มากพอที่จะทำให้สังคม การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน แต่พวกเราก็ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง จะช้าจะเร็วก็ขอให้เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอให้นัการเมืองมีสปิริตมีอุดมการณ์ มีความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ปัญหา มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับอำนาจบริหารบ้านเมือง หรือที่เราอาจจะคุ้นกับคำว่า ปกครองโดยใช้หลักนิติธรรม นั่นเอง หลัการและวิธีการมันการฟังดูง่ายๆแบบที่ผมว่านี่แหละ แต่ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีนักการเมืองที่มีคุณสมบัติที่ว่ามานี่กันซักกี่คน เท่าที่ศึกษาที่อ่านมา คนดีๆมักจะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งการเมือง หรือถ้าโชคร้ายหลุดเข้าไปในวังวนการเมืองแล้ว มักจะอยู่กันไม่ได้ เพราะมีพวกน้อย เงินน้อยและถูกบีบให้พ้นทาง ไม่ก็ถูกระบบอำนาจ และเงินตรากลืนกิน กลายพันธุ์จากเทวดาเป็นซาตาน เป็นเช่นนี้เสมอมา

มีบางมุมมองกล่าวว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยในบ้านเรากำลังก้าวไปอีกขั้น ว่ากันขนาดนั้นก็มี

โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าไม่มีทางที่ความวุ่นวายในรูปแบบเดิมๆนี้จะจบลงง่าย ถึงฝ่ายนี้จะชนะในวันนี้ แต่อีกฝ่ายจะทำแบบเดียวกันนี้ซ้ำเดิมอีกในวันข้างหน้า พี่น้องชาวไทยทั้งหลายก็ต่างเห็นมาด้วยตากันมาแล้วรอบนึง ในขณะที่ผมเองรู้สึกมืดมน หมดหวังปนสังเวชประเทศนี้และชะตากรรมของคนไทยอยู่ ความหวังดังแสงทองก็ทาบทอมากระทบ

เมื่อวานนี้(7 ธันวาคม) ผมได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง รายการได้นำเสนอ วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยเน้นวิธีการพูดคุยด้วยเหตุผลของคู่กรณีที่เกิดข้อพิพาท วันนั้นรายการได้นำเอาตัวแทนมวลชนของทั้งสองฝั่ง(เสื้อแดง และฝ่ายที่ออกไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้)มาร่วมพูดคุยถึงสาเหตุปัญหาความขัดแย้งและร่วมกันเสนอทางแก้ไข ผมไม่ได้คาดหวังอะไรนักเมื่อเปิดมาเจอ แต่พอดูไปฟังไปแล้ว ผมเริ่มมีความหวัง ถ้าสิ่งที่คนทั้งสองฝั่งพูดและนำเสนอทางแก้ไขได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง (ในใจก็คิดว่า น่าจะดีถ้าประชาชนทั้งหลายได้รับชมรายการในวันนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกไปประท้วงให้เสียการเสียงานเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องเกลียดชังกันหรือมุ่งหมายเอาชีวิตกัน ทั้งๆที่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือสิ่งเดียวกัน) เนื้อหาจะเป็นอย่างไร ผมว่าผู้อ่านคงอยากรู้แล้ว ผมจึงนำลิ้งของรายการมาให้ผู้อ่านไปติดตามชมกันด้วยตัวเอง แล้วมาช่วยกันพิจารณาว่า ผมหวังลมๆแล้งๆรึเปล่า

ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม ผมจะพยายามไม่เขียนเรื่องการเมืองอีก ตอนหน้าจะหาเรื่องราวดีๆเบาๆมานำเสนอครับ

http://clip.thaipbs.or.th/file-9370

วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เดอะฟอร์เรสกั้ม อัจฉริยะปัญญานิ่ม forrest gump(1994)

