ที่ไหนๆก็ได้ ขอให้เราชอบก็พอ ไม่ต้องรอให้ตายก่อนก็ไปได้ ทั้งโลกแห่งความจริงและโลกสมมุติ ที่ๆทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่เรา อยากให้เป็น
วันพฤหัสบดีที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2560
สวัสดีครับคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน ต้องเรียนตามตรงว่าคิดถึงเหลือเกินสำหรับพื้นที่น้อยๆของผมนี้ ระยะเวลากว่าสามปีที่ห่างหายไป หายไปไหน ไปทำอะไรมา ผมจะขอเล่าให้ฟังด้วยภาพสวยๆ(คิดเอาเองว่าสวย)อย่างที่ผมได้ลองลงภาพถ่ายมุมสูงของตัวเมืองภูเก็ต แซมเปิ้ลไปสามภาพนั่นแหละครับผม และบทความเรื่องเล่าของผมหลังจากนี้ไป ก็จะมีภาพประกอบจากประสบการณ์การถ่ายภาพด้วยกล้องมือถือในช่วงเวลาปริ่มๆจะสามปีมานี้ มาให้ผู้อ่านได้รับชมกันครับ
ได้แต่หวังว่าจะยังคงมีคนเข้ามาอ่านนะ เอาเท่านี้ก่อนครับ เดี๋ยวมาว่ากันต่อ อดใจรอกันอีกซักนิด
วันพุธที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2560
วันจันทร์ที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
ที่มา
อะไร
คือสิ่งที่ทำให้ผมทำสิ่งๆนี้ สร้างบล็อคนี้ งานเขียนบ้านๆพวกนี้ ถึงไม่มีใครถาม
แต่ผมเต็มใจเล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบังอำพราง
ก็ได้แต่หวังว่าผู้อ่านคงอยากจะรู้(ถึงไม่อยากรู้ก็จะเล่าให้ฟังอยู่ดีแหละ
เอิ๊กๆๆ) มันคงต้องเท้าความกันยาวเลยละ อืมมมม ขอนึกก่อน
ตอนเป็นเด็ก
ผมมักได้ยินบ่อยๆว่าพ่อผมเป็นนักอ่านตัวยง สิ่งที่ผมสัมผัสจริงก็คือ
ในทุกๆเช้าพ่อจะมีหนังสือพิมพ์กางอยู่ตรงหน้าก่อนมื้อเช้าเสมอ
บนชั้นวางหนังสือในห้องรับแขก
จะมีหนังสือพ็อคเก็ตบุ๊คประเภทกำลังภายในตั้งเรียงรายอยู่เป็นตับ
แปลกดีที่ผมไม่เคยเห็นพ่อหยิบมาอ่านเลยซักครั้ง รู้แต่ว่า
มันเป็นสมบัติของพ่อที่สะสมมาตั้งแต่ยังหนุ่ม
และผมเองก็ไม่เคยสนใจหยิบมาอ่านเลย
อย่างมากก็หยิบมาดูปกที่เป็นรูปเขียนของจอมยุทธในยุทธจักรต่างๆนาๆ
เค้าวาดออกมาสวยดีนะผมว่า
การเป็นนักอ่านของพ่อนี้แหละเป็นเหตุทำให้ผมต้องโดนหางเลขไปด้วย
เพราะแกมักจะเคี่ยวเข็ญผมให้อ่านหนังสือพิมพ์เหมือนแก พร่ำบอกให้ผมสนใจข่าวสารบ้านเมือง
โดยเปิดวิทยุให้ฟังข่าวทุกเช้า เปิดเสียงดังเลย เป็นการปลุกลูกๆทุกคนไปในตัว
ทุกคนในบ้านก็จะได้ฟังข่าวไปด้วย นั่นละครับ
ตอนเด็กๆผ้าขาวอย่างผมโดนอินเสิร์ตมาแบบนั้น แล้วก็ค่อยๆซึมซับมาเรื่อยๆ
ผมจึงได้มรดกการเป็นนักอ่านของพ่อมาเสี้ยวนึง คือได้แค่เป็นคนชอบอ่าน
ไม่ถึงกับรักใคร่หลงใหลอะไรนัก
พอเริ่มอ่านหนังสือคล่องผมก็เริ่มเสาะหาอ่านในสิ่งที่ผมอยากอ่าน
เริ่มจากหนังสือการ์ตูนไทย ขายหัวเราะ หนูจ๋า มหาสนุก
(หนังสือการ์ตูนในเครือบรรลือสาร )เริ่มอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น โดราเอมอน ดราก้อนบอล
หมัดเทพเจ้าดาวเหนือ ซิตตี้ฮันเตอร์ ฯลฯ บางครั้งก็อ่านนิตยาสารของแม่บ้าง อย่าง
หญิงไทย สกุลไทย ชัยพฤกษ์วิทยาศาสตร์..ฯลฯ.(อันหลังนี่ชื่อถูกรึเปล่าไม่แน่ใจนะ
อิๆ) ก็หาอ่านไปตามมีตามเกิด.... ขอออกตัวก่อนว่า
ไม่ใช่ว่าวัยเด็กของผมจะเป็นเด็กที่เอาแต่อ่านๆๆๆนะอย่าเข้าใจแบบนั้น มันจะดูเนิร์ดไป
เอิ๊กๆๆ เวลาที่อ่านหนังสือพวกนี้เป็นเวลาที่นอกเหนือจากการเรียนในโรงเรียน
และหลังจากเล่นเฮฮาตามประสาเด็กอยู่แล้ว
นอกเหนือจากพ่อที่เป็นแรงผลักดันให้ผมมีความสนใจในการอ่าน
ก็เห็นจะมีอีกคนนึงซึ่งมีส่วนสำคัญมากในการเปิดโลกทัศน์ในการอ่านของผม
ผมเรียกเค้าว่า 'จารย์บอย
จารย์= อาจารย์
บอย= ชื่อบอย
'จารย์บอยเป็นเพื่อนรุ่นพี่
อายุมากกว่าผมประมาณสามถึงสี่ปี เป็นคนตัวผอมสูง ผมเหยียด ใส่แว่นหนา ช่างเจรจา
พูดจากวนโอ้ย ใจถึง ชอบอ่านนิยายสงคราม และต้องเป็นของ สยมภู ทศพล
เท่านั้น(รองจากการ์ตูน)ชอบพี่แอ๊ดคาราบาวที่สุดในโลก(แกบอกผมว่าแกยกให้พี่แอ๊ดคือพ่อคนที่สองของแก)ชอบใส่เกงยีนต์ฟิตๆเป้าตุงตามสไตล์พี่แอ๊ดนั่นแหละ
มีคาร์แรคเตอร์ชัดเจน มีความเป็นผู้นำ
เป็นคนแรกในหมู่บ้านที่เจ้าของจักรยานเสือหมอบ นึกถึงตอนนั้นแล้ว
ผมว่าแกเท่ชะมัดผมและเพื่อนๆหลายคนจึงยกให้แกเป็นลูกพี่ นอกจากบุคคลิกภายนอกที่ดูโดดเด่นกว่าใครในเพื่อนรุ่นเดียวกันแล้ว
สิ่งที่น่าสนใจมากว่านั้นสำหรับผมของ'จารย์บอยนั้นคือ
แกมีหนังสือการ์ตูนเยอะกว่าใครๆในหมู่บ้าน การ์ตูนญี่ปุ่นที่เกริ่นไปเมื่อซักครู่
ผมก็ได้อาศัยยืมอ่านจากคนคนนี้นี่แหละ
เพราะเหตุผลง่ายๆนี้ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้ผมไปสนิทชิดเชื้อกับแกโดยไม่ยากเย็น และแกยังเป็นแรงกระตุ้นให้ผมอยากจะอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาๆที่มีแต่ตัวหนังสือเป็นครั้งแรกอีกด้วย นิยายเล่มที่ว่านั้นมีชื่อว่า พันธุ์หมาบ้า ของ ชาติ กอบจิตติ(เรื่องราวของจาย์บอยกับผมและเพื่อนๆในวัยเด็กมีเรื่องน่าประทับใจหลายเรื่อง วันหน้าหากมีโอกาส คงจะได้หยิบยกขึ้นมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ)แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้อ่านจริงๆ ต้องบอกว่า สมราคาที่’จารย์บอยบอกไว้ก่อนหน้าที่เริ่มอ่าน มันช่างโหดมันฮาดราม่าเสียนี่กระไรท่านจอมยุทธ ข้าน้อยขอคารวะท่านหนึ่งจอกโต๊ะ เอิ๊กๆๆๆ แล้วนิยายหรือวรรณกรรมเล่มหนาๆ ก็ไม่น่ากลัวหรือน่าเบื่อสำหรับผมอีกต่อไป
