วันอาทิตย์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ใหญ่สั่งมาเกิด armour of god(1987)

                                                     
                                               
ภาพยนต์ในดวงใจที่ผมประทับใจมิรู้ลืม
ผลงานชิ้นโบว์แดงของซุปเปอร์สตาร์เอเซียตลอดกาล เฉินหลง หรือแจ็คกี้ ชาน นั่นเอง
   เฉินหลงในวัยหนุ่ม แสดงพลังของเขาออกมาผ่านผลงานภาพยนต์ ทั้งเขียงบท กำกับ และแสดงนำ แม้จะเห็นได้ชัดว่า ตัวหนังได้รับอิทธิพลมาจาก หนังฮอลลีวูดอย่างอินเดียน่าโจนส์ แต่โดยรวมแล้ว ก็ดูไม่ขี้ริ้วขี้เหร่ ออกจะดูดีมากๆด้วยซ้ำไป ภาพยนต์แอ็คชั่นคอมเมดี้เรื่องนี้ มีฉากแอ็คชั่นอยู่ฉากนึง ที่น่าจะเป็นต้นกำเนิดของกีฬาท้ามฤตยูที่ฝรั่งชอบเล่นกันในปัจจุบัน เป็นฉากที่พระเอกของเราต้องหนีออกจากรังของพวกลัทธิอุบาทว์ โดยการดิ่งพสุธาจากหน้าผาสูงชัน(ไม่มีรายงานว่าสูงเท่าไหร่) โดยมีร่มชูชีพเป็นเครื่องช่วยชีวิตเพียงอย่างเดียว ผมไม่อาจบอกได้ว่าฉากนี้มันน่าทึ่งขนาดไหน ผู้ที่เคยได้ชมภาพยนต์เรื่องนี้น่าจะยืนยันคำกล่าวของผมได้ดี ส่วนผู้ที่ยังไม่เคยชม ก็อย่าเพิ่งรีบเชื่อนะครับ หามาดูก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ครั้งแรกที่ผมได้ดูภาพยนต์เรื่องนี้คือตอนผมเรียนอยู่ประมาณป.3 ก็ประมาณยี่สิบกว่าปีมาแล้ว(ที่เขียนปัจจุบันคือ2556)เป็นบ่ายที่ร้อนและน่าเบื่อวันนึง คุณครูท่านนึงได้เอาวีดีโอเรื่องนี้มาเปิดให้นักเรียนได้ดูกัน เพราะวันนั้นโรงเรียนมีกิจกรรมอะไรบางอย่าง  ผมก็จำไม่ได้แล้วละ ที่ทำให้นักเรียนและครูว่างเว้นจากภาระหน้าที่การเรียนการสอน โรงเรียนบ้านนอก นักเรียนทั้งโรงเรียนไม่ถึงสองร้อยคน มากกว่าหนึ่งในสามของนักเรียนทั้งหมด ได้ร่วมกันชมภาพยนต์เรื่องนี้ด้วยกัน  ในห้องเรียนเล็กๆนั่น  และอีกครั้งนึงในงานศพของคนในหมู่บ้าน ผมก็ไปนั่งรอดูหนังวีดีโอที่เค้าเปิดให้แขกเหรือและญาติที่ไปงานศพเฝ้าศพได้ดูกันตลอดทั้งวันทั้งคืน แล้วเค้าก็เปิดหนังเรื่องนี้ให้ดูเหมือนกัน
สำหรับเนื้อเรื่องนั้น ผมลองใช้กูเกิ้ลหาข้อมูลดู แล้วเจอแหล่งข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้และหนังเรื่องอื่นๆของเฉินหลงอีกมากมายหลายเรื่อง ท่านผู้อ่านสามารถติดตามไปอ่านเพิ่มเติมได้ ตามลิงค์นี้ครับ   http://unclerain1984.wordpress.com/2012/12/27/%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B8%8D%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B4%E0%B8%94-armour-of-god-1987/
ปล.ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของเฉินหลงในนิตรสารวัยรุ่นฉบับนึง เฉินหลงบอกว่าเขามีไอดอลอยู่คนนึง ซึ่งผมว่าน้อยคนนักที่ไม่รู้จักบุรุษผู้นี่ เค้าคนนั้นก็คือ ชาลี แชปปลิ้น ส่วนตัวผม ผมก็คิดว่าเฉินหลงเป็นไอดอลของเด็กผู้ชายทั่วโลกเลยละ ถ้าไมเคิล แจ็คสันเป็นคิงออฟพ็อบ แจ็คกี้ ชาน ก็คงเป็นคิงออฟแอ็คชั่นกะละมังครับคุณผู้โชมมมมมม

วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556



                                                                                                  สื่อภาพยนต์
ภาพยนต์หรือหนัง คือกระบวนการบันทึกภาพด้วยฟิลม์ แล้วนำออกฉายในลักษณะที่แสดงให้เห็นภาพเคลื่อนไหว ภาพที่ปรากฏบนฟิลม์ภาพยนต์หลังจากผ่านกระบวนการถ่ายทำแล้วเป็นเพียงภาพนิ่งจำนวนมาก ที่มีอิริยาบทหรือแสดงอาการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงไปทีละน้อยต่อเนื่องกันเป็นช่วงๆตามเรื่องราวที่ได้รับการถ่ายทำและตัดต่อมา ซึ่งอาจเป็นเรื่องราวหรือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง หรือเป็นการแสดงให้เหมือนจริง หรืออาจเป็นการแสดงและสร้างภาพจากจินตนาการของผู้สร้างก็ได้
ที่มา วิกิพิเดีย
หลังจากที่ได้พูดคุยสัพเพเหระกับลูกค้าท่านหนึ่ง ก็ได้ทราบว่าลูกค้าท่านนี้มีอาชีพเกี่ยวกับกราฟฟิกดีไซน์ ความเป็นคนขี้สงสัย ผมจึงถามลูกค้าไปว่า อีกนานไหมที่อะนิเมชั่นของคนไทยจะเทียบได้กับฝั่งฮอลลีวูดในวันนี้ได้ คำตอบที่ได้คือ ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เหมือนกัน รู้แต่คงอีกนานมากๆ  ผมจึงถามต่อไปว่า ปัญหามันอยู่ตรงไหน เทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมือใช่หรือไม่ ลูกค้าบอกว่าไม่ใช่ซะทีเดียว มันคือปัญหาใหญ่ที่ใครก็แก้ไม่ตก นั่นคือ เงิน  ลูกค้ายังให้ทัศนะว่า เรา(ผู้ผลิตภาพยนต์บ้านเรา)ไม่ควรไปหนังที่เน้นขายหรือโชว์แอนนิเมชั่น แต่ให้เน้นไปที่ไอเดียมากกว่า แต่ไม่ลืมย้ำว่า คนไทยก็ทำได้เหมือนฝรั่งแหละความสามารถไม่ได้ต่างกันนักหรอก ประเด็นคือ เราจะไปตามเค้าอะไรนักหนา  ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยในประเด็นนี้อย่างยิ่ง เห็นจากหนังไทยหลายๆเรื่องที่ประสบความสำเร็จทั้งเงินและกล่องที่โด่งดังเป็นหน้าเป็นตาในต่างประเทศนั้น ไม่ปรากฏว่ามีหนังไทยเรื่องใดเลยที่มีความโดดเด่นเรื่องวิช่วลเอฟเฟ็คหรือสเปเชียลเอฟเฟ็คเลย แล้วอะไรทำให้หนังเหล่านั้นประสบความสำเร็จในเวทีโลกละ ส่วนตัวผมเห็นว่า มันคือความเป็นท้องถิ่น ความเป็นตัวตนของเรา(วิถีชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม ความเชื่อและอะไรๆอื่นๆทำนองนั้น)มากกว่าหนังที่บอกเล่าเรื่องราวของไลฟ์สไตล์ทันสมัยหรือหนังที่โชว์ให้เห็นความสมจริงสมจังของภาพ(จากงานด้านวิช่วลเอฟเฟ็ค) การสนทนาระหว่างผมกับลูกค้าคนนั้นจบลงโดยไม่มีข้อสรุปใดๆ มีเพียงผมเองเท่านั้น ที่ครุ่นคิดเรื่องที่พูดคุยกันนั้นต่อไปเงียบๆคนเดียว
และนั่น คือที่มาที่ทำให้ผมอยากจะเขียนถึงสิ่งนี้ สิ่งที่ผมชื่นชอบหลงใหลตลอดมา สิ่งที่ทรงพลังและ มีทธิพลต่อความรู้สึกนึกคิดของผม สิ่งที่เปิดโลกทัศน์ มุมมอง ความรู้ ความใฝ่ฝัน แรงบันดาลใจ(เยอะไปแระ) และยังไม่เคยเลิกหวังว่าสักวันหนึ่ง จะได้มีโอกาสเป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการสร้างสรรค์สิ่งๆนี้ซักครั้งคราในชีวิต มันคือ แทนนนนทะละแลนนแทนๆๆๆๆๆๆๆ หนัง หรือภาพยนต์นั่นเองงงงงเงงงงงงงงงง
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งยังอยู่ป.6(ประมาณปี 2532-2533) ทางบ้านให้ผมเข้าไปเรียนกวดวิชาในตัวเมืองในวันเสาร์อาทิตย์ เพื่อเตรียมตัวสอบเข้าโรงเรียนประจำจังหวัดที่มีชื่อแห่งนึง แม่จะให้เงินไปครั้งละ25 บาทต่อหนึ่งวัน ค่ารถบัสไปกลับ รวม 10 บาทเหลืออีก15บาทเป็นค่ากิน ผมมักจะเก็บเงินส่วนค่ากินไว้ เพื่อไปดูหนัง กิจกรรมที่ผมชื่นชอบ ค่าตั๋ว10บาทแถวหน้าสุด ผมนั่งแถวหน้านั้นเป็นประจำไม่เบื่อเลย(เบื่อไม่ได้ เพราะมีงบเท่านั้น) ผมใช้เวลาว่างหลังจากเรียนกวดวิชา ไปดูหนังคนเดียวเป็นประจำ ตั้งแต่นั้นมา ตราบจนถึงปัจจุบันก็ยังทำอยู่ และไม่รู้สึกเคอะเขินแต่อย่างใดที่จะต้องทำกิจกรรมนี้เพียงผู้เดียว
ย้อนเวลากลับก่อนหน้านั้นอีก เมื่อครั้งที่ผมเพิ่งจำความได้ พ่อกับแม่พาผมไปเที่ยวปีใหม่ในตัวเมือง หลังจากพาเดินดูงานออกร้านของกาชาดเสร็จพ่อกับแม่จะพาลูกๆไปกินสุกี้ยากี้เจ้าประจำ จากนั้นพ่อก็พาพวกเราไปดูหนังกัน นั้นถือเป็นครั้งแรก ที่ทำให้ผมได้รู้จักกับเจ้าสิ่งนี้ เจ้าภาพยนต์ เสียดายผมจำชื่อหนังเรื่องนั้นไม่ได้ แต่ที่ผมจำได้มันเป็นหนังกำลังภายใน พระเอกคือ บรู๊ซ ลี และเป็นสูตรสำเร็จของหนังจีนกำลังภายใน นั่นคือ ผู้ร้ายฆ่าอาจารย์ของพระเอก พระเอกก็ฝึกวิทยายุทธ เมื่อฝึกสำเร็จก็ไปแก้แค้นให้อาจารย์ ที่จำได้อีกอย่างคือ พระเอกอ่านหนังสื่อโป๊ เป็นหนังสือโป๊แบบภาพวาดด้วยละ แหะๆ
พอโตขึ้นมาหน่อย ผมเริ่มออกไปดูหนังกลางแปลงตอนกลางคืน ไม่ว่าจะเป็นแบบเก็บตังค์ แบบงานคนตาย แบบงานบวช งานบุญ ผมก็จะหาโอกาส ออกไปดูเสมอ ซึ่งพ่อไม่ชอบเลย ถ้าพ่อรู้ว่าผมแอบหนีไปดูหนังตอนกลางคืน ก็จะมีตีสั่งสอนให้เจ็บตัวกันบ้าง แต่ผมก็ไม่เคยเข็ดหลาบ ก็คนมันชอบดูจริงๆนี่หน่า เอิ๊กๆๆ นอกจากหนังที่เป็นจอใหญ่ ผมก็ได้มีโอกาสดูหนังวีดีโอบ้างเป็นครั้งคราว โดยไปอาศัยดูบ้านเพื่อน(พ่อมันเป็นผู้ใหญ่บ้าน มีฐานะดีมากทีเดียว)ที่ประทับใจมากก็ คนเหล็ก 2029 (รู้จักอาร์โนล ก็ตอนนั้นแหละ) ชาร์ลี แชปปลิ้น และ เทวดาท่าจะบ๊อง เวอร์ชั่นพากษ์ลาว แหม ตอนนั้นมันฮาสุดๆจริงๆ มีโอกาสจะซื้อเก็บไว้ดูระรึกความหลัง
พอเข้าเรียนม.1 ผมสะดุดตากับนิตยาสารเล่มนึงบนแผงหนังสือที่ท่ารถบัส ตอนกำลังจะกลับบ้านตอนเย็น เป็นนิตยาสารเกี่ยวกับหนัง ซึ่ง ณ ปัจจุบัน(13 กันยายน 2556)ไม่แน่ใจว่าปิดตัวลงหรือยัง(ขอชมว่าเป็นนิตยาสารที่มีอายุยืนยาวนานมากเล่มนึง นั่นหมายความว่าจะต้องมีแฟนๆหนังสือเล่มนี้อยู่ไม่น้อย แล้วต้องมีสัมพันธ์อันเหนียวแน่นมากทีเดียว สองสามปีก่อนยังเห็นอยู่บนแผงหนังสืออยู่นะ) นิตยาสารเล่มนั้นชื่อว่า สตาร์พิค (star pic)ผมตัดสินใจซื้อโดยไม่คิดมาก นั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมได้รู้เรื่องราวของหนังในมิติอื่นๆ ทั้งเชิงกว้างและเชิงลึก มากขึ้นกว่าการเป็นแค่คนดูหนัง ประสบการณ์วัยเด็กเหล่านั้น ทำให้ผมดูหนังได้ไม่จำกัดแนวทาง แต่ผมไม่ได้บอกนะว่าผมเป็นกูรูทางด้านนี้นะ แค่บอกว่า ผมเป็นคนชอบดูหนังเท่านั้นเอง