                                     
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994 แสดงนำโดย ทอม แฮงส์ ที่ประสบความสำเร็จมากเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างจากนิยายเรื่อง Forrest Gump ที่แต่งโดย วินส์ตัน กรูม (Winston Groom)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการจัดอันดับเป็นภาพยนตร์อเมริกันที่สุดตลอดกาล อันดับที่ 71 ทำรายได้ 677,387,716 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่าเงินกว่า 989 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งมีเพียงภาพยนตร์อมตะอย่างเรื่อง ไททานิก, เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์, แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เอาชนะยอดนี้ได้
ข้อมูลจากวิกิพิเดีย
   ภาพยนต์อีกเรื่อง ที่สร้างความประทับใจให้กับผมมากๆ และเชื่อเหลือเกินว่าผู้อ่านที่เป็นคอหนังจะต้องรู้จัก เคยชมและเป็นหนึ่งในภาพยนต์ในดวงใจอย่างแน่นอน  หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องรายได้ และยังได้รับรางวัลออสก้ามาอีกหกสาขา เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำมาอีกสามสาขาด้วยกัน  เท่านี้คงพอการันตีได้ว่า หนังเรื่องนี้ได้รับความนิยมขนาดไหน ในมุมของนักวิจารณ์ก็ยังได้รับคำชมเชยอยู่เสมอแม้เวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน(2556)
ขอเล่าถึงตัวหนังอีกนิด
หนังเปิดตัวด้วยภาพขนนกสีขาว ที่ล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทางและจุดหมาย ล่องลอยไปตามสายลมที่พัดเอื่อยๆ คล้ายกับจะบอกว่า เรื่องราวชีวิตของตัวเอกอย่างฟอร์เรสท์ กั้มพ์ต่อจากนี้จะเป็นไปอย่างไรนั้น ก็สุดแท้แต่สายลมแห่งโชคชะตาจะพาพัดไป
เด็กชายฟอร์เรสท์ กั้มพ์เกิดมาพร้อมกับความบกพร่องทั้งทางร่างกาย(กล้ามเนื้ออ่อนแรงต้องใช้เครื่องพยุงขาและไม้เท้าค้ำสำหรับเดิน)และสติปัญญา(ออทิสติก) ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคที่หนักหนาสาหัสสำหรับการดำเนินชีวิตของเขา สำหรับคุณนายกั้มพ์ผู้เป็นแม่ความบกพร่องทั้งหลายของเจ้าหนูฟอร์เรสท์ ไม่มีความหมายใดๆสำหรับเธอ แทนที่เธอจะอายและเลี้ยงดูเด็กพิการอย่างฟอร์เรสท์เหมือนอย่างพ่อแม่ทั่วไปที่มีลูกพิการ แต่เธอกลับให้ฟอร์เรสท์ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างคนปกติ และปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว เมื่อใครก็ตามพยายามที่จะบอกว่าเจ้าหนูฟอร์เรสท์นั้นพิการและต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ เธอจะพร่ำบอกลูกชายเสมอว่า เขาไม่มีอะไรด้อยกว่าเด็กคนอื่นๆเลย สำหรับตัวฟอร์เรสท์เอง ความบกพร่องดังกล่าวก็ไม่มีความหมายใดกับเขาเช่นกัน  เขาไม่เคยท้อแท้หรือสิ้นหวัง(ซึ่งเขาอาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร) ไม่เคยสงสัยว่าทำไมเขาจึงไม่เหมือนคนอื่น ดำเนินชีวิตไปด้วยการจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีเพียงความเชื่อมั่นศรัทธาในคำพร่ำสอนของแม่ ที่ว่าเขาเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ที่พระเจ้าประทานมาให้แม่ของเขา เขาคือปาฏิหารย์
