ที่ไหนๆก็ได้ ขอให้เราชอบก็พอ ไม่ต้องรอให้ตายก่อนก็ไปได้ ทั้งโลกแห่งความจริงและโลกสมมุติ ที่ๆทุกอย่าง เป็นไปอย่างที่เรา อยากให้เป็น
วันศุกร์ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560
คลื่น
ฟังเขามา เขาว่าเรื่องของหัวใจ
จะเด็กหรือโต เพียงใด ยังไงใจก็เท่ากำมือ
ถ้าหากใจต้องกัน คล้ายๆ จะมีคลื่นอะไรบางอย่าง
กระจายส่งไป จากใจถึงใจ
มีเล็กน้อย ก็ส่งไปเล็กน้อย
มีเล็กน้อย ของเธอน่ะมีหรือเปล่า
เพียงเล็กน้อย แม้เธอส่งมาเล็กน้อย
รอเล็กน้อย รักเราก็โตคบฟ้า
พอเข้าใจ ก็ส่งคลื่นไปถึงกัน
ปรับแต่งคลื่นความสัมพันธ์
คอยดันคลื่น อย่าพันของใคร
ถ้าหากโดนรบกวน คล้ายๆ
จะมีคลื่นของใครบางอย่างกระจายส่งมา
อย่าเปลี่ยนคลื่นไป
ข้างบนนั่นเป็นเนื้อเพลง มีเล็กน้อย โดยศิลปินในดวงใจผมอีกหนึ่งคน พี่ติ๊กชิโร่โต้ชีริกนั่นเอง เพลงนี้อยู่ในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรกของพี่ติ๊กที่ใช้ชื่อชุดว่า โชะไชโย
*โชะ ไชโย คือ สตูดิโออัลบั้ม ชุดแรกของ ติ๊ก ชีโร่ ออกกับ นิธิทัศน์ โปรโมชั่น จัดจำหน่ายโดย ออนป้า วางแผงปลายปีพ.ศ. 2533
*อ้างอิงจาก วิกิพีเดีย
เป็นเพลงจังหวะเต้นรำสนุกสนานที่มีเนื้อหาน่าสนใจไม่น้อย การพูดถึงความคิดถึง ความห่วงหาอาทรกัน สัมพันธ์รักของหนุ่มสาว โดยใช้คลื่นเป็นสัญลักษณ์ เป็นตัวแทนนั้น เป็นงานศิลปะที่แทรกเรื่องราวของวิทยาศาสตร์เข้าไปผสมผสานอย่างกลมกลืนแยบยล พี่ติ๊กแกจะต้องการสื่อสารแบบนี้รึเปล่าผมไม่ทราบ แต่ผมจะตีความของผมอย่างนี้แหละ เอิ้กๆๆๆ
เราทราบดีว่าการวัดชีพจรโดยการใช้จังหวะการเต้นของหัวใจผ่านอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ ให้เราเห็นจากจอมอนิเตอร์ในรูปแบบของคลื่น หยักขึ้นลงสูงๆต่ำๆ ตึกๆ .....ตึกๆ......ตึกๆ ......พอนึกภาพออกใช่ไหมครับ
นี่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของสิ่งที่เราเรียกว่า คลื่น จริงๆแล้ว คลื่นมันคืออะไรกันแน่ ที่เราเคยๆได้ยินได้ฟังมามันมีหลายชนิดหลายรูปแบบเลยละ มันเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของเราอย่างไรบ้าง ผู้อ่านท่านใดที่เคยเรียนวิชาฟิสิกส์ตอนม.ปลายน่าจะพอทราบว่าเจ้านี้มันคืออะไร แต่สำหรับผู้อ่านท่านอื่นๆที่ไม่มีพื้นฐานทางนี้มาเลย ก็ไม่น่าจะยากเกินความเข้าใจ ลองเปิดใจรับดูครับ เอาเป็นว่าตอนนี้ เรามาทำความรู้จักกับเจ้าสิ่งที่เรียกว่า คลื่น กันเถอะครับ
เสียงคลื่นซัดสาด มองเห็นไกลสุดขอบฟ้า มีทะเลทุกเวลา แต่บางทีไม่มี เธอ........(เพลงคิดถึง โดยพี่ปูพงษ์สิทธิ์ คำภีร์)
คลื่นทะเลที่หาดไม้ขาว ภูเก็ต
คลื่นคืออะไร คลื่นเป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ที่เกิดขึ้นเป็นปกติสามัญบนโลกใบน้อยๆใบนี้ ตั้งแต่ระดับอนุภาคเล็กจิ๋วที่ไม่สามารถมองด้วยตาเปล่าไม่เห็นอย่างอะตอม ไปจนถึงระดับมหภาคอย่างจักรวาลกาแล็คซี่หรือเอกภพเลยละครับ โดยมีพลังงานชนิดต่างๆเป็นแหล่งกำเนิด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสง รังสี ความร้อน เสียง ไฟฟ้า แม่เหล็กไฟฟ้าฯลฯ
คลื่น เป็นการปลี่ยนแปลง การรบกวนจากสภาวะสมดุลของสสาร อนุภาค พลังงานในรูปแบบต่างๆจากหยุดนิ่งไม่ไหวติง หรือเคลื่อนที่ในอัตราเร็วคงที่ มีเสถียรภาพ กลายเป็นขยับเขยือน เคลื่อนที่ สั่นสะเทือน จนเกิดแรงกระเพือมแพร่กระจายแผ่ขยายออกไปรอบๆ จากศูนย์กลางแหล่งกำเนิด โดยมีทิศทาง ความถี่ ที่แตกต่างกันไปตามชนิดของคลื่นและการถ่ายเทพลังงานจากแหล่งกำเนิด นั่นเองละครับ
แล้วคลื่นเนี่ย มันมีกี่รูปแบบกี่ประเภทกี่ชนิดกันละ?
*** ชนิดของคลื่น
คลื่นเป็นปรากฎการณ์ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนที่รูปแบบหนึ่ง คลื่นสามารถจำแนกตามลักษณะต่าง ๆได้ดังนี้
1. คลื่นที่จำแนกตามลักษณะการอาศัยตัวกลาง(คลื่นชนิดนี้ต้องอาศัยตัวกลางในการเคลื่อนที่)
1.1 คลื่นกล (Mechanical wave) เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่โดยอาศัยตัวกลางซึ่งอาจเป็นของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซก็ได้ ตัวอย่างของคลื่นกลได้แก่ คลื่นเสียง(มีก๊าซหรืออากาศเป็นตัวกลาง) คลื่นที่ผิวน้ำ(มีของเหลวคือน้ำเป็นตัวกลาง) คลื่นในเส้นเชือก(มีของแข็งคือเชือกเป็นตัวกลาง) เป็นต้น
1.2 คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic waves) เป็นคลื่นที่เคลื่อนที่โดยไม่อาศัยตัวกลาง สามารถเคลื่อนที่ในสุญญากาศ(หรือในอวกาศ)ได้ เช่น คลื่นแสง คลื่นวิทยุและโทรทัศน์ คลื่นไมโครเวฟ รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา เป็นต้น เป็นคลื่นที่รัฐบาลนำไปให้เอกชนประมูลซึ่งมีมูลค่าสูงเป็นพันๆหมื่นล้านบาทอย่างที่เราเห็นในข่าวนั่นละครับ(เราประยุกต์ใช้ประโยชน์จากความรู้นี้ในหลากหลายรูปแบบของการติดต่อสื่อสาร ทั้งวิทยุสื่อสาร วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม การสื่อสารระยะไกลระหว่างโลกกับยานอวกาศ สถานีอวกาศ ดาวเทียม ทั้งด้านการทหาร การแพทย์ และอุตสหกรรมอีกมากมายหลายสาขา)
2. คลื่นที่จำแนกตามลักษณะการเคลื่อนที่
2.1 คลื่นตามขวาง หรือคลื่นแนวดิ่ง(Transverse wave) เป็นคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ในทิศตั้งฉากกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น มักจะมีตัวกลางในการเคลื่อนที่ที่เป็นสสาร ที่เราสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าชัดเจน ตัวอย่างของคลื่นตามขวางได้แก่ คลื่นในเส้นเชือก คลื่นผิวน้ำ
2.2 คลื่นตามยาว (Longitudinal wave) เป็นคลื่นที่อนุภาคของตัวกลางเคลื่อนที่ไปมาในแนวเดียวกับทิศการเคลื่อนที่ของคลื่น ตัวอย่างของคลื่นตามยาวได้แก่ คลื่นเสียง คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า คลื่นพวกนี้เป็นอนุภาคที่เล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นตัวคลื่นได้ด้วยตาเปล่า
3. คลื่นที่จำแนกตามลักษณะการเกิดคลื่น
3.1 คลื่นดล (Pulse wave) เป็นคลื่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดถูกรบกวนเพียงครั้งเดียว (ได้คลื่นหนึ่งลูก)
3.2 คลื่นต่อเนื่อง (Continuous wave) เป็นคลื่นที่เกิดจากแหล่งกำเนิดถูกรบกวนเป็นจังหวะต่อเนื่อง (ได้คลื่นหลายลูกต่อเนื่องกัน)
ส่วนประกอบของคลื่น
สันคลื่น (Crest) เป็นตำแหน่งสูงสุดของคลื่น หรือเป็นตำแหน่งที่มีการกระจัดสูงสุดในทางบวก
ท้องคลื่น (Crest) เป็นตำแหน่งต่ำสุดของคลื่น หรือเป็นตำแหน่งที่มีการกระจัดสูงสุดในทางลบ
แอมพลิจูด (Amplitude) เป็นระยะการกระจัดมากสุด ทั้งค่าบวกและค่าลบ
หากคุณผู้อ่านสังเกตุคลื่นชีพจรที่เราเคยเห็นในหนัง คือถ้าไม่มีชีพจร ไอ้เส้นคลื่นยึกๆยือๆที่ปรากฏบนจอมอนิเตอร์นั้นมันจะไม่มี มันจะเป็นเส้นตรงแนวนอนไหลไปทางขวาใช่ไหมครับ ตรงกันข้าม เมื่อมีชีพจร ไอ้เส้นนี่มันจะหยักๆขึ้นๆ(สันคลื่น)ลงๆ(ท้องคลื่น)ทั้งล้ำขึ้นไป และลดต่ำลงมาจากเส้นตรงที่กล่าวไปเมื่อครู่นี้ตามจังหวะการเต้นของหัวใจ ลักษณะที่ว่านี้คงพอจะอธิบายคำศัพท์สามคำข้างบนนั้นได้บ้างนะครับ คือท้องคลื่นกับสันคลื่นนี่ ที่จริงมันก็คือแอมพลิจูดนั่นแหละ เพียงแต่มันอยู่คนละด้านของเส้นนอน มันคือค่าของระยะห่างจากสัน หรือท้องคลื่น ที่ตั้งฉากกับเส้นนอนที่ว่านั่นเองครับ
ความยาวคลื่น (wavelength) เป็นความยาวของคลื่นหนึ่งลูกมีค่าเท่ากับระยะระหว่างสันคลื่นหรือท้องคลื่นที่อยู่ถัดกัน ความยาวคลื่นแทนด้วยสัญลักษณ์ มีหน่วยเป็นเมตร (m)
ความถี่ (frequency) หมายถึง จำนวนลูกคลื่นที่เคลื่อนที่ผ่านตำแหน่งใด ๆ ในหนึ่งหน่วยเวลา แทนด้วยสัญลักษณ์ มีหน่วยเป็นรอบต่อวินาที (s-1) หรือ เฮิรตซ์ (Hz)
คลื่นวิทยุจะมีหน่วยเป็นกิโลเฮิรตซ์สำหรับคลื่นAM(100-999 รอบต่อวินาที หรือเฮิรตซ์Hz)และเมกกะเฮิรตซ์สำหรับคลื่นFM(100000-999999รอบต่อวินาที หรือเฮิรตซ์Hz)
คาบ (period) หมายถึง ช่วงเวลาที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่านตำแหน่งใด ๆ ครบหนึ่งลูกคลื่น แทนด้วยสัญลักษณ์ มีหน่วยเป็นวินาทีต่อรอบ (s)
อัตราเร็วของคลื่น (wave speed) หาได้จากผลคูณระหว่างความยาวคลื่นและความถี่
สมบัติของคลื่น (wave properties)
คลื่นทุกชนิดแสดงสมบัติ 4 อย่าง คือการสะท้อน การหักเห การแทรกสอด และการเลี้ยวเบน
การสะท้อน (reflection) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปกระทบสิ่งกีดขวาง แล้วเปลี่ยนทิศทางไปด้านตรงข้าม
การหักเห (refraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ผ่านสิ่งกีดขวาง แล้วทำให้อัตราเร็วและทิศทางของคลื่นเปลี่ยนไป (มุมกระทบ=มุมสะท้อน)
การเลี้ยวเบน (diffraction) เกิดจากคลื่นเคลื่อนที่ไปพบสิ่งกีดขวาง ทำให้คลื่นส่วนหนึ่งอ้อมบริเวณของสิ่งกีดขวางแผ่ไปทางด้านหลังของสิ่งกีดขวางนั้น
การแทรกสอด (interference) เกิดจากคลื่นสองขบวนที่เหมือนกันทุกประการเคลื่อนที่มาพบกัน แล้วเกิดการซ้อนทับกัน ถ้าเป็นคลื่นแสงจะเห็นแถบมืดและแถบสว่างสลับกัน ส่วนคลื่นเสียงจะได้ยินเสียงดังเสียงค่อยสลับกัน
ทั้งสี่คุณสมบัตินี้ คุณผู้อ่านสามารถสังเกตเห็นได้ในชีวิตประจำวันได้จาก คลื่นผิวน้ำ ครับ
ขอบคุณข้อมูล***จากเวบไซต์(บางข้อความผมได้พยายามเพิ่มเติมคำอธิบายเข้าไป หวังให้คุณผู้อ่านคงเข้าใจง่ายขึ้น มากขึ้นกว่าเดิมจากข้อความในต้นฉบับ)https://web.ku.ac.th/schoolnet/snet3/saowalak/wave/wave.htm
ทั้งหมดนั่นคือความหมาย ชนิด คุณลักษณะ คุณสมบัติคร่าวๆของคลื่น คุณผู้อ่านอาจจะสงสัยว่า จำเป็นต้องรู้เรื่องพวกนี้ด้วยหรือ ผมตอบท่านผู้อ่านได้ทันทีว่า ไม่จำเป็นครับ ไม่มีแต่ด้วย แล้วผมมาอธิบายสาธยายเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องรู้เสียยืดยาวทำไมกัน นั่นย่อมต้องมีเหตุผลแน่นอนครับ ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้น
แน่ใจว่าคุณผู้อ่านต้องเคยได้ยินเรื่องการก็อปปี้ผลงานการลอกเลียนแบบผลงานของผู้คนในหลากหลายวงการ หลากหลายอาชีพมาบ้าง เกือบจะทั้งหมดของในทุกกรณี เป็นการลอก ก็อปปี้ผลงานของผู้อื่น โดยเจตนา ตั้งใจ คือไปเห็นไปได้ยินไปสัมผัสไปบลาๆๆผลงานของผู้อื่นมาก่อน แล้วค่อยมาสร้างงานของตัวเองขึ้นมาเลียนแบบงานนั้นๆทีหลัง มีระดับความเหมือนมากเหมือนกันทุกอย่าง ไปจนถึงได้รับอิทธิพลหรือได้แรงบัลดาลใจมาเพียงเล็กน้อย สังเกตุว่า ผมใช้คำว่า "เกือบจะทั้งหมดของในทุกกรณี" นั้นเพราะว่า มันยังมีข้อยกเว้นในอีกหลายๆกรณีเช่นกัน ที่บังเอิ๊ญบังเอิญผลงานสองชิ้นที่ต่างที่มา ต่างผู้สร้าง ต่างวาระกันเพียงไม่นาน มิหนำซ้ำดันมีลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันมาก มากเสียจนจนอดคิดเสียไม่ได้ว่า ต้องเป็นการลอกเลียนหรือก็อปปี้กันมาอย่างแน่นอน โดยผลงานที่เผยแพร่ออกไปสู่สาธารณะชนที่หลังนั้น มักจะถูกตกเป็นจำเลยของสังคมเสมอ แน่ละครับ เพราะมันคิดไปอย่างอื่นได้ยาก
ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นอีกสักนิดนึง โดยนำกรณีพิพาทกันระหว่างสองยักษ์ใหญ่ ผู้นำตลาดโทรศัพท์ติดตามตัว โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า โทรศัพท์มือถือนั่นแหละครับ
15มิถุนายน ปี 2554บริษัทแอปเปิ้ลอิงค์ยื่นฟ้องต่อศาลเขตแคลิฟอร์เนียเหนือ ว่าบริษัทซัมซุงละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา โดยอ้างว่าจากผลิตภัณฑ์ของซัมซุงสี่รุ่นได้ทำการละเมิดสิทธิบัตรของแอปเปิ้ลอิงค์เป็นจำนวน5รายการด้วยกัน อีกหนึ่งปีต่อมา ศาลตัดสินว่าซัมซุงมีความผิดจริงตามข้อกล่าวหา และต้องจ่ายค่าเสียหายคืนกลับให้แอปเปิ้ลอิงค์เป็นจำนวน 1.05พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว3.2หมื่นล้านบาท ในเวลาไล่เลี่ยกัน ก็เกิดการฟ้องร้องกันระหว่างสองค่ายนี้อีกในหลายประเทศด้วยข้อหาเดียวกันนี้ ต่างฝ่ายต่างฟ้องว่าอีกฝ่ายละเมิดลิขสิทธิ์ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของตน ในแต่ละประเทศก็ผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะกันไป แต่ฝ่ายที่เจ็บตัวกว่า ก็เห็นจะเป็นซัมซุงละครับ ค่าปรับที่ได้ชนะคดีมา ก็ไม่คุ้มกับที่ต้องเสียไปให้แอปเปิ้ลหรอกครับ แหม ก็ทำออกมาเหมือนซะขนาดนั้นนี่น่า แถมออกสู่ตลาดทีหลังคู่กรณีด้วยนะซิ(จริงๆมันมีรายละเอียดที่น่าสนใจมากกว่านี้ครับ คุณผู้อ่านที่สนใจข้อมูลเชิงลึก ก็ลองถามอากู๋ดูนะครับ สืบค้นได้ไม่ยากแน่นอน) ก็ว่ากันไปครับ ในโลกธุรกิจ มูลค่าของทรัพย์สินทางปัญญานั้น มันมหาศาลเหลือเกิน เรื่องเงินๆทองๆมันยอมกันยากครับ ผิดถูกว่ากันตามกระบวนยุติธรรมครับ ผมไม่ใช่สาวกของทั้งสองค่ายอยู่แล้วไม่เชียร์ใครทั้งนั้น(เปล่าหรอก ไม่มีตังค์ซื้อต่างหากละ เอิ้กๆๆๆ)
ตัวอย่างข้างบนนั้นเป็นหนึ่งในหลายๆกรณีพิพาทที่เกิดขึ้น ในโลกนี้ อันเนื่องมาจากสิ่งที่เราเรียกว่า ทรัพย์สินทางปัญญา ในแวดวงดนตรีและศิลปะ ความขัดแย้งลักษณะนี้ ก็มีให้เห็นอยู่ไม่น้อย และไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้น แต่มีกันมาช้านานแล้ว บางยุคสมัยกลับไม่ได้เป็นเรื่องราวขัดแย้งใหญ่โตอะไรสักเท่าไหร่
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โลกถูกแบ่งออกเป็นสองขั้วอำนาจ ด้วยแนวคิดทางการเมืองการปกครองที่แตกต่างกัน โดยมีอเมริกาเป็นลูกพี่ใหญ่ในฝั่งเสรีประชาธิปไตย และสหภาพโซเวียต(สหพันธรัฐรัสเซียในปัจจุบัน)เป็นหัวโจกทางฝั่งสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ จากความหวาดระแวงกันของทั้งสองฝ่าย ที่มีการทดลอง พัฒนา สะสมอาวุธนิวเคลียร์กันอย่างอย่างโจ๋งครึ่ม (ทุกวันนี้ก็ต้องพี่คิมแห่งเกาหลีเหนือละครับ พี่เค้าเปรี้ยวปรี๊ดสดจี๊ดไม่มีใครเกินครับชั่วโมงนี้)จนโลกทั้งโลกต้องผวา ว่าเมื่อไหร่ที่สองยักษ์ใหญ่นี้ตีกัน โลกของเรามีหวังต้องหมุ่นอุ้ยปุ้ย(เละตุ้มเปะเป็นผุยผงไม่มีชิ้นดี)อย่างแน่นอน จนแล้วจนรอดทั้งสองก็ไม่เคยทำสงครามกันอย่างเต็มรูปแบบเสียที เพราะต่างตระหนักดีว่าอาวุธนิวเคลียร์ที่ต่างฝ่ายมีสะสมไว้นั้น มันมีอานุภาพร้ายแรงและน่ากลัวเพียงไร จึงใช้แนวคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ทางการเมืองเป็นเครื่องมือในการหาพรรคพวก และแทรกแทรกกิจการภายในของประเทศที่ตนแผ่อิทธิพลไปถึง มีการสนับสนุนเงินทุนและค้าอาวุธ ให้ประเทศต่างๆในการทำสงครามกับชนชาติเดียวกัน ประเทศเยอรมันนี เกาหลี เวียดนาม และภูมิภาคยุโรป คือประจักษ์พยานและหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบของความขัดแย้งของสองแนวคิดทางการเมืองเฮงซวยนี้ นั่นคือที่มาคร่าวๆของวิกฤตการณ์สงครามเย็น
ความขัดแย้งระหว่างอุดมการณ์ของโลกเสรีประชาธิปไตยและคอมมิวนิสต์ แผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อเมริกาเริ่มเข้าจัดตั้งฐานทัพในประเทศพันธมิตรแห่งโลกเสรี พันธมิตรที่ว่านั้น มีประเทศไทยของเรารวมอยู่ด้วย เพื่อเป็นการคานอำนาจคอมมินิสต์จีน ที่แผ่ขยายอิทธิพลลงมาในเวียดนามและลาว จนมาถึงยุคสมัยของสงครามเวียดนาม ทหารจีไออเมริกันก็ได้เอานำวัฒนธรรมดนตรีร็อดแอนด์โรลเข้ามาในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้ด้วยเช่นกัน พี่ไทยเราก็รับอิทธิพลนี้เข้ามาเต็มๆ วงดนตรีและนักดนตรีเก่งๆหลายแจ้งเกิดในฐานทัพของอเมริกา พวกเขาเล่นดนตรีได้เหมือนกับต้นฉบับไม่มีผิดเพี้ยน ยิ่งเล่นได้เหมือนเท่าไหร่ยิ่งได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมชมชอบ เพลงไทยมากมายในสมัยนั้นนำสำเนียงดนตรีท่วงทำนองของเพลงสากลต่างประเทศ มาเปลี่ยนคำร้องเป็นภาษาไทย เนื้อหาแปลมา ดัดแปลงมาบ้าง เขียนขึ้นใหม่บ้าง ทั้งคนเล่นคนร้องคนฟัง กลับมิได้รู้สึกถึงคำว่า เป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแต่อย่างใด แถมมีการบันทึกเสียงจำหน่ายกันเป็นเรื่องเป็นราวอีกต่างหาก ยุคหลังจากนั้นมา จนกระทั่งผมจำความได้ มันก็ยังมีให้เห็นอยู่เรื่อยมา จนกระทั่งโตมาอายุสักสิบหกสิบเจ็ด จึงมีการตื่นตัวเรื่องสิทธิบัตร เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาอย่างจริงจังมากขึ้น การประชาสัมพันธ์และรณรงค์เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งได้รับความกดดันมาจากกฏหมาย ข้อตกลงระหว่างประเทศ จากองค์กรต่างๆในระดับโลกที่ประเทศไทยของเราเข้าร่วมเป็นสมาชิกอีกทีนึง ประมาณว่า ถ้าไม่แก้ไขปัญหา ก็จะค้าขายกับเขาลำบากว่างั้นเถอะ อย่างล่าสุดนี่ก็เรื่องการค้ามนุษย์ การใช้แรงงานประมงที่ผิดกฎหมายที่สภาพยุโรป EU มีมาตรการให้เราแก้ไขโดยด่วน ไม่งั้นจะไม่ยอมนำเข้าสินค้าประมงเหล่านี้เป็นต้น ท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลทหารก็แก้ไขปัญหาได้ลุล่วงไป เอ้า ทำงานมีประสิทธิภาพเห็นผลชัดเจนก็ปรบมือให้ครับ อย่างไรก็ตามปัญหาด้านการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของไทย ก็ยังคงมีอยู่ ที่จับได้ก็ปรับกันไป ปรับกันเสร็จ ก็มาขายใหม่ รณรงค์กันทีจับทีก็หายๆไปบ้าง ปลาซิวปลาสร้อยผู้ค้ารายย่อยเป็นซะส่วนใหญ่ แถมยังโดนค่อนขอดว่าไปรังแกคนทำมาหากินด้วยนะซิ ส่วนตัวแล้ว ผมมองว่า การโยนความรับผิดชอบไปให้รัฐบาลรับผิดชอบแต่ฝ่ายเดียวนั้น ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อยู่ดี หากไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากประชาชนอย่างเราๆท่านๆแล้วละก็ แก้ให้ตายยังไงก็แก้ไม่ได้ครับ ผู้บริโภคอย่างเราควรต้องยกระดับตัวเองขึ้นด้วยครับ ค่อยๆปรับพฤติกรรมของเราไป ค่อยๆเปลี่ยนมาใช้ของแท้มีลิขสิทธิ์ถูกต้องกัน ทีเล็กละน้อย ทีละอย่างสองอย่าง จนมันกลายเป็นนิสัยกลายเป็นค่านิยมที่คนยอมรับกันในสังคมโดยรวม ช่วยกันสร้างมาตรฐานใหม่ ที่คนคุณภาพ และสังคมคุณภาพพึงมี ความคิดที่ว่า โครงสร้างพื้นฐานอันได้แก่ ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ระบบขนส่งมวลชนและโทรคมนาคมที่มีประสิทธิภาพ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี วัตถุสิ่งของ ตึกรามบ้านช่องสวยงามสูงใหญ่ มีห้างสรรพสินค้าใหญ่โตทันสมัย มีรถหรูๆวิ่งขวักไขว่อยู่ตามถนนรนแคมฯลฯว่าคือเครื่องหมาย คือสัญลักษณ์ของความเจริญนั้น มันเป็นความจริงแค่ส่วนเดียวครับ มันเป็นเพียงส่วนประกอบย่อยๆของภาพรวมความเจริญเท่านั้นเอง เพราะประเทศที่เจริญแล้วคือประเทศที่คนให้ความสำคัญในการเคารพสิทธิ์ของผู้อื่น เคารพกติกากฏหมายบ้านเมือง ซึ่งถือเป็นมโนธรรมในจิตใจขั้นพื้นฐานของคนในสังคมที่จะอาศัยอยู่ร่วมกัน มากกว่าวัตถุสิ่งของภายนอกกาย หากเรามีเพียงแต่ปัจจัยสิ่งอำนวยความสะดวกครบถ้วนอย่างที่ยกตัวอย่างมาโดยปราศจาก การเคารพซึ่งกันและกันแล้วละก็ สังคมก็คงหาความสงบสุขได้ยาก แล้วประเทศที่มีแต่ความวุ่นวายจากพฤติกรรมละเมิดสิทธิ์ผู้อื่น ละเมิดกฏกติกาโดยอ้างความชอบธรรมต่างๆนาๆเพื่อเอารัดเอาเปรียบกันของคนในชาติจนเป็นเรื่องปกติสามัญไปซะอย่างงั้น แล้วปลอบใจผู้คนที่ตกเป็นเหยื่อว่าให้ทำใจเสียจะเป็นการดีที่สุด ผมไม่คิดว่าเรื่องพวกนี้มันคือสิ่งที่เรียกว่าความเจริญหรอกครับ แล้วเราจะเป็นประเทศที่เจริญแล้วได้อย่างไร ไม่ต้องตอบคำถามนี้นะครับ มาช่วยกัน ร่วมมือกันแก้ไขกันเลยดีกว่า เริ่มต้นจากตัวเราเองนี้ละครับ ไม่ต้องไปร้องขอเอาจากใคร