ในตอนหน้า ผมจะมาพูดถึงหนังเรื่องโปรดของผม มาดูซิว่า หนังที่อยู่ในจะผม มันจะอยู่ในใจคุณผู้อ่านด้วยหรือไม่ มาติดตามกันได้ในตอนหน้า วันนี้ขอลาไปก่อนครับ 



วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

รถยนต์พลังงานไฟฟ้า ไม่น่าเลย

จากที่ทิ้งท้ายไว้เมื่อบทความชิ้นที่แล้วว่า ผมจะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในมุมที่เราๆท่านๆไม่ค่อยได้รับรู้กัน วันนี้มาแล้วครับ
ขอออกตัวก่อนครับ ว่าข้อมูลที่ผมจะนำเสนอต่อไปนี้ เป็นข้อมูลที่ได้จากนิตยาสารรายสัปดาห์ชื่อดังฉบับหนึ่ง ซึ่งผมเองได้พยายามขอความอนุเคราะห์ไปยังเจ้าของคอลัมน์ทางอีเมลล์ไปแล้ว แต่เวลาผ่านไปก็ยังไม่ได้รับการตอบรับเลย ว่าจะอนุญาติให้เผยแพร่หรือไม่อย่างไร ก็ตัดสินใจอยู่หลายวัน จึงได้ข้อสรุปว่า ยังไงก็จะนำเสนอในตามเนื้อหาในคอลัมน์นั้น แต่จะมีการตัดทอนแต่งเติมบ้างเล็กน้อยเพื่อความกระชับ ลื่นไหลของเนื้อหา อย่างที่บอกไปว่า ผมยังไม่ได้รับการตอบรับมาว่าเจ้าของข้อมูลจะอนุญาติให้เผยแพร่หรือไม่ ดังนั้นถ้าเกิดเจ้าของคอลัมน์หรือนิตยาสารฉบับนี้จะฟ้องร้อง ผมก็คงต้องยอมละครับ(หวังว่าคงไม่) เสียวเหมือนกันเรื่องลิขสิทธิ์เอยหรือทรัพย์สินทางปัญญาเอย นี่ ผมมีความรู้ด้านนี้น้อยเหลือเกิน แต่อยากให้ข้อมูลเหล่านี้เป็นที่รับรู้กันในวงกว้างออกไป เพื่อเปิดมุมมองใหม่ๆ เพื่อไม่ให้เรารับฟังข้อมูลแต่เพียงด้านเดียว แล้วหลับหูหลับตาเชื่อตามที่เค้ากล่าวอ้างกัน
อาจจะไปกระตุ้นผู้อ่านที่ชอบค้นคว้าและมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นจริง แล้วท่านอาจเอาความรู้ที่ได้ มาแชร์อีกต่อนึงก็เป็นได้ นั่นนับเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่ง สำหรับสังคมเรา เกริ่นมาเยอะแล้วขอเข้าเรื่องเลยนะครับ


"รถยนต์ไฟฟ้าทำให้สิ่งแวดล้อมเป็นพิษมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซเป็นสองเท่า" นั้นคือข้อสรุปของงานวิจัย ของนายกียุม มาเจโย-เบตเตซ(Guillaume Majeau-Bettez) นักศึกษาปริญญาเอก คณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยนอร์วีเจี้ยน ประเทศนอร์เวย์
งานวิจัยชิ้นนี้ถูกเผยแพร่เมื่อปี 2553
หลังจากมีการเผยแพร่ออกไป ก็มีการวิพากษ์วิจารณ์ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง มีการกล่าวหาเพื่อดิสเครดิตงานวิจัยชิ้นนี้ว่า ได้รับเงินทุนสนับสนุนจากบริษัทน้ำมัน สเตตออยล์ ของนอร์เวย์ ทางด้านนายกียุมและทีมวิจัย ก็ได้ออกมายืนยันว่า บริษัทน้ำมันที่ว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องสนับสนุนงานวิจัยแต่อย่างใด ส่วนที่มาเงินทุนสนับสนุนการวิจัยนั้น ได้รับมาจากสภาการวิจัยแห่งชาติของนอร์เวย์โดยตรง


งานวิจัยชิ้นนี้ ได้ทำการทดสอบประเมินคุณภาพของแบตเตอรี่ นิเกิลเมทัลไฮไดร(Nikle Metal Hydride)และแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน(Li-Ion)โดยใช้สมมุติฐานสองประเด็นดังนี้


1 ที่มาของแบตเตอรี่ที่นำมาใช้กับรถยนต์ไฟฟ้า
2 ที่มาของพลังงานที่นำมาป้อนให้รถยนต์และแบตเตอรี่


นอกจากนั้นทีมวิจัยยังทำการทดสอบโดยการขับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นระยะทาง150,000 กิโลเมตร เปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซในระยะทางที่เท่ากัน ผลการทดสอบ แสดงให้เห็นว่า รถยนต์ไฟฟ้าสร้างผลกระทบต่อสภาวะโลกร้อนมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันและก๊าซ โดยมีแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนเป็นตัวการสำคัญ เนื่องจากที่มาของวัตถุดิบและพลังงานที่ใช้ในการผลิตแบตเตอรี่ชนิดนี้
ทางด้าน แอนเดอร์ แฮมเบอร์ สตรอมแมน (Ander Hammer Stromman)ผู้ร่วมการวิจัยได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า กระบวนการผลิต การใช้งาน การจัดการแยกชิ้นส่วนหลังการใช้งาน ล้วนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นส่วนที่เป็นแบตเตอรี่และมอเตอร์ไฟฟ้า เนื่องจากมีการใช้แร่โลหะหนัก เช่นนิเกิล ทองแดง อะลูมิเนียมฯลฯ เป็นวัตถุดิบในการผลิต


สตรอมแมนแนะแนวทางสำหรับปัญหานี้ว่า ถ้ารถยนต์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนโดยพลังงานทางเลือกอื่นๆเช่นลม หรือแสงอาทิตย์ นั้นจึงจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง


เวลาผ่านไปกว่าสามปี หลังจากงานวิจัยชิ้นนี้ถูกเผยแพร่ แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างกว้างขวาง แต่สายการผลิตของรถยนต์ไฟฟ้า เลือกที่จะมองข้ามงานวิจัยนี้ไปและยังคงเดินหน้าต่อไป ด้วยเชื่อกันว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกที่ดีอีกทางที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้


รัฐบาลอังกฤษอนุญาติให้ นิสสัน เปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า รุ่น Leaf ที่เมืองซันเดอร์แลนด์เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ในขณะที่อเมริกา ก็เริ่มต้นโครงการ อีวี( Electric Vehicle Project)มีเชฟโรเลตรุ่น Volt และนิสสัน Leaf เข้าร่วมโครงการ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนอเมริกันหันมาใช้รถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น


ที่มา: มติชนสุดสัปดาห์ 28 มิ.ย.-4 ก.ค. 56
สำหรับท่านที่เก่งภาษาสามารถค้นคว่้าเพิ่มเติมได้ตามลิงค์นี้ครับ ส่วนผม มึนตึ้บครับผม http://onlinelibrary.wiley.com/doi/10.1111/j.1530-9290.2012.00532.x/full


คราวหน้าผมจะมีเรื่องราวได้มาฝากคงต้องรอติดตามกันต่อไป สำหรับวันนี้ สวัสดีวันแม่ครับทุกท่าน

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จะเป็นไปได้ไหมว่า.....