เพราะเหตุผลง่ายๆนี้ แต่ก็เพียงพอที่จะดึงดูดให้ผมไปสนิทชิดเชื้อกับแกโดยไม่ยากเย็น และแกยังเป็นแรงกระตุ้นให้ผมอยากจะอ่านหนังสือนิยายเล่มหนาๆที่มีแต่ตัวหนังสือเป็นครั้งแรกอีกด้วย นิยายเล่มที่ว่านั้นมีชื่อว่า พันธุ์หมาบ้า ของ ชาติ กอบจิตติ(เรื่องราวของจาย์บอยกับผมและเพื่อนๆในวัยเด็กมีเรื่องน่าประทับใจหลายเรื่อง วันหน้าหากมีโอกาส คงจะได้หยิบยกขึ้นมาเล่าสู่กันฟังอีกนะครับ)แล้วหลังจากนั้นไม่นาน ผมก็ได้อ่านจริงๆ ต้องบอกว่า สมราคาที่’จารย์บอยบอกไว้ก่อนหน้าที่เริ่มอ่าน มันช่างโหดมันฮาดราม่าเสียนี่กระไรท่านจอมยุทธ ข้าน้อยขอคารวะท่านหนึ่งจอกโต๊ะ เอิ๊กๆๆๆ แล้วนิยายหรือวรรณกรรมเล่มหนาๆ ก็ไม่น่ากลัวหรือน่าเบื่อสำหรับผมอีกต่อไป
ช่วงเวลาไล่ๆกันก็มีโอกาสได้อ่านงานเขียนของนักเขียนชื่อดังอีกท่านนึง
คือ ประภัทรสร เสวิกุล
เล่มนั้นมีชื่อเรื่องว่า ชีค
เป็นหนังสือที่พี่สาวหามาอ่านแล้ววางทิ้งๆไว้ ผมก็เลยได้รับอานิสงฆ์ไปด้วย
ความสนใจด้านการอ่านของผมเป็นไปอย่างอย่างสะเปะสะปะ
ตอนเรียนมัธยมต้นครูบอกให้อ่านหนังสือนอกเวลา หุบเขากินคน (จำชื่อคนเขียนไม่ได้
ขออภัยด้วยครับ) อีกเรื่องน่าจะเป็น คำพิพากษา ของ ชาติ กอบจิตติ
(เรื่องหลังนี่เศร้าชะมัดเลย)ก็อ่านไม่จบ จะพูดให้ชัดลงไปกว่านั้นก็คืออ่านไม่ค่อยเข้าหัวเลย
เหมือนเด็กถูกบังคับให้กินผักอะไรทำนองนั้น
แต่ก็พอมีโอกาสได้อ่านวรรณกรรมดีๆที่ตนเองสนใจมันกลับอ่านได้สบายไม่รู้สึกฝืนแต่อย่างใด อย่างพวกเรื่องสั้นในหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ ของอย่างนักเขียน ดำรงค์ อารีย์กุล, อธิชัย บุญประสิทธิ์, น้ำอบ ฯลฯ บ่อยครั้งก็จะมีเรื่องสั้นไซไฟแบบไทยๆเจ๋งๆมาลงให้อ่านกัน
เรียนมัธยมปลายก็ไม่ค่อยได้มีโอกาสอ่านหนังสือหรือนิยายดีๆเลยเพราะชีวิตช่วงนั้นมันมีอะไรให้ทำเต็มไปหมด
จึงหลงๆลืมๆการอ่านไปบ้าง
แต่ก็เป็นช่วงมัธยมปลายนี่แหละเป็นช่วงชีวิตที่ผมมีความคิดที่อยากจะเป็นนักเขียนเป็นครั้งแรก(เพราะเรื่องสั้นเจ๋งๆในขายหัวเราะนั่นแหละ
แถมถ้าได้ลงก็จะได้ตังค์ใช้ด้วยนะ)
แต่ก็พอรู้อยู่ว่ามันคงอยู่ไกลจากจุดที่คิดฝันนั้นมากมายนัก
แล้วผมก็ปล่อยให้มันเป็นอีกหนึ่งอย่างในชีวิต ที่อยากจะทำและอยากจะเป็น
แล้วก็ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจะคิดว่าจะทำ
พอเรียนมหาวิทยาลัย
ชีวิตผมยุ่งเหยิงหนักกว่าเดิมมาก เรื่องการอ่านมันช่างเป็นเรื่องไกลตัวเสียเหลือเกิน
มีเพื่อนคนหนึ่งแนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มนึง
เป็นพ็อคเก็ตบุ๊คที่คิดว่าน่าจะมีคนรู้จักเยอะพอสมควร "ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา" ของโรเบิร์ต ฟลูกลัม
พอได้อ่านแล้วก็ประทับใจมาก อยากจะขอบคุณเพื่อนคนนี้อีกซักครั้งนึงที่แนะนำให้ผมได้อ่านหนังสือดีๆที่สร้างแรงบันดาลใจในการใช้ชีวิต เป็นอีกครั้งนึงที่อ่านจบเล่มแล้วมีไฟ
อยากจะลุกขึ้นมาขีดเขียน อะไรๆดีๆ ที่สร้างสรรค์แบบนี้กับเค้าบ้าง
และก็เป็นอีกครั้งที่ผมปล่อยให้มันผ่านไปโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยนอกจากคิดว่าจะทำ
ช่วงปีที่ห้าหรือหกในชีวิตนักศึกษา
ผมได้เช่าห้องร่วมกับรูมเมทคนหนึ่ง เป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนมัธยม
หมอนี่เป็นแฟนตัวยงของนวนิยายกำลังภายในเลยละครับ นอกเหนือจากกิจกรรมการดื่มกิน
เตะบอล อ่านหนังสือวิเคราะห์ฟุตบอล
ทำงานพิเศษเพื่อเลี้ยงชีพและเป็นทุนในการแทงพนันบอลแล้ว การอ่านนวนิยายกำลังภายในที่หาเช่าได้ตามร้านในซอยที่เราพักอาศัยอยู่
ก็เป็นหนึ่งในกิจกรรมสุดโปรดของเพื่อนคนนี้
เป็นเหตุชักนำให้ผมได้ทำความรู้จักกับนิยายกำลังภายในอย่างจริงๆจังๆเสียทีหลังจากเดินสวนกันไปมาตั้งแต่เล็กจนโต
จาก มังกรคู่สู้สิบทิศ ของหวงอี้ ผมเริ่มติดใจ และเริ่มเสาะหาอะไรที่มันคลาสสิกกว่านั้น
อย่าง มังกรหยก เดชคำภีร์เทวดา ชอลิ้วเฮียง
ฤทธิ์มีดสั้น ฤทธิ์ดาบวงพระจันทร์ และอื่นๆอีกมากมายบรรยายไม่หมด
ผมใช้ชีวิตนักศึกษา เรียน ทำงาน ว่างงาน
อยู่บ้านเฉยๆ สลับสับเปลี่ยนวนเวียนไปมาอยู่หลายปีดีดัก
เผลอแปบเดียวเข้าปีที่เก้าแล้วสำหรับการเรียนในระดับปริญญาตรี
ช่วงนี้ผมได้มีโอกาสอ่านวรรณกรรมชั้นครู ที่ใครๆต่างก็รู้จักกันดี เพชรพระอุมา
ของฉัตรชัย วิเศษสุวรรณ
อย่างที่เค้าว่ากันครับ มันสนุกจนวางไม่ลงจริง ได้ยินกิตติศัพท์มานาน
สมคำร่ำลือจริงๆครับ