แหม่ พาออกทะเลไปไกลเชียว นี่ยังไม่เห็นว่ามันจะเกี่ยวกับเรื่องคลื่นตรงไหนเลยใช่ไหมครับ ผมกำลังจะเสนอแนวคิดนึง ซึ่งผมเองก็คิดว่า ผมคงไม่ใช่คนแรกที่คิดแบบนี้หรอก แต่นั้นไม่สำคัญอะไร เมื่อครู่ใหญ่ๆ ผมได้พูดถึงความละม้ายคล้ายคลึงของผลงานจนเกิดข้อพิพาทฟ้องร้องกันเยอะแยะมากมาย(แต่มึงยกตัวอย่างมาแค่เคสเดียวสองเคส ไอ้บักห่าเฮิร์บ)
ผมเชื่อว่ามีหลายกรณีที่ผลงาน ไอเดีย สิ่งประดิษฐ์ หรืออะไรก็ตามแต่ที่ถูกสร้างขึ้นจากต่างที่ต่างทางต่างบุคคลแล้วมันดันเหมือนกันมากๆคล้ายกันมากๆจริงๆโดยที่ไม่ได้ลอกเลียนแบบนั้น มันมีจริงๆ และมันเกิดขึ้นได้เสมอโดยไม่ใช่เรื่องมหัศจรรย์เหนือธรรมชาติแต่อย่างใดเลย มันแสนจะธรรมดาเรียบง่ายเสียจนคุณผู้อ่านหรือใครหลายคนอาจมองข้ามไป ใช่แล้วครับ ผมกำลังจะบอกว่า คลื่น นี่แหละคือตัวการสำคัญของเรื่องนี้ ส่วนใครจะก็อปจะลอกใครนั้น ผมขอไม่ออกความเห็นก็แล้วกันครับ เพราะผมเองนี้กว่าจะมีชีวิตอยู่มาถึงวันนี้ก็ก็อปปี้ลอกแบบคนอื่นมาก็นับครั้งไม่ถ้วนเหมือนกันเอิ้กๆๆๆ ก็มันเป็นหนึ่งในกระบวนการเรียนรู้ของมนุษย์นี่นา แต่อย่าได้บอกเชียว ว่าคุณผู้อ่านเติบโตมาโดยไม่เคยมีใครเป็นต้นแบบ เป็นไอดอล ไม่เคยมีอะไรหรือใครเลยที่มีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคุณเลย เพราะนั้นมันเป็นการโกหกคำโตเลยละ
ตามที่ผมได้บอกคุณผู้อ่านไปก่อนหน้า เรื่องคุณลักษณะต่างๆของคลื่น หนึ่งในคุณลักษณะที่กล่าวไป ก็คือความถี่ของคลื่น ซึ่งก็คือจำนวนลูกคลื่น ที่เคลื่อนที่ผ่านจุดสังเกตุจุดหนึ่ง มีหน่วยวัดเป็นเมตรต่อวินาที หรือเฮิร์ตซนั่นเอง ผมอยากให้คุณผู้อ่าน จินตนาการว่า สมองของเราเป็นเครื่องรับวิทยุหรือโทรทัศน์ที่เราใช้ๆและคุ้นเคยกันดีนั่นแหละครับ(ในความเป็นจริง มันก็เป็นได้จริงๆครับ ถ้าหากเครื่องส่งกับเครื่องรับคลื่นความถี่มีคุณภาพและ ประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน กล่าวคือ ถ้าหากเครื่องส่งคลื่นสัญญาณคือสมอง เครื่องรับสัญญาณก็ควรเป็นสมองเช่นกัน คือระบบประสาทและสมองของคนเรา รวมทั้งสัตว์หลายชนิด มันทำงานได้โดยพลังงานไฟฟ้าชีวเคมีในร่างกายครับ และคลื่นสมองของคนหรือสัตว์ก็เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่งเช่นกัน แต่ความถี่ของคลื่นสมองของมนุษย์นั้นอยู่คนละย่านความถี่กับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของอุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ที่เราใช้กัน การรับหรือส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากสมองไปสู่อุปกรณ์อิเล็คทรอนิกส์ หรือกลับกันนั้น มีความเป็นไปได้น้อยมาก ด้วยเหตุผลเรื่องความต่างระดับกันอย่างมากของย่านความถี่ดังที่กล่าวไปนั่นเอง พลังงานสูง ความถี่สูง พลังงานต่ำ ความถี่ต่ำ ความถี่แปรผันตามพลังงานของแหล่งกำเนิดคลื่นครับ) หรืออาจจะจินตนาการไปจนถึงว่า สมองเราสามารถเป็นดังโทรศัพท์มือถือ3G 4Gเลยก็ได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด ครับพอหัวสมองเรามันเป็นดังเครื่องมือที่รับหรือส่งคลื่นสัญญาณเหล่านี้ได้ นั่นแปลว่าภาพ เสียง สัญญาณหรือสาร ที่ถูกส่งออกมาจากแหล่งกำเนิด ในรูปแบบของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าความถี่ต่ำ(คลื่นสมอง)ที่อาจเป็นสมองของเราเอง หรือใครสักคนก็ได้ ที่อยู่ในย่านความถี่เดียวกันนี้ สามารถทำให้สมองของคนที่เปิดเครื่องรับอยู่(จิตว่าง)รับคลื่นสัญญาณนั้นได้เช่นกัน อย่าเพิ่งลืมว่าคลื่นที่ใช้เพื่อกิจการการโทรคมนาคมนั้น มันคือคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และไอ้เจ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้านี่มันมีสมบัติเฉพาะตัวอีกอย่างนึงคุณผู้อ่านจำได้ไหมครับ เอ้า ติ๊กตอกๆๆๆๆๆ แฮ่ ครับผม คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไม่จำเป็นต้องใช้ตัวกลางในการเคลื่อนที่ มีเฉพาะเครื่องส่งสัญาณ และเครื่องรับสัญญาณเป็นใช้ได้
พอเราทราบเช่นนี้ เราก็พอจะอนุมานได้ว่า ถ้าสมองใครสักคนคิดงานชิ้นนึงขึ้นมา (เครื่องส่งสัญญาณพร้อมสาร)ด้วยคลื่นความถี่ของสมองที่ส่งออกมา สมองของคนอีกคนหรือหลายคนก็ได้(เครื่องรับสัญญาณ) ที่อยู่ห่างกันคนละซีกโลกไม่เคยรู้จักกัน หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด มีความสามารถที่รับคลื่นสัญญาณที่ถูกส่งออกมาได้ และอาจกำลังเปิดใจรับจับคลื่นสัญญาณที่ว่านี้(ทำสมองทำจิตว่างๆไม่คิดอะไร ) ก็มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาก็สามารถจะพูด แสดงออก ผลิตผลงานสร้างสรรค์อะไรก็ตามที่ลักษณะละม้ายคล้ายคลึงกันขึ้นมาได้นั่นเองละครับ คนที่รับรู้ความถี่ของคลื่นสมองคลื่นเดียวกันนี้อาจมีมากมาย แต่คงมีไม่กี่คนที่คิดจะทำมันออกมาเป็นรูปเป็นร่างเป็นรูปธรรม และเป็นที่รับรู้กันในวงกว้าง เราจึงพบว่า มีการพูดถึงเรื่องราวที่มีลักษณะที่ว่านี้ไม่มากนัก และคงไม่ใช่แค่เพียงความคิดดีๆความคิดบวกสร้างสรรค์เท่านั้นที่จะถูกส่งผ่ามมาตามกระแสคลื่นความคิด ความคิดร้ายๆด้านลบก็คงสามารถส่งคลื่นสัญญาณออกมาได้ไม่ต่างกันนักหรอกจริงไหมครับ พูดแล้วนึกถึงแนวคิดเรื่องกฏแห่งแรงดึงดูดที่เคยอ่านมา ที่ว่าคนที่คิดบวกคิดดีก็จะดึงดูผู้คนรอบข้างหรือผลักดันตัวเอง ให้เข้าไปเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับผู้คนที่คิดดีคิดบวกเหมือนกัน คนที่คิดร้ายคิดลบก็จะมีแนวทางคล้ายๆกันครับ ที่สำคัญของแนวคิดนี่คือ ต้องเชื่อ ว่ามันเป็นเช่นนั้น คือเอาศรัทธามานำความคิดนั่นเอง พอมาพิจารณาดูดีๆ มันก็มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย อันนี้ก็แล้วแต่คุณผู้อ่านนะครับ นานาจิตตัง ผมเล่าให้ฟังเฉยๆ ออแล้วผมก็เปล่ามาชวนไปขายตรงนะครับ เอิ้กๆๆๆ
เป็นเพียงแนวคิดสมมุติฐานและข้อสันนิฐานของผมเอง หากลองตั้งใจค้นคว้าดู ก็น่าเชื่อว่าจะต้องเคยมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้มาบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ศาสตร์ด้านระบบประสาทและสมองนั้นก้าวหน้าไม่แพ้ศาสตร์ด้านการแพทย์แขนงอื่นๆเลย วันหลังไปค้นเจอมา จะเอาลิงค์มาแปะให้ตามไปศึกษากันนะครับ
วิทยาศาตร์กายภาพ หรือวิชาฟิสิกส์นั่น มีขอบเขตความรู้ความเข้าใจ มีความสลับซับซ้อนและลึกซึ้งมากมายกว่าสิ่งที่ผมนำเสนอในวันนี้มากเลยครับ ผมอยากจะบอกว่า มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ยากเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจหรอกครับ เพียงแต่มันอาจจะไม่ใช่เรื่องที่คุณผู้อ่านสนใจเท่านั้นเอง ไม่ต้องกังวลอะไรหากคุณผู้อ่านจะไม่ค่อยเก็ทกับบทความชิ้นนี้ นั่นมันคงเป็นเพราะ ผมอาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องราวนั้นดีพอ เลยอาจจะถ่ายทอดออกมาได้ไม่ดีนัก เพียงอยากจะแบ่งปันสิ่งที่คิดไว้ เผื่อมันจะเป็นประโยชน์สำหรับคุณผู้อ่านหรือนำไปต่อยอดความคิดได้ นั่นจะประเสริฐยิ่งกว่า ผมไม่ใช่คนที่เรียนเก่งสมองดีอะไร เพื่อนที่เคยเรียนมาด้วยกันสามารถยืนยันเรื่องนี้ได้ ผมมีความสนใจใคร่รู้ ในสิ่งแวดล้อมรอบๆตัว จากสิ่งที่สนใจทั้งนิยาย หนัง บทความ สารคดี สื่อใดก็ตามแต่ ที่พอจะตอบสนองความสนใจของได้นั้น ผมไม่เกี่ยงเลย เก็บเล็กผสมน้อยมาเรื่อยๆ จากจิ๊กซอว์ชิ้นเล็กๆ ค่อยๆเป็นภาพใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันนี้ก็ยังไม่รู้ว่ามันจะออกมาเป็นภาพอะไรด้วยซ้ำ เอิ้กๆๆๆ จากความสงสัยใคร่รู้ มันจึงนำพาผมไปค้นหาคำตอบ และคุณจะจดจำมันได้ดีถ้าคุณเรียนรู้และเข้าใจมันได้ด้วยตัวคุณเอง เป็นกำลังใจให้ทุกท่านที่อยากจะข้ามผ่านข้อจำกัดของตัวไปให้ได้ ไม่ว่าเรื่องราวที่คุณสนใจมันจะเป็นวิทยาศาสตร์หรือไม่ก็ช่างมันเถอะ เดี๋ยวนี้ความรู้ในอินเตอร์เน็ตมันมีมากมายหลายหลากสาขา กว้างขวาง ครอบคลุม มันต้องมีสักเรื่องแหละ ที่คุณสนใจมันจริงๆ จนคุณคิดไม่ถึงเชียวครับ ทั้งข้อมูลเชิงลึกต่างๆก็มีให้ขุดค้นจนหาที่สุดไม่เจอก็มีเหมือนกัน อย่าลืมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูลด้วยนะครับ ประเดี๋ยวจะตกเป็นเหยื่อของข้อมูลลวงไปเสียอีก
คงต้องพอก่อนสำหรับเรื่องราวในตอนนี้ หวังว่าคงจะมีประโยชน์แก่คุณผู้อ่านบ้าง เดือนเมษายนนี้ ได้บทความเพียงสามชิ้นเท่านั้น ต้องขออภัยคุณผู้อ่านมา ณ ที่นี้ด้วย ที่มันออกจะน้อยไปเมื่อเทียบกับสองสามเดือนที่ผ่านมา แล้วจะค่อยๆปรับปรุงขึ้นนะครับผม
ขอให้ทุกท่าน จงมีความสุขกับชีวิตในแบบของท่านแบบนั้น เถิดหนา ลาไปก่อน สวัสดีครับ
มีเล็กน้อยก็ส่งไปเล็กน้อย
มีเล็กน้อยของเธอน่ะมีรึเปล่า......
วันจันทร์ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560
สวัสดีปีใหม่ไทย
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งนึงครับ หมุนเวียนมาบรรจบครบรอบอีกหนึ่งปีแล้ว สำหรับเทศกาลแห่งความสุขของพี่น้องชาวไทยทุกคนทุกท่าน สงกรานต์ปีนี้ขอให้คุณผู้อ่านทุกท่านรวมไปถึงพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า จงมีแต่ความสุข สนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจให้สมกับที่รอยคอยกันนะครับ กินดื่มก็ขอให้พอประมาณ สนุกสนานก็อย่าได้เลยเถิด เท่านี่ก็ประเสริฐสุดแล้วครับ ออ ขับรถเดินทางก็ให้ระมัดระวังกันให้มากขึ้นอีกหน่อยนะครับ ไม่ประมาท ดื่มก็อย่าไปขับครับ อันตรายทั้งตัวเองและเพื่อนร่วมทาง กันไว้ก่อนเกิดการสูญเสียครับ
อารัมภบทมาเสียยืดยาว วันนี้มีเรื่องราวอันใดมากฝากคุณผู้อ่านบ้าง เดี๋ยวค่อยๆว่ากันไปนะครับ ก่อนอื่น ผมขอแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า รูปถ่ายในเมมโมรี่การ์ดโทรศัพท์เครื่องนี้ของผม มันได้อันตรธานหายไปหมด อีกแล้วครับท่าน ด้วยความผิดพลาดโดยสุจริตของตัวผมเองละครับ เรื่องมันเป็นอย่างงี้ครับ
เจ้าโนเกีย1320ตัวที่ผมใช้อยู่นี่ เวลาแบตเตอรี่อ่อนมากๆ หน้าจอมันจะกลายเป็นแบบหน้าจอทีวีที่ไม่มีสัญญาณ มันจะเป็นจอลายนิ่งๆครับ ในคราวแรกที่ผมเจอสถานการณ์นี้ ผมตกใจและเซ็งมาก เพราะตอนนั้นยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันเป็นอะไร และใช้มายังไม่ถึงห้าเดือนดี นึกว่าต้องเสียเงินซื้อเครื่องใหม่อีกแล้ว ลองกดปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ มันก็ยังเป็นจอลายแบบนั้นอยู่ ใจแป้วเลยครับ ตอนนั้นเดาว่าเครื่องมันชื้นเพราะโดนแอร์ในรถ เดาไปต่างๆนานา ไม่รู้จะปรึกษาใคร ก็ไอ้เจ้า1320 ที่ใช้ระบบปฏิบัติการของวินโดว์จากค่ายไมโครซอฟต์นี่มันไม่ค่อยมีใครเค้าใช้กัน ตอนที่ผมซื้อมามันก็ตกรุ่นไปนานโขแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ศูนย์บริการพร้อมทั้งบุคคลากรของโนเกียในเมืองไทยก็ปิดตัวม้วนเสื่อกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แม้รู้ทั้งรู้ แต่ผมก็ยังซื้อหามาใช้งาน เพราะเชื่อถือไว้วางใจในแบรนด์และระบบปฎิบัติการ วางใจถึงขนาดที่ร้านบอกว่า เครื่องไม่มีประกันนะ เพราะศูนย์โนเกียมันเจ๊งกะบ๊งไปหมดแล้ว ผมก็ยังดึงดันเอามาใช้อะคิดดู อันนี้โทษใครไม่ได้จริงๆครับ ถึงวันนี้ได้แต่บอกตัวเองว่า ไม่น่าเลยกู เอิ้กๆๆๆ โนเกียมันไม่ใช่โทรศัพท์ยอดนิยมของใครต่อใครอีกต่อไปแล้ว ใครๆเค้าก็หันไปใช้แอปเปิ้ล ซัมซุงกันทั้งนั้น ส่วนโทรศัพท์ของค่ายหลังม่านไม้ไผ่ ก็กำลังตีตลาดไล่ตามขึ้นมาเรื่อยๆ มูลค่าการตลาดของมือถือจีนก็กำลังโตวันโตคืนและยังไม่มีท่าทีของการชลอตัวแต่อย่างใด แต่ความอึดทนทานนี่ สมคำร่ำลือโนเกียก็ยังเป็นโนเกียวันยันค่ำครับ เจ้าเครื่องนี้ของผมตกหลุดมือลงพื้นปูนแข็งเป็นสิบๆครั้ง หน้าจอร้าว เคสบิ่น แต่ใช้งานได้เป็นปกติไม่แง่งอนงอแง อันนี้ขอเค้าดีจริงๆ ครับ
ผมค่อยๆสงบใจลง ค่อยๆพิจารณาหาสาเหตุแล้วลองถอดเคสออกแล้วเสียบชาร์ตทิ้งไว้ทั้งคืน(คิดว่าพอชาร์ตแล้วเครื่องมันจะร้อนแล้วความชื้นมันจะระเหยไปเอง)สรุปไม่เกี่ยวกับความชื้นอะไรเลยครับ แค่แบตมันอ่อนมากๆเท่านั้นเอง(มารู้ทีหลัง) แต่ในความโชคดีก็มีความโชคร้ายอยู่ เพราะอีตอนที่ผมถอดเคสออก ผมดันถอดซิมกับเมมโมรี่การ์ดออกด้วย ถามว่าถอดทำไม ก็กลัวความชื้นมันทำระบบรวนแล้วกระทบกับข้อมูลในซิมและเมมโมรี่การ์ดนะซิครับ แบบว่า ไม่มีความรู้หรอก ได้แต่เดาเอาว่าความชื้นกับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์นี่ มันน่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมันคงเป็นประมาณนี้ ผมโทรถามร้านที่ขายเครื่องให้ผมนะ เล่าอาการตั้งแต่เริ่มเห็นความผิดปกติ แต่ฟังดูที่ร้านก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน(อาจจะรู้แต่ทำเป็นไม่รู้) แต่เชียร์ให้ส่งเข้าซ่อม แล้วยังบอกอาจต้องเปลี่ยนหน้าจอ ผมรู้สึกว่ามันไม่เมคเซ้นต์เท่าไหร่ แบบว่า มันเกี่ยวไรกับจอวะทำไมต้องเปลี่ยน พอชาร์ตเครื่องหนึ่งคืนเท่านั้น รู้เรื่องครับ มันกับมาเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นผมที่ตีโพยตีพายไปเอง ผมจ่ายค่าเสียหายไปเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายมาตลอดสี่เดือนที่ใช้โทรศัพท์เครื่องนี้เพราะถอดเมมโมรี่ออกโดยไม่สำรองข้อมูลไว้เกือบเกลี้ยง(คือถ้าไม่รู้แบบผมนี่แล้วไปถอดเมมโมรี่ออกก็ปลงได้เลย) เกือบเกลี้ยงยังไงนะหรือ แบบว่าก่อนหน้าที่มันจะเกิดเหตุ ผมทดลองอัพโหลดรูปถ่ายบางส่วนไว้บนone drive แล้วล่ะ กะว่าอัพโหลดภาพทั้งหมดเสร็จ แล้วก็จะเคลียร์รูปในเมมโมรี่การ์ดให้หมดๆไปซะ จะได้มีพื้นที่เหลือเยอะๆเอาไว้เก็บรูปถ่ายรุ่นต่อๆไปนั้นเองละครับ ที่เหลือที่ไม่ได้อัพโหลดก็ เฮ้อ คิดแล้วเศร้า ยัง ยังไม่สาแก่ใจใช่ไหมครับคุณผู้อ่าน มนุษย์เดินดินมนุษย์ขี้เหม็นผู้ไม่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด กงล้อของประวัติศาสตร์ย่อมหมุนวนกลับมาซ้ำรอยเดิม ฉันใดก็อิ่มนั่น เอ้ย ฉันนั้น เอิ้กๆๆ แล้วมันก็มันเกิดขึ้นกับผมอีกจนได้ หลังจากที่ผมปล่อยบทความตอนล่าสุดออกไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี่เอง พอโพสเสร็จก็ปิดไฟนอน เสียบชาร์ตแบตไว้เหมือนทุกครั้ง ครั้งนี้ เหมือนกับว่า มันชาร์ตไฟไม่เข้า ตื่นมา ดันเหลือแบตน้อยกว่าเดิม แต่ก็ต้องรีบออกไปทำงาน อารามตกใจประสาทกินกลัวเสียเงินอีก เงินก็ยิ่งไม่ค่อยมีให้เสียด้วยซิ เลยไม่เหลือเวลาพิจารณาตรวจสอบอะไรให้ถ้วนถี่นัก พอแบตอ่อนมากๆจนเครื่องจะดับมันก็จอลายเหมือนเดิมครับ ครั้งนี้ผมสติแตกกว่าคราวก่อนมาก เพราะกลัวข้อมูลภาพหายอีก(หายจริงๆด้วย ในภาพถ่ายเมมโมรี่การ์ดหายเกลี้ยงเลยละ ที่จริงมันจะไม่เสียหายอะไรถ้าผมไม่ดันไปถอดเมมโมรี่กับซิมออก) ผมวินิจฉัยเอาเองว่า มันเป็นเพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ (ไม่ทันคิดว่าตอนเสียบชาร์ตสายมันอาจจะหลวม)ก็มันชาร์ตไฟไม่เข้านี่ จะให้คิดยังไงจริงไหมครับ เอิ้กๆๆ โทรไปที่ร้านที่ขายเครื่องให้ผมอีกที เล่าอาการให้ฟัง โชะๆๆๆ ที่ร้านมันก็บอกเป็นเพราะจออีกแล้ว อุวะ ร้านนี้มันเป็นอะไรกับจอวะเนี่ย ยุกูเปลี่ยนจอจังเลยแฮะ ผมแน่ใจแล้วละ ว่าผมพึ่งร้านนี้ไม่ได้จริงๆ พอเริ่มตั้งสติได้ก็เอาอีกแล้ว ถอดเคสชาร์ตไฟข้ามคืนอีกสักที แต่ดันไปถอดซิมกับเมมโมรี่การ์ดอีกนะสิคู้ณ (มันมีสติตรงไหน ย้ำคิดย้ำทำอยู่ได้)ทำไมผมไม่เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยก็ไม่รู้ เซ็ง เจ็บไม่รู้จักจำจริงๆ คราวนี้ ผมต้องจ่ายค่าโง่ด้วยรูปถ่ายหลายร้อยรูปที่ยังไม่ได้อัพโหลดเก็บไว้ รวมไปถึงคอลเลคชั่นภาพถ่ายดอกไม้ในสวนสวยของศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่เค้ามียอดขายสูงสุดไม่มีใครเสมอเหมือนมาหลายปีดีดักเลยทีเดียว แบบว่าถ่ายมาชื่นชมได้หนึ่งวัน ใหม่ๆ หมาดๆ ยังอุ่นๆอยู่เลย คล้อยหลังเข้าอีกวันเท่านั้นมันก็หายเกลี้ยงหมดเลย โถ่เอ้ยชีวิต แปลกตรงที่มีแต่ไฟล์รูปภาพเท่านั้นที่หายไป ไฟล์เสียง และไฟล์เอกสารกลับยังอยู่ครบบริบูรณ์ดี ทั้งๆที่เซฟไว้ในเมมโมรี่การ์ดเหมือนกัน ครั้งก่อนก็แบบนี้ แต่ครั้งก่อนมันยังเหลือรูปถ่ายไว้ดูต่างหน้าตั้งเยอะนะ เออ มันเป็นซะอย่างงั้น นี่มันไสยศาสตร์หรืออย่างไรกัน ตกลงต้องการแค่รูปใช่ไหม ไอ้ๆๆๆหรืออีกันแน่ ที่มันทำกับผมแบบนี้ มันคือสิ่งใดกัน (การโยนความผิดบาปให้ใครหรืออะไรสักอย่างนอกจากตัวเองนั้นจะช่วยให้เรารู้สึกผิดน้อยลง หรือแม้แต่ไม่รู้สึกผิดเลย ยังช่วยให้เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยด้วย ก็ในเมื่อเราโยนความผิดออกไปจนพ้นตัวแล้วนี่ ส่วนใครจะมารับก็รับไป ใครที่ว่านั่นก็มักจะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือคู่กรณีของเราเสมอ แต่เราต้องแน่ใจว่า เรามีแรงสนับสนุนมากพอ วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่มวลชน ที่ชอบเห็นคนอื่นเป็นผักปลา เป็นเบี้ยเป็นหมากในเกม ไม่ได้แนะนำนะครับ เล่าให้ฟังเฉยๆ)ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผมเสียศูนย์อยู่หลายวันเขียนอะไรก็เขียนไม่ออกเลย