                                                                           

ผมได้ลองกลับไปอ่านทบทวนงานเขียนของผมเองในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา พบข้อบกพร่องมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นนั่นคือ ความพยายามมากไปที่จะมีงานมาลงให้อ่านอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือไม่มีอะไรจะเขียนแล้วยังจะขืนเขียน เนื้อหาที่ออกมามันเลย ดูลวกๆกลวงๆไม่มีแก่นสารเท่าไหร่นัก คุณผู้อ่านเองคงรู้สึกได้ ซึ่งนั่น ผมเองจะปรับปรุงให้ดีขึ้นครับ

สำหรับวันนี้ผมมีคำถามที่จะฝากไปถึงผู้อ่านที่รักทุกท่าน ดังหัวข้อที่จั่วไว้ข้างต้น ว่ามันพอจะเป็นไปได้หรือไม่ อย่างไร

จะเป็นไปได้ไหมว่า ประเทศได้จะออกกฏหมายบังคับให้ผู้ประกอบการผู้ผลิตสินค้าและบริการรับผิดชอบต่อสินค้าและบริการนั้นๆเมื่อสิ้นอายุการใช้งาน

เช่น ถ่านไฟฉาย เมื่อใช้งานไม่ได้แล้ว โรงงานผู้ผลิต จะต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อไม่ให้สินค้าใช้แล้วนี้ กลายเป็นขยะพิษที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อาจมีแนวทางดังนี้

-มีศูนย์รับคืนสินค้าในทุกอำเภอ แล้วส่งกลับสู่กระบวนการ รียูส รีไซเคิ้ล กำจัด อย่างใดอย่างหนึ่งนอกเหนือจากบริษัทเอกชนที่ประกอบการด้านนี้โดยตรง โดยบริษัทผู้ผลิต จะต้องแบ่งกำไรจากผลประกอบการส่วนหนึ่ง นำมาเพื่อสนับสนุน(เพราะผู้ผลิตสินค้าและบริการ ย่อมทราบดีว่ามีวัสดุหรือสารใดของสินค้าสามารถนำกลับมาใช้ใหม่ หรืออย่างน้อยหากเป็นขยะพิษ ก็น่าจะทราบแนวทางในการจัดการขยะเป็นเหล่านั้นได้ดีกว่าปล่อยให้ประชาชนจัดการเองตามมีตามเกิด)

จะเป็นไปได้ไหมว่า ผู้ประกอบการเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์จะให้ความสำคัญกับ

-ระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลในภาคครัวเรือน ไม่ว่าจะเป็นโครงการคอนโดมีเนียมหรือบ้านจัดสรร อาจมีแนวทางดังนี้

ออกกฏหมายให้ผู้ประกอบการ สร้างระบบการจัดการสิ่งปฏิกูล โดยมีแหล่งกักเก็บสิ่งปฏิกูล เศษอาหาร น้ำเสียส่วนกลางจากภาคครัวเรือน หมักเป็นก๊าซชีวภาพเพื่อประยุกต์ใช้เป็นพลังงานในโครงการหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมีเนียมที่พักอาศัยนั้นๆ ก่อนปล่อยสู่ธรรมชาติ

จะเป็นไปได้ไหมว่า ห้างสรรพสินค้า โรงงานอุตสาหกรรมต่างๆทั่วประเทศและที่กำลังจะสร้างขึ้น จะติดตั้งแผงโซล่าร์เซลล์ไว้บนหลังคาของห้างหรือโรงงานนั้นๆ เพื่อลดการใช้พลังงงานไฟฟ้าจากส่วนกลาง ในฐานะที่ห้างฯและโรงงานนั้นใช้ทรัพยากรและพลังงานไฟฟ้ามากกว่าภาคครัวเรือน จึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อสังคมโดยลงทุนติดตั้งแผงสร้างพลังงานนี้ไว้ หากเป็นไปได้น่าจะขยายผลไปสู่อาคารสูง หน่วยงานราชการ โรงเรียน มหาวิทยาลัย ฯลฯ

เป็นไปได้ไหมว่า รัฐบาลจะพิจารณาทบทวนงบประมาณในการสร้างโรงงานไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ใหม่ โดยเปรียบเทียบกับแนวทางดังต่อไปนี้ ให้มีการศึกษาความคุ้มค่าถ้าหากรัฐจะมีนโยบายจูงใจให้ประชาชนทั่วไปติดตั้งแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่บ้านพักอาศัย โดยรัฐอุดหนุนแบบให้เปล่าครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่ายทั้งหมดต่อหนึ่งครัวเรือน อาจมีระบบผ่อนชำระรายเดือนสำหรับผู้มีรายได้น้อย ให้รัฐแต่งตั้งคณะกรรมการและคณะทำงาน ในการศึกษางบประมาณการอุดหนุนนี้กับงบฯในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โดยรวมกรณีศึกษาของโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะของญี่ปุ่นมา และการประกาศลดการใช้พลังงานนิวเคลียร์ของประเทศเยอรมันให้เหลือศูนย์ภายในยี่สิบปีประกอบการพิจารณาด้วย

เป็นไปได้ไหมว่า ประเทศไทย จะมีเตาเผาขยะที่มีประสิทธิภาพได้มาตรฐานในทุกๆอำเภอทั่วประเทศ(สนับสนุนกิจกรรมในคำถามแรก)(เห็นเงินบริจาคจากศรัทธาของพุทธศาสนิกชนไทยกรณีเณรคำแล้ว คิดว่าน่าจะหาทุนไม่ยากหากรัฐไม่ยอมหนุน หุๆ)

คุณผู้อ่านคิดว่า สิ่งที่ผมถามไป มันพอมีทางเป็นไปได้ไหมครับ หรือว่ามันช่างเป็นเรื่องเหลวไหลเพ้อเจ้อ ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย จะอย่างไรก็ตาม

ในทัศนของผม กฏระเบียบ ข้อบังคับ หรือแม้แต่กฏหมายนั้น ช่วยอะไรไม่ได้มากนักหรอก นอกจากจะไม่ได้รับความร่วมมือ เราอาจจะได้รับผลในทางตรงกันข้ามเสียด้วยซ้ำ คนเรามักเป็นอย่างนี้ อย่างที่เขาว่ากัน ผิดถูกรู้หมด แต่อดไม่ได้

ตอนหน้าผมจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับรถยนต์พลังงานไฟฟ้า ในมุมมองที่ต่างออกไปจากที่เราๆท่านๆรู้กัน

จนกว่าจะพบกันใหม่ครับ

วันพุธที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เกิดอะไรขึ้นหลังจากที่ผมตัดสินใจจะทำนาด้วยวิธีหยอดเมล็ด

                                             