สองสามปีก่อนหน้า จิตใจผมเริ่มนิ่ง เริ่มมองชีวิตอย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา พิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมา ความผิดพลาดบทเรียนต่างๆ ผมได้แต่เสียใจและโทษตัวเอง และไม่ลืมที่จะโทษคนอื่นด้วย เอิ๊กๆๆ ทุกๆคืนผมนอนก่ายหน้าผาก เสียดายวันเวลาเก่าๆ ที่เคยใช้ชีวิตโดยประมาทหยิ่งผยองจองหองและกังวลกับอนาคตข้างหน้าที่ดูจะมืดมนลงเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น ผมหงอกขาวที่นานๆจะมาสักเส้นนึง บัดนี้มันมาแบบสปีดและเรียกพรรคพวกมันมาด้วยอีกบานตะไท ริ้วรอยแห่งประสบการณ์บานสะพรั่งอยู่ทั่วใบหน้า ผมกลัดกลุ้มและหาทางออก ด้วยความเมา และผมได้เริ่มลองปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจต่างๆนาๆผ่านตัวอักษรดู เนื้อหามันไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่การได้ระบายออกไปมันเวิร์คมากทีเดียว ผมเริ่มเขียนๆๆๆๆๆๆ เหมือนที่บอกไป มันไม่มีอะไรนอกจากความท้อแท้สิ้นหวังโทษตัวเองโทษคนอื่น ซ้ำไปซ้ำมา เมื่อกลับมาอ่านมันยิ่งฉุดอารมณ์ให้ผมจมดิ่งลึกลงไปในหุบเหวแห่งจิตใจ แต่ทว่าผมติดใจการเขียนซะแล้ว และอยากจะเขียนอะไรที่อ่านไปแล้วรู้สึกดีอ่านและจิตใจมันชุ่มฉ่ำ อิ่มเอม อ่านแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันดีจังเลย เหมือนกับที่เพื่อนเคยแนะนำให้ผมอ่านมาเมื่อหลายปีมาแล้ว
สองสามปีก่อนหน้า จิตใจผมเริ่มนิ่ง เริ่มมองชีวิตอย่างจริงจังกว่าที่ผ่านมา พิจารณาช่วงชีวิตที่ผ่านมา ความผิดพลาดบทเรียนต่างๆ ผมได้แต่เสียใจและโทษตัวเอง และไม่ลืมที่จะโทษคนอื่นด้วย เอิ๊กๆๆ ทุกๆคืนผมนอนก่ายหน้าผาก เสียดายวันเวลาเก่าๆ ที่เคยใช้ชีวิตโดยประมาทหยิ่งผยองจองหองและกังวลกับอนาคตข้างหน้าที่ดูจะมืดมนลงเรื่อยๆตามอายุที่มากขึ้น ผมหงอกขาวที่นานๆจะมาสักเส้นนึง บัดนี้มันมาแบบสปีดและเรียกพรรคพวกมันมาด้วยอีกบานตะไท ริ้วรอยแห่งประสบการณ์บานสะพรั่งอยู่ทั่วใบหน้า ผมกลัดกลุ้มและหาทางออก ด้วยความเมา และผมได้เริ่มลองปลดปล่อยความอัดอั้นตันใจต่างๆนาๆผ่านตัวอักษรดู เนื้อหามันไม่มีอะไรน่าสนใจ แต่การได้ระบายออกไปมันเวิร์คมากทีเดียว ผมเริ่มเขียนๆๆๆๆๆๆ เหมือนที่บอกไป มันไม่มีอะไรนอกจากความท้อแท้สิ้นหวังโทษตัวเองโทษคนอื่น ซ้ำไปซ้ำมา เมื่อกลับมาอ่านมันยิ่งฉุดอารมณ์ให้ผมจมดิ่งลึกลงไปในหุบเหวแห่งจิตใจ แต่ทว่าผมติดใจการเขียนซะแล้ว และอยากจะเขียนอะไรที่อ่านไปแล้วรู้สึกดีอ่านและจิตใจมันชุ่มฉ่ำ อิ่มเอม อ่านแล้วรู้สึกว่าชีวิตมันดีจังเลย เหมือนกับที่เพื่อนเคยแนะนำให้ผมอ่านมาเมื่อหลายปีมาแล้ว
สองปีสุดท้ายก่อนเรียนจบ
ผมใช้เวลาว่างจากการเรียนไปขลุกอยู่ในห้องสมุดของมหาวิทยาลัย
ไม่ใช่ว่าผมจะเอาเกียรตินิยมหรอกนะแค่ไปอ่านสิ่งที่อยากอ่าน
ที่อ่านแล้วจะมีวัตถุดิบดีๆไปไว้ตระเตรียมผลิตงานเขียนในอนาคต(จริงๆแล้ว
ไม่มีอะไรทำมากกว่า แฮะๆ)
เห็นได้ชัดว่าผมช่างหาวัตถุดิบได้น้อยจริงๆเมื่อเทียบกับเวลาสองปีที่ผ่านไป
และที่ทำอยู่นี้ ก็ไม่ได้มีอะไรใกล้เคียงกับนิยายเลยซักนิด (เพิ่งนึกได้ว่า
กูมาผิดทางนี่หว่า เอิ๊กๆๆ) นับเป็นช่วงเวลาที่ผมใช้เวลาไปกับการอ่านมากที่สุดในชีวิต
ผมได้อะไรหลายๆอย่างจากการลงเวลาไปครั้งนั้น
เมื่อเรียนจบผมก็เก็บข้าวของกลับต่างจังหวัด
อยู่บ้านก็นั่งๆนอนๆอยู่เป็นปีๆไม่เป็นโล้เป็นพาย ยังดีหน่อยมีอินเตอร์เน็ตมีคอมให้เล่นแก้เซ็ง
ก็มีไปสอบนั่นสอบนี่กะเขาบ้างเหมือนกันนะ แต่ก็สู้เขาไม่ได้ อายุก็เยอะ ความกระตือรือร้น
กระฉับกระเฉงมันก็ลดลง ตอนนั้นกระแสเรื่องบล็อกเกอร์เริ่มเข้ามาใหม่ ผู้คนในแวดวงสื่อสารมวลชนเริ่มให้การตอบรับเป็นอย่างดี(ดูตามข่าวสารบ้านเมืองอะนะ)
รวมถึงผมด้วย อยากจะมีกับเค้าบ้างว่างั้นเถอะ ด้วยความที่เราอยากจะเป็นคอลัมนิสเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย
ผมก็เลยสมัครเป็นบล็อกเกอร์กับทางกูเกิ้ลมาตั้งแต่ตอนนั้น
ก็ครับ
ที่ร่ายมาตั้งนานก็มาสรุปเอาง่ายๆแบบนี้แหละ ที่มา ของบล็อกบล็อกนี้ก็เป็นอย่างที่เล่ามานี่ละครับ
ส่วน ที่ไป จะเป็นอย่างไร ก็อยากให้ติดตามกันต่อไป อย่าทิ้งกันนะครับคุณผู้อ่าน
สำหรับวันนี้ ขอกล่าวคำว่า
สวัสดีวันวาเลนไทน์ครับ
วันพุธที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2557
สวัสดีปีใหม่ครับคุณผู้อ่านทุกท่าน
ขอกล่าวคำว่า
"สวัสดีปีใหม่" อย่างเป็นทางการแด่คุณผู้อ่านที่รักทุกท่านครับ
พร้อมกันนี้ขอสวัสดีวันเด็กวันครูและวันหวยออกไปพร้อมๆกันเลยก็แล้วกัน
หวังว่าผู้ท่านทุกท่านคงสบายดีกันถ้วนหน้านะครับ
ปีใหม่นี้ผมขออวยพรให้ผู้อ่านทุกท่านมีความสุขสมหวังร่ำรวยๆหล่อๆสวยๆถูกหวยทุกงวด
สุขภาพแข็งแรง จิตใจเข้มแข็งเบิกบานสราญรมย์ตลอดไปเลยนะครับ
เที่ยวปีใหม่ที่ไหนก็ขอให้เดินทางปลอดภัยไร้กังวลครับ
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก
แป๊บๆผ่านไปอีกปีแล้วมีหลายสิ่งหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำตั้งแต่ปีที่แล้ว