แต่คุณผู้อ่านครับ ขอบอกว่าดอกไม้เค้าสวยจริงๆครับใครมีโอกาสเข้าไปใช้บริการที่ศูนย์บริการและโชว์รูมแห่งนี้ หากท่านเบื่อหน่ายการรอคอยยานพาหนะของท่านขณะเข้ารับบริการ โดยต้องนั่งรอในห้องแอร์เฉยๆเป็นเวลานาน ลองเปลี่ยนอิริยาบทไปเดินดูดอกไม้สวยๆของเค้าได้ครับ พื้นที่ส่วนที่ว่านี้ไม่ได้เยอะใหญ่โตอะไรเลยครับ สำหรับคนที่ชอบไม้ดอกไม้ประดับ คงจะทำให้ท่านเพลิดเพลินเจริญใจได้ไม่น้อยที่เดียวครับ
สงกรานต์ปีนี้เท่าที่สังเกตุดู ผมรู้สึกว่าความคึกคักตามท้องถนนมันจะดูน้อยลง ดูบางตาไปอย่างเห็นได้ชัดเจน คาดว่าคงเป็นเพราะมาตรการคุมเข้มของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทั้งการใช้มาตรา 44บังคับใช้กฎหมายจราจรที่ออกมานานแล้วล่ะ(เพิ่งรู้ว่ากม.ฉบับนี้มีมานานแล้วเหมือนๆกับคนอื่นๆนั่นละครับ) ทั้งการกวดขันเรื่องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ด้วยหวังว่าจะหยุดสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเจ็ดวันอันตรายนี้ลงให้จงได้ จะได้ผลเป็นอย่างไร ก็มาคอยดูกันไปครับ ก็หวังว่าจะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง เอาใจช่วยนะครับ แต่ขอแสดงความเห็นเรื่องการร่างและผ่านกฏหมายหน่อยนะครับ คือถ้าบอกจะปฏิรูปประเทศด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมีบทบาทในการตัดสินใจ ทั้งในระดับนโยบาย ไล่เรียงไปจนถึงระดับการปฏิบัติการแล้วละก็ รัฐบาลควรต้องเปิดพื้นที่เปิดเวทีพูดคุยถกกันของทุกฝ่ายให้เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อที่จะแก้กฏหมาย หรือหาทางออกอื่นๆที่พอจะตกลงกันได้ ประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่ก็ตาม คงไม่ต้องออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียๆหายๆอย่างที่เห็นกันตามสื่อหลัก หรือแม้แต่สื่อสังคมออนไลน์ก็ตาม(อันหลังนี่เล่นซะรัฐบาลดูเป็นไอ้งั่งไปเลย)การดึงดันที่จะบังคับใช้กฏหมาย รังแต่จะสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหาเสียมากกว่า ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ถอยมาหนึ่งก้าวแล้วล่ะ แต่มันเป็นเพียงการลดอุณหภูมิความร้อนแรงของกระแสความคิดเห็นของประชาชน จะบอกว่าเป็นการซื้อเวลาออกไปอีกหน่อยก็คงไม่ผิดนัก คิดว่าประชาชนส่วนนึง ซึ่งไม่ทราบว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าใดที่จะรู้กฏหมายข้อนี้ เพราะถ้าหากเขารู้ ผมว่าเขาไม่มีทางซื้อรถกระบะมาใช้เด็ดขาด เป็นผมผมก็ไม่ซื้อ(เพราะไม่มีเงินซื้อ เอิ้กๆๆๆ) จะซื้อทำไมละครับ เพราะดูยังไงมันก็ไม่คุ้มหากไม่ได้ใช้งานอย่างที่เราต้องการเหมือนทุกวันนี้ รถเราซื้อมาแล้ว จะขนนั่นขนนี่ขนคนมันก็เรื่องของเราไหมครับ แล้วถ้าจะเอาจริงกับกฎหมายฉบับนี้ แล้วรัฐบาลมีทางเลือกให้ผู้ใช้รถกระบะที่มีอยู่เป็นจำนวนมากอย่างไร หรือแค่กะจับปรับเอาตังค์ไปเรื่อยๆ มันยุติธรรมกับพี่น้องประชาชนแล้วหรือ ที่มาหักหาญเอาชนะคะคานกันด้วยมาตรา44 เอาเข้าจริงๆแล้วสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ได้เกี่ยวกับการนั่งกระบะหรือนั่งแค็ปแต่อย่างใดเลย มันเป็นเรื่องของความประมาท เมาแล้วขับ ใข้ความเร็วสูงเกินเหตุ ละเมิดกฏจราจร ฯลฯ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นสาเหตุต้นตอ พูดแล้วนึกถึงร้านที่ขายโทรศัพท์ให้ผมจริงๆ ปัญหากับวิธีแก้ปัญหานี่มันเหมือนกับรัฐบาลของเรายังกะลอกกันมาไม่มีผิด อย่างไรก็ตามก็หวังให้รัฐเอาจริงเอาจังกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกกับปัญหานี้ จริงๆแล้ว อยากให้แก้ปัญหาโดยอาศัยแนวทางนี้(การพูดคุยแลกเปลี่ยนถกเถียงฯลฯเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน)ทุกปัญหานั่นแหละครับ ผมมีโอกาสไปอ่านบทความในเวบเพจของสื่อมวลชนเจ้านึงมา บทความกล่าวถึงงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประะเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ ว่าด้วยการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในเมืองไทย เค้าชี้แจงแยกแยะสาเหตุที่มาที่ไปวิเคราะห์ปัญหาได้ชัดเจนตรงประเด็นแถมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้เสร็จสรรพเลย น่าสนใจมากๆครับ มันน่าแก้ปัญหาได้ตรงจุด เกาถูกที่คันมากกว่าที่แล้วๆมา และน่าจะยั่งยืนกว่ามาตรการที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน แนวทางตามงานงานวิจัยที่ว่านี้ ผมหนุนสุดตัวครับถ้ารัฐบาลจริงใจแก้ปัญหาจริงๆอะนะไม่แค่การลูบหน้าปะจมูกตอนเทศกาลเท่านั้น คุณผู้อ่านตามไปอ่านบทความนี้ได้ ตามลิงค์นี้ครับ
www.thematter.co/pulse/tdri-pickup/21988
หรือเราจะให้มันเป็นแค่เพียงหลักการที่เอาไว้กล่าวอ้างเฉยๆอย่างที่เคยๆทำกันมาเท่านั้น ก็สุดแท้แต่บุญแต่กรรมของประเทศนี่ก็แล้วกันครับ ทำไงได้ ประชาชนตาดำๆอย่างเราอย่างมากก็ได้แค่บ่นเท่านั้นแหละ แหม่ พอปลงเสร็จปุ๊บก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันทีเลย แม้จะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลยก็ตาม เอิ้กๆๆๆ
บ่นไปเบื่อไป ก็เท่าน้าน กัดฟันสู้ไปยังด้ายอยู่ จะดีจะเลว ให้มันรู้ สู้ไปอยู่อย่างนี้
ยังมี ลมหายใจ สู้ไปยังได้อยู่ ดูเกม คงต้องดู ตาสุดท้าย
ทางเดิน ชีวิตเรา ใครก็คงขีดเอาไม่ได้ จะดีเลวอย่างไรหัวใจก็ยังได้อยู่ (ท่อนฮุคของเพลง ยังได้อยู่ ของพี่เสือธนพล อินธิฤทธิ์ )
อันที่จริงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนี่ ไม่ใช่ทางผมตั้งแต่แรกแล้วละครับ บล็อกที่ชอบที่ชอบนี่ ผมอยากให้บล็อกมันมีเนื้อหาที่หลากหลาย ไม่อยากจำกัดตัวเองว่าจะต้องเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้โดยเฉพาะเท่านั้น เรื่องการบ้านการเมืองเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ผมเองไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปพัวพันหรือแม้แต่จะพูดถึง แต่ในบางครั้งคราวก็มีเหมือนกันที่รู้สึกกับมันมากจนอดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ ที่เขียนมาในวันนี่ในฐานะประชาชนคนนึง ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจวิถีของการปกครอง การเมืองสักเท่าไหร่ ว่าทำไมรัฐบาลจึงทำเช่นนั้น ทำไมไม่ทำเช่นนี้ ทั้งที่หลักการกล่าวไว้อย่างหนึ่ง เราต่างรู้ดีว่ามันควรทำ สมควรทำ เพราะมันดี มันแก้ปัญหาตรงจุด มันจะช่วยให้สังคมโดยรวมได้รับประโยชน์ เรากลับไปทำอีกอย่างนึงซึ่งมันไม่เกี่ยว และไม่แก้ไขอะไร ผมรู้ว่าท่านเหล่านั้นจะไม่ตอบคำถาม แต่ท่านจะถามคำถามกลับมาให้เราตอบเองอีกต่างหาก สุดท้ายเมื่อผมตอบคำถามท่านไม่ได้ ปัญหาที่ผมถามไปก็จะถูกทำเป็นลืมๆไป กลับสู่วังวนเดิมๆ ทำให้ผมรู้ซึ้งว่า ไม่น่าไปถามตั้งแต่แรก
โฮะๆๆๆไอ้เฮิร์บ มึงมันช่างโฉดเขลาเบาปัญญานัก มึงคิดว่าตัวมึงคือตัวมึงหรืออย่างไร จงอย่าได้สำคัญตนนักเลยไอ้เฮิร์บเอ้ย
ผมไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรหรอกนะครับคุณผู้อ่าน ผมคิดว่ารัฐบาลหรือนักการเมืองก็ไม่ได้โง่เง่า เขารู้เหมือนอย่างที่เรารู้นั่นแหละ ว่าอะไร
ควรไม่ควร อะไรดีมีประโยชน์ต่อประเทศชาติบ้านเมืองของเขา ไม่งั้นเขาจะมาปกครองเราได้ยังไง จริงไหมครับ เอิ้กๆๆๆ(คุณผู้อ่านบางท่านอาจบอกว่า มึงสรุปง่ายไปไอ้เฮิร์บ กูไม่ฮากับมึงหรอก กูไม่ได้ขอให้เขามาปกครองกูซักหน่อย) ครับเพียงแต่ผมเชื่อว่าคนเรามีทางเลือกเสมอ ซึ่งความเชื่อบางความเชื่อมันไม่จริงครับ(ไม่น่าเชื่อเลยกู เอิ้กๆๆๆ) โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ภายใต้การปกครองของพวกเขาอย่างพวกเราไงครับ เรามีทางเลือกซะที่ไหน อย่าว่าแต่ทางเลือกเลย สิทธิ์ที่จะเลือกยังไม่มีเล้ย เอิ้กๆๆๆ
เฮิร์บๆ พอๆมึงอย่าไปแซวเค้ามาก ไอ้ที่ดีๆก็ชมเค้ามั่ง ให้กำลังใจเค้าหน่อย อย่าทำตัวเป็นนักเลงคีย์บอร์ดพวกมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ อย่าเอาแต่เห่าหอน จะทำอะไรดีก็ทำๆไป
ตามนั้นเลยครับ แจ๋วครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับเจ้านาย เออ คือ ผมเล่นคีย์บอร์ดไม่เป็นหรอกครับ ผมเล่นเป็นแต่กีต้าร์ครับผม เอิ้กๆๆๆ
สวัสดีวันสงกรานต์อีกครั้งครับ ในวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุแห่งชาตินี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านคงได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับครอบครัว ญาติ พี่น้องผองเพื่อนของท่านกันถ้วนหน้านะครับ เดินทางกลับบ้าน และเดินทางกลับมาทำงานโดยสวัสดิรูป เอ้ย สวัสดิภาพทุกๆคนเลยนะครับผม สงกรานต์ปีนี้อาจจะไม่สนุกสุดเหวี่ยงเหมือนปีที่แล้วๆมา ก็คงไม่เสียหายอะไรหรอกครับ แม้ไม่ได้สนุกมากแต่ขอให้มีสติแทน มันก็น่าจะหยวนๆกันได้นะครับผมว่า
อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน แม้องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินดินรึจะสิ้นคนนินทา
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
อารัมภบทมาเสียยืดยาว วันนี้มีเรื่องราวอันใดมากฝากคุณผู้อ่านบ้าง เดี๋ยวค่อยๆว่ากันไปนะครับ ก่อนอื่น ผมขอแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่า รูปถ่ายในเมมโมรี่การ์ดโทรศัพท์เครื่องนี้ของผม มันได้อันตรธานหายไปหมด อีกแล้วครับท่าน ด้วยความผิดพลาดโดยสุจริตของตัวผมเองละครับ เรื่องมันเป็นอย่างงี้ครับ
เจ้าโนเกีย1320ตัวที่ผมใช้อยู่นี่ เวลาแบตเตอรี่อ่อนมากๆ หน้าจอมันจะกลายเป็นแบบหน้าจอทีวีที่ไม่มีสัญญาณ มันจะเป็นจอลายนิ่งๆครับ ในคราวแรกที่ผมเจอสถานการณ์นี้ ผมตกใจและเซ็งมาก เพราะตอนนั้นยังไม่รู้แน่ชัดว่ามันเป็นอะไร และใช้มายังไม่ถึงห้าเดือนดี นึกว่าต้องเสียเงินซื้อเครื่องใหม่อีกแล้ว ลองกดปิดเครื่องแล้วเปิดใหม่ มันก็ยังเป็นจอลายแบบนั้นอยู่ ใจแป้วเลยครับ ตอนนั้นเดาว่าเครื่องมันชื้นเพราะโดนแอร์ในรถ เดาไปต่างๆนานา ไม่รู้จะปรึกษาใคร ก็ไอ้เจ้า1320 ที่ใช้ระบบปฏิบัติการของวินโดว์จากค่ายไมโครซอฟต์นี่มันไม่ค่อยมีใครเค้าใช้กัน ตอนที่ผมซื้อมามันก็ตกรุ่นไปนานโขแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ศูนย์บริการพร้อมทั้งบุคคลากรของโนเกียในเมืองไทยก็ปิดตัวม้วนเสื่อกลับบ้านกันไปหมดแล้ว แม้รู้ทั้งรู้ แต่ผมก็ยังซื้อหามาใช้งาน เพราะเชื่อถือไว้วางใจในแบรนด์และระบบปฎิบัติการ วางใจถึงขนาดที่ร้านบอกว่า เครื่องไม่มีประกันนะ เพราะศูนย์โนเกียมันเจ๊งกะบ๊งไปหมดแล้ว ผมก็ยังดึงดันเอามาใช้อะคิดดู อันนี้โทษใครไม่ได้จริงๆครับ ถึงวันนี้ได้แต่บอกตัวเองว่า ไม่น่าเลยกู เอิ้กๆๆๆ โนเกียมันไม่ใช่โทรศัพท์ยอดนิยมของใครต่อใครอีกต่อไปแล้ว ใครๆเค้าก็หันไปใช้แอปเปิ้ล ซัมซุงกันทั้งนั้น ส่วนโทรศัพท์ของค่ายหลังม่านไม้ไผ่ ก็กำลังตีตลาดไล่ตามขึ้นมาเรื่อยๆ มูลค่าการตลาดของมือถือจีนก็กำลังโตวันโตคืนและยังไม่มีท่าทีของการชลอตัวแต่อย่างใด แต่ความอึดทนทานนี่ สมคำร่ำลือโนเกียก็ยังเป็นโนเกียวันยันค่ำครับ เจ้าเครื่องนี้ของผมตกหลุดมือลงพื้นปูนแข็งเป็นสิบๆครั้ง หน้าจอร้าว เคสบิ่น แต่ใช้งานได้เป็นปกติไม่แง่งอนงอแง อันนี้ขอเค้าดีจริงๆ ครับ
ผมค่อยๆสงบใจลง ค่อยๆพิจารณาหาสาเหตุแล้วลองถอดเคสออกแล้วเสียบชาร์ตทิ้งไว้ทั้งคืน(คิดว่าพอชาร์ตแล้วเครื่องมันจะร้อนแล้วความชื้นมันจะระเหยไปเอง)สรุปไม่เกี่ยวกับความชื้นอะไรเลยครับ แค่แบตมันอ่อนมากๆเท่านั้นเอง(มารู้ทีหลัง) แต่ในความโชคดีก็มีความโชคร้ายอยู่ เพราะอีตอนที่ผมถอดเคสออก ผมดันถอดซิมกับเมมโมรี่การ์ดออกด้วย ถามว่าถอดทำไม ก็กลัวความชื้นมันทำระบบรวนแล้วกระทบกับข้อมูลในซิมและเมมโมรี่การ์ดนะซิครับ แบบว่า ไม่มีความรู้หรอก ได้แต่เดาเอาว่าความชื้นกับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์นี่ มันน่าจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันมันคงเป็นประมาณนี้ ผมโทรถามร้านที่ขายเครื่องให้ผมนะ เล่าอาการตั้งแต่เริ่มเห็นความผิดปกติ แต่ฟังดูที่ร้านก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน(อาจจะรู้แต่ทำเป็นไม่รู้) แต่เชียร์ให้ส่งเข้าซ่อม แล้วยังบอกอาจต้องเปลี่ยนหน้าจอ ผมรู้สึกว่ามันไม่เมคเซ้นต์เท่าไหร่ แบบว่า มันเกี่ยวไรกับจอวะทำไมต้องเปลี่ยน พอชาร์ตเครื่องหนึ่งคืนเท่านั้น รู้เรื่องครับ มันกับมาเป็นปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เป็นผมที่ตีโพยตีพายไปเอง ผมจ่ายค่าเสียหายไปเป็นรูปถ่ายที่ถ่ายมาตลอดสี่เดือนที่ใช้โทรศัพท์เครื่องนี้เพราะถอดเมมโมรี่ออกโดยไม่สำรองข้อมูลไว้เกือบเกลี้ยง(คือถ้าไม่รู้แบบผมนี่แล้วไปถอดเมมโมรี่ออกก็ปลงได้เลย) เกือบเกลี้ยงยังไงนะหรือ แบบว่าก่อนหน้าที่มันจะเกิดเหตุ ผมทดลองอัพโหลดรูปถ่ายบางส่วนไว้บนone drive แล้วล่ะ กะว่าอัพโหลดภาพทั้งหมดเสร็จ แล้วก็จะเคลียร์รูปในเมมโมรี่การ์ดให้หมดๆไปซะ จะได้มีพื้นที่เหลือเยอะๆเอาไว้เก็บรูปถ่ายรุ่นต่อๆไปนั้นเองละครับ ที่เหลือที่ไม่ได้อัพโหลดก็ เฮ้อ คิดแล้วเศร้า ยัง ยังไม่สาแก่ใจใช่ไหมครับคุณผู้อ่าน มนุษย์เดินดินมนุษย์ขี้เหม็นผู้ไม่รู้จักเรียนรู้จากความผิดพลาด กงล้อของประวัติศาสตร์ย่อมหมุนวนกลับมาซ้ำรอยเดิม ฉันใดก็อิ่มนั่น เอ้ย ฉันนั้น เอิ้กๆๆ แล้วมันก็มันเกิดขึ้นกับผมอีกจนได้ หลังจากที่ผมปล่อยบทความตอนล่าสุดออกไปเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมานี่เอง พอโพสเสร็จก็ปิดไฟนอน เสียบชาร์ตแบตไว้เหมือนทุกครั้ง ครั้งนี้ เหมือนกับว่า มันชาร์ตไฟไม่เข้า ตื่นมา ดันเหลือแบตน้อยกว่าเดิม แต่ก็ต้องรีบออกไปทำงาน อารามตกใจประสาทกินกลัวเสียเงินอีก เงินก็ยิ่งไม่ค่อยมีให้เสียด้วยซิ เลยไม่เหลือเวลาพิจารณาตรวจสอบอะไรให้ถ้วนถี่นัก พอแบตอ่อนมากๆจนเครื่องจะดับมันก็จอลายเหมือนเดิมครับ ครั้งนี้ผมสติแตกกว่าคราวก่อนมาก เพราะกลัวข้อมูลภาพหายอีก(หายจริงๆด้วย ในภาพถ่ายเมมโมรี่การ์ดหายเกลี้ยงเลยละ ที่จริงมันจะไม่เสียหายอะไรถ้าผมไม่ดันไปถอดเมมโมรี่กับซิมออก) ผมวินิจฉัยเอาเองว่า มันเป็นเพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพ (ไม่ทันคิดว่าตอนเสียบชาร์ตสายมันอาจจะหลวม)ก็มันชาร์ตไฟไม่เข้านี่ จะให้คิดยังไงจริงไหมครับ เอิ้กๆๆ โทรไปที่ร้านที่ขายเครื่องให้ผมอีกที เล่าอาการให้ฟัง โชะๆๆๆ ที่ร้านมันก็บอกเป็นเพราะจออีกแล้ว อุวะ ร้านนี้มันเป็นอะไรกับจอวะเนี่ย ยุกูเปลี่ยนจอจังเลยแฮะ ผมแน่ใจแล้วละ ว่าผมพึ่งร้านนี้ไม่ได้จริงๆ พอเริ่มตั้งสติได้ก็เอาอีกแล้ว ถอดเคสชาร์ตไฟข้ามคืนอีกสักที แต่ดันไปถอดซิมกับเมมโมรี่การ์ดอีกนะสิคู้ณ (มันมีสติตรงไหน ย้ำคิดย้ำทำอยู่ได้)ทำไมผมไม่เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยก็ไม่รู้ เซ็ง เจ็บไม่รู้จักจำจริงๆ คราวนี้ ผมต้องจ่ายค่าโง่ด้วยรูปถ่ายหลายร้อยรูปที่ยังไม่ได้อัพโหลดเก็บไว้ รวมไปถึงคอลเลคชั่นภาพถ่ายดอกไม้ในสวนสวยของศูนย์บริการรถยนต์ยี่ห้อหนึ่งที่เค้ามียอดขายสูงสุดไม่มีใครเสมอเหมือนมาหลายปีดีดักเลยทีเดียว แบบว่าถ่ายมาชื่นชมได้หนึ่งวัน ใหม่ๆ หมาดๆ ยังอุ่นๆอยู่เลย คล้อยหลังเข้าอีกวันเท่านั้นมันก็หายเกลี้ยงหมดเลย โถ่เอ้ยชีวิต แปลกตรงที่มีแต่ไฟล์รูปภาพเท่านั้นที่หายไป ไฟล์เสียง และไฟล์เอกสารกลับยังอยู่ครบบริบูรณ์ดี ทั้งๆที่เซฟไว้ในเมมโมรี่การ์ดเหมือนกัน ครั้งก่อนก็แบบนี้ แต่ครั้งก่อนมันยังเหลือรูปถ่ายไว้ดูต่างหน้าตั้งเยอะนะ เออ มันเป็นซะอย่างงั้น นี่มันไสยศาสตร์หรืออย่างไรกัน ตกลงต้องการแค่รูปใช่ไหม ไอ้ๆๆๆหรืออีกันแน่ ที่มันทำกับผมแบบนี้ มันคือสิ่งใดกัน (การโยนความผิดบาปให้ใครหรืออะไรสักอย่างนอกจากตัวเองนั้นจะช่วยให้เรารู้สึกผิดน้อยลง หรือแม้แต่ไม่รู้สึกผิดเลย ยังช่วยให้เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลยด้วย ก็ในเมื่อเราโยนความผิดออกไปจนพ้นตัวแล้วนี่ ส่วนใครจะมารับก็รับไป ใครที่ว่านั่นก็มักจะเป็นฝ่ายตรงข้ามหรือคู่กรณีของเราเสมอ แต่เราต้องแน่ใจว่า เรามีแรงสนับสนุนมากพอ วิธีนี้เป็นที่นิยมมากในหมู่มวลชน ที่ชอบเห็นคนอื่นเป็นผักปลา เป็นเบี้ยเป็นหมากในเกม ไม่ได้แนะนำนะครับ เล่าให้ฟังเฉยๆ)ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้ผมเสียศูนย์อยู่หลายวันเขียนอะไรก็เขียนไม่ออกเลย