น่าอายเหลือเกินครับคุณผู้อ่าน แม้ว่าจะอายแค่ไหน จะถูกด่าประนามอย่างไรหลังจากนี้ ผมก็จะเล่าตามความจริง ดีกว่าโกหกกัน ที่ผมเล่าไปในตอนที่แล้ว ว่าทำโน่นทำนี่ด้วยวิธีการที่คิดไว้แล้วว่าเจ๋งและสดใหม่ว่างั้นเถอะ หลังจากที่โพสเรื่องราวตอนที่แล้ว ฟ้าฝนยังไม่มีทีท่าว่าจะตกลงมา ผมแหงนมองท้องฟ้าอยู่บ่อยครั้งในหนึ่งวัน เมื่อฟ้าครึ้ม ผมจะเดินออกไปดูนอกชายคา ผมสังเกตุว่ามันเป็นเมฆฝนที่ผ่านการตกมาจะพื้นที่อื่นแล้วพัดผ่านมาเท่านั้นเอง และเป็นเช่นอยู่ติดต่อกันอีกราวหนึ่งสัปดาห์ มันน่าเจ็บใจไหมละครับ ในช่วงระยะเวลาเหล่านั้น ผมพยายามติดต่อรถไถนาให้มาปั่นพรวนดินที่ไถไปแล้วครั้งแรก เพื่อให้ง่ายต่อการดำเนินการขั้นต่อไป ไม่ว่าจะดำกล้า หรือหยอดเมล็ด ใช้เวลาไม่ถึงสี่ชั่วโมงดีพื้นที่ทั้งหมดก็ถูกเตรียมพร้อมเสร็จสรรพ ผมเตรียมอุปกาณ์บางอย่าง เพื่อรองรับกับแผนการที่วางไว้ ผมเลื่อยไม้กระดาน ที่มาจากฝาบ้านเก่า ความยาวประมาณเมตรยี่สิบ และความกว้างให้เหลือประมาณสามนิ้ว นำไม่ไผ่มาผ่าให้มีขนาดดังนี้ กว้างประมาณสามเซนติเมตร ยาวประมาณสิบนิ้ว เหลาปลายข้างหนึ่งให้เรียวมนเล็กน้อย ผมใช้ไม้ไผ่แบบที่ว่าหกชิ้น ผมนำมาทาบกับไม้กระดานที่เตรียมไว้ ให้ปลายด้านแหลมยาวโผล่พ้นออกมาประมาณหกเจ็ดนิ้ว แล้วตอกตะปูติดไว้เป็นซี่ๆเว้นระยะห่างเท่าๆกัน ผมจะได้ชิ้นงานที่มีลักษณะเหมือนคราด ฟันห่างพอประมาณ (เป็นระยะห่างคร่าวๆของต้นข้าวแต่ละหลุม)ผมหาไม้หน้าสองยาวประมาณเมตร มาตอกเข้าตรงกึ่งกลางของชิ้นงานนั้นเพื่อเป็นด้ามจับ วิธีใช้งานเราจะใช้ฟันคราดไม้ไผ่นี้ ปักลงในผืนดินที่ร่วนซุยเบาๆ หนึ่งทีได้หกรู ยกมันขึ้น แล้วหยอดเมล็ดข้าวลงไป แล้วก็ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนกว่าจะเสร็จ แจ๋วไปเลยใช่ไหมครับคุณผู้อ่าน หุๆ รุ่งเช้าผมจะได้ทดลองใช้งานมันเป็นครั้งแรก

ก่อนหน้านี้ประมาณสองวัน ผมออกหาข้าวพันธุ์เพื่อการนี้ มันหายากมาก ชาวนาส่วนมากไม่เหลือข้าวพันธุ์แล้ว แต่ก็ได้มาหนึ่งกระสอบ หากเป็นนาหว่านต้องใช้มากว่านี้สองถึงสามเท่า แต่เนื่องจากผมจะหยอด ข้าวเพียงหนึ่งกระสอบจึงเหลือเฟือเหลือหลาย และในที่สุดผมก็ต้องหามาเพิ่ม แหะๆเดี๋ยวรู้แน่ว่าเพราะอะไร ไม่เกินความคาดหมายของผู้อ่านหรอกครับ

เช้าของอีกวัน ผมตระเตรียมอุปรณ์ที่จำเป็นทั้งหมดอันประกอบด้วย เสียมขนาดเล็กด้ามนึง อุปกรณ์ลูกครึ่งระหว่างคราดกับเสียมที่ทำขึ้นเมื่อวาน ถังพลาสติกสำหรับใส่พันธุ์ข้าว กระเป๋าสะพายเก่าๆทิ้งแล้ว(จะเอาไปใส่ข้าวพันธุ์ สะดวกกว่าเมื่อจะหยอดข้าว ดีกว่าหิ้วถังข้าวไปทั้งถัง) เสื้อแขนยาว หมวก น้ำหนึ่งขวด ไม่เตรียมมื้อเที่ยง เพราะอยู่ไม่ไกลบ้านนัก แบ่งข้าวจากกระสอบใส่ถังจนเกือบเต็มเผื่อเอาไว้ ทั้งที่คิดว่าหยอดทั้งวันก็คงไม่หมด กินข้าวเช้าอิ่มแล้วก็บึ่งรถมอเตอร์ไซต์ออกไป มุ่งสู่ท้องทุ่งแห่งความหวัง