อย่างไรก็ตามชีวิตที่โลดโผนประดุจนิยายของเขา(ก็นิยายนั่นแหละ)ก็ดำเนินไปโดยที่เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะไปถึงจุดที่คนทั่วไปเรียกว่า ประสบความสำเร็จ ทุกสิ่งที่ฟอร์เรสท์ได้ลงมือทำ ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่นักฟุตบอล ของมหาวิทยาลัย เป็นทหาร ตีปิงปอง ชาวประมง ตลอดจนนักธุรกิจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของฟอร์เรสท์นั่นจุดมุ่งหมายนั่นก็คือความรัก รักแรกและรักเดียวที่เขามี ให้กับเจนนี่ สาวน้อยผู้น่ารักที่เป็นกำลังใจให้ฟอร์เรสท์เสมอมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ฟอร์เรสท์ทำสิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหารย์ เป็นครั้งแรก นั่นคือ การวิ่ง
เรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่งของฟอร์เรสท์ กั้มพ์ ในหนัง เปี่ยมไปด้วยรสชาดชีวิตที่หลากหลาย การผูกโยงตัวละครเข้ากับบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญๆทางประวัติศาสตร์ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ บทหนัง ฝีมือด้านการแสดงของ ทอม แฮงค์  ผู้กำกับยอดฝีมืออย่าง โรเบิร์ต เซเมคิส การดำเนินเรื่องไม่เยิ้นเย้อ บวกกับสเปเชี่ยลเอฟเฟค ฯลฯ จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไมหนังถึงได้รับรางวัลออสก้าถึงหกรางวัลในปีนั้น
หนึ่งในหลายมุกในหนังที่ผมชอบมากๆ คือ ฉากที่ชายหนุ่มพเนจรลึกลับผู้หนึ่ง มาขอแบ่งเช่าห้องในบ้านของฟอร์เรสท์  ชายหนุ่มที่คนทั้งโลกคลั่งไคล้ ทั้งร้องทั้งเต้นเพลงของเขา ชายหนุ่มที่อีกหลายปีต่อมา ผู้คนเรียกเขาว่า ราชาเพลงร็อค เอลวิส เพลสลี่  มุกที่ว่านั่นคือ ท่าเต้นบิดเอวสะท้านโลกของเอลวิส ที่มาของท่านี่มาจากการที่เอลวิสได้เห็นท่าเดินของฟอร์เรสท์(ตอนยังใช้ไม้เท้าค้ำยันช่วยเดิน)ที่ผมบอกว่ายักแย่ยักยันนั่นแหละ เอลวิส เอาไปเลียนแบบ แล้วคนก็เอาไปเต้นกันทั่วโลกนั่นแหละ แหม ต้องถามมันเลยครับว่า มันคิดได้ไง มีอีกหลายมุกฮาๆในหนังเรื่อง แต่เอาไว้เท่านี้ก็ เพราะอวยกันมากไปแล้ว
เพื่อนคนนึงของผมมักจะย้ำกับผมเสมอ เมื่อผมพูดคุยเรื่องภาพยนต์หรือความประทับใจเกี่ยวกับภาพยนต์ว่า หนังก็คือหนัง มึงอย่าไปคิดมาก ก็จริงของมันครับ เวลาที่เราลุ่มหลงอะไรมากไป มีอะไรมาเตือนใจไว้มั่งมันก็ดีเหมือนกัน
พบกันไหมในตอนหน้า ผมกำลังตัดสินใจว่า จะพูดเรื่องหนังต่อไปดี หรือจะไปหาเรื่องราวอื่นมาเปลี่ยนรสชาดในการอ่านบ้างดี คงต้องติดตามกันไปนะครับ ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ขอบคุณสำหรับแฟนๆที่เข้ามาแวะเวียนถึงแม้จะไม่ได้อ่าน แต่ก็ทำให้สถิติผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตอนนี้ก็แปดพันสี่ร้อยปลายๆแล้วครับ เห็นแล้วมันชื่นใจจริงๆ
โชคดีมีชัยครับทุกท่าน

วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ใหญ่สั่งมาเกิด armour of god(1987)

                                                     
                                               
ภาพยนต์ในดวงใจที่ผมประทับใจมิรู้ลืม
ผลงานชิ้นโบว์แดงของซุปเปอร์สตาร์เอเซียตลอดกาล เฉินหลง หรือแจ็คกี้ ชาน นั่นเอง
   เฉินหลงในวัยหนุ่ม แสดงพลังของเขาออกมาผ่านผลงานภาพยนต์ ทั้งเขียงบท กำกับ และแสดงนำ แม้จะเห็นได้ชัดว่า ตัวหนังได้รับอิทธิพลมาจาก หนังฮอลลีวูดอย่างอินเดียน่าโจนส์ แต่โดยรวมแล้ว ก็ดูไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ ออกจะดูดีมากๆด้วยซ้ำไป ภาพยนต์แอ็คชั่นคอมเมดี้เรื่องนี้ มีฉากแอ็คชั่นอยู่ฉากนึง ที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของกีฬาท้ามฤตยูที่ฝรั่งชอบเล่นกันในปัจจุบัน เป็นฉากที่พระเอกของเราต้องหนีออกจากรังของพวกลัทธิอุบาทว์ โดยการดิ่งพสุธาจากหน้าผาสูงชัน(ไม่มีรายงานว่าสูงเท่าไหร่) โดยมีร่มชูชีพเป็นเครื่องช่วยชีวิตเพียงอย่างเดียว ผมไม่อาจบอกได้ว่าฉากนี้มันน่าทึ่งขนาดไหน ผู้ที่เคยได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้น่าจะยืนยันคำกล่าวของผมได้ดี ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยชม ก็อย่าเพิ่งรีบเชื่อนะครับ หามาดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ครั้งแรกที่ผมได้ดูภาพยนต์เรื่องนี้คือตอนผมเรียนอยู่ประมาณป.3 ก็ประมาณยี่สิบกว่าปีมาแล้ว(ที่เขียนปัจจุบันคือ2556)เป็นบ่ายที่ร้อนและน่าเบื่อวันนึง คุณครูท่านนึงได้เอาวีดีโอเรื่องนี้มาเปิดให้นักเรียนได้ดูกัน เพราะวันนั้นโรงเรียนมีกิจกรรมอะไรบางอย่าง  ผมก็จำไม่ได้แล้วละ ที่ทำให้นักเรียนและครูว่างเว้นจากภาระหน้าที่การเรียนการสอน โรงเรียนบ้านนอก นักเรียนทั้งโรงเรียนไม่ถึงสองร้อยคน มากกว่าหนึ่งในสามของนักเรียนทั้งหมด ได้ร่วมกันชมภาพยนต์เรื่องนี้ด้วยกัน  ในห้องเรียนเล็กๆนั่น  และอีกครั้งนึงในงานศพของคนในหมู่บ้าน ผมก็ไปนั่งรอดูหนังวีดีโอที่เค้าเปิดให้แขกเหรือและญาติที่ไปงานศพเฝ้าศพได้ดูกันตลอดทั้งวันทั้งคืน แล้วเค้าก็เปิดหนังเรื่องนี้ให้ดูเหมือนกัน
สำหรับเนื้อเรื่องนั้น ผมลองใช้กูเกิ้ลหาข้อมูลดู แล้วเจอแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้และหนังเรื่องอื่นๆของเฉินหลงอีกมากมายหลายเรื่อง ท่านผู้อ่านสามารถติดตามไปอ่านเพิ่มเติมได้ ตามลิงค์นี้ครับ   http://unclerain1984.wordpress.com/2012/12/27/%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94-armour-of-god-1987/
ปล.ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเฉินหลงในนิตรสารวัยรุ่นฉบับนึง เฉินหลงบอกว่าเขามีไอดอลอยู่คนนึง ซึ่งผมว่าน้อยคนนักที่ไม่รู้จักบุรุษผู้นี่ เค้าคนนั้นก็คือ ชาลี แชปปลิ้น ส่วนตัวผม ผมก็คิดว่าเฉินหลงเป็นไอดอลของเด็กผู้ชายทั่วโลกเลยละ ถ้าไมเคิล แจ็คสันเป็นคิงออฟพ็อบ แจ็คกี้ ชาน ก็คงเป็นคิงออฟแอ็คชั่นกะละมังครับคุณผู้โชมมมมมม