แต่คุณผู้อ่านครับ ขอบอกว่าดอกไม้เค้าสวยจริงๆครับใครมีโอกาสเข้าไปใช้บริการที่ศูนย์บริการและโชว์รูมแห่งนี้ หากท่านเบื่อหน่ายการรอคอยยานพาหนะของท่านขณะเข้ารับบริการ โดยต้องนั่งรอในห้องแอร์เฉยๆเป็นเวลานาน ลองเปลี่ยนอิริยาบทไปเดินดูดอกไม้สวยๆของเค้าได้ครับ พื้นที่ส่วนที่ว่านี้ไม่ได้เยอะใหญ่โตอะไรเลยครับ สำหรับคนที่ชอบไม้ดอกไม้ประดับ คงจะทำให้ท่านเพลิดเพลินเจริญใจได้ไม่น้อยที่เดียวครับ
สงกรานต์ปีนี้เท่าที่สังเกตุดู ผมรู้สึกว่าความคึกคักตามท้องถนนมันจะดูน้อยลง ดูบางตาไปอย่างเห็นได้ชัดเจน คาดว่าคงเป็นเพราะมาตรการคุมเข้มของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ทั้งการใช้มาตรา 44บังคับใช้กฎหมายจราจรที่ออกมานานแล้วล่ะ(เพิ่งรู้ว่ากม.ฉบับนี้มีมานานแล้วเหมือนๆกับคนอื่นๆนั่นละครับ) ทั้งการกวดขันเรื่องการจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ด้วยหวังว่าจะหยุดสถิติการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเจ็ดวันอันตรายนี้ลงให้จงได้ จะได้ผลเป็นอย่างไร ก็มาคอยดูกันไปครับ ก็หวังว่าจะช่วยให้อะไรๆดีขึ้นกว่าเดิมบ้าง เอาใจช่วยนะครับ แต่ขอแสดงความเห็นเรื่องการร่างและผ่านกฏหมายหน่อยนะครับ คือถ้าบอกจะปฏิรูปประเทศด้วยการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมีบทบาทในการตัดสินใจ ทั้งในระดับนโยบาย ไล่เรียงไปจนถึงระดับการปฏิบัติการแล้วละก็ รัฐบาลควรต้องเปิดพื้นที่เปิดเวทีพูดคุยถกกันของทุกฝ่ายให้เป็นกิจจะลักษณะ เพื่อที่จะแก้กฏหมาย หรือหาทางออกอื่นๆที่พอจะตกลงกันได้ ประชาชนคนไทยส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบโดยตรงหรือไม่ก็ตาม คงไม่ต้องออกมาแสดงความคิดเห็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเสียๆหายๆอย่างที่เห็นกันตามสื่อหลัก หรือแม้แต่สื่อสังคมออนไลน์ก็ตาม(อันหลังนี่เล่นซะรัฐบาลดูเป็นไอ้งั่งไปเลย)การดึงดันที่จะบังคับใช้กฏหมาย รังแต่จะสร้างปัญหามากกว่าแก้ปัญหาเสียมากกว่า ซึ่งตอนนี้รัฐบาลก็ถอยมาหนึ่งก้าวแล้วล่ะ แต่มันเป็นเพียงการลดอุณหภูมิความร้อนแรงของกระแสความคิดเห็นของประชาชน จะบอกว่าเป็นการซื้อเวลาออกไปอีกหน่อยก็คงไม่ผิดนัก คิดว่าประชาชนส่วนนึง ซึ่งไม่ทราบว่ามีจำนวนมากน้อยเท่าใดที่จะรู้กฏหมายข้อนี้ เพราะถ้าหากเขารู้ ผมว่าเขาไม่มีทางซื้อรถกระบะมาใช้เด็ดขาด เป็นผมผมก็ไม่ซื้อ(เพราะไม่มีเงินซื้อ เอิ้กๆๆๆ) จะซื้อทำไมละครับ เพราะดูยังไงมันก็ไม่คุ้มหากไม่ได้ใช้งานอย่างที่เราต้องการเหมือนทุกวันนี้ รถเราซื้อมาแล้ว จะขนนั่นขนนี่ขนคนมันก็เรื่องของเราไหมครับ แล้วถ้าจะเอาจริงกับกฎหมายฉบับนี้ แล้วรัฐบาลมีทางเลือกให้ผู้ใช้รถกระบะที่มีอยู่เป็นจำนวนมากอย่างไร หรือแค่กะจับปรับเอาตังค์ไปเรื่อยๆ มันยุติธรรมกับพี่น้องประชาชนแล้วหรือ ที่มาหักหาญเอาชนะคะคานกันด้วยมาตรา44 เอาเข้าจริงๆแล้วสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุก็ไม่ได้เกี่ยวกับการนั่งกระบะหรือนั่งแค็ปแต่อย่างใดเลย มันเป็นเรื่องของความประมาท เมาแล้วขับ ใข้ความเร็วสูงเกินเหตุ ละเมิดกฏจราจร ฯลฯ เหล่านี้ต่างหากที่เป็นสาเหตุต้นตอ พูดแล้วนึกถึงร้านที่ขายโทรศัพท์ให้ผมจริงๆ ปัญหากับวิธีแก้ปัญหานี่มันเหมือนกับรัฐบาลของเรายังกะลอกกันมาไม่มีผิด อย่างไรก็ตามก็หวังให้รัฐเอาจริงเอาจังกับการพูดคุยแลกเปลี่ยนเพื่อหาทางออกกับปัญหานี้ จริงๆแล้ว อยากให้แก้ปัญหาโดยอาศัยแนวทางนี้(การพูดคุยแลกเปลี่ยนถกเถียงฯลฯเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน)ทุกปัญหานั่นแหละครับ ผมมีโอกาสไปอ่านบทความในเวบเพจของสื่อมวลชนเจ้านึงมา บทความกล่าวถึงงานวิจัยของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประะเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ ว่าด้วยการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนในเมืองไทย เค้าชี้แจงแยกแยะสาเหตุที่มาที่ไปวิเคราะห์ปัญหาได้ชัดเจนตรงประเด็นแถมเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาให้เสร็จสรรพเลย น่าสนใจมากๆครับ มันน่าแก้ปัญหาได้ตรงจุด เกาถูกที่คันมากกว่าที่แล้วๆมา และน่าจะยั่งยืนกว่ามาตรการที่ทำกันอยู่ในปัจจุบัน แนวทางตามงานงานวิจัยที่ว่านี้ ผมหนุนสุดตัวครับถ้ารัฐบาลจริงใจแก้ปัญหาจริงๆอะนะไม่แค่การลูบหน้าปะจมูกตอนเทศกาลเท่านั้น คุณผู้อ่านตามไปอ่านบทความนี้ได้ ตามลิงค์นี้ครับ
www.thematter.co/pulse/tdri-pickup/21988
หรือเราจะให้มันเป็นแค่เพียงหลักการที่เอาไว้กล่าวอ้างเฉยๆอย่างที่เคยๆทำกันมาเท่านั้น ก็สุดแท้แต่บุญแต่กรรมของประเทศนี่ก็แล้วกันครับ ทำไงได้ ประชาชนตาดำๆอย่างเราอย่างมากก็ได้แค่บ่นเท่านั้นแหละ แหม่ พอปลงเสร็จปุ๊บก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาทันทีเลย แม้จะไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลยก็ตาม เอิ้กๆๆๆ
บ่นไปเบื่อไป ก็เท่าน้าน กัดฟันสู้ไปยังด้ายอยู่ จะดีจะเลว ให้มันรู้ สู้ไปอยู่อย่างนี้
ยังมี ลมหายใจ สู้ไปยังได้อยู่ ดูเกม คงต้องดู ตาสุดท้าย
ทางเดิน ชีวิตเรา ใครก็คงขีดเอาไม่ได้ จะดีเลวอย่างไรหัวใจก็ยังได้อยู่ (ท่อนฮุคของเพลง ยังได้อยู่ ของพี่เสือธนพล อินธิฤทธิ์ )
อันที่จริงการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลนี่ ไม่ใช่ทางผมตั้งแต่แรกแล้วละครับ บล็อกที่ชอบที่ชอบนี่ ผมอยากให้บล็อกมันมีเนื้อหาที่หลากหลาย ไม่อยากจำกัดตัวเองว่าจะต้องเขียนเรื่องนั้นเรื่องนี้โดยเฉพาะเท่านั้น เรื่องการบ้านการเมืองเป็นหนึ่งในหลายเรื่องที่ผมเองไม่อยากเอาตัวเองเข้าไปพัวพันหรือแม้แต่จะพูดถึง แต่ในบางครั้งคราวก็มีเหมือนกันที่รู้สึกกับมันมากจนอดที่จะกล่าวถึงไม่ได้ ที่เขียนมาในวันนี่ในฐานะประชาชนคนนึง ซึ่งไม่ค่อยเข้าใจวิถีของการปกครอง การเมืองสักเท่าไหร่ ว่าทำไมรัฐบาลจึงทำเช่นนั้น ทำไมไม่ทำเช่นนี้ ทั้งที่หลักการกล่าวไว้อย่างหนึ่ง เราต่างรู้ดีว่ามันควรทำ สมควรทำ เพราะมันดี มันแก้ปัญหาตรงจุด มันจะช่วยให้สังคมโดยรวมได้รับประโยชน์ เรากลับไปทำอีกอย่างนึงซึ่งมันไม่เกี่ยว และไม่แก้ไขอะไร ผมรู้ว่าท่านเหล่านั้นจะไม่ตอบคำถาม แต่ท่านจะถามคำถามกลับมาให้เราตอบเองอีกต่างหาก สุดท้ายเมื่อผมตอบคำถามท่านไม่ได้ ปัญหาที่ผมถามไปก็จะถูกทำเป็นลืมๆไป กลับสู่วังวนเดิมๆ ทำให้ผมรู้ซึ้งว่า ไม่น่าไปถามตั้งแต่แรก
โฮะๆๆๆไอ้เฮิร์บ มึงมันช่างโฉดเขลาเบาปัญญานัก มึงคิดว่าตัวมึงคือตัวมึงหรืออย่างไร จงอย่าได้สำคัญตนนักเลยไอ้เฮิร์บเอ้ย
ผมไม่ได้ไร้เดียงสาถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรหรอกนะครับคุณผู้อ่าน ผมคิดว่ารัฐบาลหรือนักการเมืองก็ไม่ได้โง่เง่า เขารู้เหมือนอย่างที่เรารู้นั่นแหละ ว่าอะไร
เฮิร์บๆ พอๆมึงอย่าไปแซวเค้ามาก ไอ้ที่ดีๆก็ชมเค้ามั่ง ให้กำลังใจเค้าหน่อย อย่าทำตัวเป็นนักเลงคีย์บอร์ดพวกมือไม่พายแต่เอาเท้าราน้ำ อย่าเอาแต่เห่าหอน จะทำอะไรดีก็ทำๆไป
ตามนั้นเลยครับ แจ๋วครับพี่ ดีครับท่าน ทันครับผม เหมาะสมครับเจ้านาย เออ คือ ผมเล่นคีย์บอร์ดไม่เป็นหรอกครับ ผมเล่นเป็นแต่กีต้าร์ครับผม เอิ้กๆๆๆ
สวัสดีวันสงกรานต์อีกครั้งครับ ในวันครอบครัวและวันผู้สูงอายุแห่งชาตินี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าผู้อ่านทุกท่านคงได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันกับครอบครัว ญาติ พี่น้องผองเพื่อนของท่านกันถ้วนหน้านะครับ เดินทางกลับบ้าน และเดินทางกลับมาทำงานโดยสวัสดิรูป เอ้ย สวัสดิภาพทุกๆคนเลยนะครับผม สงกรานต์ปีนี้อาจจะไม่สนุกสุดเหวี่ยงเหมือนปีที่แล้วๆมา ก็คงไม่เสียหายอะไรหรอกครับ แม้ไม่ได้สนุกมากแต่ขอให้มีสติแทน มันก็น่าจะหยวนๆกันได้นะครับผมว่า
อันนินทากาเลเหมือนเทน้ำ ไม่ชอกช้ำเหมือนเอามีดมากรีดหิน แม้องค์พระปฏิมายังราคิน คนเดินดินรึจะสิ้นคนนินทา
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560
ไม่ต่างกัน
Intro:D Bm D Bm
Dทุกวันโลกเรามันก็หมุนไป Bmเรื่องราวอันหลากหลาย Dที่เคยมีอยู่อยู่มันหายไป Bm ได้รู้ก็ใจหายGได้แต่ทำAใจให้ยอมรับDมัน
Dล่องลอยว่ายวนบนกระแสธารBm แห่งกาลเวลา Dไม่ใช่แค่เพียงเธอที่อ่อนล้า Bmฉันเองก็คล้ายๆ Gมันก็เป็นAไปตามทางของDมันA
*Gลองต้านAทานแต่เอาไม่F#mอยู่ ไม่อาจBmฝืน A GวันและAคืนแปรไปฉันเปลี่ยนD A G ใจที่Aเคยมั่นคง ตอนนี้F#mมันเริ่มผิดBmเพี้ยน A Gเปลี่ยนไปเป็นAคนที่ฉันเคยเกลียด Gเปลี่ยนไปเป็นEmคนที่ฉันเคยตัดสิน Aว่าเขาเป็น
**อย่างDนั้น อย่างDmaj7นี้ ไม่Bmดี Gทั้งๆAที่รู้จักDเขา ไม่เท่าDmaj7ไหร่ ไม่ชอบBmใจ ก็Gให้ร้ายเขาAโดยไม่Dรู้ ไม่เข้าDmaj7ใจ ไม่เห็นBmใจ สุดGท้ายที่Aเจอไม่Dต่างกัน ***ไม่ต่างกันเลย
Dลำพองทนงตนว่ามีดี Bmแต่ดีไม่พอ DมัวเมาหลงเพลินกับคำเยินยอBm ท้อใจเมื่อรู้ GความจริงมันAช่างขมขื่นสิ้นDดี (ซ้ำ*,**,***,***,***)
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งนึงครับ สำหรับตอนนี้ ผมขออนุญาตินำเสนอผลงานเพลงของผมอีกหนึ่งเพลง ผ่านช่องทางบล็อกที่ชอบๆแห่งนี้ เอาไว้ในอ้อมใจของคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน สำหรับตัวของเฮิร์บเอง เฮิร์บเป็นเพียงคนยาก ระหกระเหินมาทำงานต่างถิ่นต่างที่ สำหรับผู้อ่านที่รักใคร่และเอ็นดูเฮิร์บ ขอเพียงรักเฮิร์บน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ เพียงเท่านี้ก็เป็นดังน้ำทิพย์ชโลมใจ ให้เฮิร์บน้อยๆคนนี้มีกำลังใจสามารถต่อสู้ข้ามผ่านอุปสรรคปัญหาต่างๆที่รายล้อมเข้าในชีวิต ไปได้ด้วยดีแล้วละครับกระผม เอิ้กๆๆๆมาลูกอ้อนแบบพี่เป้าครับ เอิ้กๆๆๆ
เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เขียนขึ้นมาไล่ๆกันกับเพลง ปลายทางครับ เขียนขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตของผมเองและจากคนอื่นๆในสังคมเราที่ท่านสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวันครับ เมื่อเวลาที่เรายังเด็กเมื่อประสบการณ์ชีวิตยังอ่อนด้อย เรามักจะเชื่ออะไรโดยง่าย ขาดวิจารณญาณ เชื่อโดยไม่ผ่านการคิดพิจารณาถึงเหตุผลข้อเท็จจริงกันสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าตัวเราเองณ ขณะนั้นจะเชื่อว่าเรามีเหตุผลแล้วก็ตาม พอเราเติบโตขึ้น พบเจอเรื่องราวอันหลากหลาย มุมมองในเรื่องเดิมจากที่เคยเห็นภาพแบบนึง กลับมองเห็นภาพอีกแบบและยังรู้สึกต่างออกไปจากเดิมอีกด้วย หลายๆกรณีในชีวิตของผม ที่ผมเคยปรามาส เคยคิดเคยตัดสินคนอื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ คนใกล้ตัว หรือแม้กระทั่งคนที่ผมไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อน ว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนอย่างที่เขียนในเนื้อเพลง ซึ่งมันมักจะย้อนกลับมาตอกหน้าตัวผมเองอยู่บ่อยๆ หลายๆครั้งผมสังเกตุว่ามันเป็นธรรมชาติบางอย่างของมนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆนี่แหละ ในขณะที่อีกหลายๆกรณี ผมกลับสังเกตุเห็นความจงใจของใครหรืออะไรบางอย่าง ที่ต้องการทำให้เราเชื่อว่า เราเป็นคนแบบนั้นจริงๆซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่จริงเลย เพราะมันมีทางเลือกอยู่ สุดแท้แต่ว่าจะเลือกทำหรือไม่ทำก็เท่านั้นเอง แต่ในเพลงนี้ ผมเลือกที่จะสื่อสารว่า ความผิดพลาดผิดพลั้งของคนนั้น สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกชนชั้นได้ ไม่แตกต่างกันเลย การกล่าวโทษการประนามหยามเหยียด การตัดสินผู้คนด้วยความรู้สึกและปราศจากสติยั้งคิดหรือที่เค้าเรียกกันว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น ไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และมันคงจะเกิดขึ้นอีกต่อไปในอนาคต
การกล่าวพาดพิงถึงคนอื่นโดยปราศจากอคติ คงต้องอาศัยสติ วิจารณญาณ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้ ประสบการณ์ชีวิตอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้ทั้งนั้น การหลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียนผู้อื่นก็คงเป็นการดีที่สุด หากแต่สังคมที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์กันได้เลย ก็เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเช่นกัน ยิ่งสังคมใดที่ชอบเอ่ยอ้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยละก้อ ยิ่งจำเป็นต้องพร้อมเปิดใจให้กว้างในการรับฟังทั้งคำชมและการติเตียน เพื่อแก้ไขให้ดีขึ้นจากคำครหาตำหนิ และทำให้ดียิ่งๆขึ้นไปจากคำชื่นชมนั่นเอง
ต้องตอกย้ำกันอีกสักครั้งนึงว่า การยอมรับความจริง ยอมรับความบกพร่อง ความผิดพลาด ความไม่พร้อม และอีกหลายๆความที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง สังคม ประเทศชาติและโลกของเราเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพราะเมื่อคุณยังหลอกตัวเองอยู่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว คุณก็จะไม่อยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรหรอก จริงไหมครับคุณผู้อ่าน
ไม่ได้สนับสนุนให้ใครๆมานั่งจับผิดกันนะครับ แค่หมั่นสำรวจตรวจสอบตัวเอง กิจการงานในหน้าที่ของตนเองก็น่าใจพอแล้วละครับ
สำหรับตอนนี้ ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณทุกท่านที่ยังตามมาอ่านกันอยู่ สวัสดีเดือนเมษายนครับผม
Dทุกวันโลกเรามันก็หมุนไป Bmเรื่องราวอันหลากหลาย Dที่เคยมีอยู่อยู่มันหายไป Bm ได้รู้ก็ใจหายGได้แต่ทำAใจให้ยอมรับDมัน
Dล่องลอยว่ายวนบนกระแสธารBm แห่งกาลเวลา Dไม่ใช่แค่เพียงเธอที่อ่อนล้า Bmฉันเองก็คล้ายๆ Gมันก็เป็นAไปตามทางของDมันA
*Gลองต้านAทานแต่เอาไม่F#mอยู่ ไม่อาจBmฝืน A GวันและAคืนแปรไปฉันเปลี่ยนD A G ใจที่Aเคยมั่นคง ตอนนี้F#mมันเริ่มผิดBmเพี้ยน A Gเปลี่ยนไปเป็นAคนที่ฉันเคยเกลียด Gเปลี่ยนไปเป็นEmคนที่ฉันเคยตัดสิน Aว่าเขาเป็น
**อย่างDนั้น อย่างDmaj7นี้ ไม่Bmดี Gทั้งๆAที่รู้จักDเขา ไม่เท่าDmaj7ไหร่ ไม่ชอบBmใจ ก็Gให้ร้ายเขาAโดยไม่Dรู้ ไม่เข้าDmaj7ใจ ไม่เห็นBmใจ สุดGท้ายที่Aเจอไม่Dต่างกัน ***ไม่ต่างกันเลย
Dลำพองทนงตนว่ามีดี Bmแต่ดีไม่พอ DมัวเมาหลงเพลินกับคำเยินยอBm ท้อใจเมื่อรู้ GความจริงมันAช่างขมขื่นสิ้นDดี (ซ้ำ*,**,***,***,***)
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านทุกท่านอีกครั้งนึงครับ สำหรับตอนนี้ ผมขออนุญาตินำเสนอผลงานเพลงของผมอีกหนึ่งเพลง ผ่านช่องทางบล็อกที่ชอบๆแห่งนี้ เอาไว้ในอ้อมใจของคุณผู้อ่านที่รักทุกท่าน สำหรับตัวของเฮิร์บเอง เฮิร์บเป็นเพียงคนยาก ระหกระเหินมาทำงานต่างถิ่นต่างที่ สำหรับผู้อ่านที่รักใคร่และเอ็นดูเฮิร์บ ขอเพียงรักเฮิร์บน้อยๆ แต่ขอให้รักนานๆ เพียงเท่านี้ก็เป็นดังน้ำทิพย์ชโลมใจ ให้เฮิร์บน้อยๆคนนี้มีกำลังใจสามารถต่อสู้ข้ามผ่านอุปสรรคปัญหาต่างๆที่รายล้อมเข้าในชีวิต ไปได้ด้วยดีแล้วละครับกระผม เอิ้กๆๆๆมาลูกอ้อนแบบพี่เป้าครับ เอิ้กๆๆๆ
เป็นอีกหนึ่งเพลงที่เขียนขึ้นมาไล่ๆกันกับเพลง ปลายทางครับ เขียนขึ้นจากประสบการณ์ชีวิตของผมเองและจากคนอื่นๆในสังคมเราที่ท่านสามารถพบเจอได้ในชีวิตประจำวันครับ เมื่อเวลาที่เรายังเด็กเมื่อประสบการณ์ชีวิตยังอ่อนด้อย เรามักจะเชื่ออะไรโดยง่าย ขาดวิจารณญาณ เชื่อโดยไม่ผ่านการคิดพิจารณาถึงเหตุผลข้อเท็จจริงกันสักเท่าไหร่ ถึงแม้ว่าตัวเราเองณ ขณะนั้นจะเชื่อว่าเรามีเหตุผลแล้วก็ตาม พอเราเติบโตขึ้น พบเจอเรื่องราวอันหลากหลาย มุมมองในเรื่องเดิมจากที่เคยเห็นภาพแบบนึง กลับมองเห็นภาพอีกแบบและยังรู้สึกต่างออกไปจากเดิมอีกด้วย หลายๆกรณีในชีวิตของผม ที่ผมเคยปรามาส เคยคิดเคยตัดสินคนอื่นไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ คนใกล้ตัว หรือแม้กระทั่งคนที่ผมไม่เคยรู้จักมักคุ้นมาก่อน ว่าเขาเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เหมือนอย่างที่เขียนในเนื้อเพลง ซึ่งมันมักจะย้อนกลับมาตอกหน้าตัวผมเองอยู่บ่อยๆ หลายๆครั้งผมสังเกตุว่ามันเป็นธรรมชาติบางอย่างของมนุษย์ปุถุชนอย่างเราๆนี่แหละ ในขณะที่อีกหลายๆกรณี ผมกลับสังเกตุเห็นความจงใจของใครหรืออะไรบางอย่าง ที่ต้องการทำให้เราเชื่อว่า เราเป็นคนแบบนั้นจริงๆซึ่งจริงๆแล้ว มันไม่จริงเลย เพราะมันมีทางเลือกอยู่ สุดแท้แต่ว่าจะเลือกทำหรือไม่ทำก็เท่านั้นเอง แต่ในเพลงนี้ ผมเลือกที่จะสื่อสารว่า ความผิดพลาดผิดพลั้งของคนนั้น สามารถเกิดขึ้นได้เสมอ เกิดขึ้นได้กับทุกคนทุกชนชั้นได้ ไม่แตกต่างกันเลย การกล่าวโทษการประนามหยามเหยียด การตัดสินผู้คนด้วยความรู้สึกและปราศจากสติยั้งคิดหรือที่เค้าเรียกกันว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้น ไม่เป็นผลดีกับฝ่ายใดเลย สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเสมอซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่คู่กับสังคมมนุษย์มาตั้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน และมันคงจะเกิดขึ้นอีกต่อไปในอนาคต