แต่สุดท้ายก็ยังไม่ได้เริ่มต้นเลย น่าเสียดายเวลาที่ผ่านไป
คุณผู้อ่านอย่าได้เอาอย่างผมนะครับ
ขอให้ปีใหม่นี้เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้เริ่มต้นทำสิ่งที่ตั้งใจไว้ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม
ขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกท่านครับผม
ช่วงปลายเดือนธันวาคม
ผมตกงานกลางอากาศ ทำให้ผมจำเป็นต้องออกหางานใหม่ นั่งเสิร์ชหาในเน็ต
ผมเจองานๆนึงซึ่งน่าสนใจดี นั่นคือ
งานดูแลสัตว์ในสวนสัตว์ของสวนสนุกชื่อดังแห่งนึงในชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
ผมโทรไปสอบถามทันที ก็ได้ความว่า ผมต้องเดินทางไปสมัครด้วยตัวเองที่นั่น
อีกหนึ่งวันให้หลังผมก็เดินทางไปที่ชะอำ
นั่นเป็นจุดเริ่มต้นเรื่องราวอันน่าประทับใจของผม
ที่ผมอดจะเล่าให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ด้วยไม่ได้
ผมเคยได้ยินว่าถ้าจะไปที่ไหน
ให้เริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิแล้วจะไม่ผิดหวัง แล้วผมก็ไม่ผิดหวัง
มีรถตู้ให้นั่งไปชะอำอย่างที่คิดไว้ สนนราคาอยู่ที่หนึ่งร้อยหกสิบบาทต่อเที่ยว
ก่อนเดินทางผมไม่ลืมที่จะเติมพลังด้วยเกาเหลาข้าวเปล่าหนึ่งชุด
ให้อิ่มสบายท้องก่อน เพราะคงอีกนานกว่าจะไปถึง
ใช้เวลาเดินทางประมาณสามชั่วโมง ผมก็ไปถึงที่หมาย เมื่อกรอกใบสมัครและยื่นเอกสารเสร็จสรรพ
ตอนนั้นเวลาอยู่ที่ประมาณบ่ายสองโมงนิดๆ เลยคิดว่า ไหนๆก็มาแล้ว
ไปเดินเล่นดูวิวที่หาดชะอำต่อดีกว่า
มานั่งรอมินิบัสสีส้มประจำทางอยู่ประมาณเกือบชั่วโมง(นานมากกว่าจะมาคันนึง)
อีกประมาณครึ่งชั่วโมงให้หลัง ผมก็ไปถึงชายหาดชะอำอย่างที่ตั้งใจ พบว่า
มีนักท่องเที่ยวน้อยกว่าที่คิดไว้จากการสอบถามร้านค้าริมชายหาดได้ความว่า
นักท่องเที่ยวน้อยจริงๆเพราะน่าจะเป็นเพราะหวั่นวิตกกับเหตุการณ์ทางการเมืองนั่นเอง
ทั้งๆที่ช่วงนี้ของทุกนักท่องเที่ยว(ฝรั่ง)จะหนีหนาวมาฉลองคริสมาสต์ที่นี่กันอย่างคึกคึก
สำหรับผมแล้ว ผมชอบนะ ไม่วุ่นวายไม่แออัด ผมก็เดินกินลมชมวิวของผมไปเรื่อย
กะว่าสักห้าหกโมงเย็นค่อยกลับ เดินไปซักพักชักเปรี้ยวปาก
เพราะบรรยากาศมันรื่นรมย์ดีแท้
ว่าแล้วก็เดินเข้าร้านสะดวกซื้อเปิดเบียร์เย็นๆมาหนึ่งขวด
เดินดูวิวไปกระดกเบียร์ไปเพลินดีครับ ทอดน่องไปเรื่อย เผลอแปบเดียวหมดไปสามขวด
อีตอนนั้นมันเริ่มติดลมแล้ว เริ่มไม่แน่ใจว่าจะกลับหรือจะนอนซักคืนดี
ฟ้าก็เริ่มมืดลงเรื่อยๆ เดินคิดไปคิดไม่ออก ก็เลยนั่งคิด
นั่งคิดก็ยังตัดสินใจไม่ได้ ก็เลยไปเอาเบียร์มาช่วยตัดสินใจอีกขวด
ซักพักก็รู้แล้วว่าจะทำไงดี ผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า ที่พล่ามมาตั้งนานเนี่ย
ยังไม่เห็นเลยว่า มันน่าประทับใจตรงไหน ยังครับๆ อีกนิดนึง
ผมคิดว่าจะหาร้านอินเตอร์เน็ตซักร้านแล้วสิงสถิตที่นั่นซักคืนหุๆ
ถูกว่าเปิดโรงแรมนอนเป็นไหนๆเห็นเด็กในกทม.มันกินนอนในร้านเน็ตเยอะแยะไป
ขอเลียนแบบซักคืนนะเพ่
ว่าแล้วก็ถามร้านค้าแถวนั่นดูว่าอยู่ตรงไหน แล้วก็ตรงดิ่งไปในทันที
เดินหาตั้งนานกว่าจะเจอ ผ่านไปผ่านมาก็ไม่เห็น สงสัยจะเมา แหะๆ
พอไปถึงก็ต้องผิดหวัง เพราะ อินเตอร์เน็ตร้านเดียวร้านนั้นปิดสี่ทุ่ม โอ้
เจ้าประคุณรุ่นช่อง เซ็งสุดๆ แถมเน็ตก็ชั่วโมงตั้งสี่สิบแน่ะ เจ้าของร้านบอก งี้แหละ
เมืองท่องเที่ยว ในใจคิด ผมคนไทยนะพี่โห
แต่ไหนๆก็ไหนๆ ก็เลยเล่นไปชั่วโมงนึง
ชั่วโมงเน็ตหมดลง ก็เคว้งคว้างเอาไงดีหว่า
คิดไม่ออกก็ไปเอาเบียร์มาช่วยคิดอีกขวด แล้วไปนั่งทอดอารมณ์ที่ม้านั่งริมหาดหน้าร้านเน็ตนั่นแหละ
คุณผู้อ่านครับ ไฮไลท์มันอยู่ตรงนี้ครับ
ตรงหน้าของผมคือท้องทะเล
ที่ระยิบระยับไปด้วยแสงนวลของพระจันทร์เต็มดวง ทอดแสงลงมายังชายหาดขาวสะอาด
ลมหนาวพัดเอื่อยๆมาปะทะดวงหน้า มีสามสหายมานั่งกินเบียร์ริมหาดข้างหน้า
พูดคุยหยอกล้อกันอย่างมีความสุข ผมขยับเสื้อกันหนาวตัวเก่งให้กระชับขึ้นอีก
ในใจผมกลับอบอุ่นอิ่มเอมเหลือเกินกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า มันช่างธรรมดา
และเรียบง่ายนัก ทว่างดงามในแบบที่มันเป็น เป็นธรรมชาติ
ไม่มีการแต่งการเซ็ทเหมือนในหนัง ไม่มีความหวั่นวิตกใดๆอีก จิตใจผมผ่อนคลายเต็มที่
ความเมามายของผมก็อยู่ในระดับพอเหมาะ ก็เลยตัดสินใจเอนกายลงบนม้านั่งยาวริมหาดนั่นเอง
แล้วก็หลับไปอย่างเป็นสุข
ผมคิดว่าจะซึมซับเอาความความประทับใจนี้มาบอกกล่าวให้คุณผู้อ่านได้รับรู้ในสักวัน
และวันนั้นได้มาถึงแล้ว ......
ปล. ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งเมื่อเช้าตรู่ รีบดิ่งไปห้องน้ำทันที
โดยไม่เฉลียวใจอะไรเลยซักนิด กับแกล้มหมึกย่างเมื่อวานทำพิษซะแล้วทำธุระเสร็จ
คลำไปตามเนื้อตัวเช็คข้าวของ คุณพระช่วย โทรศัพท์หายไปไหน
ผมรีบตรงไปวิมานม้ายาวตัวนั่นทันที ไม่มี ตรงนั้นละ ก็ไม่มี ร้านเน็ตละ
ก็ไม่มี สาละวนหาโทรศัพท์อยู่นานโข