ไม่ถึงห้านาที ผมก็พาตัวเองมาถึงจุดหมาย ผมไม่รีรอ แบ่งข้าวใส่กระเป๋าสะพาย สวมเครื่องแบบ หยิบอุปกรณ์ แล้วลงมือทันที ผมลองปักเจ้าลูกครึ่งเสียมกับคราดลงครั้งแรก แล้วยกขึ้นดู รู้สึกจะลึกเกินไปนิด คงเพราะดินที่เพิ่งปั่นมันร่วนมากและยังกะน้ำหนักมือได้ไม่พอดีนัก พอย่อตัวลงจะหยิบข้าวลงหยอดเท่านั้นละ กระเป๋าใส่ข้าวที่สะพายอยู่เกิดเอียงกระเท่เร่เทเมล็ดข้าวส่วนนึงลงไปกองกับพื้นประมาณหนึ่งกำมือ โอ้ เซ็งเลยครับ เสียฤกษ์จริงๆ ต้องเก็บต้องกอบกลับเข้ากระเป๋าเสียเวลาไปเกือบๆห้านาที ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย ผมปรับกระเป๋าสะพายใหม่ ระวังไม่ให้ข้าวกระฉอกออกง่ายอย่างเดิม พอจะหยอดทีก็ต้องนั่งยองๆลงทั้งตัว กันไม่ให้กระเป๋าเอียง และไม่ให้ปวดหลังมากไป แล้วดันตัวขึ้น ปักจึกลงไป หกรู นั่งลง หยอดหนึ่งสองสามสี่ห้าหก... สังเกตว่า พื้นนาไม่ได้ราบเรียบเสมอกัน รูที่ได้จึงลึกตื้นไม่เท่ากัน ในใจเริ่มลังเล ตอนนั้นไม่รู้ทำไมถึงไม่มั่นใจอย่างแรง ว่าเจ้าอุปกรณ์ลูกครึ่งนี้ไม่ได้เจ๋งอย่างที่คิดเอาไว้ ผมโยนมันขึ้นไปบนคันนาอย่างไม่ลังเล แล้วเดินไปหยิบเจ้าเสียมน้อยที่เตรียมมาด้วย ให้มาทำหน้าที่แทน ปักปลายเสียมลงทีละแถวละแถว รู้สึกไม่ได้เร็วกว่า เพียงแต่ มันเบากว่า แล้วก็ไม่อยากเดินไปเดินมาเพื่อไปเปลี่ยนอุปกรณ์อีก ก็ใช้เสียมแทนไปเรื่อยๆ พองานเดินหน้าไปประมาณสามสิบเมตร หนูตาลกับปุ้มปุ้ยเดินทางมาสบทบ แต่คงไม่ได้ช่วยอะไร นอกจากให้กำลังใจ และสร้างความโกลาหล ผมก้มหน้าก้มตาทำไปเรื่อยๆล่วงเข้าชั่วโมงที่สาม ลูกสมุนทั้งสองตัวเริ่มก่อกวน อาจจะหิวหรืออยากกลับบ้านหรือบลาๆๆ ทั้งสองเดินวนเวียนคลอเคลียล้อมหน้าล้อมหลัง หลุมรูที่ปักไว้ก็โดนเหยียบย่ำจนหารูเดิมไม่เจอ เมื่อเห็นท่าไม่ดี เลยพาเจ้าสองตัวนั้นออกมาจากสถานการณ์ ด้วยการพาไปกินน้ำในบ่อปลาใกล้ๆ ขากลับผมไม่ลืมหยิบเจ้าลูกครึ่งติดมือมาด้วย พอกลับมาถึงจุดที่ทำค้างไว้ ก็มองเปรียบเทียบพื้นที่ที่ทำเสร็จกับพื้นที่ที่เหลือ แล้วก็ใจหาย พาลคิดไปว่าหากทำงานด้วยอัตราเร็วเท่านี้ผมคงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือนแน่ๆกว่าจะทำเสร็จ นึกแล้วก็ท้อ ท้อแล้วก็นึกถึงตอนบอกกับคนอื่นๆว่าจะทำโน่นทำนี่อย่างโน้นอย่างนี้ เฮ้อ ไม่อยากคิดต่อ มันบั่นทอนกำลังใจยิ่งนัก ไม่มีทางเลือก ยังไงๆขอให้ผ่านวันนี้ไปก่อน กลับมาใช้เจ้าลูกครึ่งอีกครั้ง คราวนี้ลองใหม่ คิดว่าคงจะเร็วได้มากขึ้นอีก ปักจึก ๆ ๆ (ช้านิดนึงเพราะต้องกะระยะห่าง)สามทีสิบแปดรู แล้วนั่งลง หยอดๆๆๆๆ....ในความรู้สึกตอนนั้น มันเร็วกว่าใช้เสียมมากๆ(แหงละ)ไม่น่าเสียเวลากับการใช้เสียมเลย ผมเริ่มลุยงานอย่างแข็งขันอีกครั้งนึง ลุกๆนั่งๆอยู่อย่างนั้นทั้งวัน สรุปผมได้พื้นที่งาน3x160เมตรโดยประมาณ เย็นวันนั้นผมไม่รู้สึกเหนื่อยมากเท่าไหร่ ในใจเริ่มชั่งน้ำหนักระหว่างปริมาณงานกับเวลาที่เสียไป กับการยอมเสียหน้าอีกครั้ง(เสียจนไม่รู้จะหาที่ไหนมาเสีย)เพื่อให้งานเสร็จทันฟ้าฝน เย็นวันนั้นเองพระพิรุณก็พร่างพรมเม็ดฝนลงมาเป็นครั้งแรกในรอบสามสัปดาห์ ไม่ได้ตกหนักอะไรเท่าไหร่นัก ยังนึกโมโห ว่ามาตกอะไรกันป่านนี้ ตอนนี้อยากให้มาไม่มา หลังมื้อเย็นผมกินแคลเซียมเม็ดเพื่อบรรเทาปวดเนื้อตัวที่ต้องปวดแน่ในวันรุ่งขึ้น (เคยกินแคลเซียมเม็ดหลังทำงานหนักใช้แรงเยอะทั้งวันแบบวันนี้ แล้วรู้สึกปวดเมื่อยตามตัวน้อยกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งนึกอยู่แล้วว่าไม่น่าจะเกี่ยว)

ผมตื่นขึ้นด้วยอาการปวดเมื่อยอย่างที่คาดไว้ ที่สาหัสมากก็ที่หน้าขา มันตึงจนแทบจะไม่อยากเดินไปไหน เช้าวันนั้นยังคงมีฝนปรอยๆอยู่เป็นระยะๆ ผมได้ข้อสรุปแล้วตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ผมต้องยอมถอย เพื่อให้งานเดินหน้า ถึงแม้จะเสียหน้า ว่าแล้วก็พยายามลากสังขารยักแย่ยักยันบากหน้าไปหาพันธุ์ข้าวมาเพิ่มอีกอย่างละกระสอบ จ้าวสอบเหนียวสอบ เหมือนเดิมครับ หายากมากๆๆแต่ก็ได้มาจนได้ หลังจากเสาะหาจนได้สิ่งที่ต้องการ ผมต้องนอนพักรักษาอาการปวดเมื่อยทั้งวัน(หายซ่าไปเลย)ทั้งเจ็บทั้งอายระคนปนเป โอ้วววชีวิตน้อยๆของข้า

อีกวันให้หลัง กระบวนการต่างที่ยังค้างคาก็ถูกสะสางเสร็จสิ้นลงไป โดยมีผมให้กำลังใจอยู่ห่างๆ แหะๆ แข้งขามันขัดมันข้องไปหมดครับ อย่าว่ากันเลย หากมีใครเห็นผมเดินในสองสามวันนี้อาจสงสัยว่าทำไมผมเดินแปลกๆ ถ้าได้อ่านเรื่องนี้ก็คงหายสงสัยแล้วนะครับ แล้วถ้ามีคนถามว่า ผมเข็ดไหม ตอนนี้ก็ขอเรียนตามตรงว่าเข็ด แต่วันข้างหน้า ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันนะ

ขอพลังจงอยู่คู่กับคุณผู้อ่านทุกท่าน

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คำอธิษฐานของเกษตรกรพาร์ทไทม์

คำอธิษฐานของเกษตรกรพาร์ทไทม์

เมเดย์ๆเกษตรกรเรียกฮุสตั้น ขณะนี้บางที่เกิดฝนทิ้งช่วง กล้าข้าวกำลังทยอยแห้งตายอยู่อย่างต่อเนื่อง เราต้องการฝนฉุกเฉินๆๆ...... ผมยืนมองกล้าข้าวในนาอย่างเลือยลอยและสิ้นหวัง ภาพตัวผมกำลังตื่นตระหนก ละล่ำละลักขอความช่วยเหลือผ่านสัญาณดาวเทียม อยู่ในกระสวยอวกาศที่สูญเสียควบคุมและกำลังดิ่งลงพื้นโลกด้วยความเร็วกว่าสามร้อยกิโลเมตรต่อชั่วโมง มันเป็นภาพแบบในหนังฮอลลิวู้ด เสียงพากย์ล้อเลียนโดยพันธมิตร ด้วยสถานการณ์ตรงหน้า ผมเองไม่รู้สึกตลกหรือขำต่อภาพและเสียงในหัวแม้แต่น้อย