การกล่าวพาดพิงถึงคนอื่นโดยปราศจากอคติ คงต้องอาศัยสติ วิจารณญาณ ข้อมูล ข้อเท็จจริง ความรู้ ประสบการณ์ชีวิตอยู่ไม่น้อย ทั้งนี้ทั้งนั้น การหลีกเลี่ยงการตำหนิติเตียนผู้อื่นก็คงเป็นการดีที่สุด หากแต่สังคมที่ไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์กันได้เลย ก็เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาเช่นกัน ยิ่งสังคมใดที่ชอบเอ่ยอ้างสิทธิเสรีภาพและประชาธิปไตยละก้อ ยิ่งจำเป็นต้องพร้อมเปิดใจให้กว้างในการรับฟังทั้งคำชมและการติเตียน เพื่อแก้ไขให้ดีขึ้นจากคำครหาตำหนิ และทำให้ดียิ่งๆขึ้นไปจากคำชื่นชมนั่นเอง
ต้องตอกย้ำกันอีกสักครั้งนึงว่า การยอมรับความจริง ยอมรับความบกพร่อง ความผิดพลาด ความไม่พร้อม และอีกหลายๆความที่ไม่สร้างสรรค์ เป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เป็นแนวทางในการพัฒนาตนเอง สังคม ประเทศชาติและโลกของเราเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพราะเมื่อคุณยังหลอกตัวเองอยู่ว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันดีอยู่แล้ว คุณก็จะไม่อยากปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแก้ไขอะไรหรอก จริงไหมครับคุณผู้อ่าน
ไม่ได้สนับสนุนให้ใครๆมานั่งจับผิดกันนะครับ แค่หมั่นสำรวจตรวจสอบตัวเอง กิจการงานในหน้าที่ของตนเองก็น่าใจพอแล้วละครับ
สำหรับตอนนี้ ขอฝากไว้เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณทุกท่านที่ยังตามมาอ่านกันอยู่ สวัสดีเดือนเมษายนครับผม
วันเสาร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2560
ครั้งแรกที่แหลมพรหมเทพ
แหลมพรหมเทพ เป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของภูเก็ต ที่แขกไปใครมาก็ไม่อยากจะพลาดการมาเยือนสถานที่แห่งนี้ แหลมพรหมเทพห่างจากหาดราไวย์ไม่ถึงสิบนาทีโดยรถยนต์ ว่ากันว่า วันใดที่ท้องฟ้าไร้เมฆฝน การได้มาชมพระอาทิตย์ตกดินที่แหลมพรหมเทพนั้น จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืมทีเดียว
สองปีที่แล้วขณะที่ทำงานเป็นพนักงานขับรถรับส่งนักเรียนโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเป็นช่วงปิดเทอม ผมและพนักงานอีกหลายคน ได้รับมอบหมายให้ขับรถพานักเรียนไปท่องเที่ยวทัศนศึกษา หนึ่งในสถานที่ที่ต้องพาเหล่านักเรียนตัวน้อยไป นั่นก็คือแหลมพรหมเทพแห่งนี้นี่เองละครับ
แดดแรงมากๆครับวันนั้น แต่ก็ทำให้สมาร์ทโฟนบ้านๆถ่ายออกมาได้คมชัดเต็มสีสันทีเดียว

นักท่องเที่ยว กับร่มคันเล็ก จุ๋มจิ๋มเชียวคุณพี่
โรงแรม และหาดในหาน ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันนัก คุณอาจบรรจุลงไปในทริปของคุณหลังจากชื่นชมทัศนียภาพที่แหลมพรหมเทพเต็มอิ่มแล้ว
ต้นตาลที่ขึ้นเรียงแถวไปตามทางเดิน นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาคึกคักไม่ขาดสาย
ขยับขึ้นมาอีกนิด แต่มุมเดิม ทำให้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้นอีกหน่อย
เดินลงจากทางเดินคอนกรีต ลงสู่ตัวแหลม ยังเล็งชัดเตอร์ไปที่หาดในหาน โดยมีต้นตาลเป็นจุดนำสายตา
แหลมพรหมเทพที่คุณผู้อ่านมักจะคุ้นตากับมุมนี้
เดินไปข้างหน้า แต่ยังพะวงหลัง
มุมยอดนิยมอีกสักหนึ่งที ค่อยลงต่ำไปเรื่อยๆ
อันต้นตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก เดี๋ยวๆ ไม่ใช่แระ
แหลมพรหมเทพ นักท่องเที่ยว และเรือรบหลวง
เกาะอะไรไม่รู้ชื่อ แต่อยู่ไม่ห่างกัน น้ำทะเลสีสันสวยงาม
ต้นตาลต้นนู้นรอก่อน เดี๋ยวไปหา
โดดเดี่ยวอย่างทรนง ทุ่งหญ้าเหมือนพรมสีเขียวมีชีวิต มันพริ้วไหวนุ่มนวลสบายตาจริงๆ
ลึกลงลึกลง ยังคงหวนมองหนทางที่ผ่าน
ลึกลงไปอีก พ้นเนินดิน เผยให้เห็นตัวแหลมพรหมเทพในมุมกลับ สังเกตุด้านขวาของรูป สัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่า ผมไม่ได้มาที่จุดนี่เป็นคนแรก
ด้านซ้ายของแหลม ดูมีเสน่ห์ไม่แพ้กัน ปุยหญ้าเขียวขจีตัดกับแสงจ้าที่สะท้อนจากทะเลระยิบระยับ
อีกซักแชะนึง กันเหนียว
ปฏิมากรรมของผู้มาเยือน แสงแดดจ้าขับให้มันดูมิติมากขึ้น ยิ่งได้สีฟ้าของท้องทะเลเป็นพื้นหลัง ยิ่งทำให้องค์ประกอบด้านขวาของภาพ ดูด้อยกว่าไปเลย แต่ผมชอบต้นตาลและเงาของมันที่ทาบผ่านลงบนผืนหญ้าสีเขียวสดนั่นมากกว่า
ปลายสุดของแหลม มีคลื่นแรงกระแทกโขกหินเป็นระยะๆ
โอ้ นี่มันอะไรกัน ช่างงดงามยิ่งใหญ่ราวกับไม่ใช่ฝีมือมนุษย์ เอิ้กๆๆ ขำๆนะครับ การเรียงตัวระเกะระกะไม่เป็นระเบียบ ของปฎิมากรรมหินเรียงเหล่านี้ กลับทำให้ดูมีชีวิตชีวา มีจังหวะมีพลวัติ รึผมคิดไปเองเนี่ย เอิ้กๆๆ
ในเมื่อชอบองค์ประกอบนี้ ก็เน้นหนักขึ้นอีกหน่อย
ก็ได้อยู่นะ อืม ใช้ได้ๆ เอิ้กๆๆๆ
มนุษย์เรา เมื่อลงต่ำสุด ก็กลับสู่สามัญ ฮือ มันใช่เหรอวะไอ้เฮิร์บ เอิ้กๆๆ
ทางสามแยก (สามแพร่งมันจะหลอนไป)โล่งๆโปร่งๆสบายตา
ขอปิดท้ายทริปนี้ด้วยภาพนี้ครับ บนตัวแหลมที่รายล้อมไปด้วยต้นกระถินณรงณ์
นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มีโอกาสไปเยือนสถานที่แห่งนี้ และมีโอกาสเก็บภาพประทับใจเหล่านี้ไว้ด้วย ช่วงเวลาที่ไม่ถึงสองชั่วโมงที่อยู่ที่นั่น นับว่าคุ้มค่ามากสำหรับผม
แม้ว่าภาพถ่ายเหล่านี้จะมีอายุล่วงเลยมากว่าสามปีแล้วก็ตาม แต่ภาพชุดนี้ก็ยังสดใหม่เสมอในความรู้สึกของผม แน่นอน ผมก็คงไม่อาจเก็บความประทับใจเช่นนี้ไว้ชื่นชมคนเดียวได้แน่ ก็เลยขอถือโอกาสนี้แบ่งปันให้ผู้อ่านได้ซึมซับความรู้สึกประทับใจนี้ไปด้วยกันกับผม ด้วยภาพถ่ายชุดนี้
แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าครับ
วันอังคารที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2560
แรงบาลดาลใจ เสียงดนตรี และกีต้าร์
จำได้ว่าเมื่อตอนอายุสักสามสี่ขวบ พี่ชายผมไม่รู้ไปเอากีต้าร์ของใครมาหัดเล่นที่บ้าน นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเครื่องดนตรีชนิดนี้จริงๆใกล้ๆเป็นครั้งแรก แต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไรเลย ผมก็ดูๆแล้วก็ลืมๆไป แล้วก็เห็นศิลปินน้องร้องในสมัยนั้นเขาเล่นดนตรีออกทีวีกัน สมัยก่อนก็ต้องรายการโลกดนตรีละครับ แต่ที่อยู่มายาวนานจนถึงวันนี้เห็นจะมีอยู่เจ้าเดียว นั้นคือเจ็ดสีคอนเสิร์ตครับ คนสมัยนั้นก็ชอบไปดูฟรีคอนเสิร์ตกันครับ ไม่ได้ไปกันธรรมดา ควรจะเรียกว่า แห่ กันไปดูน่าจะเหมาะกว่า เพราะดูแล้วคนเยอะมากๆ ในแต่ละสัปดาห์ บนเวทีคอนเสิร์ต ที่โดดเด่นสะดุดตาคนดูอย่างผมก็จะเห็นแต่นักร้องนำและเล่นกีต้าร์นี่แหละครับ รู้สึกว่าคนเล่นกีต้าร์นี่ มันเท่ดีแฮะ อยากเป็นศิลปินแบบเขามั่งจัง เวลาบอกคนดูให้กรี๊ดก็กรี๊ด ไม่บอกอะไรก็กรี๊ด บอกให้ยกมือตบมือก็เอ้า ตามใจ โบกมือไปทางซ้าย เอ้า ซ้าย โบกไปทางขวา เอ้า จะรออะไร ก็ขวาสิครับ มักจะเป็นกันอย่างนั้นเสมอเวลาที่ผมดูคอนเสิร์ตในทีวี ดูเหมือนศิลปินจะมีอิทธิพลกับคนดูมากๆใช่ไหมครับ ว่ากันตั้งแต่การแต่งเนื้อแต่งตัว ทรงผมที่เป็นรูปลักษณ์ภายนอก ความคิดความอ่านการพูดการจาที่เป็นบุคคลิกภาพภายใน คนส่วนนึงและโดยมากมักจะเป็นวัยรุ่นก็มักจะได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินดารากันมาซะส่วนใหญ่ สมัยนี้ก็คงมีเรื่องไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตรวมเข้าไปด้วยสินะ
จะว่าไปแล้ว ช่วงเวลาที่ผมยังเด็กและเริ่มจำความได้นั้น มันเป็นยุคที่สื่อโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ครองเมือง มันเข้าถึงบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง และเข้าถึงได้ง่ายด้วยครับ กำลังบูมสุด ธุรกิจการค้าใดๆ ถ้าหากได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยสื่อสามแขนงนี้ มักจะได้รับผลในทางบวกเสมอ เม็ดเงินในธุรกิจการโฆษณานั้นมีมูลค่ามหาศาล วิชาชีพสื่อสารมวลชน จึงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนมากมาย กระหายอยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น จนกระทั่งการมาถึงของอินเทอร์เน็ต แม้กระนั้น อินเทอร์เน็ตก็ยังต้องใช้เวลากว่ายี่สิบปี ในการพัฒนาของตัวมันเองโดยผู้ให้บริการและผู้บริโภค จากสื่อเฉพาะกลุ่มที่มีคนใช้งานจำนวนจำกัดในแวดวงธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่และการศึกษา ในมหาวิทยาลัย ก่อนจะขยายตัวออกไปจนได้รับความนิยมในวงกว้าง ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนทั่วไป ในฐานะสื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร ข้อมูลข่าวสารและธุรกิจการค้า ข้อได้เปรียบเรื่องความยืดหยุ่น ความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ความสะดวกในการเข้าถึงในทุกที่ทุกเวลา สามารถทลายข้อจำกัดเดิมๆของสื่อเก่าทั้งสามแขนงลงไป และสื่อเก่าถูกลดบทบาทลงไปโดยปริยาย เม็ดเงินส่วนหนึ่งในงบประมาณการโฆษณาจากสื่อหลักทั้งสาม ถูกดึงมาสู่โลกอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เพราะราคาถูกกว่า และให้ผลดีกว่าเมื่อเทียบกับสื่อเก่า และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆต่อไป
ช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้อ่านคงได้ยินข่าวการปิดตัวลงของนิยสารหลายเล่ม ซึ่งบางเล่มนั้นมีมายาวนานกว่าตอนที่ผมเกิดซะอีก น่าเศร้าที่สื่อสิ่งพิมพ์ที่เคยสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยของเราเหล่านี้ ต้องถึงคราวกล่าวอำลาผู้อ่านไป แต่ผมก็ยังได้รับรู้มาบ้างว่า นิตยาสารบางเล่มที่ปิดตัวลงในรูปแบบสิ่งพิมพ์ ก็กลับมาเปิดตัวด้วยการอวตารมาในร่างใหม่ในโลกออนไลน์นี่เอง ครับ ก็ต้องปรับตัวกันหน่อยเพื่อความอยู่รอด โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว
ช่วงที่ผมเริ่มเรียนม.ต้น พี่ๆของผมมักจะมีเทปคาสเซตของศิลปินทั้งไทยและเทศมาเปิดฟังกันที่บ้านเสมอๆ ทั้งที่ซื้อบ้าง หยิบยืมเพื่อนมาฟังบ้างคละๆกันไป ผมคิดว่ามันค่อนข้างราคาสูงอยู่พอสมควรนะสมัยนั้นน่ะ เจ็ดสิบแปดสิบบาทต่อม้วนแน่ะ ในขณะที่สุราแม่โขงยังขวดละร้อย บุหรี่กรองทิพย์ซองละสิบสี่บาท ก๋วยเตี๋ยวก๋วยจั๊บก็อยู่ที่ชามละสิบบาท ก็ถือว่าเอาการอยู่สำหรับวัยรุ่นที่ยังหารายได้เองไม่ได้ กว่าจะได้มาฟังแต่ละม้วนก็ต้องอดข้าวกันเป็นอาทิตย์ๆเพื่อเก็บตังค์มาซื้อละครับ ส่วนอัลบั้มเพลงที่เป็นแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีของผม ก็เห็นจะเป็น อัลบั้มชุด บันทึกการเดินทาง ของศิลปินเพื่อชีวิตเลือดใหม่(ในสมัยนั้น) ของวงการ ครับ พี่ปูพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ คนนี้นี่เอง ชุดนี้เป็นงานชุดที่สอง จากชุดที่หนึ่งคือชุด เสือสิบเอ็ดตัว ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย ทั้งยอดขายและความนิยมในหมู่มวลนักฟังเพลง ในอัลบั้มชุดบันทึกการเดินทาง ก็จะมีเพลงฮิตๆอย่างเพลง ผีโรงเย็น ถึงเพื่อน คิดถึง เธอผู้เสียสละ อยู่คนเดียว ว่ากันจริงๆแล้ว เพลงสมัยนั้นอัลบั้มนึงมักจะได้รับความนิยมกันหลายเพลง ศิลปินบางรายอาจจะฮิตทั้งอัลบั้มก็มีมากมายเช่นกัน นั้นอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการฟังของคนฟังสมัยนั้นด้วย คือมักจะเปิดฟังไปจนครับทุกเพลงทั้งสองหน้า ทั้งหน้าเอและบี(ไม่ใช่เกงในนะครับ เอิ้กๆๆๆ)เรียกว่าฟังกันยาวๆในคราวเดียว สะกดจิตตัวเองด้วยเพลงของศิลปินที่ชื่นชอบทีนึง ก็ราวๆชั่วโมงครึ่งละครับ อัลบั้ม บันทึกการเดินทางของพี่ปู ก็จะถูกเปิดด้วยเครื่องเสียงสเตอริโอไพโอเนียของพ่อในแทบจะทุกครั้งที่พ่อไม่อยู่ (พ่อแกก็จะฟัง ชรินทร์ นันทนาคร หยาดนภาลัย สุเทพ วงศ์คำแหง วินัย พันธุรักษ์ ลูกทุ่งบ้าง สลับกับตลกบ้างแล้วแต่อารมณ์แก)เพลงของพี่ปูก็ติดหูง่ายครับ อัลบั้มชุดนี้ออกมาไม่นานก็ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง เรื่องราวชีวิตของนักดนตรีหนุ่มคนนี้ก็ได้เริ่มถูกเล่าขานต่อๆกัน เขาเป็นใคร มาจากไหน เขาเดินทางมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าค้นหามากๆสำหรับ เด็กที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นอย่างผมและใครอีกหลายๆคน สมัยนี้เค้าคงเรียกว่า ไอดอล นั่นแหละ ผ้าโผกหัว กอดกีต้าร์ ตาโรยๆ เป็นภาพจำของพี่ปูในหัวของผมตอนนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมสนใจที่จะเล่นกีต้าร์และแต่งเพลงเป็นครั้งแรกเหมือนพี่ปูจากอัลบั้มชุดนี้ของแกนั้นเอง
คุณผู้อ่านจำเพื่อนของผมที่เสียชีวิตเพราะการดื่มได้ไหมครับ เพื่อนคนนี้เป็นคนเอากีต้าร์มาหัดเล่นที่โรงเรียนเป็นคนแรกๆครับ ก็ฮือฮากันพอสมควรสำหรับเพื่อนๆในห้องไอ้ผมก็ได้แต่เมี่ยงมองมันหัดจับคอร์ด ตีคอร์ดโน้นนี่ไปเรื่อย ในใจคิดว่ามันยากเกินไปสำหรับผม แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ยังได้ขอกีต้าร์ของเพื่อนมาลูบๆคลำๆซะหน่อยเหมือนกัน มันเจ็บนิ้วชะมัดเลยครับเวลาเราใช้นิ้วกดสายกีต้าร์เนี่ยคุณผู้อ่านที่เคยหัดเล่นคงจะจำความรู้สึกแบบนั้นได้นะ ผมว่า ช่วงเวลาที่ผมเรียนม.ต้นนั้น ยังมีวงดนตรีไอดอลที่ไม่พูดถึงเลยก็คงทำให้ไม่ได้บรรยากาศกลิ่นอายของยุคนั้นได้สมบูรณ์นัก แนวเพลงคันทรีร็อคนั้น ในเมืองไทยถือว่าใหม่มากๆ แต่ก็ใช่ว่าไม่เคยมี แค่เพียงจะไม่ชัดเจนโดดเด่นเท่าวงนี้เท่านั้นเอง ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมกำลังพูดถึงวงอินคา อัลบั้มชุดแรก คนล่าฝัน นักดนตรีหนุ่มผมยาวหกคน มาพร้อมกับแนวเพลงลูกทุ่งอเมริกัน และแน่นอน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของพวกเขาก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน สไตล์คาวบอยตะวันตก เพลงแรกที่ปล่อยออกมาสู่โสตประสาทของสาธารณชน ก็ได้รับการตอบรับที่ดียิ่ง กระแสความแรงของเพลงส่งผลให้คลื่นวิทยุต่างๆต้องเปิดให้ผู้ฟัง ฟังกันทุกวัน วันละหลายๆครั้ง เหมือนเพลงฮิตทั่วๆไปตามสูตร วัยรุ่นอย่างผมก็อยากร้องอยากเล่นดนตรีมากขึ้นแล้วในตอนนั้น ความหลงไหลคลั่งไคล้ในเสียงเพลงเสียงดนตรีมันเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆและมันกำลังผลักดันให้ผมเริ่มต้น
งานกิจกรรมการออกร้านของโรงเรียน มักจะมีกิจกรรมอื่นๆเสริมเพิ่มเติมเข้าด้วย เช่น การประกวดวงดนตรีของนักเรียนเป็นต้น ในปีการศึกษาแรกของนักเรียนม.หนึ่งอย่างผม การได้มีประสบการณ์ชมการประกวดวงดนตรีของโรงเรียนนั้นมันได้เปิดโลกทัศน์ของผมให้กว้างขึ้นอีกมากโข ช่างน่าประทับใจนัก ไม่เพียงแต่ฝีไม้ลายมือของวงดนตรีต่างๆที่เข้าประกวดเท่านั้น การได้เห็นนักเรียนสาวม.ปลาย น่ารักๆ อย่างเธอคนนั้น นักเรียนหญิงม.4 ในชุดนักเรียน ผมสั้นเสมอหู ขาวหมวยรูปร่างกะทัดรัด ยืนลีดกีต้าร์อย่างสุขุมมั่นอกมั่นใจไม่แพ้นักกีต้าร์มืออาชีพที่เคยเห็นในทีวีเลยแม้แต่น้อยนั้น ยิ่งทำให้งานออกร้านของโรงเรียนตราตรึงใจไปอีกนานแสนนาน ภาพของเธอวันนั้น ยังติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ และตลอดสามปีที่เรียนม.ต้น ผมก็มีเธอเป็นขวัญใจเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แม้เธอจะไม่เคยรับรู้เลยก็ตาม แหะๆ มันเป็นฝันกลางวันของหนุ่มน้อยซึ่งหมออ้อยเพิ่งขึ้นครับเอิ้กๆๆๆ ขวัญใจของผมคนนี้ เธอจะมีมอเตอร์ซูซูกิ อากิร่า อาร์อาร์ สีแดง ดิสก์เบรคหน้าหลัง(ค่ายซูซูกิ เข็นรุ่นนี้ออกมาสู้กับคู่แข่งอย่างฮอนด้า ที่มีรุ่นอาร์ รุ่นเอส รุ่นอาร์เอส ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็สู้ไม่ได้จริงๆ จากนั้นมอเตอร์ไซต์รุ่นเล็กของค่ายซูซูกิในเมืองไทยก็หยุดพัฒนาและไม่มีออกสู่ตลาดอีกนานเลยครับ)ขับมาโรงเรียนครับ ทุกเช้าเย็นเมื่อผ่านไปทางที่จอดมอเตอร์ไซต์ ผมก็จะคอยชะเง้อชะแง้แลมองหาเธอทุกครั้งไป วันไหนโชคดีเห็นเธอ ผมก็จะอารมณ์ดีได้ทั้งวันเลยละครับ เป็นความสุขเล็กๆน้อยๆครับ สำหรับเธอผู้เป็นอีกหนึ่งในแรงบันดาลใจของผม ขนาดสาวน้อยผู้บอบบางคนนั้น เธอยังทำมันได้ ไม่สิ ไม่ใช่แค่ทำได้ เธอทำได้ยอดเยี่ยมเลยต่างหาก นั่นยิ่งทำให้ผมมุ่งมันที่จะฝ่ากำแพงความคิดที่ว่า มันยากเกินไปสำหรับผม ไปให้ได้