ก็เริ่มปลง เฮ้อ ชีวิตคนเราช่างไม่มีอะไรแน่นอนเลยซักนิด
แฮปปี้นิวเยียร์อีกครั้งครับผม
จากใจมิสเตอร์เฮิร์บคนเดิม
วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2556
สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้
โดยปกติแล้ว ผมจะติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เสมอมิได้ขาด ความสนใจของผมอยู่ในวงจำกัด ในวงจำกัดนั้น มีเรื่องการเมืองแซมอยู่ในความสนใจอยู่บ้าง คือพอรู้ ไม่ได้รู้ลึกเชี่ยวชาญ (จริงๆแล้ว เรื่องอื่นๆก็เหมือนกัน) สิ่งที่ผมและผู้อ่าน พบเจอและรับรู้ผ่านสื่อสารมวลชนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมเป็นเรื่องการชุมนุนทางการเมือง อย่างแน่นอน(ปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 2556)
ความรู้สึกของผมกับข่าวการเมือง ก่อนหน้าเหตุการณ์วิกฤตข้างต้น นั้นก็คงไม่ต่างกับผู้คนอีกไม่น้อย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย และหมดหวังกับการเมืองในภาพรวม ทั้งตัวนักการเมือง วิธีการทำงาน การทุจริตคอร์รัปชั่น คุณธรรมและจริยธรรมรวมถึงอุดมการณ์ ความจริงใจของฝ่ายการเมืองที่จะพยายามแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงจัง และอื่นๆ ทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลชุดก่อนๆ ความห่วยแตกของการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับบ้านเมืองนี้มันมากพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกแบบเดียวกับผมได้ไม่ยาก ไม่อาจบอกได้ว่าคนที่คิดเห็นเช่นเดียวกับผมมีจำนวนมากน้อยเท่าใด มันอาจจะไม่มากพอที่จะทำให้สังคม การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน แต่พวกเราก็ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง จะช้าจะเร็วก็ขอให้เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอให้นัการเมืองมีสปิริตมีอุดมการณ์ มีความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ปัญหา มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับอำนาจบริหารบ้านเมือง หรือที่เราอาจจะคุ้นกับคำว่า ปกครองโดยใช้หลักนิติธรรม และธรรมาภิภาลนั่นเอง หลักการและวิธีการมันการฟังดูง่ายๆแบบที่ผมว่านี่แหละ แต่ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีนักการเมืองที่มีคุณสมบัติที่ว่ามานี่กันซักกี่คน เท่าที่ศึกษาที่อ่านมา คนดีๆมักจะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งการเมือง หรือถ้าโชคร้ายหลุดเข้าไปในวังวนการเมืองแล้ว มักจะอยู่กันไม่ได้ เพราะมีพวกน้อย เงินน้อยและถูกบีบให้พ้นทาง ไม่ก็ถูกระบบอำนาจ และเงินตรากลืนกิน กลายพันธุ์จากเทวดาเป็นซาตานไปซะนั้น เป็นเช่นนี้เสมอมา
มีบางมุมมองกล่าวว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยในบ้านเรากำลังก้าวไปอีกขั้น ว่ากันขนาดนั้นก็มี
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าไม่มีทางที่ความวุ่นวายในรูปแบบเดิมๆนี้จะจบลงง่าย ถึงฝ่ายนี้จะชนะในวันนี้ แต่อีกฝ่ายจะทำแบบเดียวกันนี้ซ้ำเดิมอีกในวันข้างหน้า พี่น้องชาวไทยทั้งหลายก็ต่างเห็นมาด้วยตากันมาแล้วรอบนึง ในขณะที่ผมเองรู้สึกมืดมน หมดหวังปนสังเวชประเทศนี้และชะตากรรมของคนไทย อยู่ๆ ความหวังดังแสงทองก็ทาบทอมากระทบ
เมื่อวานนี้(7 ธันวาคม) ผมได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง รายการได้นำเสนอ วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยเน้นวิธีการพูดคุยด้วยเหตุผลของคู่กรณีที่เกิดข้อพิพาท วันนั้นรายการได้นำเอาตัวแทนมวลชนของทั้งสองฝั่ง(เสื้อแดง และฝ่ายที่ออกไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้)มาร่วมพูดคุยถึงสาเหตุปัญหาความขัดแย้งและร่วมกันเสนอทางแก้ไข ผมไม่ได้คาดหวังอะไรนักเมื่อเปิดมาเจอ แต่พอดูไปฟังไปแล้ว ผมเริ่มมีความหวัง ถ้าสิ่งที่คนทั้งสองฝั่งพูดและนำเสนอทางแก้ไขได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง (ในใจก็คิดว่า น่าจะดีถ้าประชาชนทั้งหลายได้รับชมรายการในวันนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกไปประท้วงให้เสียการเสียงานเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องเกลียดชังกันหรือมุ่งหมายเอาชีวิตกัน ทั้งๆที่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือสิ่งเดียวกัน) เนื้อหาจะเป็นอย่างไร ผมว่าผู้อ่านคงอยากรู้แล้ว ผมจึงนำลิ้งของรายการมาให้ผู้อ่านไปติดตามชมกันด้วยตัวเอง แล้วมาช่วยกันพิจารณาว่า ผมหวังลมๆแล้งๆรึเปล่า
ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม ผมจะพยายามไม่เขียนเรื่องการเมืองอีก ตอนหน้าจะหาเรื่องราวดีๆเบาๆมานำเสนอครับ
http://clip.thaipbs.or.th/file-9370
สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน
สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันนี้