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556



                                                                                                  สื่อภาพยนต์
ภาพยนต์หรือหนัง คือกระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิลม์ แล้วนำออกฉายในลักษณะที่แสดงให้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนฟิลม์ภาพยนต์หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้วเป็นเพียงภาพนิ่งจำนวนมาก ที่มีอิริยาบทหรือแสดงอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยต่อเนื่องกันเป็นช่วงๆตามเรื่องราวที่ได้รับการถ่ายทำและตัดต่อมา ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นการแสดงให้เหมือนจริง หรืออาจเป็นการแสดงและสร้างภาพจากจินตนาการของผู้สร้างก็ได้
ที่มา วิกิพิเดีย
หลังจากที่ได้พูดคุยสัพเพเหระกับลูกค้าท่านหนึ่ง ก็ได้ทราบว่าลูกค้าท่านนี้มีอาชีพเกี่ยวกับกราฟฟิกดีไซน์ ความเป็นคนขี้สงสัย ผมจึงถามลูกค้าไปว่า อีกนานไหมที่อะนิเมชั่นของคนไทยจะเทียบได้กับฝั่งฮอลลีวูดในวันนี้ได้ คำตอบที่ได้คือ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน รู้แต่คงอีกนานมากๆ  ผมจึงถามต่อไปว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน เทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือใช่หรือไม่ ลูกค้าบอกว่าไม่ใช่ซะทีเดียว มันคือปัญหาใหญ่ที่ใครก็แก้ไม่ตก นั่นคือ เงิน  ลูกค้ายังให้ทัศนะว่า เรา(ผู้ผลิตภาพยนต์บ้านเรา)ไม่ควรไปหนังที่เน้นขายหรือโชว์แอนนิเมชั่น แต่ให้เน้นไปที่ไอเดียมากกว่า แต่ไม่ลืมย้ำว่า คนไทยก็ทำได้เหมือนฝรั่งแหละความสามารถไม่ได้ต่างกันนักหรอก ประเด็นคือ เราจะไปตามเค้าอะไรนักหนา  ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยในประเด็นนี้อย่างยิ่ง เห็นจากหนังไทยหลายๆเรื่องที่ประสบความสำเร็จทั้งเงินและกล่องที่โด่งดังเป็นหน้าเป็นตาในต่างประเทศนั้น ไม่ปรากฏว่ามีหนังไทยเรื่องใดเลยที่มีความโดดเด่นเรื่องวิช่วลเอฟเฟ็คหรือสเปเชียลเอฟเฟ็คเลย แล้วอะไรทำให้หนังเหล่านั้นประสบความสำเร็จในเวทีโลกละ ส่วนตัวผมเห็นว่า มันคือความเป็นท้องถิ่น ความเป็นตัวตนของเรา(วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความเชื่อและอะไรๆอื่นๆทำนองนั้น)มากกว่าหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของไลฟ์สไตล์ทันสมัยหรือหนังที่โชว์ให้เห็นความสมจริงสมจังของภาพ(จากงานด้านวิช่วลเอฟเฟ็ค) การสนทนาระหว่างผมกับลูกค้าคนนั้นจบลงโดยไม่มีข้อสรุปใดๆ มีเพียงผมเองเท่านั้น ที่ครุ่นคิดเรื่องที่พูดคุยกันนั้นต่อไปเงียบๆคนเดียว
และนั่น คือที่มาที่ทำให้ผมอยากจะเขียนถึงสิ่งนี้ สิ่งที่ผมชื่นชอบหลงใหลตลอดมา สิ่งที่ทรงพลังและ มีทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของผม สิ่งที่เปิดโลกทัศน์ มุมมอง ความรู้ ความใฝ่ฝัน แรงบันดาลใจ(เยอะไปแระ) และยังไม่เคยเลิกหวังว่าสักวันหนึ่ง จะได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งๆนี้ซักครั้งคราในชีวิต มันคือ แทนนนนทะละแลนนแทนๆๆๆๆๆๆๆ หนัง หรือภาพยนต์นั่นเองงงงงเงงงงงงงงงง