เมื่อตอนขึ้นชั้นม.3 ผมได้ถูกชักชวนจากเพื่อนในห้องคนหนึ่งให้มาเล่นดนตรีในตำแหน่งมือเบส และร้องนำ ไม่รู้มันคิดอะไรของมัน มันอาจจะคิดว่าผมมีแววก็ได้ แต่มันคิดผิดไปเยอะเชียวครับ เอิ้กๆๆ มันบอกผมว่า เบสง่ายจะตาย จับทีละเส้น แล้วก็ดีดทีละเส้น ไม่เห็นจะยากเลย ผมก็เออว่ะ จริงของมึง ผมเชื่อคนง่ายครับ เอาไงเอากันสิวะ เอิ้กๆๆ อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ซ้อมกันในวันเสาร์อาทิตย์ประมาณสามสัปดาห์ เวลาแค่นั้นกับคนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยเกี่ยวกับดนตรี ต้องบอกว่ามันกดดันมากจริงๆครับ วงเรามีสี่คน มีผมเป็นมือเบสร้องนำ เพื่อนผมเป็นมือกีต้าร์ และรุ่นน้องม.2อีกสองคนเล่นคีย์บอร์ดและมือกลอง เป็นวงที่เซ็ทขึ้นเฉพาะกิจ เพราะหลังจากจบงานโชว์และซ้อมกันอีกสองสามครั้ง พวกเราก็ตัดสินใจยุบวง ทั้งๆที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลยด้วยซ้ำไป มาไว เคลมเร็วทันใจดีไหมครับ เอิ้กๆๆๆ แล้วผมก็ได้ขึ้นเล่นดนตรีบนเวทีเป็นครั้งแรกในชีวิต งานวันเด็กแห่งชาติปี2535ที่กองบินยี่สิบเอ็ด มันเป็นสามเพลงที่ทรมานและยาวนานจริงๆ (ผมจำได้สองเพลง คือมาเพื่อลาของ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และลิปซิ้งค์ ของภุชงค์ โยธาพิทักษ์ อีกเพลงจำไม่ได้ครับ ลืม นึกไม่ออกเลย)ผมงี้สั่นไปทั้งตัว ตื่นเต้น ประหม่าที่สุดในโลก ที่เค้าว่ากันว่าตื่นเวทีนั้น ผมประสบมาด้วยตัวเองแล้ว ซาบซึ้งจนวันตายเลยละครับ ทั้งสามเพลง เราผ่านมันไปด้วยความทุลักทุเล จริงๆแล้วไม่ใช่เรา แค่ผมต่างหาก สมาชิกในวงอีกสามคนนั้น มีทักษะและประสบการณ์ชั่วโมงบินมีมากกว่าผมเยอะ และไม่ได้รู้สึกอะไรแบบผมมากมาย ยังดีที่คนดูเป็นแค่เด็กน้อยไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว และไม่ค่อยได้สนใจโชว์บนเวทีมากนัก นอกจากมีจะเกมชิงรางวัลขนมของเล่นเท่านั้น จึงจะดึงความสนใจของเด็กๆมาที่เวทีได้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันเป็นประสบการณ์ที่ห่วยแตกอยู่ดี ให้ตายเถอะ
คนแถวบ้านผมนิยมเรียนม.ปลายกันน้อยครับ เค้ามักสนับสนุนให้คนเรียนสายอาชีพสายช่างกันเสียมาก ยิ่งถ้าบ้านไหนมีลูกชายนี่ยิ่งต้องให้เรียนเทคนิคเทคโนกันไปเลยครับ ถึงจะเป็นร.ร.เอกชนเค้าก็ยอมส่ง ไม่ก็จบม.3ก็ส่งเข้ากรุงเทพฯ จะเรียนจะทำงานก็ค่อยว่ากันอีกที หมู่บ้านผมมีหลุดมาคนนึงครับ ที่ไม่ได้เรียนสายช่าง แกห่างจากผมสามปี เรียนม.4ในตัวอำเภอ ตอนนั้นผมม.1เราเที่ยวด้วยกันกินเหล้าด้วยกัน ไปดูหนังฟังหมอลำด้วยกัน แอบดูดบุหรี่ด้วยกัน แก็งค์เราจะมีกันสี่คนครับ คนนึงปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนพี่คนนี้และอีกคนในแก็งค์ ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ พี่คนนี้แกเป็นคนมอบสิ่งที่ล้ำค่ามากๆสำหรับผมสิ่งนึง จริงๆแล้ว มันก็มีค่ากับจิตใจของแกไม่แพ้กัน เพราะมันเป็นของขวัญวันเกิดที่พ่อซื้อให้แกครับ แต่แกกลับมอบให้ผมโดยไม่คิดเสียดายเลยสักนิด มันคือตัวแทนของมิตรภาพ น้ำใสใจจริงของเพื่อนที่พึงมีต่อเพื่อน น่าเสียดายที่ผมรักษามันไว้ไม่ได้ และผมเสียใจจริงๆ กีต้าร์โปร่งยี่ห้อโจโจ้ ราคาแปดร้อยบาท สีเปลือกมังคุดตัวนั้น เพื่อนของพี่สาวยืมไป แล้วมันก็เอาไปเลย ที่เจ็บใจก็คือ พี่สาวผมเป็นคนเอาไปให้เพื่อนมันยืมนี่แหละ ไอ้เพื่อนเวรของมัน ผมก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาสักครั้ง แถมพี่ผมมันก็ไม่รับผิดชอบอะไรสักอย่าง คิดแล้วยังแค้นไม่หาย
หลังจากที่แกให้ผมหยิบยืมไปหัดเล่นครั้งแล้วครั้งเล่า(กับหนังสือเพลงที่มีรูปคอร์ด เราหัดก็จับตามรูปครับ) ผมก็มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าเล่นเป็นเพลงบ้างแล้ว และพี่แกก็บอกผมแบบนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งวันนึง แกคงคิดว่ามันสมควรแกเวลาแล้ว เหมือนทุกครั้งๆที่กลับจากเรียนหนังสือ ผมจะตรงดิ่งไปที่บ้านแกโดยจักรยานคันเก่งของผม ไม่ถึงห้านาทีจากบ้านผมไปบ้านแก ผมก็เอ่ยปากยืมกีต้าร์ของแกทันที แกก็เดินขึ้นบ้านไป และหยิบกีต้าร์ตัวนั้นลงมายื่นให้ผม แล้วเอ่ยขึ้นว่า ไม่ต้องเอามาคืนแล้วนะ เอาไปเลย ผมชะงักเล็กน้อย แล้วมองหน้าแก แล้วก็มองไปที่ดวงตาของแก แกก็บอกอีกว่า เอาไปเลยไม่ต้องยืมแล้ว พี่ให้ นัยตาแกมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เหมือนกับจะบอกว่า สัตว์เอ้ย เอาไปเถอะ กูรำคาญยืมได้ยืมดีนะมึง อะไรทำนองนี้ วินาทีนั้นหัวใจผมลิงโลดพองโต แต่ก็ยังสงสัยว่าแกประชดผมรึเปล่าอยู่ดี แกเคยบอกผมนะ ว่าแกไม่เคยหยิบมาเล่นเลยตั้งแต่ได้มันมา และจะว่าไปแล้วผมเองก็ไม่เคยเห็นแกเล่นสักทีเหมือนกัน มันแปลกๆอยู่นะคุณผู้อ่านว่าไหม
หลังจากที่ได้กีต้าร์มาเป็นของตัวเองแล้ว ผมรู้สึกสุขใจเพียงใดไม่ต้องบอก ยิ้มพลางเดินพลางสบายดี มันดีไปหมดเลยครับ ผมหยิบมันมาเล่นทุกครั้งที่โอกาสอำนวย ผมพามันไปหลายที่หลายแห่ง ท่องยุทธจักรไปด้วยกัน ไปร้องไปเล่นกันในวงเหล้ากับมวลหมู่มิตรสหายเป็นเวลากว่าสี่ปี ผมรู้สึกว่าผมมีฝีมือไม่น้อย รู้สึกว่ากูก็เก่งเหมือนกันแฮะ(เริ่มลำพองตนแล้ว) แต่ในความเป็นจริงเมื่อนึกย้อนไปถึงตอนนั้น คำว่าเก่ง มันไกลห่างจากผมเป็นล้านๆปีแสงทีเดียว แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังห่างไกลอยู่มากเหลือเกิน (คุณผู้อ่านอาจสงสัย ในเมื่อห่างเป็นล้านๆปีแสง แล้วมึงมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรไอ้เฮิร์บ คืองี้ครับ อีตอนที่ฝีมือของผมมันยังอยู่แอนโดรมีด้ากาแล็คซี่อันไกลโพ้นนั้น ตอนนั้นผมเห็นยานเอ็นเตอร์ไพรซ์ของกัปตันเคิร์กแล่นผ่านมาพอดี ผมเลยโบกยานแก แกก็เลยจอดรับผมขึ้นยาน แล้วก็พาฝีมือพอก่ำก่าของผมวาร์ปมาโผล่ที่บล็อกที่ชอบที่ชอบนี่ละครับ ขำๆนะครับ อย่าซีรีอัส เอิ้กๆๆๆ)เล่นมากว่ายี่สิบปีแล้วยังไม่เก่งเลย แล้วจะเล่นไปทำไม เสียเวลา คุณผู้อ่านอาจจะถามแบบนี้ จริงๆแล้วผมก็ถามตัวเองเหมือนกัน ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกสนุกและเป็นหนึ่งเดียวกับดนตรีหรือเสียงเพลงนี่ละครับซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นที่เก่งหรือไม่หรือคุณเป็นแค่ผู้เสพผู้ฟังมันก็ไม่สำคัญเลยสักนิด มันคงเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เราได้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ปลดเปลื้องทุกสิ่งทุกอย่างออกไปชั่วคราวได้อย่างน่าอัศจรรย์นั่นเองกระมัง อาจจะเป็นเหมือนสภาวะไรน้ำหนัก เป็นอิสระจากแรงโน้มถ่วง หรืออาจเป็นเพราะว่า ผมยังไม่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกนั้นเลยจริงๆก็เป็นได้ ผมคงต้องค้นหาคำตอบนั้นต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป ....ดีไหมหว่า
จะว่าไปแล้ว ช่วงเวลาที่ผมยังเด็กและเริ่มจำความได้นั้น มันเป็นยุคที่สื่อโทรทัศน์ วิทยุ สิ่งพิมพ์ครองเมือง มันเข้าถึงบุคคลทั่วไปอย่างกว้างขวาง และเข้าถึงได้ง่ายด้วยครับ กำลังบูมสุด ธุรกิจการค้าใดๆ ถ้าหากได้รับการโฆษณาประชาสัมพันธ์โดยสื่อสามแขนงนี้ มักจะได้รับผลในทางบวกเสมอ เม็ดเงินในธุรกิจการโฆษณานั้นมีมูลค่ามหาศาล วิชาชีพสื่อสารมวลชน จึงเป็นแรงบันดาลใจและเป็นแรงผลักดันให้ผู้คนมากมาย กระหายอยากจะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในนั้น จนกระทั่งการมาถึงของอินเทอร์เน็ต แม้กระนั้น อินเทอร์เน็ตก็ยังต้องใช้เวลากว่ายี่สิบปี ในการพัฒนาของตัวมันเองโดยผู้ให้บริการและผู้บริโภค จากสื่อเฉพาะกลุ่มที่มีคนใช้งานจำนวนจำกัดในแวดวงธุรกิจองค์กรขนาดใหญ่และการศึกษา ในมหาวิทยาลัย ก่อนจะขยายตัวออกไปจนได้รับความนิยมในวงกว้าง ได้รับการยอมรับจากสาธารณชนทั่วไป ในฐานะสื่อที่ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบัน ทั้งด้านการติดต่อสื่อสาร ข้อมูลข่าวสารและธุรกิจการค้า ข้อได้เปรียบเรื่องความยืดหยุ่น ความรวดเร็วในการติดต่อสื่อสาร ความสะดวกในการเข้าถึงในทุกที่ทุกเวลา สามารถทลายข้อจำกัดเดิมๆของสื่อเก่าทั้งสามแขนงลงไป และสื่อเก่าถูกลดบทบาทลงไปโดยปริยาย เม็ดเงินส่วนหนึ่งในงบประมาณการโฆษณาจากสื่อหลักทั้งสาม ถูกดึงมาสู่โลกอินเตอร์เน็ตมากขึ้น เพราะราคาถูกกว่า และให้ผลดีกว่าเมื่อเทียบกับสื่อเก่า และมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆต่อไป
ช่วงระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมา ผู้อ่านคงได้ยินข่าวการปิดตัวลงของนิยสารหลายเล่ม ซึ่งบางเล่มนั้นมีมายาวนานกว่าตอนที่ผมเกิดซะอีก น่าเศร้าที่สื่อสิ่งพิมพ์ที่เคยสร้างคุณูปการให้กับสังคมไทยของเราเหล่านี้ ต้องถึงคราวกล่าวอำลาผู้อ่านไป แต่ผมก็ยังได้รับรู้มาบ้างว่า นิตยาสารบางเล่มที่ปิดตัวลงในรูปแบบสิ่งพิมพ์ ก็กลับมาเปิดตัวด้วยการอวตารมาในร่างใหม่ในโลกออนไลน์นี่เอง ครับ ก็ต้องปรับตัวกันหน่อยเพื่อความอยู่รอด โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว
ช่วงที่ผมเริ่มเรียนม.ต้น พี่ๆของผมมักจะมีเทปคาสเซตของศิลปินทั้งไทยและเทศมาเปิดฟังกันที่บ้านเสมอๆ ทั้งที่ซื้อบ้าง หยิบยืมเพื่อนมาฟังบ้างคละๆกันไป ผมคิดว่ามันค่อนข้างราคาสูงอยู่พอสมควรนะสมัยนั้นน่ะ เจ็ดสิบแปดสิบบาทต่อม้วนแน่ะ ในขณะที่สุราแม่โขงยังขวดละร้อย บุหรี่กรองทิพย์ซองละสิบสี่บาท ก๋วยเตี๋ยวก๋วยจั๊บก็อยู่ที่ชามละสิบบาท ก็ถือว่าเอาการอยู่สำหรับวัยรุ่นที่ยังหารายได้เองไม่ได้ กว่าจะได้มาฟังแต่ละม้วนก็ต้องอดข้าวกันเป็นอาทิตย์ๆเพื่อเก็บตังค์มาซื้อละครับ ส่วนอัลบั้มเพลงที่เป็นแรงบันดาลใจในการเล่นดนตรีของผม ก็เห็นจะเป็น อัลบั้มชุด บันทึกการเดินทาง ของศิลปินเพื่อชีวิตเลือดใหม่(ในสมัยนั้น) ของวงการ ครับ พี่ปูพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ คนนี้นี่เอง ชุดนี้เป็นงานชุดที่สอง จากชุดที่หนึ่งคือชุด เสือสิบเอ็ดตัว ที่ประสบความสำเร็จไม่น้อย ทั้งยอดขายและความนิยมในหมู่มวลนักฟังเพลง ในอัลบั้มชุดบันทึกการเดินทาง ก็จะมีเพลงฮิตๆอย่างเพลง ผีโรงเย็น ถึงเพื่อน คิดถึง เธอผู้เสียสละ อยู่คนเดียว ว่ากันจริงๆแล้ว เพลงสมัยนั้นอัลบั้มนึงมักจะได้รับความนิยมกันหลายเพลง ศิลปินบางรายอาจจะฮิตทั้งอัลบั้มก็มีมากมายเช่นกัน นั้นอาจเป็นเพราะพฤติกรรมการฟังของคนฟังสมัยนั้นด้วย คือมักจะเปิดฟังไปจนครับทุกเพลงทั้งสองหน้า ทั้งหน้าเอและบี(ไม่ใช่เกงในนะครับ เอิ้กๆๆๆ)เรียกว่าฟังกันยาวๆในคราวเดียว สะกดจิตตัวเองด้วยเพลงของศิลปินที่ชื่นชอบทีนึง ก็ราวๆชั่วโมงครึ่งละครับ อัลบั้ม บันทึกการเดินทางของพี่ปู ก็จะถูกเปิดด้วยเครื่องเสียงสเตอริโอไพโอเนียของพ่อในแทบจะทุกครั้งที่พ่อไม่อยู่ (พ่อแกก็จะฟัง ชรินทร์ นันทนาคร หยาดนภาลัย สุเทพ วงศ์คำแหง วินัย พันธุรักษ์ ลูกทุ่งบ้าง สลับกับตลกบ้างแล้วแต่อารมณ์แก)เพลงของพี่ปูก็ติดหูง่ายครับ อัลบั้มชุดนี้ออกมาไม่นานก็ฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง เรื่องราวชีวิตของนักดนตรีหนุ่มคนนี้ก็ได้เริ่มถูกเล่าขานต่อๆกัน เขาเป็นใคร มาจากไหน เขาเดินทางมาสู่จุดนี้ได้อย่างไร นั้นเป็นเรื่องที่น่าสนใจและน่าค้นหามากๆสำหรับ เด็กที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่นอย่างผมและใครอีกหลายๆคน สมัยนี้เค้าคงเรียกว่า ไอดอล นั่นแหละ ผ้าโผกหัว กอดกีต้าร์ ตาโรยๆ เป็นภาพจำของพี่ปูในหัวของผมตอนนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ผมสนใจที่จะเล่นกีต้าร์และแต่งเพลงเป็นครั้งแรกเหมือนพี่ปูจากอัลบั้มชุดนี้ของแกนั้นเอง
คุณผู้อ่านจำเพื่อนของผมที่เสียชีวิตเพราะการดื่มได้ไหมครับ เพื่อนคนนี้เป็นคนเอากีต้าร์มาหัดเล่นที่โรงเรียนเป็นคนแรกๆครับ ก็ฮือฮากันพอสมควรสำหรับเพื่อนๆในห้องไอ้ผมก็ได้แต่เมี่ยงมองมันหัดจับคอร์ด ตีคอร์ดโน้นนี่ไปเรื่อย ในใจคิดว่ามันยากเกินไปสำหรับผม แต่ยังไงก็ตาม ผมก็ยังได้ขอกีต้าร์ของเพื่อนมาลูบๆคลำๆซะหน่อยเหมือนกัน มันเจ็บนิ้วชะมัดเลยครับเวลาเราใช้นิ้วกดสายกีต้าร์เนี่ยคุณผู้อ่านที่เคยหัดเล่นคงจะจำความรู้สึกแบบนั้นได้นะ ผมว่า ช่วงเวลาที่ผมเรียนม.ต้นนั้น ยังมีวงดนตรีไอดอลที่ไม่พูดถึงเลยก็คงทำให้ไม่ได้บรรยากาศกลิ่นอายของยุคนั้นได้สมบูรณ์นัก แนวเพลงคันทรีร็อคนั้น ในเมืองไทยถือว่าใหม่มากๆ แต่ก็ใช่ว่าไม่เคยมี แค่เพียงจะไม่ชัดเจนโดดเด่นเท่าวงนี้เท่านั้นเอง ท่านผู้มีเกียรติครับ ผมกำลังพูดถึงวงอินคา อัลบั้มชุดแรก คนล่าฝัน นักดนตรีหนุ่มผมยาวหกคน มาพร้อมกับแนวเพลงลูกทุ่งอเมริกัน และแน่นอน เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายของพวกเขาก็เป็นไปในแนวทางเดียวกัน สไตล์คาวบอยตะวันตก เพลงแรกที่ปล่อยออกมาสู่โสตประสาทของสาธารณชน ก็ได้รับการตอบรับที่ดียิ่ง กระแสความแรงของเพลงส่งผลให้คลื่นวิทยุต่างๆต้องเปิดให้ผู้ฟัง ฟังกันทุกวัน วันละหลายๆครั้ง เหมือนเพลงฮิตทั่วๆไปตามสูตร วัยรุ่นอย่างผมก็อยากร้องอยากเล่นดนตรีมากขึ้นแล้วในตอนนั้น ความหลงไหลคลั่งไคล้ในเสียงเพลงเสียงดนตรีมันเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆและมันกำลังผลักดันให้ผมเริ่มต้น
งานกิจกรรมการออกร้านของโรงเรียน มักจะมีกิจกรรมอื่นๆเสริมเพิ่มเติมเข้าด้วย เช่น การประกวดวงดนตรีของนักเรียนเป็นต้น ในปีการศึกษาแรกของนักเรียนม.หนึ่งอย่างผม การได้มีประสบการณ์ชมการประกวดวงดนตรีของโรงเรียนนั้นมันได้เปิดโลกทัศน์ของผมให้กว้างขึ้นอีกมากโข ช่างน่าประทับใจนัก ไม่เพียงแต่ฝีไม้ลายมือของวงดนตรีต่างๆที่เข้าประกวดเท่านั้น การได้เห็นนักเรียนสาวม.ปลาย น่ารักๆ อย่างเธอคนนั้น นักเรียนหญิงม.4 ในชุดนักเรียน ผมสั้นเสมอหู ขาวหมวยรูปร่างกะทัดรัด ยืนลีดกีต้าร์อย่างสุขุมมั่นอกมั่นใจไม่แพ้นักกีต้าร์มืออาชีพที่เคยเห็นในทีวีเลยแม้แต่น้อยนั้น ยิ่งทำให้งานออกร้านของโรงเรียนตราตรึงใจไปอีกนานแสนนาน ภาพของเธอวันนั้น ยังติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ และตลอดสามปีที่เรียนม.ต้น ผมก็มีเธอเป็นขวัญใจเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น แม้เธอจะไม่เคยรับรู้เลยก็ตาม แหะๆ มันเป็นฝันกลางวันของหนุ่มน้อยซึ่งหมออ้อยเพิ่งขึ้นครับเอิ้กๆๆๆ ขวัญใจของผมคนนี้ เธอจะมีมอเตอร์ซูซูกิ อากิร่า อาร์อาร์ สีแดง ดิสก์เบรคหน้าหลัง(ค่ายซูซูกิ เข็นรุ่นนี้ออกมาสู้กับคู่แข่งอย่างฮอนด้า ที่มีรุ่นอาร์ รุ่นเอส รุ่นอาร์เอส ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอยู่ก่อนแล้ว แล้วก็สู้ไม่ได้จริงๆ จากนั้นมอเตอร์ไซต์รุ่นเล็กของค่ายซูซูกิในเมืองไทยก็หยุดพัฒนาและไม่มีออกสู่ตลาดอีกนานเลยครับ)ขับมาโรงเรียนครับ ทุกเช้าเย็นเมื่อผ่านไปทางที่จอดมอเตอร์ไซต์ ผมก็จะคอยชะเง้อชะแง้แลมองหาเธอทุกครั้งไป วันไหนโชคดีเห็นเธอ ผมก็จะอารมณ์ดีได้ทั้งวันเลยละครับ เป็นความสุขเล็กๆน้อยๆครับ สำหรับเธอผู้เป็นอีกหนึ่งในแรงบันดาลใจของผม ขนาดสาวน้อยผู้บอบบางคนนั้น เธอยังทำมันได้ ไม่สิ ไม่ใช่แค่ทำได้ เธอทำได้ยอดเยี่ยมเลยต่างหาก นั่นยิ่งทำให้ผมมุ่งมันที่จะฝ่ากำแพงความคิดที่ว่า มันยากเกินไปสำหรับผม ไปให้ได้
เมื่อตอนขึ้นชั้นม.3 ผมได้ถูกชักชวนจากเพื่อนในห้องคนหนึ่งให้มาเล่นดนตรีในตำแหน่งมือเบส และร้องนำ ไม่รู้มันคิดอะไรของมัน มันอาจจะคิดว่าผมมีแววก็ได้ แต่มันคิดผิดไปเยอะเชียวครับ เอิ้กๆๆ มันบอกผมว่า เบสง่ายจะตาย จับทีละเส้น แล้วก็ดีดทีละเส้น ไม่เห็นจะยากเลย ผมก็เออว่ะ จริงของมึง ผมเชื่อคนง่ายครับ เอาไงเอากันสิวะ เอิ้กๆๆ อย่างไรก็ตาม พวกเราก็ซ้อมกันในวันเสาร์อาทิตย์ประมาณสามสัปดาห์ เวลาแค่นั้นกับคนที่ไม่มีพื้นฐานอะไรเลยเกี่ยวกับดนตรี ต้องบอกว่ามันกดดันมากจริงๆครับ วงเรามีสี่คน มีผมเป็นมือเบสร้องนำ เพื่อนผมเป็นมือกีต้าร์ และรุ่นน้องม.2อีกสองคนเล่นคีย์บอร์ดและมือกลอง เป็นวงที่เซ็ทขึ้นเฉพาะกิจ เพราะหลังจากจบงานโชว์และซ้อมกันอีกสองสามครั้ง พวกเราก็ตัดสินใจยุบวง ทั้งๆที่ยังไม่ได้ตั้งชื่อเลยด้วยซ้ำไป มาไว เคลมเร็วทันใจดีไหมครับ เอิ้กๆๆๆ แล้วผมก็ได้ขึ้นเล่นดนตรีบนเวทีเป็นครั้งแรกในชีวิต งานวันเด็กแห่งชาติปี2535ที่กองบินยี่สิบเอ็ด มันเป็นสามเพลงที่ทรมานและยาวนานจริงๆ (ผมจำได้สองเพลง คือมาเพื่อลาของ ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง และลิปซิ้งค์ ของภุชงค์ โยธาพิทักษ์ อีกเพลงจำไม่ได้ครับ ลืม นึกไม่ออกเลย)ผมงี้สั่นไปทั้งตัว ตื่นเต้น ประหม่าที่สุดในโลก ที่เค้าว่ากันว่าตื่นเวทีนั้น ผมประสบมาด้วยตัวเองแล้ว ซาบซึ้งจนวันตายเลยละครับ ทั้งสามเพลง เราผ่านมันไปด้วยความทุลักทุเล จริงๆแล้วไม่ใช่เรา แค่ผมต่างหาก สมาชิกในวงอีกสามคนนั้น มีทักษะและประสบการณ์ชั่วโมงบินมีมากกว่าผมเยอะ และไม่ได้รู้สึกอะไรแบบผมมากมาย ยังดีที่คนดูเป็นแค่เด็กน้อยไม่ค่อยรู้เรื่องรู้ราว และไม่ค่อยได้สนใจโชว์บนเวทีมากนัก นอกจากมีจะเกมชิงรางวัลขนมของเล่นเท่านั้น จึงจะดึงความสนใจของเด็กๆมาที่เวทีได้ ถึงอย่างนั้นก็เถอะ มันเป็นประสบการณ์ที่ห่วยแตกอยู่ดี ให้ตายเถอะ