ก่อนหน้านี้สามสัปดาห์ ฟ้าฝนก็ตกลงมาตามที่มันควรจะมา สัปดาห์ที่สองผมและเกษตรกรคนอื่นๆเริ่มไถ่หว่านกันตามฤดูกาล สัปดาห์ที่สอง กล้าข้าวเริ่มงอกงาม พร้อมกับการจากไปอย่างไม่ใยดีของฟ้าฝน ต้องบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งเจอฝนขาดช่วงในเดือนมิถุนาฯในพื้นที่นี้ เคยเห็นในพื้นที่อื่นๆที่ไม่ใช่ที่นี่และเคยเห็นในโทรทัศน์เท่านั้น ไม่นึกและว่าจะได้เจอเป็นประสบการณ์ตรงเช่นนี้ เซ็งชะมัดเลยคุณผู้อ่าน นี่ตั้งใจว่าจะแก้ตัวจากความล้มเหลวเมื่อปีกลาย แต่นี่จะล่ม ทั้งที่เพิ่งจะเริ่ม เฮ้อ เริ่มเข้าใจหัวอกคนทำเกษตรตัวจริงขึ้นมากโข แต่จะกลุ้มไปคงไม่มีประโยชน์อันใด ต้องเข้าใจว่า ฟ้าฝนนี่มันอยู่นอกเหนือความควบคุม ความมุ่งหวังตั้งใจของเราจริงๆ

ผมคิดอยู่สองสามวันมาแล้วว่าจะจัดการอย่างไรดี ผมได้ข้อสรุปในใจแล้ว ผมต้องยืดหยุ่นต่อแผนที่วางไว้มากซักหน่อย จากที่ตั้งใจจะทำนาดำ เพื่อหวังผลผลิตสูงสุด พร้อมลดต้นทุนด้วยการเตรียมปุ๋ยน้ำชีวภาพไว้คอยท่าพร้อมสรรพ แต่ในเมื่อข้าวกล้าที่ลงไว้ใกล้จะตายเพราะฝนทิ้งช่วงอยู่มะรอมมะร่อ ผมจะใช้วิธีการหยอดเมล็ดอีกครั้งหนึ่ง หุๆ คงจะไม่ใช้เครื่องหยอดอย่างที่เคยใช้หรอกครับ เพราะเข็ดแล้ว แหะๆ เค้าว่า ช่วงที่พื้นนากำลังแห้งหมาดนี่แหละ กำลังเหมาะที่จะหว่าน เค้าว่าข้าวมันจะงอกดีกับสภาพดินและอากาศประมาณนี่ แต่ผมไม่เชื่อเค้าหรอก ผมจึงต้องลองพิสูจน์ไงครับ ผมเลือกที่จะหยอดทีละหลุมแทนการหว่าน หยอดทีละหลุมๆ ไป หนึ่งหลุมใช้พันธุ์ข้าวมากสุดสามเมล็ด เราจะประหยัดพันธุ์ข้าวได้เยอะกว่านาหว่านหลายเท่า(ซึ่งนิยมกันมากในปัจจุบัน) ลดขั้นตอนการถอนกล้าแล้วปักดำ ซึ่งมืออาชีพหลายท่านเตือนด้วนความหวังดีว่า มันเป็นขั้นตอนที่แสนเหนื่อยสาหัสสากรรนัก ปีที่แล้วใช้เครื่องหยอดแบบลาก เมล็ดข้าวหล่นลงผิวดิน โดยไม่มีการกลบดิน ส่วนหนึ่งจึงกลายเป็นอาหารของนกบ้าง หนูบ้าง พื้นที่ที่ข้าวหายไปจึงเต็มไปด้วยหญ้าแทนต้นข้าว แต่ครั้งนี้มันจะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ข้อผิดพลาดต่างๆจะได้รับการแก้ไข และเมื่อวานนี้ผมยังได้ดูวิธีการปลูกข้าวของคนดอยในรายการโทรทัศน์ช่องนึงอีกด้วย ทั้งวิธีการและแนวคิด เหมือนกับที่ผมคิดไว้ยังไงยังงั้นเลย อีกอย่างผมยังมั่นใจว่าในที่สุด ฝนห่าใหญ่ในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล จะโปรยปรายลงมาอย่างเหลือล้น รับการงอกงามของข้าวกล้ารุ่นที่สองนี้อย่างพอเหมาะพอดี ผมเชื่ออย่างนั้น และผมจะอธิษฐาน ในฐานะของเกษตรกรพาร์ทไทม์ คนนึง

ผมขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายตลอดจนทวยเทพผู้มีอำนาจทั้งปวง จงดลบันดาลให้ฟ้าฝนตกลงมาเหมือนอย่างที่เคย นั่นคงไม่มากไป สำหรับผู้คนอีกมากมายที่จะต้องเดือดร้อน หากว่าฝนฟ้ายังไม่เป็นใจเช่นนี้

ชีวิตช่วงนี้ของผมสอนให้ผมรู้ว่า ต่อให้มีองค์ความรู้แค่ไหนก็ไม่อาจช่วยให้บรรลุเป้าหมายได้ ถ้าหากฝนทิ้งช่วง




วันเสาร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความสุกกับความสุข




เข้าเดือนมิถุนายนได้สิบวันแล้ว ฟ้าฝนที่เคยกระหน่ำดังฟ้ารั่วในช่วงนี้ของปีที่แล้ว แต่ไม่มีวี่แววเลยในปีนี้ ตั้งแต่ปลายเมษายน ผมนับฝนได้ไม่เกินสิบห่าใหญ่ๆ ซึ่งถือว่าน้อยมากหากเทียบกับทุกปีในพื้นที่และช่วงเวลาเดียวกัน เมื่อสังเกตในท้องทุ่งนา ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจน ที่น่าเจ็บใจไปกว่านั้น พื้นที่ใกล้เคียงซึ่งห่างกันไม่ถึงยี่สิบกิโลฯ ท้องทุ่งกลับเต็มปรี่ไปด้วยน้ำอันเนืองนอง ลำห้วยล้นทะลักขึ้นท่วมขอบตลิ่ง แหม ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลยนะพระพิรุณเอ๋ย ยิ่งเห็นข่าวน้ำท่วมยุโรป ยิ่งพาลแน่ใจเข้าไปใหญ่ ว่าที่แถวบ้านผมฝนฟ้าไม่ค่อยตกเนี่ย คงเป็นเพราะโดนลมหอบไปตกที่ยุโรปจนหมดนี่เอง แต่ลึกๆก็ยังหวังว่าจะมีเซอร์ไพรซในช่วงที่เหลือของฤดูฝนนี้