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังอยู่ป.6(ประมาณปี 2532-2533) ทางบ้านให้ผมเข้าไปเรียนกวดวิชาในตัวเมืองในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดที่มีชื่อแห่งนึง แม่จะให้เงินไปครั้งละ25 บาทต่อหนึ่งวัน ค่ารถบัสไปกลับ รวม 10 บาทเหลืออีก15บาทเป็นค่ากิน ผมมักจะเก็บเงินส่วนค่ากินไว้ เพื่อไปดูหนัง กิจกรรมที่ผมชื่นชอบ ค่าตั๋ว10บาทแถวหน้าสุด ผมนั่งแถวหน้านั้นเป็นประจำไม่เบื่อเลย(เบื่อไม่ได้ เพราะมีงบเท่านั้น) ผมใช้เวลาว่างหลังจากเรียนกวดวิชา ไปดูหนังคนเดียวเป็นประจำ ตั้งแต่นั้นมา ตราบจนถึงปัจจุบันก็ยังทำอยู่ และไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใดที่จะต้องทำกิจกรรมนี้เพียงผู้เดียว
ย้อนเวลากลับก่อนหน้านั้นอีก เมื่อครั้งที่ผมเพิ่งจำความได้ พ่อกับแม่พาผมไปเที่ยวปีใหม่ในตัวเมือง หลังจากพาเดินดูงานออกร้านของกาชาดเสร็จพ่อกับแม่จะพาลูกๆไปกินสุกี้ยากี้เจ้าประจำ จากนั้นพ่อก็พาพวกเราไปดูหนังกัน นั้นถือเป็นครั้งแรก ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับเจ้าสิ่งนี้ เจ้าภาพยนต์ เสียดายผมจำชื่อหนังเรื่องนั้นไม่ได้ แต่ที่ผมจำได้มันเป็นหนังกำลังภายใน พระเอกคือ บรู๊ซ ลี และเป็นสูตรสำเร็จของหนังจีนกำลังภายใน นั่นคือ ผู้ร้ายฆ่าอาจารย์ของพระเอก พระเอกก็ฝึกวิทยายุทธ เมื่อฝึกสำเร็จก็ไปแก้แค้นให้อาจารย์ ที่จำได้อีกอย่างคือ พระเอกอ่านหนังสื่อโป๊ เป็นหนังสือโป๊แบบภาพวาดด้วยละ แหะๆ
พอโตขึ้นมาหน่อย ผมเริ่มออกไปดูหนังกลางแปลงตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นแบบเก็บตังค์ แบบงานคนตาย แบบงานบวช งานบุญ ผมก็จะหาโอกาส ออกไปดูเสมอ ซึ่งพ่อไม่ชอบเลย ถ้าพ่อรู้ว่าผมแอบหนีไปดูหนังตอนกลางคืน ก็จะมีตีสั่งสอนให้เจ็บตัวกันบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยเข็ดหลาบ ก็คนมันชอบดูจริงๆนี่หน่า เอิ๊กๆๆ นอกจากหนังที่เป็นจอใหญ่ ผมก็ได้มีโอกาสดูหนังวีดีโอบ้างเป็นครั้งคราว โดยไปอาศัยดูบ้านเพื่อน(พ่อมันเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีฐานะดีมากทีเดียว)ที่ประทับใจมากก็ คนเหล็ก 2029 (รู้จักอาร์โนล ก็ตอนนั้นแหละ) ชาร์ลี แชปปลิ้น และ เทวดาท่าจะบ๊อง เวอร์ชั่นพากษ์ลาว แหม ตอนนั้นมันฮาสุดๆจริงๆ มีโอกาสจะซื้อเก็บไว้ดูระรึกความหลัง
พอเข้าเรียนม.1 ผมสะดุดตากับนิตยาสารเล่มนึงบนแผงหนังสือที่ท่ารถบัส ตอนกำลังจะกลับบ้านตอนเย็น เป็นนิตยาสารเกี่ยวกับหนัง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน(13 กันยายน 2556)ไม่แน่ใจว่าปิดตัวลงหรือยัง(ขอชมว่าเป็นนิตยาสารที่มีอายุยืนยาวนานมากเล่มนึง นั่นหมายความว่าจะต้องมีแฟนๆหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่น้อย แล้วต้องมีสัมพันธ์อันเหนียวแน่นมากทีเดียว สองสามปีก่อนยังเห็นอยู่บนแผงหนังสืออยู่นะ) นิตยาสารเล่มนั้นชื่อว่า สตาร์พิค (star pic)ผมตัดสินใจซื้อโดยไม่คิดมาก นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมได้รู้เรื่องราวของหนังในมิติอื่นๆ ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก มากขึ้นกว่าการเป็นแค่คนดูหนัง ประสบการณ์วัยเด็กเหล่านั้น ทำให้ผมดูหนังได้ไม่จำกัดแนวทาง แต่ผมไม่ได้บอกนะว่าผมเป็นกูรูทางด้านนี้นะ แค่บอกว่า ผมเป็นคนชอบดูหนังเท่านั้นเอง

ในตอนหน้า ผมจะมาพูดถึงหนังเรื่องโปรดของผม มาดูซิว่า หนังที่อยู่ในจะผม มันจะอยู่ในใจคุณผู้อ่านด้วยหรือไม่ มาติดตามกันได้ในตอนหน้า วันนี้ขอลาไปก่อนครับ 



ข่าวดี มีมานานแล้วครับ

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดต​บล็อค​ไปนาน ผมก็ขออนุญาต​กลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...