คนแถวบ้านผมนิยมเรียนม.ปลายกันน้อยครับ เค้ามักสนับสนุนให้คนเรียนสายอาชีพสายช่างกันเสียมาก ยิ่งถ้าบ้านไหนมีลูกชายนี่ยิ่งต้องให้เรียนเทคนิคเทคโนกันไปเลยครับ ถึงจะเป็นร.ร.เอกชนเค้าก็ยอมส่ง ไม่ก็จบม.3ก็ส่งเข้ากรุงเทพฯ จะเรียนจะทำงานก็ค่อยว่ากันอีกที หมู่บ้านผมมีหลุดมาคนนึงครับ ที่ไม่ได้เรียนสายช่าง แกห่างจากผมสามปี เรียนม.4ในตัวอำเภอ ตอนนั้นผมม.1เราเที่ยวด้วยกันกินเหล้าด้วยกัน ไปดูหนังฟังหมอลำด้วยกัน แอบดูดบุหรี่ด้วยกัน แก็งค์เราจะมีกันสี่คนครับ คนนึงปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว ส่วนพี่คนนี้และอีกคนในแก็งค์ ตอนนี้ใช้ชีวิตอยู่ที่กรุงเทพฯ พี่คนนี้แกเป็นคนมอบสิ่งที่ล้ำค่ามากๆสำหรับผมสิ่งนึง จริงๆแล้ว มันก็มีค่ากับจิตใจของแกไม่แพ้กัน เพราะมันเป็นของขวัญวันเกิดที่พ่อซื้อให้แกครับ แต่แกกลับมอบให้ผมโดยไม่คิดเสียดายเลยสักนิด มันคือตัวแทนของมิตรภาพ น้ำใสใจจริงของเพื่อนที่พึงมีต่อเพื่อน น่าเสียดายที่ผมรักษามันไว้ไม่ได้ และผมเสียใจจริงๆ กีต้าร์โปร่งยี่ห้อโจโจ้ ราคาแปดร้อยบาท สีเปลือกมังคุดตัวนั้น เพื่อนของพี่สาวยืมไป แล้วมันก็เอาไปเลย ที่เจ็บใจก็คือ พี่สาวผมเป็นคนเอาไปให้เพื่อนมันยืมนี่แหละ ไอ้เพื่อนเวรของมัน ผมก็ไม่เคยเห็นหน้าค่าตาสักครั้ง แถมพี่ผมมันก็ไม่รับผิดชอบอะไรสักอย่าง คิดแล้วยังแค้นไม่หาย
หลังจากที่แกให้ผมหยิบยืมไปหัดเล่นครั้งแล้วครั้งเล่า(กับหนังสือเพลงที่มีรูปคอร์ด เราหัดก็จับตามรูปครับ) ผมก็มีพัฒนาการดีขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผมรู้สึกได้ด้วยตัวเองว่าเล่นเป็นเพลงบ้างแล้ว และพี่แกก็บอกผมแบบนั้นเหมือนกัน จนกระทั่งวันนึง แกคงคิดว่ามันสมควรแกเวลาแล้ว เหมือนทุกครั้งๆที่กลับจากเรียนหนังสือ ผมจะตรงดิ่งไปที่บ้านแกโดยจักรยานคันเก่งของผม ไม่ถึงห้านาทีจากบ้านผมไปบ้านแก ผมก็เอ่ยปากยืมกีต้าร์ของแกทันที แกก็เดินขึ้นบ้านไป และหยิบกีต้าร์ตัวนั้นลงมายื่นให้ผม แล้วเอ่ยขึ้นว่า ไม่ต้องเอามาคืนแล้วนะ เอาไปเลย ผมชะงักเล็กน้อย แล้วมองหน้าแก แล้วก็มองไปที่ดวงตาของแก แกก็บอกอีกว่า เอาไปเลยไม่ต้องยืมแล้ว พี่ให้ นัยตาแกมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยว เหมือนกับจะบอกว่า สัตว์เอ้ย เอาไปเถอะ กูรำคาญยืมได้ยืมดีนะมึง อะไรทำนองนี้ วินาทีนั้นหัวใจผมลิงโลดพองโต แต่ก็ยังสงสัยว่าแกประชดผมรึเปล่าอยู่ดี แกเคยบอกผมนะ ว่าแกไม่เคยหยิบมาเล่นเลยตั้งแต่ได้มันมา และจะว่าไปแล้วผมเองก็ไม่เคยเห็นแกเล่นสักทีเหมือนกัน มันแปลกๆอยู่นะคุณผู้อ่านว่าไหม
หลังจากที่ได้กีต้าร์มาเป็นของตัวเองแล้ว ผมรู้สึกสุขใจเพียงใดไม่ต้องบอก ยิ้มพลางเดินพลางสบายดี มันดีไปหมดเลยครับ ผมหยิบมันมาเล่นทุกครั้งที่โอกาสอำนวย ผมพามันไปหลายที่หลายแห่ง ท่องยุทธจักรไปด้วยกัน ไปร้องไปเล่นกันในวงเหล้ากับมวลหมู่มิตรสหายเป็นเวลากว่าสี่ปี ผมรู้สึกว่าผมมีฝีมือไม่น้อย รู้สึกว่ากูก็เก่งเหมือนกันแฮะ(เริ่มลำพองตนแล้ว) แต่ในความเป็นจริงเมื่อนึกย้อนไปถึงตอนนั้น คำว่าเก่ง มันไกลห่างจากผมเป็นล้านๆปีแสงทีเดียว แม้กระทั่งทุกวันนี้ก็ยังห่างไกลอยู่มากเหลือเกิน (คุณผู้อ่านอาจสงสัย ในเมื่อห่างเป็นล้านๆปีแสง แล้วมึงมาถึงจุดนี้ได้อย่างไรไอ้เฮิร์บ คืองี้ครับ อีตอนที่ฝีมือของผมมันยังอยู่แอนโดรมีด้ากาแล็คซี่อันไกลโพ้นนั้น ตอนนั้นผมเห็นยานเอ็นเตอร์ไพรซ์ของกัปตันเคิร์กแล่นผ่านมาพอดี ผมเลยโบกยานแก แกก็เลยจอดรับผมขึ้นยาน แล้วก็พาฝีมือพอก่ำก่าของผมวาร์ปมาโผล่ที่บล็อกที่ชอบที่ชอบนี่ละครับ ขำๆนะครับ อย่าซีรีอัส เอิ้กๆๆๆ)เล่นมากว่ายี่สิบปีแล้วยังไม่เก่งเลย แล้วจะเล่นไปทำไม เสียเวลา คุณผู้อ่านอาจจะถามแบบนี้ จริงๆแล้วผมก็ถามตัวเองเหมือนกัน ในช่วงเวลาที่เรารู้สึกสนุกและเป็นหนึ่งเดียวกับดนตรีหรือเสียงเพลงนี่ละครับซึ่งไม่ว่าคุณจะเป็นผู้เล่นที่เก่งหรือไม่หรือคุณเป็นแค่ผู้เสพผู้ฟังมันก็ไม่สำคัญเลยสักนิด มันคงเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เราได้ผ่อนคลาย ปล่อยวาง ปลดเปลื้องทุกสิ่งทุกอย่างออกไปชั่วคราวได้อย่างน่าอัศจรรย์นั่นเองกระมัง อาจจะเป็นเหมือนสภาวะไรน้ำหนัก เป็นอิสระจากแรงโน้มถ่วง หรืออาจเป็นเพราะว่า ผมยังไม่เข้าใจและเข้าถึงความรู้สึกนั้นเลยจริงๆก็เป็นได้ ผมคงต้องค้นหาคำตอบนั้นต่อไป
โปรดติดตามตอนต่อไป ....ดีไหมหว่า
วันเสาร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2560
แด่มวลมนุษยชาติ
D G A D G A
นั่นไม่ใช่ของDฉันหรอก ที่เธอGได้ไป ไม่ต้องขอบDใจ เพราะฉันเป็นเพียง แค่Gคนส่งผ่าน ได้โปรดจงDรับไป เติมGเต็มหัวใจ และส่งต่อDไปในยามที่คนต้องการG A ในยามขาดแคลนD G A D G A
ในบางDครั้งบางที มันจำเป็นGกว่าเงินทอง ของใด Dมันถูกส่งออกไปจากหัวGใจ ไปสู่หัวใจ D คนท้อแท้คนสิ้นหวัง Gคนที่ชีวิตนั้นพังทEmลาย ก็มุ่งGหมายที่จะAได้มา
**Gหล่อเลี้ยง หัวF#mใจที่แห้งผาก ของEmคนอ่อนAแอสิ้นแรงDใจ ได้EmไปF#mต่อGไป ด้วยF#mใจที่เต็มเปี่ยมด้วยEmพลัง ***ด้วยความGหวังและด้วยAกำลังDใจ
D G A D G A
บนเส้นDทางชีวิตคน จะกี่Gร้อยกี่พันหนนะ ที่Dคนจากเบื้องบนนั้นGลองใจ มีคนมากDมายต้องแพ้พ่าย แต่สิ่งGใดที่ทำให้เขายังหยัดEmยืน สู้ต่อGไปโดยไม่Aยอมแพ้
****ความGหวังเป็นสิ่งสุดAท้ายที่เหลือF#mอยู่หากยังไม่สิ้นศรัทธาA และGกำลังใจจะAหลั่งไหลมาF#mประหนึ่งมหาBmนทีAจากGคนหนึ่งสู่อีกAคน ส่งF#mไปจากBmใจที่AเราGมี ส่งAไป (ซ้ำ **,***,***,***)
ภาพประกอบ หาดในยางในอุทยานแห่งชาติสินีนาถ(แสงจากสวรรค์)
ข้างบนนั่นก็คือบทเพลงที่มีชื่อเรียกเท่ๆว่า แด่มวลมนุษยชาติ ผมเริ่มเขียนเพลงนี้ขึ้นมาเมื่อ 27 มรกราคม 2559 และเขียนจนเสร็จในอีกสองวันถัดมา ส่วนชื่อเพลง ผมละไว้ เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะใช้ชื่อเพลงว่าอะไรดี จึงจะเหมาะกับเนื้อหา จนเกิดปิ๊งกับชื่อนี้เมื่อสักก่อนปีใหม่มานี้เองครับ เป็นเพลงที่เนื้อร้องและทำนองมาพร้อมๆกันครับ ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับผม ช่วงที่เขียนเพลงนี้ ผมกำลังอยู่ในช่วงตกงาน(อีกแล้วครับท่าน) และพอมีเงินเหลือใช้บ้าง จึงอยากเว้นวรรคพักสักหน่อย พอมันว่างก็เอากีต้าร์มากอดมาเกาเล่น ก็ได้มาเป็นเพลงอย่างที่เห็นนี่ละครับ จังหวะและอินโทรของเพลงมันออกจะคุ้นหูผู้ฟังอยู่บ้าง เพราะมันดันไปเหมือนกับอินโทรของเพลง รู้ตัวหรือเปล่า ของวง เปเปอร์แจม เมื่อนานมาแล้วครับ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเหมือนเลย คืออย่างที่บอกครับ ตอนเริ่มเขียน มันมีเนื้อเพลงท่อนแรกปรากฏขึ้นในหัว ผมก็เอากีต้าร์มาลองเล่นคลอๆ ลองคอร์ดต่างๆไปเรื่อย พอเขียนไปเนื้อท่อนแรกเสร็จ เลยลองใส่อินโทรดู ปรากฏว่ามันเหมาะครับ เข้ากันดี ตอนนั้นนึกตั้งนานว่า ทำนองกับอินโทรทำไมมันเหมือนเคยได้ยินจากจากที่ไหนของใครสักวงนี่แหละ ก็มานึกออกที่หลังเมื่อแต่งเสร็จและเอามาซ้อมอยู่เป็นสิบๆรอบนู้นแน่ะ แล้วก็ขอชี้แจงตรงนี้เลยนะครับว่า ไม่ได้มีเจตนาจะลอกเลียนแบบแต่อย่างใด ถ้าคุณผู้อ่านได้ลองเล่นหรือลองฟังเพลงนี้ของผม ก็จะรู้ว่า มันเหมือนกันแค่ท่อนอินโทร จังหวะกับท่อนกลางที่เชื่อมเนื้อท่อนที่สามเท่านั้นเองครับ ออ และเป็นเพลงแรกและเพลงเดียว ที่สมบูรณ์ทั้งเนื้อร้องทำนองในช่วงเวลาสองปีกว่าๆที่อาศัยอยู่ในภูเก็ต ในขณะที่เพลงอีกหลายๆเพลง ยังคงเป็นแค่เมโลดี้เปล่าๆ หรือคีย์เวิร์ดประโยคสองประโยคเท่านั้นครับ เพลงที่แต่งๆก่อนหน้าเกือบทั้งหมดก็จะมีลักษณะคล้ายๆอย่างนี้ครับ คือค่อยๆมาที่ละส่วน ส่วนเพลงอื่นๆที่เคยเขียนไว้ก่อนที่จะมาอยู่ภูเก็ต ก็จะทยอยๆลงมาให้อ่านแก้เบื่อ เปลี่ยนบรรยากาศกันเรื่อยๆครับจนกว่าของจะหมด เอิ้กๆๆ
ความมุ่งหวังตั้งใจ ในการที่อยากจะมีผลงานเพลงเป็นอัลบั้ม ที่สมัยก่อนเค้าเรียกกันว่า ออกเทป เป็นของตัวเองตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนวันนี้สี่สิบแล้ว นั้น ไม่เคยมีวันจางหายไปในความคิดคำนึงของผมเลยครับ ผมก็ว่าจะทำของผมแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะสี่สิบจะห้าสิบหกสิบ จะอายุเท่าไหร่ก็ช่างหัวมันปะไรมันก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก ถ้าจะทำซะอย่าง มันคือ animal will doครับ เอ้ย !มันอยู่ที่ใจต่างหากเล่า ปัดโถ่วว เอิ้กๆๆๆ จริงไหมครับคุณผู้อ่าน
สุดท้ายนี้ ผมขอมอบบทเพลงนี้ แด่มวลมนุษยชาติ ให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ทุกผู้ทุกนามครับผม จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ
นั่นไม่ใช่ของDฉันหรอก ที่เธอGได้ไป ไม่ต้องขอบDใจ เพราะฉันเป็นเพียง แค่Gคนส่งผ่าน ได้โปรดจงDรับไป เติมGเต็มหัวใจ และส่งต่อDไปในยามที่คนต้องการG A ในยามขาดแคลนD G A D G A
ในบางDครั้งบางที มันจำเป็นGกว่าเงินทอง ของใด Dมันถูกส่งออกไปจากหัวGใจ ไปสู่หัวใจ D คนท้อแท้คนสิ้นหวัง Gคนที่ชีวิตนั้นพังทEmลาย ก็มุ่งGหมายที่จะAได้มา
**Gหล่อเลี้ยง หัวF#mใจที่แห้งผาก ของEmคนอ่อนAแอสิ้นแรงDใจ ได้EmไปF#mต่อGไป ด้วยF#mใจที่เต็มเปี่ยมด้วยEmพลัง ***ด้วยความGหวังและด้วยAกำลังDใจ
D G A D G A
บนเส้นDทางชีวิตคน จะกี่Gร้อยกี่พันหนนะ ที่Dคนจากเบื้องบนนั้นGลองใจ มีคนมากDมายต้องแพ้พ่าย แต่สิ่งGใดที่ทำให้เขายังหยัดEmยืน สู้ต่อGไปโดยไม่Aยอมแพ้
****ความGหวังเป็นสิ่งสุดAท้ายที่เหลือF#mอยู่หากยังไม่สิ้นศรัทธาA และGกำลังใจจะAหลั่งไหลมาF#mประหนึ่งมหาBmนทีAจากGคนหนึ่งสู่อีกAคน ส่งF#mไปจากBmใจที่AเราGมี ส่งAไป (ซ้ำ **,***,***,***)
ภาพประกอบ หาดในยางในอุทยานแห่งชาติสินีนาถ(แสงจากสวรรค์)
ข้างบนนั่นก็คือบทเพลงที่มีชื่อเรียกเท่ๆว่า แด่มวลมนุษยชาติ ผมเริ่มเขียนเพลงนี้ขึ้นมาเมื่อ 27 มรกราคม 2559 และเขียนจนเสร็จในอีกสองวันถัดมา ส่วนชื่อเพลง ผมละไว้ เพราะยังนึกไม่ออกว่าจะใช้ชื่อเพลงว่าอะไรดี จึงจะเหมาะกับเนื้อหา จนเกิดปิ๊งกับชื่อนี้เมื่อสักก่อนปีใหม่มานี้เองครับ เป็นเพลงที่เนื้อร้องและทำนองมาพร้อมๆกันครับ ซึ่งไม่เกิดขึ้นบ่อยนักสำหรับผม ช่วงที่เขียนเพลงนี้ ผมกำลังอยู่ในช่วงตกงาน(อีกแล้วครับท่าน) และพอมีเงินเหลือใช้บ้าง จึงอยากเว้นวรรคพักสักหน่อย พอมันว่างก็เอากีต้าร์มากอดมาเกาเล่น ก็ได้มาเป็นเพลงอย่างที่เห็นนี่ละครับ จังหวะและอินโทรของเพลงมันออกจะคุ้นหูผู้ฟังอยู่บ้าง เพราะมันดันไปเหมือนกับอินโทรของเพลง รู้ตัวหรือเปล่า ของวง เปเปอร์แจม เมื่อนานมาแล้วครับ ซึ่งผมเองก็ไม่ได้ตั้งใจให้ออกมาเหมือนเลย คืออย่างที่บอกครับ ตอนเริ่มเขียน มันมีเนื้อเพลงท่อนแรกปรากฏขึ้นในหัว ผมก็เอากีต้าร์มาลองเล่นคลอๆ ลองคอร์ดต่างๆไปเรื่อย พอเขียนไปเนื้อท่อนแรกเสร็จ เลยลองใส่อินโทรดู ปรากฏว่ามันเหมาะครับ เข้ากันดี ตอนนั้นนึกตั้งนานว่า ทำนองกับอินโทรทำไมมันเหมือนเคยได้ยินจากจากที่ไหนของใครสักวงนี่แหละ ก็มานึกออกที่หลังเมื่อแต่งเสร็จและเอามาซ้อมอยู่เป็นสิบๆรอบนู้นแน่ะ แล้วก็ขอชี้แจงตรงนี้เลยนะครับว่า ไม่ได้มีเจตนาจะลอกเลียนแบบแต่อย่างใด ถ้าคุณผู้อ่านได้ลองเล่นหรือลองฟังเพลงนี้ของผม ก็จะรู้ว่า มันเหมือนกันแค่ท่อนอินโทร จังหวะกับท่อนกลางที่เชื่อมเนื้อท่อนที่สามเท่านั้นเองครับ ออ และเป็นเพลงแรกและเพลงเดียว ที่สมบูรณ์ทั้งเนื้อร้องทำนองในช่วงเวลาสองปีกว่าๆที่อาศัยอยู่ในภูเก็ต ในขณะที่เพลงอีกหลายๆเพลง ยังคงเป็นแค่เมโลดี้เปล่าๆ หรือคีย์เวิร์ดประโยคสองประโยคเท่านั้นครับ เพลงที่แต่งๆก่อนหน้าเกือบทั้งหมดก็จะมีลักษณะคล้ายๆอย่างนี้ครับ คือค่อยๆมาที่ละส่วน ส่วนเพลงอื่นๆที่เคยเขียนไว้ก่อนที่จะมาอยู่ภูเก็ต ก็จะทยอยๆลงมาให้อ่านแก้เบื่อ เปลี่ยนบรรยากาศกันเรื่อยๆครับจนกว่าของจะหมด เอิ้กๆๆ
ความมุ่งหวังตั้งใจ ในการที่อยากจะมีผลงานเพลงเป็นอัลบั้ม ที่สมัยก่อนเค้าเรียกกันว่า ออกเทป เป็นของตัวเองตั้งแต่ยังเป็นวัยรุ่น จนวันนี้สี่สิบแล้ว นั้น ไม่เคยมีวันจางหายไปในความคิดคำนึงของผมเลยครับ ผมก็ว่าจะทำของผมแบบนี้ไปเรื่อยๆ จะสี่สิบจะห้าสิบหกสิบ จะอายุเท่าไหร่ก็ช่างหัวมันปะไรมันก็ไม่ใช่ปัญหาหรอก ถ้าจะทำซะอย่าง มันคือ animal will doครับ เอ้ย !มันอยู่ที่ใจต่างหากเล่า ปัดโถ่วว เอิ้กๆๆๆ จริงไหมครับคุณผู้อ่าน
สุดท้ายนี้ ผมขอมอบบทเพลงนี้ แด่มวลมนุษยชาติ ให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ทุกผู้ทุกนามครับผม จนกว่าจะพบกันใหม่ สวัสดีครับ
วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560
ไอไลค์ทูมูฟวิทมูฟวิท มาเต้นกันให้มันหลุดโลก
เรื่องราวของมิตรภาพและการผจญภัยของ สิงโต ม้าลาย ฮิปโป ยีราฟ และเพนกวิน จากสวนสัตว์นิวยอร์คสู่โลกอันกว้างใหญ่ ใช่แล้วครับ ผมกำลังกล่าวถึงภาพยนต์อนิเมชั่นสุดฮาจากค่ายดรีมเวิร์ค ที่ดำเนินเรื่องมาต่อเนื่องกันถึงสามภาคแล้ว ที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อถึงตอนจบของหนังทั้งสามภาค ก็จะมีเพลงเต้นรำสนุกสนานเพลงนึง ที่มีท่อนสร้อยติดหูที่ว่า I like to move it move it . I like to move it move it. I like to move it move it . You like to move it! จากนั้นก็จะเป็นการแร็ปด้วยภาษาอังกฤษสำเนียงแอฟริกัน บทเพลงจะดำเนินไปด้วยภาพประกอบการโยกย้ายส่ายสะโพกน่ารักน่าหมั่นไส้ของบรรดาตัวละครสุดติงต๊องของเรื่องทั้งหมด ประกอบไปกับเครดิตรายชื่อของทีมงานผู้สร้าง อันเป็นเอกลักษณ์เป็นลายเซ็นต์และเป็นธรรมเนียมที่ต้องมีในตอนท้ายของหนังอนิเมชั่นเรื่องนี้ ใช่ครับมันจะเป็น อัพ ฟายน์ดิ้งนีโม่ ชาร์คเทล ไอซ์เอจ หรืออนิเมชั่นเรื่องอื่นไปไม่ได้เลย นอกจาก มาดากัสก้า ผมชอบมาก คิดว่าผู้อ่านอีกหลายท่านคงจะเป็นแฟนตัวยงของอนิเมขั่นเรื่องนี้เป็นแน่ ชอบอารมณ์ขันของผู้สร้าง ชอบที่พวกเขามักจะสอดแทรกสาระข้อคิดดีๆในการใช้ชีวิตให้กลมกลืนไปกับเนื้อเรื่องตลกๆเบาสมองได้อย่างแนบเนียน ชอบที่พวกเขาได้สร้างบุคคลิคตัวละครต่างๆออกมาโดดเด่นเป็นที่น่าประทับใจและน่าจดจำ สถานการณ์ที่ถูกจำลองขึ้นในหนัง แม้เราอาจจะไม่สามารถเจอะเจอได้ในชีวิตจริง แต่คนดูอย่างเราๆก็สามารถนำแนวคิดต่างๆเอาไปปรับใช้ได้ครับ ที่ผมอยากนำเสนอในตอนนี้ ไม่ใช่สาระข้อคิดอะไรในหนังหรอกนะ ที่ผมจะพูดถึงในบทความตอนนี้ก็คือเรื่องการเต้นต่างหากเล่า เอิ้กๆๆๆ
เย็นวันนี้หลังเลิกงาน ผมเดินทางกลับที่พักโดยแวะซื้อของกินสำหรับมื้อเย็น ที่ห้างของถูกสีเขียวแห่งหนึ่ง ห้างๆนี้ในหลายๆแห่งที่ลาดจอดรถ จะมีการจัดสรรพื้นที่บางส่วนเอาไว้สำหรับผู้ที่รัก ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกครับ คิดว่าคุณผู้อ่านคงเคยเห็น บางท่านอาจเป็นสมาชิกในกลุ่มเต้นเองเลยก็เป็นได้ ก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านไปเจอละครับ คุณก็จะเจอผู้หญิงหลากหลายวัย ออกมาวาดลวดลายลีลา โชว์สเต็ปกันอย่างพร้อมเพรียง เสียงเพลงจังหวะเร้าใจ เสียงรัวกลองส่งมันๆ(เพลงสำหรับกิจกรรมนี้มันเร้าใจจริงๆนะ ผมนึกถึงโฆษณาบัตรกดเงินสดเจ้านึงเลยครับ จะมีฉากที่น้องพนักงานเขาไปเสนอให้ขาแด๊นซ์ที่รวมตัวเต้นแอโรบิกกันอยู่สมัครบัตรนั่นละครับ พอจะจำกันได้ใช่ไหมครับ พอยื่นเอกสารปั๊บก็รับบัตรทันที แหม่ แล้วก็เป็นหนี้กันอย่างหน้าชื่นตาบาน เอิ้กๆๆ ว่าแล้วน้องพนักงานก็ก้มหัวกำมือยกขึ้นยกโยกย้ายซ้ายทีขวาที ราวกับว่า เธอไม่สามารถทานทนต่อความเร้าใจของเสียงเพลงแด๊นซ์เพลงนี้ได้อีกต่อไป) และเสียงร้องก้องดังเพื่อกระตุ้นเหล่าสมาชิกขาแด๊นซ์จากผู้นำเต้น ดังขึ้นอยู่เป็นระยะๆ หลังจากหยุดดูอยู่พักนึง ผมก็เดินเข้าห้างไป แต่ในใจมันยังติดอยู่ที่ลาดจอดรถนั่น คนเราเริ่มเต้นรำกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน มันมีที่มาที่ไปยังไงกันนะ
วันเด็กแห่งชาติ ที่อาคารเอนกประสงค์ในโรงเรียนชุมชนประจำหมู่บ้าน เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน เด็กนักเรียนชายชั้นป.1ก กำลังเต้นตามจังหวะของเพลง ถูกใจนิดๆ ผลงานเพลงฮิตในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก หลังจากการแยกย้ายตัวกันของ วงพลอย กลุ่มนักดนตรีมากฝีมือและประสบการณ์ โดยศิลปินนามว่า ติ๊กชีโร่ เด็กๆทำได้ดีทีเดียว ท่วงท่าและจังหวะ ทำได้ถูกต้องตามมิวสิควีดีโอที่ได้ดูและซ้อมมา นั้นเป็นครั้งแรกต่อหน้าสาธารณะชน ในการเต้นของผมครั้งแรกในชีวิต ถ้าเป็นการควอลิฟายที่เวทีไทยแลนด์ก็อตทาเล้นท์ละก้อ พวกเราต้องได้สามผ่านด้วยความเอ็นดูจากคณะกรรมการทั้งสี่ท่านเป็นแท้ทีเดียวเชียวละครับ ขอบคุณพี่ดี้ พี่กาละแม พี่โจ และพี่เบ็นซ์ครับ เอ๊ะ เขาเปลี่ยนกรรมการใหม่ไปรึยังนะ ไม่ได้ดูนานแระ เอิ้กๆๆๆ
การเต้นรำ มันดียังไง ทำไมมนุษย์เราถึงได้เต้นรำร่ายรำกันมาตั้งแต่นมนานบรรพกาลจนมาถึงทุกวันนี้
ในทุกๆวัฒนธรรมที่อุบัติขึ้นบนโลกนี้ หนึ่งในหลายๆสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญงอกงามทางสติปัญญาของมนุษย์ นั่นก็คือ การเคลื่อนไหว การขยับเขยื่อนร่างกายที่มีท่าทางแบบแผน(เลียนแบบการเคลื่อนไหวจากสิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติ)ไปตามจังหวะและท่วงทำนองของดนตรี หรือที่เราเรียกๆกันว่า เต้น รำ ระบำ ฟ้อน ร่ายรำ