การที่ผมห่างหายไปจากการขีดเขียน นั้นก็เพราะปัญหาเดิมๆที่เคยบอกไป นั้นคือไม่รู้จะเขียนเรื่องอะไร ที่อ่านแล้วมีประโยชน์มากกว่าตั้งหน้าตั้งตาเขียนไป แต่ไร้สาระหาแก่นสารใดๆมิได้เลย(ซึ่งก็มีบ้างเล็กน้อย อิๆ)ในใจก็คิดอยู่ตลอด ว่าจะเขียนเรื่องราวอันใดดี ที่คนเขียนเขียนแล้วรู้สึกดี แล้วคนอ่านก็น่าที่จะรู้สึกดีด้วย เวลาล่วงเลยผ่านไป ผมนั่งดูทีวีอยู่ที่บ้านตามปกติ ซึ่งขณะนั้นเองเป็นรายการอาหารที่กำลังออกอากาศ ผมชมรายการด้วยความเพลิดเพลิน ผู้ดำเนินรายการ ได้พูดถึงการย่างสเต็ก เคล็ดลับในการย่าง ว่าทำอย่างไรให้ได้ความสุกอย่างที่ต้องการ ความสุก คำๆนี้มาสะดุดใจผม ผู้ดำเนินรายการบรรยายวิธีการทำสเต็กไปเรื่อยๆ เขาได้พูดถึงความพึงพอใจของคนกินสเต็กว่าไม่เหมือนกัน บางคนชอบสุกมาก บางคนชอบสุกปานกลาง บางคนชอบดิบๆหน่อย คนทำอาหารจึงต้องคำนึงถึงคนกินเป็นหลัก ตอนนั้นเองสมองผมนึกถึงหนังญี่ปุ่นเรื่องนึง ซึ่งพูดถึงอูด้งเป็นแกนหลักของเรื่อง ใครที่เป็นคอหนังคงคุ้นๆบ้างนะครับ พระเอกเป็นลูกของคนขายอูด้ง มีความฝันอยากจะเป็นนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียง(ตลกที่ว่านี้ในเรื่องเป็นแบบคุณโน๊ตอุดมครับ เป็นแบบแสตนด์อัพคอมาดี้) ซึ่งแกเคยเข้าไปแสวงโชคในโตเกียว แต่ก็ล้มเหลว จึงซมวานกลับบ้านมา ซึ่งตอนนั้นเองพ่อพระเอกก็ดันมาตายด้วย พอกลับมาอยู่บ้านก็ไม่มีไรทำ เลยหัดทำอูด้งมันซะเลยดีกว่าอยู่เปล่าๆ ที่ผมนึกถึงนั้นเป็นฉากนึงในหนัง ตอนที่พระเอกกับพี่เขยหัดทำอูด้งจนทำรสชาดได้เหมือนกับตอนที่พ่อพระเอกทำ พอทำได้จึงตักใส่ชามแล้วเอาไปตั้งเซ่นไหว้หน้ารูปศพพ่อพระเอก ซึ่งครบรอบสี่สิบเก้าวันพอดี(ความเชื่อของคนญี่ปุ่น คนที่ตายไปวิญาณจะยังวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์อีกสี่สิบเก้าวัน เพื่อให้วิญาณได้มีเวลาล่ำลาหรือทำอะไรก็ตามเพื่อที่เวลาจากไปจะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจทั้งผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ และผู้ตายเอง ให้เวลาทำใจว่างั้นเถอะ)เมื่อพระเอกวางชามอูด้งไว้ที่หน้ารูปถ่ายพ่อเสร็จแล้ว ก็หมดแรงข้าวต้ม ทิ้งตัวลงนอนหลับลงตรงนั้นเอง ซักพัก วิญญาณพ่อพระเอกก็เข้ามากินอูด้งที่ตั้งเอาไว้ให้ พระเอกของเราตื่นขึ้นมาพอดี พ่อพระเอกบอกว่า ที่บ้านนอกนี้ไม่มีอนาคต มีแต่อูด้ง  อยากให้พระเอกไปทำตามความฝันของตัวเองให้สำเร็จ ไม่จำเป็นต้องมาดักดานทำอูด้งอยู่ที่บ้านนอกนี้ แกบอกพระเอกอีกว่าการทำให้ทุกคนมีความสุขนั้นไม่ยากเลย แค่ทำอูด้งอร่อยๆให้กินซะก็สิ้นเรื่อง ผมชอบประโยคหลังนี่ มันรู้สึกสมเหตุสมผลและไม่สมเหตุสมผลในเวลาเดียวกัน ซื่อๆแต่โดนใจซะมัด ที่ประทับใจมากๆเป็นตอนใกล้จบ พระเอกทำอูด้งไปแจกเด็กๆในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน ซึ่งตอนพ่อพระเอกยังไม่ตายก็ทำแบบนี้อยู่บ่อยๆเรียกว่าคนกี่รุ่นๆในหมู่บ้านต้องเคยกินอูด้งของพ่อพระเอกมาแล้วทั้งนั้น


หนังให้เห็นภาพเด็กกินอูด้งอย่างเอร็ดอร่อย เด็กๆยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข วิญญาณพ่อพระเอกยืนดูภาพนั้นอยู่อีกมุมหนึ่ง แกยิ้มเปี่ยมสุขน้ำตาเอ่อล้นขึ้นมา พระเอกก็น้ำตาไหล (ผมเองก็เกือบๆหุๆ)แกหันมาแล้วบอกขอบคุณพระเอก แล้วเดินจากไป คงไปสู่สุขคติ เพราะดูแล้วคนอย่างแกไม่น่าจะตกนรกนะ เอิ๊กๆๆๆ

สติผมกลับคืนสู่ร่างเดิมหน้าจอทีวี ผมคิดในใจ ว่าผมจะต้องพูดถึงเรื่องนี้หน่อยในงานเขียนชิ้นต่อไป ก็คือชิ้นที่ผู้อ่านๆอยู่นี่ละครับ ผู้ดำเนินรายการ ชิมสเต็กซี่โครงหมูนั่นอย่างเอร็ดอร่อย ผมนึกถึงความสุกของสเต็กแล้วพาลไปนึกถึงความสุขในหนังญี่ปุ่นนั้นได้ยังไง คิดแล้วงง ผมเห็นความสอดคล้องกันอย่างหนึ่งระหว่างความสุกกับความสุข คือไม่ว่าจะความสุกหรือความสุขทั้งสองอย่างมันอยู่ที่ใครจะนิยามค่อนข้างเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล สเต็กจะสุกมากน้อยก็แล้วแต่คนชอบ ความพอดีของคนก็ต่างกันอีก บางคนบอกสุกเท่านี้จึงจะพอดี บางคนบอกไม่ มันต้องสุกกว่านี้ต่างหากถึงจะพอดี แหม ก็ว่ากันไป ส่วนความสุขไม่ว่าจะมีรูปแบบอย่างไรแต่เราก็เรียกมันว่าความสุขอยู่ดี ซึ่งมันก็แล้วแต่บุคคลอีกนั่นแหละ ไม่มีรูปแบบที่ตายตัวในทางโลก แต่ในอีกมุมมองทางจิตวิญาณศาสนาหรือทางธรรม ก็มักจะกล่าวถึงเรื่องนี้ ซึ่งไม่ต้องนิยามอะไรให้มากมาย ไม่ต้องไปค้นหาให้วุ่นวาย นั่นคือ สงบ คือสุข ซึ่งผมเองเห็นด้วยโดยดุษฎี ฟังดูไม่ยาก แต่ก็ทำไม่ง่าย

หวังว่างานชิ้นนี้คงมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง

พบกันใหม่เมื่อผมมีเรื่องราวเข้าท่าๆมานำเสนอ

คงไม่นานเกินรอ

ข่าวดี มีมานานแล้วครับ

กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดต​บล็อค​ไปนาน ผมก็ขออนุญาต​กลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...