โดยปกติแล้ว ผมจะติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เสมอมิได้ขาด ความสนใจของผมอยู่ในวงจำกัด ในวงจำกัดนั้น มีเรื่องการเมืองแซมอยู่ในความสนใจอยู่บ้าง คือพอรู้ ไม่ได้รุ้ลึกเชี่ยวชาญ (จริงๆแล้ว เรื่องอื่นๆก็เหมือนกัน) สิ่งที่ผมและผู้อ่าน พบเจอและรับรู้ผ่านสื่อสารมวลชนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมเป็นเรื่องการชุมนุนทางการเมือง อย่างแน่นอน(ปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 2556)
ความรู้สึกของผมกับข่าวการเมือง ก่อนหน้าเหตุการณ์วิกฤตข้างต้น นั้นก็คงไม่ต่างกับผู้คนอีกไม่น้อย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย และหมดหวังกับการเมืองในภาพรวม ทั้งตัวนักการเมือง วิธีการทำงาน การทุจริตคอร์รัปชั่น คุณธรรมและจริยธรรมรวมถึงอุดมการณ์ ความจริงใจของฝ่ายการเมืองที่จะพยายามแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงจัง และอื่นๆ ทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลชุดก่อนๆ ความห่วยแตกของการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับบ้านเมืองนี้มันมากพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกแบบเดียวกับผมได้ไม่ยาก ไม่อาจบอกได้ว่าคนที่คิดเห็นเช่นเดียวกับผมมีจำนวนมากน้อยเท่าใด มันอาจจะไม่มากพอที่จะทำให้สังคม การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน แต่พวกเราก็ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง จะช้าจะเร็วก็ขอให้เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอให้นัการเมืองมีสปิริตมีอุดมการณ์ มีความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ปัญหา มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับอำนาจบริหารบ้านเมือง หรือที่เราอาจจะคุ้นกับคำว่า ปกครองโดยใช้หลักนิติธรรม นั่นเอง หลัการและวิธีการมันการฟังดูง่ายๆแบบที่ผมว่านี่แหละ แต่ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีนักการเมืองที่มีคุณสมบัติที่ว่ามานี่กันซักกี่คน เท่าที่ศึกษาที่อ่านมา คนดีๆมักจะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งการเมือง หรือถ้าโชคร้ายหลุดเข้าไปในวังวนการเมืองแล้ว มักจะอยู่กันไม่ได้ เพราะมีพวกน้อย เงินน้อยและถูกบีบให้พ้นทาง ไม่ก็ถูกระบบอำนาจ และเงินตรากลืนกิน กลายพันธุ์จากเทวดาเป็นซาตาน เป็นเช่นนี้เสมอมา
มีบางมุมมองกล่าวว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยในบ้านเรากำลังก้าวไปอีกขั้น ว่ากันขนาดนั้นก็มี
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าไม่มีทางที่ความวุ่นวายในรูปแบบเดิมๆนี้จะจบลงง่าย ถึงฝ่ายนี้จะชนะในวันนี้ แต่อีกฝ่ายจะทำแบบเดียวกันนี้ซ้ำเดิมอีกในวันข้างหน้า พี่น้องชาวไทยทั้งหลายก็ต่างเห็นมาด้วยตากันมาแล้วรอบนึง ในขณะที่ผมเองรู้สึกมืดมน หมดหวังปนสังเวชประเทศนี้และชะตากรรมของคนไทยอยู่ ความหวังดังแสงทองก็ทาบทอมากระทบ
เมื่อวานนี้(7 ธันวาคม) ผมได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง รายการได้นำเสนอ วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยเน้นวิธีการพูดคุยด้วยเหตุผลของคู่กรณีที่เกิดข้อพิพาท วันนั้นรายการได้นำเอาตัวแทนมวลชนของทั้งสองฝั่ง(เสื้อแดง และฝ่ายที่ออกไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้)มาร่วมพูดคุยถึงสาเหตุปัญหาความขัดแย้งและร่วมกันเสนอทางแก้ไข ผมไม่ได้คาดหวังอะไรนักเมื่อเปิดมาเจอ แต่พอดูไปฟังไปแล้ว ผมเริ่มมีความหวัง ถ้าสิ่งที่คนทั้งสองฝั่งพูดและนำเสนอทางแก้ไขได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง (ในใจก็คิดว่า น่าจะดีถ้าประชาชนทั้งหลายได้รับชมรายการในวันนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกไปประท้วงให้เสียการเสียงานเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องเกลียดชังกันหรือมุ่งหมายเอาชีวิตกัน ทั้งๆที่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือสิ่งเดียวกัน) เนื้อหาจะเป็นอย่างไร ผมว่าผู้อ่านคงอยากรู้แล้ว ผมจึงนำลิ้งของรายการมาให้ผู้อ่านไปติดตามชมกันด้วยตัวเอง แล้วมาช่วยกันพิจารณาว่า ผมหวังลมๆแล้งๆรึเปล่า
ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม ผมจะพยายามไม่เขียนเรื่องการเมืองอีก ตอนหน้าจะหาเรื่องราวดีๆเบาๆมานำเสนอครับ
http://clip.thaipbs.or.th/file-9370
โดยปกติแล้ว ผมจะติดตามข่าวสารบ้านเมืองอยู่เสมอมิได้ขาด ความสนใจของผมอยู่ในวงจำกัด ในวงจำกัดนั้น มีเรื่องการเมืองแซมอยู่ในความสนใจอยู่บ้าง คือพอรู้ ไม่ได้รุ้ลึกเชี่ยวชาญ (จริงๆแล้ว เรื่องอื่นๆก็เหมือนกัน) สิ่งที่ผมและผู้อ่าน พบเจอและรับรู้ผ่านสื่อสารมวลชนตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ย่อมเป็นเรื่องการชุมนุนทางการเมือง อย่างแน่นอน(ปลายเดือนพฤศจิกายน-ต้นเดือนธันวาคม 2556)