การที่มนุษย์เริ่มกระทำกิจกรรมเหล่านี้ขึ้น นอกจากเป็นแสดงออกถึงความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจของปัจเจก ในหมู่คณะ การเฉลิมฉลองความสำเร็จเนื่องในโอกาสต่างๆ เช่น การเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้น การต้อนรับอาคันตุกะต่างถิ่น การฉลองชัยชนะจากศึกสงคราม ตลอดจนเป็นการบวงสรวงปวงเทพเจ้า ภูติผีปีศาจ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมนั้นความเชื่อถือศรัทธาแล้ว ยังสันนิฐานว่า เกิดจากการที่มนุษย์เราต้องการแสดงออกถึงความสมัครสมานกลมเกลียว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของชาติพันธุ์ พงศ์เผ่า ชนเผ่า อีกด้วย
ลูบเป้าเขย่าโลก ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง ปอยฝ้ายมาลัยพร เอ้ย ไมเคิล แจ็คสันต่างหากเล่า ปั๊ดโถ่ เอิ้กๆๆๆ นี่คือตำนานเท้าไฟของโลกอย่างแท้จริงครับ เขาคือไอดอลของคนชอบเต้นทั่วทุกมุมโลก รับประกันได้ว่า ถ้าลองได้ยิน เอ้า! ฮี้ฮี(เสียงสูง) แล้วละก้อ เป็นต้องเต้นกันยับขยับแข้งขา เกร็งตูด รูด ลากเท้าถอยหลังในท่ามูนวอล์ค ต่อด้วยเอามือกุมเป้าแล้วกระดกกระเด้าเด้งงึกๆ แล้วหมุนตัวกระโดดเตะขาสูง ก่อนยืดตัวตรง ขาไขว้ แขนซ้ายยกทาบไว้ที่หน้าอก ยกแขนขวาชูขึ้นนิ้วมือขวาชี้ลง แล้วร้อง เอ้า!(เสียงสูง)กันอีกสักทีนึง เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะลอกเลียนแบบให้ได้พลัง และฟีลลิ่งเสมอเหมือนอย่างที่เจ้าตัวได้ทำเอาไว้ เมื่อได้ไปดูผลงานต่างๆของเขาในมิวสิควีดีโอ ผู้อ่านจะเห็นว่า เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร แต่ใครๆก็อยากจะเหมือนเขา เป็นคนที่ผู้คนเก่งๆ ที่มีความสามารถจำนวนมาก อยากจะร่วมงานด้วย ความเป็นมืออาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆที่ถ่ายทอดออกมาในมิวสิควีดีโอ มันมักจะเป็นอะไรที่ล้ำนำสมัย และใช้เทคโนโลยีล่าสุดในช่วงนั้นสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่นาน มันก็กลายเป็นมาตรฐานที่คนทำงานอื่นๆอยากจะทำตาม อีกทั้งการร้องและการเต้นที่มันสะใจ ถึงใจ ถึงกึ๋น สุดดากของเขาเองนี่เอง ที่ได้ทำให้คนทั่วโลกคลั่งไคล้เขา คงเป็นพวงสวรรค์ เอ้ย พรสวรรค์ ที่พระเจ้าประทานให้กับเขามาตั้งแต่เกิด น่าอัศจจรย์ครับคนๆนี่ ในชีวประวัติของเขา เด็กชายไมเคิลและพี่น้องอีกสี่คนถูกฝึกฝนเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก เพื่อรีดเค้นเอาศักยภาพและอัจฉริยะภาพของพวกเขาออกมา โดยพ่อของพวกเขานั่นเอง การเคี่ยวกรำของพ่อ ทำให้วัยเด็กของพวกเขาถูกฉกฉวยไป พวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นสนุกเหมือนกับเด็กทั่วไป เมื่อเขาเติบโต เขาจึงชดเชยวัยเด็กให้กับตัวเอง ด้วยการสร้างสวนสนุกส่วนตัวขึ้นมาเองซะเลย ห้ามเล่นดีนัก เอิ้กๆๆ เขาเรียกที่นั่นว่า เนเวอร์แลนด์ ออขอนอกเรื่องนิดนึงนะครับ (คุณผู้อ่านบางคนบอก มึงก็นอกเรื่องของมึงเป็นประจำอยู่แล้วละ ไม่ต้องมาทำเป็นขอหรอก เอิ้กๆๆๆ)คุณผู้อ่านเห็นข่าวที่นำเสนอเรื่องเครื่องมือแพทย์ที่มีลักษณะเหมือนตู้อบของพระธรรมชัยโยรึเปล่าครับ นั่นเป็นที่สำหรับนอนรับเอาออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายครับ ผมจะบอกว่า ไมเคิลเขาก็มีครับ แล้วเขาก็ใช้ไอ้เจ้าเครื่องนี้มานานแล้วด้วย ตั้งแต่ผมยังเด็กๆนู้นแน่ะ(ผมอ่านเจอในนิตยาสารหญิงไทยตอนผมอายุสักห้าหกขวบได้)
พรสวรรค์ บวกกับ การฝึกฝนพัฒนาตนเองและการทำงานหนัก ผลักดันให้ไมเคิล แจ็คสัน เดินทางไปสู่ความสำเร็จ ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขากลายเป็นหมายเลขหนึ่ง เป็นคิงออฟป๊อบของผู้คนทั่วโลก ช่วงชีวิตนึง ผมเคยอยากเต้น ให้ตัวเองและคนที่ดูผมเต้น ได้มันสะใจไปพร้อมๆกันแบบเขาคนนี้แหละ หากเทียบกับศิลปินในยุคปัจจุบันนี้ ไมเคิลของผมอาจจะดูดาดๆไปเลยก็ได้สำหรับการเต้น ก็ธรรมดาโลกเนาะ เก่าไปใหม่ก็มา คลื่นลูกใหม่ก็ซัดคลื่นลูกเก่ากระจายหายไปตามกาลเวลา ในส่วนของการร้อง พูดก็พูดเถอะ จะหาใครโดดเด่นเปล่งประกายเหมือนแกนี่ ยากครับ ถึงศิลปินรุ่นใหม่จะมีเสียงร้องและเทคนิคในการร้องเก่งขึ้นมากกว่ารุ่นก่อนๆก็เถอะ(ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
การขยับร่างกายไปตามจังหวะเสียงเพลง ท่วงท่ารูปแบบซ้ำๆที่กำหนดขึ้น หรือที่เราเรียกว่าการเต้นระบำนั้น สามารถช่วยพัฒนาการด้านสมองและสติปัญญาได้หรือไม่นะ
ร่างกายของมนุษย์เรามีระบบต่างๆอยู่หลายระบบครับ ตามหลักวิชาการด้านชีววิทยา ร่างกายคนเรามีระบบต่างๆดังนี้
ระบบย่อย
ระบบไหลเวียนโลหิต
ระบบประสาท
ระบบกล้ามเนื้อ
ระบบผิวหนัง
ระบบขับถ่าย
ระบบสืบพันธุ์
ระบบหายใจ
ระบบกระดูก
ระบบต่อม
การทำงานของระบบต่างๆจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันครับการทำงานที่เป็นปกติของทุกๆระบบจะทำให้เราไม่มีภาวะเจ็บป่วย
ระบบกล้ามเนื้อและระบบกระดูกอันเป็นโครงสร้างหลักในการเคลื่อนไหวร่างกายนั้นจะทำงานประสานกับระบบประสาทอย่างใกล้ชิดครับ ภายใต้คำสั่งของสมองส่วนหน้า ส่วนกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของระบบเลือด และระบบอื่นๆทั้งหมด พวกนี้ทำงานนอกเหนือจากการคิดและสั่งงานของสมองครับ มันเป็นระบบประสาทอัตโนมัติ คือสมองไม่ต้องสั่งงานมันก็ทำงานทำหน้าที่ของมันไป
ยกตัวอย่างเช่น การหายใจ การกระพริบตา เมื่อเจอแสงจ้า การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เมื่อเรากลืนอาหาร การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อเจออากาศหนาวเย็น อะไรทำนองนี้ครับ แล้วการเคลื่อนไหวร่างกาย มีผลต่อสติปัญญาของมนุษย์อย่างไร
ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนอย่างง่ายๆครับ ในคนปกติเมื่อเรายังเป็นทารกแบเบาะ การเคลื่อนไหวร่างกายของเรา จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยทั้งร่างกายและสมองของเรา ยังเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ เมื่อเราค่อยๆเติบโต ระบบประสาทและสมองของเราก็จะค่อยๆพัฒนาไปพร้อมๆกับความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระดังใจคิดนั่นเอง และนั่นก็หมายความว่า ทักษะพื้นฐานในการเคลื่อนไหวร่างกายมนุษย์ ตั้งแต่การคลาน เดิน วิ่ง ฯลฯไปจนถึงทักษะขั้นสูงอย่างการเต้นระบำนั้น จะเพิ่มพูนพัฒนาไปพร้อมกับระบบประสาทและสมองของเราด้วยละครับ ที่สำคัญครับ การที่เราออกสเต็ปกันบ่อยๆ จะทำให้เราสุขภาพดีเป็นของแถมด้วย
การใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมต่างๆที่นอกเหนือไปจากกิจการงานตามหน้าที่นั้น อาจมีจุดประสงค์แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ หลากหลายของบุคคล หากไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับตนเองและคนอื่นแล้ว ผมว่า นั้นก็น่าจะมีเหตุผลเพียงพอที่เราจะออกมาทำกิจกรรมต่างๆอย่างที่ใจถวิลหาแล้วละครับ สำหรับกิจกรรมเข้าจังหวะนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวเลยนะครับคุณผู้อ่าน
I like to move it move it.I like to move it move it. I like to move it move it. You like to move it!
สวัสดีเดือนมีนาครับผม
เย็นวันนี้หลังเลิกงาน ผมเดินทางกลับที่พักโดยแวะซื้อของกินสำหรับมื้อเย็น ที่ห้างของถูกสีเขียวแห่งหนึ่ง ห้างๆนี้ในหลายๆแห่งที่ลาดจอดรถ จะมีการจัดสรรพื้นที่บางส่วนเอาไว้สำหรับผู้ที่รัก ชื่นชอบการออกกำลังกายด้วยการเต้นแอโรบิกครับ คิดว่าคุณผู้อ่านคงเคยเห็น บางท่านอาจเป็นสมาชิกในกลุ่มเต้นเองเลยก็เป็นได้ ก็เหมือนทุกครั้งที่ผ่านไปเจอละครับ คุณก็จะเจอผู้หญิงหลากหลายวัย ออกมาวาดลวดลายลีลา โชว์สเต็ปกันอย่างพร้อมเพรียง เสียงเพลงจังหวะเร้าใจ เสียงรัวกลองส่งมันๆ(เพลงสำหรับกิจกรรมนี้มันเร้าใจจริงๆนะ ผมนึกถึงโฆษณาบัตรกดเงินสดเจ้านึงเลยครับ จะมีฉากที่น้องพนักงานเขาไปเสนอให้ขาแด๊นซ์ที่รวมตัวเต้นแอโรบิกกันอยู่สมัครบัตรนั่นละครับ พอจะจำกันได้ใช่ไหมครับ พอยื่นเอกสารปั๊บก็รับบัตรทันที แหม่ แล้วก็เป็นหนี้กันอย่างหน้าชื่นตาบาน เอิ้กๆๆ ว่าแล้วน้องพนักงานก็ก้มหัวกำมือยกขึ้นยกโยกย้ายซ้ายทีขวาที ราวกับว่า เธอไม่สามารถทานทนต่อความเร้าใจของเสียงเพลงแด๊นซ์เพลงนี้ได้อีกต่อไป) และเสียงร้องก้องดังเพื่อกระตุ้นเหล่าสมาชิกขาแด๊นซ์จากผู้นำเต้น ดังขึ้นอยู่เป็นระยะๆ หลังจากหยุดดูอยู่พักนึง ผมก็เดินเข้าห้างไป แต่ในใจมันยังติดอยู่ที่ลาดจอดรถนั่น คนเราเริ่มเต้นรำกันมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน มันมีที่มาที่ไปยังไงกันนะ
วันเด็กแห่งชาติ ที่อาคารเอนกประสงค์ในโรงเรียนชุมชนประจำหมู่บ้าน เมื่อประมาณสามสิบกว่าปีก่อน เด็กนักเรียนชายชั้นป.1ก กำลังเต้นตามจังหวะของเพลง ถูกใจนิดๆ ผลงานเพลงฮิตในอัลบั้มเดี่ยวชุดแรก หลังจากการแยกย้ายตัวกันของ วงพลอย กลุ่มนักดนตรีมากฝีมือและประสบการณ์ โดยศิลปินนามว่า ติ๊กชีโร่ เด็กๆทำได้ดีทีเดียว ท่วงท่าและจังหวะ ทำได้ถูกต้องตามมิวสิควีดีโอที่ได้ดูและซ้อมมา นั้นเป็นครั้งแรกต่อหน้าสาธารณะชน ในการเต้นของผมครั้งแรกในชีวิต ถ้าเป็นการควอลิฟายที่เวทีไทยแลนด์ก็อตทาเล้นท์ละก้อ พวกเราต้องได้สามผ่านด้วยความเอ็นดูจากคณะกรรมการทั้งสี่ท่านเป็นแท้ทีเดียวเชียวละครับ ขอบคุณพี่ดี้ พี่กาละแม พี่โจ และพี่เบ็นซ์ครับ เอ๊ะ เขาเปลี่ยนกรรมการใหม่ไปรึยังนะ ไม่ได้ดูนานแระ เอิ้กๆๆๆ
การเต้นรำ มันดียังไง ทำไมมนุษย์เราถึงได้เต้นรำร่ายรำกันมาตั้งแต่นมนานบรรพกาลจนมาถึงทุกวันนี้
ในทุกๆวัฒนธรรมที่อุบัติขึ้นบนโลกนี้ หนึ่งในหลายๆสิ่งที่บ่งบอกถึงความเจริญงอกงามทางสติปัญญาของมนุษย์ นั่นก็คือ การเคลื่อนไหว การขยับเขยื่อนร่างกายที่มีท่าทางแบบแผน(เลียนแบบการเคลื่อนไหวจากสิ่งที่พบเห็นในธรรมชาติ)ไปตามจังหวะและท่วงทำนองของดนตรี หรือที่เราเรียกๆกันว่า เต้น รำ ระบำ ฟ้อน ร่ายรำ
การที่มนุษย์เริ่มกระทำกิจกรรมเหล่านี้ขึ้น นอกจากเป็นแสดงออกถึงความสนุกสนานรื่นเริงบันเทิงใจของปัจเจก ในหมู่คณะ การเฉลิมฉลองความสำเร็จเนื่องในโอกาสต่างๆ เช่น การเก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จสิ้น การต้อนรับอาคันตุกะต่างถิ่น การฉลองชัยชนะจากศึกสงคราม ตลอดจนเป็นการบวงสรวงปวงเทพเจ้า ภูติผีปีศาจ ที่ผู้คนในวัฒนธรรมนั้นความเชื่อถือศรัทธาแล้ว ยังสันนิฐานว่า เกิดจากการที่มนุษย์เราต้องการแสดงออกถึงความสมัครสมานกลมเกลียว ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ของชาติพันธุ์ พงศ์เผ่า ชนเผ่า อีกด้วย
ลูบเป้าเขย่าโลก ใช่ครับ ผมกำลังพูดถึง ปอยฝ้ายมาลัยพร เอ้ย ไมเคิล แจ็คสันต่างหากเล่า ปั๊ดโถ่ เอิ้กๆๆๆ นี่คือตำนานเท้าไฟของโลกอย่างแท้จริงครับ เขาคือไอดอลของคนชอบเต้นทั่วทุกมุมโลก รับประกันได้ว่า ถ้าลองได้ยิน เอ้า! ฮี้ฮี(เสียงสูง) แล้วละก้อ เป็นต้องเต้นกันยับขยับแข้งขา เกร็งตูด รูด ลากเท้าถอยหลังในท่ามูนวอล์ค ต่อด้วยเอามือกุมเป้าแล้วกระดกกระเด้าเด้งงึกๆ แล้วหมุนตัวกระโดดเตะขาสูง ก่อนยืดตัวตรง ขาไขว้ แขนซ้ายยกทาบไว้ที่หน้าอก ยกแขนขวาชูขึ้นนิ้วมือขวาชี้ลง แล้วร้อง เอ้า!(เสียงสูง)กันอีกสักทีนึง เอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ยากจะลอกเลียนแบบให้ได้พลัง และฟีลลิ่งเสมอเหมือนอย่างที่เจ้าตัวได้ทำเอาไว้ เมื่อได้ไปดูผลงานต่างๆของเขาในมิวสิควีดีโอ ผู้อ่านจะเห็นว่า เขาเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร แต่ใครๆก็อยากจะเหมือนเขา เป็นคนที่ผู้คนเก่งๆ ที่มีความสามารถจำนวนมาก อยากจะร่วมงานด้วย ความเป็นมืออาชีพ ความคิดสร้างสรรค์ต่างๆที่ถ่ายทอดออกมาในมิวสิควีดีโอ มันมักจะเป็นอะไรที่ล้ำนำสมัย และใช้เทคโนโลยีล่าสุดในช่วงนั้นสร้างสรรค์ขึ้นมา ไม่นาน มันก็กลายเป็นมาตรฐานที่คนทำงานอื่นๆอยากจะทำตาม อีกทั้งการร้องและการเต้นที่มันสะใจ ถึงใจ ถึงกึ๋น สุดดากของเขาเองนี่เอง ที่ได้ทำให้คนทั่วโลกคลั่งไคล้เขา คงเป็นพวงสวรรค์ เอ้ย พรสวรรค์ ที่พระเจ้าประทานให้กับเขามาตั้งแต่เกิด น่าอัศจจรย์ครับคนๆนี่ ในชีวประวัติของเขา เด็กชายไมเคิลและพี่น้องอีกสี่คนถูกฝึกฝนเคี่ยวเข็ญอย่างหนัก เพื่อรีดเค้นเอาศักยภาพและอัจฉริยะภาพของพวกเขาออกมา โดยพ่อของพวกเขานั่นเอง การเคี่ยวกรำของพ่อ ทำให้วัยเด็กของพวกเขาถูกฉกฉวยไป พวกเขาไม่ค่อยมีโอกาสได้เล่นสนุกเหมือนกับเด็กทั่วไป เมื่อเขาเติบโต เขาจึงชดเชยวัยเด็กให้กับตัวเอง ด้วยการสร้างสวนสนุกส่วนตัวขึ้นมาเองซะเลย ห้ามเล่นดีนัก เอิ้กๆๆ เขาเรียกที่นั่นว่า เนเวอร์แลนด์ ออขอนอกเรื่องนิดนึงนะครับ (คุณผู้อ่านบางคนบอก มึงก็นอกเรื่องของมึงเป็นประจำอยู่แล้วละ ไม่ต้องมาทำเป็นขอหรอก เอิ้กๆๆๆ)คุณผู้อ่านเห็นข่าวที่นำเสนอเรื่องเครื่องมือแพทย์ที่มีลักษณะเหมือนตู้อบของพระธรรมชัยโยรึเปล่าครับ นั่นเป็นที่สำหรับนอนรับเอาออกซิเจนบริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกายครับ ผมจะบอกว่า ไมเคิลเขาก็มีครับ แล้วเขาก็ใช้ไอ้เจ้าเครื่องนี้มานานแล้วด้วย ตั้งแต่ผมยังเด็กๆนู้นแน่ะ(ผมอ่านเจอในนิตยาสารหญิงไทยตอนผมอายุสักห้าหกขวบได้)
พรสวรรค์ บวกกับ การฝึกฝนพัฒนาตนเองและการทำงานหนัก ผลักดันให้ไมเคิล แจ็คสัน เดินทางไปสู่ความสำเร็จ ตั้งแต่ยังหนุ่ม เขากลายเป็นหมายเลขหนึ่ง เป็นคิงออฟป๊อบของผู้คนทั่วโลก ช่วงชีวิตนึง ผมเคยอยากเต้น ให้ตัวเองและคนที่ดูผมเต้น ได้มันสะใจไปพร้อมๆกันแบบเขาคนนี้แหละ หากเทียบกับศิลปินในยุคปัจจุบันนี้ ไมเคิลของผมอาจจะดูดาดๆไปเลยก็ได้สำหรับการเต้น ก็ธรรมดาโลกเนาะ เก่าไปใหม่ก็มา คลื่นลูกใหม่ก็ซัดคลื่นลูกเก่ากระจายหายไปตามกาลเวลา ในส่วนของการร้อง พูดก็พูดเถอะ จะหาใครโดดเด่นเปล่งประกายเหมือนแกนี่ ยากครับ ถึงศิลปินรุ่นใหม่จะมีเสียงร้องและเทคนิคในการร้องเก่งขึ้นมากกว่ารุ่นก่อนๆก็เถอะ(ความเห็นส่วนตัวนะครับ)
การขยับร่างกายไปตามจังหวะเสียงเพลง ท่วงท่ารูปแบบซ้ำๆที่กำหนดขึ้น หรือที่เราเรียกว่าการเต้นระบำนั้น สามารถช่วยพัฒนาการด้านสมองและสติปัญญาได้หรือไม่นะ
ร่างกายของมนุษย์เรามีระบบต่างๆอยู่หลายระบบครับ ตามหลักวิชาการด้านชีววิทยา ร่างกายคนเรามีระบบต่างๆดังนี้
ระบบย่อย
ระบบไหลเวียนโลหิต
ระบบประสาท
ระบบกล้ามเนื้อ
ระบบผิวหนัง
ระบบขับถ่าย
ระบบสืบพันธุ์
ระบบหายใจ
ระบบกระดูก
ระบบต่อม
การทำงานของระบบต่างๆจะเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันครับการทำงานที่เป็นปกติของทุกๆระบบจะทำให้เราไม่มีภาวะเจ็บป่วย
ระบบกล้ามเนื้อและระบบกระดูกอันเป็นโครงสร้างหลักในการเคลื่อนไหวร่างกายนั้นจะทำงานประสานกับระบบประสาทอย่างใกล้ชิดครับ ภายใต้คำสั่งของสมองส่วนหน้า ส่วนกล้ามเนื้อหัวใจ ซึ่งเป็นอวัยวะที่สำคัญของระบบเลือด และระบบอื่นๆทั้งหมด พวกนี้ทำงานนอกเหนือจากการคิดและสั่งงานของสมองครับ มันเป็นระบบประสาทอัตโนมัติ คือสมองไม่ต้องสั่งงานมันก็ทำงานทำหน้าที่ของมันไป
ยกตัวอย่างเช่น การหายใจ การกระพริบตา เมื่อเจอแสงจ้า การบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้เมื่อเรากลืนอาหาร การหดเกร็งของกล้ามเนื้อ เมื่อเจออากาศหนาวเย็น อะไรทำนองนี้ครับ แล้วการเคลื่อนไหวร่างกาย มีผลต่อสติปัญญาของมนุษย์อย่างไร
ผมขอยกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดเจนอย่างง่ายๆครับ ในคนปกติเมื่อเรายังเป็นทารกแบเบาะ การเคลื่อนไหวร่างกายของเรา จะเป็นไปด้วยความยากลำบาก ด้วยทั้งร่างกายและสมองของเรา ยังเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ เมื่อเราค่อยๆเติบโต ระบบประสาทและสมองของเราก็จะค่อยๆพัฒนาไปพร้อมๆกับความสามารถในการเคลื่อนไหวร่างกายได้อย่างอิสระดังใจคิดนั่นเอง และนั่นก็หมายความว่า ทักษะพื้นฐานในการเคลื่อนไหวร่างกายมนุษย์ ตั้งแต่การคลาน เดิน วิ่ง ฯลฯไปจนถึงทักษะขั้นสูงอย่างการเต้นระบำนั้น จะเพิ่มพูนพัฒนาไปพร้อมกับระบบประสาทและสมองของเราด้วยละครับ ที่สำคัญครับ การที่เราออกสเต็ปกันบ่อยๆ จะทำให้เราสุขภาพดีเป็นของแถมด้วย
การใช้เวลาว่างไปกับกิจกรรมต่างๆที่นอกเหนือไปจากกิจการงานตามหน้าที่นั้น อาจมีจุดประสงค์แตกต่างกันไปตามเหตุปัจจัยต่างๆ หลากหลายของบุคคล หากไม่สร้างความเดือดเนื้อร้อนใจให้กับตนเองและคนอื่นแล้ว ผมว่า นั้นก็น่าจะมีเหตุผลเพียงพอที่เราจะออกมาทำกิจกรรมต่างๆอย่างที่ใจถวิลหาแล้วละครับ สำหรับกิจกรรมเข้าจังหวะนี้ ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่น่าสนใจไม่น้อยทีเดียวเลยนะครับคุณผู้อ่าน
I like to move it move it.I like to move it move it. I like to move it move it. You like to move it!
สวัสดีเดือนมีนาครับผม
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
ข่าวดี มีมานานแล้วครับ
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...
-
รับปากกับข้า ว่าเอ็งจะยึดมั่นอยู่ในศีลธรรม อย่าได้ใช้ดนตรีไปในทางที่เสื่อม คิดเอาดีเอาเด่น หักหาญผู้อื่นเป็นขาด และต่อแต่นี้...
-
ฟอร์เรสท์ กัมพ์ อัจฉริยะปัญญานิ่ม (Forrest Gump) เป็นภาพยนตร์แนวชีวิต - เบาสมอง ที่ออกฉายใน ค.ศ. 1994...
-
กราบสวัสดีคุณผู้อ่านที่รักทุกท่านอีกครั้งหนึ่ง หลังจากห่างหายไปจากการอัพเดตบล็อคไปนาน ผมก็ขออนุญาตกลับมาทำหน้าที่อีกครั่งหนึ่ง สำหรับวั...




