ความรู้สึกของผมกับข่าวการเมือง ก่อนหน้าเหตุการณ์วิกฤตข้างต้น นั้นก็คงไม่ต่างกับผู้คนอีกไม่น้อย ที่รู้สึกเบื่อหน่าย และหมดหวังกับการเมืองในภาพรวม ทั้งตัวนักการเมือง วิธีการทำงาน การทุจริตคอร์รัปชั่น คุณธรรมและจริยธรรมรวมถึงอุดมการณ์ ความจริงใจของฝ่ายการเมืองที่จะพยายามแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองและประชาชนอย่างจริงจัง และอื่นๆ ทั้งรัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลชุดก่อนๆ ความห่วยแตกของการเมืองที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับบ้านเมืองนี้มันมากพอที่จะทำให้ผู้คนรู้สึกแบบเดียวกับผมได้ไม่ยาก ไม่อาจบอกได้ว่าคนที่คิดเห็นเช่นเดียวกับผมมีจำนวนมากน้อยเท่าใด มันอาจจะไม่มากพอที่จะทำให้สังคม การเมืองไทยเปลี่ยนแปลงได้ชั่วข้ามคืน แต่พวกเราก็ต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลง จะช้าจะเร็วก็ขอให้เปลี่ยน เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ขอให้นัการเมืองมีสปิริตมีอุดมการณ์ มีความจริงจังและจริงใจที่จะแก้ปัญหา มีคุณธรรมจริยธรรมควบคู่ไปกับอำนาจบริหารบ้านเมือง หรือที่เราอาจจะคุ้นกับคำว่า ปกครองโดยใช้หลักนิติธรรม นั่นเอง หลัการและวิธีการมันการฟังดูง่ายๆแบบที่ผมว่านี่แหละ แต่ตลอดระยะเวลาที่ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงการปกครองมาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก็ยังไม่เคยเห็นว่าจะมีนักการเมืองที่มีคุณสมบัติที่ว่ามานี่กันซักกี่คน เท่าที่ศึกษาที่อ่านมา คนดีๆมักจะไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งการเมือง หรือถ้าโชคร้ายหลุดเข้าไปในวังวนการเมืองแล้ว มักจะอยู่กันไม่ได้ เพราะมีพวกน้อย เงินน้อยและถูกบีบให้พ้นทาง ไม่ก็ถูกระบบอำนาจ และเงินตรากลืนกิน กลายพันธุ์จากเทวดาเป็นซาตาน เป็นเช่นนี้เสมอมา
มีบางมุมมองกล่าวว่า เหตุการณ์บ้านเมืองที่เป็นอยู่นี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ดี เป็นพัฒนาการทางการเมืองที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สะท้อนให้เห็นว่าประชาธิปไตยในบ้านเรากำลังก้าวไปอีกขั้น ว่ากันขนาดนั้นก็มี
โดยส่วนตัว ผมเห็นว่าไม่มีทางที่ความวุ่นวายในรูปแบบเดิมๆนี้จะจบลงง่าย ถึงฝ่ายนี้จะชนะในวันนี้ แต่อีกฝ่ายจะทำแบบเดียวกันนี้ซ้ำเดิมอีกในวันข้างหน้า พี่น้องชาวไทยทั้งหลายก็ต่างเห็นมาด้วยตากันมาแล้วรอบนึง ในขณะที่ผมเองรู้สึกมืดมน หมดหวังปนสังเวชประเทศนี้และชะตากรรมของคนไทยอยู่ ความหวังดังแสงทองก็ทาบทอมากระทบ
เมื่อวานนี้(7 ธันวาคม) ผมได้มีโอกาสชมรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง รายการได้นำเสนอ วิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆโดยเน้นวิธีการพูดคุยด้วยเหตุผลของคู่กรณีที่เกิดข้อพิพาท วันนั้นรายการได้นำเอาตัวแทนมวลชนของทั้งสองฝั่ง(เสื้อแดง และฝ่ายที่ออกไปชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในขณะนี้)มาร่วมพูดคุยถึงสาเหตุปัญหาความขัดแย้งและร่วมกันเสนอทางแก้ไข ผมไม่ได้คาดหวังอะไรนักเมื่อเปิดมาเจอ แต่พอดูไปฟังไปแล้ว ผมเริ่มมีความหวัง ถ้าสิ่งที่คนทั้งสองฝั่งพูดและนำเสนอทางแก้ไขได้รับการผลักดันให้เกิดขึ้นจริง (ในใจก็คิดว่า น่าจะดีถ้าประชาชนทั้งหลายได้รับชมรายการในวันนี้ อย่างน้อยก็ไม่ต้องออกไปประท้วงให้เสียการเสียงานเสียเลือดเสียเนื้อ ไม่ต้องเกลียดชังกันหรือมุ่งหมายเอาชีวิตกัน ทั้งๆที่เป้าหมายที่แท้จริงก็คือสิ่งเดียวกัน) เนื้อหาจะเป็นอย่างไร ผมว่าผู้อ่านคงอยากรู้แล้ว ผมจึงนำลิ้งของรายการมาให้ผู้อ่านไปติดตามชมกันด้วยตัวเอง แล้วมาช่วยกันพิจารณาว่า ผมหวังลมๆแล้งๆรึเปล่า
ขอบคุณผู้อ่านที่ติดตาม ผมจะพยายามไม่เขียนเรื่องการเมืองอีก ตอนหน้าจะหาเรื่องราวดีๆเบาๆมานำเสนอครับ
http://clip.thaipbs.or.th/file-9370
วันอังคารที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556
เดอะฟอร์เรสกั้ม อัจฉริยะปัญญานิ่ม forrest gump(1994)
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994 แสดงนำโดย ทอม แฮงส์ ที่ประสบความสำเร็จมากเรื่องหนึ่ง ภาพยนตร์เรื่องนี้ สร้างจากนิยายเรื่อง Forrest Gump ที่แต่งโดย วินส์ตัน กรูม (Winston Groom)
ภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับการจัดอันดับเป็นภาพยนตร์อเมริกันที่สุดตลอดกาล อันดับที่ 71 ทำรายได้ 677,387,716 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเทียบเท่าเงินกว่า 989 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน ซึ่งมีเพียงภาพยนตร์อมตะอย่างเรื่อง ไททานิก, เดอะลอร์ดออฟเดอะริงส์, แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่เอาชนะยอดนี้ได้
ข้อมูลจากวิกิพิเดีย
ภาพยนต์อีกเรื่อง ที่สร้างความประทับใจให้กับผมมากๆ และเชื่อเหลือเกินว่าผู้อ่านที่เป็นคอหนังจะต้องรู้จัก เคยชมและเป็นหนึ่งในภาพยนต์ในดวงใจอย่างแน่นอน หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จทั้งในเรื่องรายได้ และยังได้รับรางวัลออสก้ามาอีกหกสาขา เท่านั้นยังไม่พอ ยังได้รับรางวัลลูกโลกทองคำมาอีกสามสาขาด้วยกัน เท่านี้คงพอการันตีได้ว่า หนังเรื่องนี้ได้รับความนิยมขนาดไหน ในมุมของนักวิจารณ์ก็ยังได้รับคำชมเชยอยู่เสมอแม้เวลาล่วงเลยมาจนถึงปัจจุบัน(2556)
ขอเล่าถึงตัวหนังอีกนิด
หนังเปิดตัวด้วยภาพขนนกสีขาว ที่ล่องลอยไปอย่างไร้ทิศทางและจุดหมาย ล่องลอยไปตามสายลมที่พัดเอื่อยๆ คล้ายกับจะบอกว่า เรื่องราวชีวิตของตัวเอกอย่างฟอร์เรสท์ กั้มพ์ต่อจากนี้จะเป็นไปอย่างไรนั้น ก็สุดแท้แต่สายลมแห่งโชคชะตาจะพาพัดไป
เด็กชายฟอร์เรสท์ กั้มพ์เกิดมาพร้อมกับความบกพร่องทั้งทางร่างกาย(กล้ามเนื้ออ่อนแรงต้องใช้เครื่องพยุงขาและไม้เท้าค้ำสำหรับเดิน)และสติปัญญา(ออทิสติก) ซึ่งน่าจะเป็นอุปสรรคที่หนักหนาสาหัสสำหรับการดำเนินชีวิตของเขา สำหรับคุณนายกั้มพ์ผู้เป็นแม่ความบกพร่องทั้งหลายของเจ้าหนูฟอร์เรสท์ ไม่มีความหมายใดๆสำหรับเธอ แทนที่เธอจะอายและเลี้ยงดูเด็กพิการอย่างฟอร์เรสท์เหมือนอย่างพ่อแม่ทั่วไปที่มีลูกพิการ แต่เธอกลับให้ฟอร์เรสท์ได้มีโอกาสใช้ชีวิตอย่างคนปกติ และปฏิเสธอย่างแข็งกร้าว เมื่อใครก็ตามพยายามที่จะบอกว่าเจ้าหนูฟอร์เรสท์นั้นพิการและต้องได้รับการเอาใจใส่เป็นพิเศษ เธอจะพร่ำบอกลูกชายเสมอว่า เขาไม่มีอะไรด้อยกว่าเด็กคนอื่นๆเลย สำหรับตัวฟอร์เรสท์เอง ความบกพร่องดังกล่าวก็ไม่มีความหมายใดกับเขาเช่นกัน เขาไม่เคยท้อแท้หรือสิ้นหวัง(ซึ่งเขาอาจไม่รู้ว่ามันคืออะไร) ไม่เคยสงสัยว่าทำไมเขาจึงไม่เหมือนคนอื่น ดำเนินชีวิตไปด้วยการจดจ่ออยู่กับสิ่งตรงหน้า ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต มีเพียงความเชื่อมั่นศรัทธาในคำพร่ำสอนของแม่ ที่ว่าเขาเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ที่พระเจ้าประทานมาให้แม่ของเขา เขาคือปาฏิหารย์
อย่างไรก็ตามชีวิตที่โลดโผนประดุจนิยายของเขา(ก็นิยายนั่นแหละ)ก็ดำเนินไปโดยที่เขาเองก็ไม่ได้คาดหวังว่าจะไปถึงจุดที่คนทั่วไปเรียกว่า ประสบความสำเร็จ ทุกสิ่งที่ฟอร์เรสท์ได้ลงมือทำ ประสบความสำเร็จ ตั้งแต่นักฟุตบอล ของมหาวิทยาลัย เป็นทหาร ตีปิงปอง ชาวประมง ตลอดจนนักธุรกิจ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของฟอร์เรสท์นั่นจุดมุ่งหมายนั่นก็คือความรัก รักแรกและรักเดียวที่เขามี ให้กับเจนนี่ สาวน้อยผู้น่ารักที่เป็นกำลังใจให้ฟอร์เรสท์เสมอมาตั้งแต่ยังเป็นเด็ก และเป็นผู้มีส่วนสำคัญที่ทำให้ฟอร์เรสท์ทำสิ่งที่เรียกว่า ปาฏิหารย์ เป็นครั้งแรก นั่นคือ การวิ่ง
เรื่องราวชีวิตอันน่าทึ่งของฟอร์เรสท์ กั้มพ์ ในหนัง เปี่ยมไปด้วยรสชาดชีวิตที่หลากหลาย การผูกโยงตัวละครเข้ากับบุคคลหรือเหตุการณ์สำคัญๆทางประวัติศาสตร์ รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ บทหนัง ฝีมือด้านการแสดงของ ทอม แฮงค์ ผู้กำกับยอดฝีมืออย่าง โรเบิร์ต เซเมคิส การดำเนินเรื่องไม่เยิ้นเย้อ บวกกับสเปเชี่ยลเอฟเฟค ฯลฯ จึงไม่สงสัยเลยว่า ทำไมหนังถึงได้รับรางวัลออสก้าถึงหกรางวัลในปีนั้น
หนึ่งในหลายมุกในหนังที่ผมชอบมากๆ คือ ฉากที่ชายหนุ่มพเนจรลึกลับผู้หนึ่ง มาขอแบ่งเช่าห้องในบ้านของฟอร์เรสท์ ชายหนุ่มที่คนทั้งโลกคลั่งไคล้ ทั้งร้องทั้งเต้นเพลงของเขา ชายหนุ่มที่อีกหลายปีต่อมา ผู้คนเรียกเขาว่า ราชาเพลงร็อค เอลวิส เพลสลี่ มุกที่ว่านั่นคือ ท่าเต้นบิดเอวสะท้านโลกของเอลวิส ที่มาของท่านี่มาจากการที่เอลวิสได้เห็นท่าเดินของฟอร์เรสท์(ตอนยังใช้ไม้เท้าค้ำยันช่วยเดิน)ที่ผมบอกว่ายักแย่ยักยันนั่นแหละ เอลวิส เอาไปเลียนแบบ แล้วคนก็เอาไปเต้นกันทั่วโลกนั่นแหละ แหม ต้องถามมันเลยครับว่า มันคิดได้ไง มีอีกหลายมุกฮาๆในหนังเรื่อง แต่เอาไว้เท่านี้ก็ เพราะอวยกันมากไปแล้ว
เพื่อนคนนึงของผมมักจะย้ำกับผมเสมอ เมื่อผมพูดคุยเรื่องภาพยนต์หรือความประทับใจเกี่ยวกับภาพยนต์ว่า หนังก็คือหนัง มึงอย่าไปคิดมาก ก็จริงของมันครับ เวลาที่เราลุ่มหลงอะไรมากไป มีอะไรมาเตือนใจไว้มั่งมันก็ดีเหมือนกัน
พบกันไหมในตอนหน้า ผมกำลังตัดสินใจว่า จะพูดเรื่องหนังต่อไปดี หรือจะไปหาเรื่องราวอื่นมาเปลี่ยนรสชาดในการอ่านบ้างดี คงต้องติดตามกันไปนะครับ ผมเองก็ยังไม่รู้เหมือนกัน ขอบคุณสำหรับแฟนๆที่เข้ามาแวะเวียนถึงแม้จะไม่ได้อ่าน แต่ก็ทำให้สถิติผู้เข้าชมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆตอนนี้ก็แปดพันสี่ร้อยปลายๆแล้วครับ เห็นแล้วมันชื่นใจจริงๆ
โชคดีมีชัยครับทุกท่าน
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข่าวดี มีมานานแล้วครับ
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...


